ตอนที่ 11 หมื่นห้าพันตำลึงทอง
ฉากบังลมตั้งอยู่ตรงหน้า ภาพที่ยังวาดไม่เสร็จ บัดนี้เสร็จแล้ว จางหานเฟิ่งเป็นผู้ลงมือวาดลวดลายบนฉากบังลมที่ตั้งอยู่หน้าเตียงนอนด้วยตัวเอง ยามนี้ดวงตาหงส์ของนางเปล่งประกายความพึงพอใจถึงสิบส่วน แถมมุมปากยังแต้มยิ้มน้อยๆ แลดูน่ามอง“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ท่านนี่ชอบไผ่จริงๆ เลยนะเจ้าคะ” ตันตันอดเปรยขึ้นมาไม่ได้ เพราะลวดลายหัวเตียงของจางหานเฟิ่งเป็นไผ่พลิ้วลม ในสวนแคบๆ ของบ้านสกุลจางก็ปลูกแต่ไผ่แคระ และนี่ลวดลายบนฉากบังลมก็ยังเป็นต้นไผ่อีก“ข้าชอบ ยามลมพัดมาแล้วใบไผ่เสียดสีกัน เพราะดี หน้าหนาวก็ยังยืนเด่นสง่าท้าลมหนาวและหิมะ ท่านแม่เคยบอกว่า เวลาอ่านหนังสือมากๆ แล้วปวดตา ให้เงยหน้ามองต้นไม้สีเขียวด้านนอก ข้าถึงได้ชอบต้นไผ่อย่างไรเล่า เพราะแม้ในช่วงฤดูหนาว สีเขียวของต้นไผ่ก็ยังเด่นชัดออกมา”“คุณหนูใหญ่เป็นยอดสตรีจริงๆ ท่านเก่งทุกด้านเลย ไม่ว่าจะเป็นดนตรี ร่ายรำ โคลงกลอน ลายอักษร เย็บปักถักร้อย คิดคำนวณ โอ๊ย! คุณหนูใหญ่ของข้าเก่งที่สุด อ้อ...ยังมีเรื่องอาหารด้วย ฝีมือการทำอาหารของคุณหนูใหญ่ยอดเยี่ยมมาก มิเช่นนั้นหอสุรากุ้ยฮวาจะมีชื่อเสียงเรื่องอาหารถึงขนาดนี้เชียวหรือ ใครไปใครมาก็ต้องแวะหอสุรากุ้ยฮวาเพื่อกินอาหารกันทั้งนั้น”“สูตรของท่านแม่ทั้งนั้น ไม่ใช่ข้าคิดค้นขึ้นมาเองสักหน่อย”จางหานเฟิ่งฟังแล้วหัวเราะ ดวงตาหงส์ของนางเพ่งพิศฉากบังลมที่เพิ่งวาดเสร็จ แต่รู้สึกเหมือนว่าขาดอะไรไปสักอย่าง เวลานั้นตันตันยังพูดไม่หยุดอยู่ข้างๆ เอ่ยถึงรสชาติของอาหารที่เรียกว่าเป็ดย่างหรือเป็ดปักกิ่งขึ้นมา“เป็ดที่ท่านทำออกมา หนังกรอบอร่อยมากเลยเจ้าค่ะ”“อืม...ข้าเติมบทกลอนลงไปสักหน่อยดีกว่า” นางเอียงคอครุ่นคิด...คิดเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับฉากบังลม“วันนี้ฝนท่าจะตกนะเจ้าคะ ท้องฟ้าด้านนอกมืดครึ้มเชียว” สาวใช้คนสนิทยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ พลางเบี่ยงสายตาไปทางหน้าต่าง มองเมฆฝนที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมเมืองหลวง“ข้าเติมดีกว่า” จางหานเฟิ่งโน้มตัวลงไปเขียนบทกลอน ปลายพู่กันตวัดไปมา ลายเส้นอ่อนช้อยแต่ทรงพลัง นางได้ความสามารถนี้มาจากบิดาที่เป็นอาลักษณ์สายลมพลิ้วไหวเสียงอิสระดังก้องรื่นเริงบันเทิงใจหัวใจข้าติดปีกจางหานเฟิ่งยังไม่ทันวางพู่กัน พลันเกิดเสียงหนึ่งดังขึ้นที่มุมห้อง จึงชำเลืองสายตามองตันตัน และตันตันก็รีบจัดการเก็บข้าวของให้เรียบร้อย อึดใจต่อมาสองนายบ่าวก็เดินออกไปตามทางลับ นางเจอหลงจู๊แห่งหอสุรากุ้ยฮวาเท่านั้นก็ยิ้มทักทายทันที“ท่านลุง...”“คนของจินอ๋องมาถามหาพิณเฟิ่งถงแล้ว เจ้าจะขายหรือไม่ และราคาเท่าไร” ผู้มาพบเปิดฉากพูดคุยเรื่องการซื้อขายในทันที“ขายเจ้าค่ะ” นางตอบพลางย่อตัวนั่งลงบนเก้าอี้ คราแรกที่ข่าวนี้เข้าหู นางแปลกใจเหลือเกินว่ามียอดพิณตงถงอยู่ในมือแล้ว ไยต้องการพิณอีกตัว แต่พอคิดมาคิดไป บางทีจินอ๋องอาจจะชอบสะสมของมีค่าก็เป็นไปได้“คุณหนูใหญ่จะขายพิณจริงๆ หรือเจ้าคะ พิณตัวนั้นอยู่กับคุณหนูใหญ่มาตั้งนาน” ตันตันอดค้านขึ้นมาเสียไม่ได้ เพราะถ้าขายไปแล้ว จางหานเฟิ่งจะใช้พิณที่ไหนบรรเลงเพลง“อืม...ข้าจะขาย เจ้าชงชาสิ” นางไล่ตันตันไปชงชาต้อนรับแขก“เจ้าค่ะ” ตันตันออกจากห้องไปก่อไฟต้มน้ำภายในห้องเหลือเพียงนางและผู้เฒ่าสองคน ผู้เฒ่าถามขึ้นด้วยความแปลกใจไม่แพ้กัน สตรีตัวน้อยคิดที่จะขายพิณเฟิ่งถงจริงๆ หรือ ยอดพิณดีๆ หาได้มิใช่ง่าย“จะขายจริงๆ หรือ”“ขาย แต่หมื่นห้าพันตำลึงทองนะท่านลุง” นางเอ่ยแล้วยิ้มกว้าง นางโก่งราคาแพงสุดขีด“หมื่นห้าพันตำลึงทอง!” ผู้เฒ่าตาโตตกใจ“ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ” นางหัวเราะคิกคัก และให้เหตุผลในแบบพ่อค้าแม่ค้าแต่แฝงความท้าทายจินอ๋องอยู่ในตัว “ข้าเป็นผู้ทำการค้า เมื่อคิดที่จะขายของออกไปก็ต้องให้ได้กำไรใช่หรือไม่”“ข้อนี้ข้าก็รู้อยู่นะ แต่มันจะแพงเกินไปหรือไม่ พิณตงถงที่อยู่ในมือจินอ๋อง! ราคาแค่หมื่นตำลึงทองเอง” ผู้เฒ่าขมวดหัวคิ้ว หวั่นจะเป็นการเหยียบตาปลาจินอ๋อง“ใจจริงข้าน่ะทั้งอยากขายและไม่อยากขาย ราคาของข้าเลยแพงสักหน่อย ถ้าจินอ๋องอยากได้จริงก็ต้องสู้ราคา” นางท้าทายจินอ๋องจริงๆ งานนี้“อืม...” หลงจู๊พยักหน้ารับอย่างเข้าใจในแนวการค้าขาย เพราะทำการค้ามาห้าสิบกว่าปีแล้ว เขาไม่ค่อยจะค้านความคิดเห็นของจางหานเฟิ่งหรอก“ท่านลุงก็ติดต่อไปตามนี้ ถ้าฝ่ายโน้นสู้ราคา ข้าก็ตกลงที่จะขาย”“ได้”“อีกอย่าง...ข้ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้ท่านลุงช่วย”“เรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ บอกมาได้เลย”“ช่วยติดต่อซื้อที่ดินตรงเชิงเขาทางด้านตะวันออกให้ข้าหน่อยนะ คฤหาสน์หลังที่มีป่าไผ่” นางยิ้มแย้มประจบอีกฝ่ายให้ทำงาน ทว่านางก็มีส่วนแบ่งให้เต็มที่เหมือนกัน“เอ๊ะ! คฤหาสน์หลังนั้นติดกับตำหนักจินอ๋องไม่ใช่หรือไร” ผู้เฒ่าเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจอีกรอบ ไยอีกฝ่ายต้องการซื้อที่ตรงนั้น ทั้งที่จินอ๋องกำลังตามหาตัวนางอยู่“ใช่เจ้าค่ะ” นางรู้อยู่แล้วว่าคฤหาสน์หลังนั้นติดกับตำหนักพยัคฆ์หมอกของจินอ๋อง“เจ้าอยากจะย้ายบ้านหรือไร”“เปล่าเจ้าค่ะ”สตรีตัวน้อยส่ายหน้าไปมา เป็นเวลาเดียวกันกับที่ตันตันยกน้ำชาเข้ามาเสิร์ฟ ตันตันจึงยืนฟังการพูดคุยไปด้วยโดยปริยาย“ข้าอยากซื้อเอาไว้เป็นสมบัติให้ซานเอ๋อร์ ข้าชอบป่าไผ่ ข้าเล็งหามานานแล้ว”“อ๋อ...ถ้าเจ้าอยากได้ ข้าก็จะจัดการให้” หลงจู๊รับปากในทันที“ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านลุงช่วยกดราคาให้ข้าหน่อยนะ” นางกะพริบตาขอร้อง“เจ้าร่ำรวยถึงขนาดนี้ ยังต้องให้ข้ากดราคาอีกหรือ” ผู้เฒ่าฟังแล้วหัวเราะเสียงรื่นเริง อีกทั้งตบเข่าตัวเองเสียงดังฉาดอย่างขบขัน“แหม...ถ้าท่านลุงทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อข้าไม่ใช่หรือ ส่วนที่ลดมาได้นั้น ส่วนหนึ่งจะเป็นของท่านลุง ท่านลุงก็รู้ว่าข้าไม่เคยใช้งานใครเฉยๆ” นางยังคงยิ้มแย้มแจ่มใส แก้มนวลน่าหยิกนัก ริมฝีปากสีชาดจิ้มลิ้ม และหน้าผากเกลี้ยงเกลาผิวดี นางเป็นสตรีนางหนึ่งที่น่ามองยิ่ง“ใช่ๆ ข้าเห็นด้วย” หลงจู๊หัวเราะออกมาในทันที“ถ้าจินอ๋องซื้อพิณเฟิ่งถงด้วยจำนวนเงินหมื่นห้าพันตำลึงทองจริง ข้าจะดีใจมาก” นางไม่คิดว่าจินอ๋องจะทุ่มเงินมากขนาดนั้นมาซื้อหรอก“เจ้าคิดว่าจินอ๋องจะซื้อไหม แพงกว่าพิณตงถงอีก”“ข้าไม่รู้” นางส่ายหน้าไปมาอย่างไม่รู้จริงๆ“จริงสิ! ที่จินอ๋องต้องการพิณเฟิ่งถงเป็นเพราะยกพิณตงถงให้คนผู้หนึ่งไปแล้ว ซึ่งก็คือเจ้า” หลงจู๊รู้เรื่องนี้ดีเป็นที่สุด สายสืบของหอสุรากุ้ยฮวาแข็งแกร่งไม่แพ้สายสืบของที่ไหน“เอ๋...ยกพิณให้ข้านี่นะ จินอ๋องท่าจะสติฟั่นเฟือน” นางหัวเราะด้วยความขบขัน ทว่าใจดวงน้อยกำลังบีบรัดเพราะนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น“เดิมทีพิณตงถงตัวนี้ถูกยกให้หรงเสวี่ยใช้ในงานเลี้ยงเฉลิมฉลองที่จะมีขึ้นในวังหลวงอีกสามเดือนข้างหน้า”“อ๋อ...ใช้ในงานสำคัญ แต่กลับมายกให้ข้านี่นะ ข้าก็บอกแล้วว่าไม่เอา สู้เอาพิณตงถงตัวนี้ไปให้หรงเสวี่ยใช้งานไม่ดีกว่าหรือ” จางหานเฟิ่งมีสีหน้าไม่เข้าใจจริงๆ“จินอ๋องกับองค์ชายสามยังไม่เลิกตามหาตัวเจ้า คนของจินอ๋องตามหาคุณหนูใหญ่สกุลจางไปทั่วทั้งแคว้นจ้าว” หลงจู๊กล่าวเสียงเคร่งเครียด เพราะกลัวว่าจางหานเฟิ่งจะได้รับอันตราย บุรุษสองคนนี้ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว แม้แรกเริ่มจะยุให้นางสนใจองค์ชายสามก็ตาม“อืม...ท่านลุงช่วยรีบจัดการเรื่องซื้อคฤหาสน์ตรงเชิงเขาให้ข้าหน่อยนะ” นางคิดใช้สถานที่ตรงนั้นเป็นที่หลบภัย เมื่ออยู่ใต้จมูกของคนผู้นั้น ดวงตาจะมองมาไม่เห็นปาก“ข้าเข้าใจแล้ว”“อีกไม่นานพวกเขาคงหาข้าเจอ” นางมีสีหน้าเยือกเย็นขึ้นมาอีกสามส่วน รอยยิ้มพลันหายไปจากใบหน้า ดวงตาหงส์สาดประกายคมกล้าเอาเรื่อง“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ...” ตันตันฟังแล้วเผยความกลัวออกมาทางสีหน้าและน้ำเสียง ผ่านมาจะเดือนหนึ่งแล้ว เชื้อพระวงศ์ทั้งสองยังตามหาตัวคุณหนูของนางอีก“เจ้าจะกลัวอะไร เราไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” นิ้วเรียวของจางหานเฟิ่งจับถ้วยชาแล้วยกขึ้นถืออย่างเฉื่อยชา“ก็ไปลบหลู่เชื้อพระวงศ์” ตันตันแย้งเสียงอ่อยกลัดกลุ้ม“การที่ข้าปฏิเสธรับพิณตงถงเป็นการลบหลู่จินอ๋องตรงไหน และการที่ข้าไม่อยากเสวนากับองค์ชายสามถือเป็นการลบหลู่ตรงไหน” นางเลิกคิ้วดุจใบหลิวขึ้นสูง แต่ดวงตาเหม่อมองออกไปไกลสุดกู่“นั่นแหละเจ้าค่ะที่เป็นการลบหลู่”“ข้าไม่ใส่ใจ”“คุณหนูใหญ่...ท่านอยู่แต่ในห้องหับและเอาแต่อ่านหนังสือ ท่านหลงอยู่แต่ในโลกของท่านแม่ ท่านต้องมองโลกภายนอกบ้างนะเจ้าคะ” ตันตันอดไม่ได้ที่จะเถียง“ข้าก็มองอยู่ แต่โลกของท่านแม่ดีกว่าภายนอกยิ่งนัก เพราะโลกภายนอกน่าเบื่อ”ตันตันเจอฝีปากของคุณหนูใหญ่เข้าไปก็พูดไม่ออก จางหานเฟิ่งฉลาด สุขุม รอบคอบ เก่งทุกด้าน บ่าวอย่างนางหาเหตุผลมาเถียงไม่ได้เลย แต่แล้วก็เงยหน้าขึ้นเปิดปากพูดอีก นิสัยติดเถียง...แก้ไขไม่ได้จริงๆ“ถ้าจินอ๋องและองค์ชายสามตามหาคุณหนูเจอ จะเกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ”“ไม่เกิดอะไรขึ้นหรอก อย่างมากก็คงแค่ถูกด่า”“ด่า?” ตันตันทำเสียงเหมือนไม่เชื่อว่าแค่นั้นแน่“อ้าว...ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ นี่ ข้าเป็นแค่สตรีตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จะเอามีดมาฟันคอข้าให้ขาดเลยหรือไร” นางเงยหน้ามองไปทางบ่าวรับใช้ของตัวเอง“คุณหนูใหญ่ก็...” ตันตันอยากร้องไห้ขึ้นมาเสียแล้ว“ฮา...ฮา...” หลงจู๊หัวเราะขึ้นมา ใบหน้าของผู้เฒ่าพราวไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อผุดลุกขึ้นยืนก็พูดอีก “อีกสองวันข้าจะมาใหม่”“เดินทางกลับดีๆ นะเจ้าคะ ฝนใกล้จะตกแล้ว ระวังจะเป็นหวัด เพราะท่านลุงสำคัญกับข้ามาก”“อืม...เจ้าไม่เหมือนสตรีที่ไหนจริงๆ”หลงจู๊ชม เพราะจางหานเฟิ่งเป็นแบบนี้ ถึงได้พ่ายแพ้ และต้องยกหอสุรากุ้ยฮวากลับคืนไป คิดจะฮุบก็ฮุบไม่ได้ คุณหนูผู้นี้ร้ายกาจนัก มือกุมกระดาษสัญญาระหว่างเขากับฮูหยินจางคนก่อนเอาไว้ ท้ายที่สุดก็ต้องยกหอสุรากุ้ยฮวากลับคืนไปอย่างจำใจ แต่หลังจากนั้นเจ็ดปี เขาก็ดีใจนักที่ยกคืนไปให้นาง ไม่เช่นนั้นหอสุรากุ้ยฮวาจะรุ่งโรจน์ถึงเพียงนี้หรือ เพราะนางคนเดียว ความสามารถของนางล้วนๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนรายการอาหาร เข้ามาเปลี่ยนการบริการ และเริ่มอะไรๆ ที่มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีได้อย่างทุกวันนี้“อืมๆ เจ้าขาดข้าไม่ได้ ข้ารู้”“ใช่เลยเจ้าค่ะ” นางโบกมือหย็อยๆ พร้อมรอยยิ้ม นางใช้ใคร นางก็ให้ผลตอบแทนเต็มที่เช่นกัน บ้านหลงจู๊ปัจจุบันหลังใหญ่นัก แล้วนางก็หันไปหาตันตัน เมื่อเห็นว่าฝนจะตก นางเกิดอารมณ์สุนทรีย์ “ตันตัน...เจ้าไปหยิบพิณเฟิ่งถงมาให้ข้าหน่อย”“ได้เจ้าค่ะ”