หนึ่งกระบวนท่า!
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณผู้คนทั้งหลายล้วนแต่มองไปยังภาพเหตุการณ์ที่เบื้องหน้าด้วยความตกตะลึง ดูเหมือนว่าเมื่อครู่จะมีการปะทะกันของพลังจิตเกิดขึ้นมาแต่ผู้ที่ก่อนหน้านี้ดูคล้ายว่าจะแข็งแกร่งไร้เทียมทานอย่างหลิวอวิ๋นกลับลอยกระเด็นออกไปซึ่งมันก็นับว่าน่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง
พลังแห่งจิตเช่นนี้ทำให้จอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณต้องสั่นสะท้านและเมื่อผู้คนทั้งหลายมองไปยังหลิวอวิ๋นที่นอนอยู่บนพื้นต่างก็รู้โดยทั่วกันว่าเขาได้กลายเป็นผู้ไร้ประโยชน์ไปเสียแล้วการบาดเจ็บที่เกิดจากพลังจิตนั้นเป็นสิ่งที่มากไปด้วยปัญหาเพราะต่อให้สามารถฟื้นฟูได้ก็คงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่ปี ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องการบรรลุขั้นพลัง!
คนของกลุ่มจิ้งจอกโลหะต่างก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่ต่อให้พวกเขาเป็นผู้ที่มากด้วยประสบการณ์การฆ่าฟันก็ยังไม่อาจมองข้ามจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งได้ซึ่งผู้ที่สามารถทำได้ในระดับนี้นับว่าน่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง!
“เป็นเขา!”
เสวี่ยไต้เอ๋อร์กัดฟันแน่นแล้วมองไปยังหอไม้ด้วยความเหลือเชื่อหลังจากที่ได้พบเมิ่งฝานนางก็ไม่ได้เห็นว่าอีกฝ่ายมีสิ่งใดพิเศษไปจากผู้อื่น แต่เขากลับแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ดูเหมือนว่าจะมีพลังจิตในขั้นจิตเช่นเดียวกัน ซ้ำยัง...แข็งแกร่งกว่านางอีกด้วย!
“พี่ใหญ่เมิ่งฝาน!”
หลินถังกำหมัดแน่นใบหน้าของเขามีความตื่นเต้นปรากฏขึ้นมาให้เห็นแม้ว่าคนของกลุ่มจิ้งจอกโลหะจะอยู่ที่นี่จำนวนมาก แต่เมื่อเมิ่งฝานแสดงฝีมือออกมาเช่นนี้การยกโขยงออกจากรังของกลุ่มจิ้งจอกโลหะก็หาใช่เรื่องดีเสมอไป
ความยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งของบุรุษหนุ่มผู้นั้นหาใช่สิ่งที่จะใช้หลักการของคนธรรมดาตัดสินได้ไม่
เฉียนจิ้นยังคงยืนอยู่กับที่ เขามองไปยังหลิวอวิ๋นที่กระอักเลือดด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างลิบลับเพราะรู้ดีว่าหลิวอวิ๋นนั้นมีความแข็งแกร่งมากเพียงใด แต่กองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีมีผู้จอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งเพียงนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน?
เฉียนจิ้นก้าวออกไปเบื้องหน้า แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น“เจ้าเป็นใคร?”
“เจ้าไม่คู่ควรที่จะรู้นามของข้า!”
ไกลออกไปนั้นเสียงดังกล่าวดังขึ้นพร้อมกับเจ้าของเสียงที่ก้าวเดินมาอย่างใจเย็น เขาสวมชุดสีครามและมีความห้าวหาญที่น่าสะพรึงซึ่งเขาผู้นั้นก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง เมิ่งฝานคลี่ยิ้มขึ้นเพราะพอใจกับวิชาเทวะแปรเปลี่ยนของตนเองอย่างมากในชั่วพริบตาที่แสดงพลังเทวะแปรเปลี่ยนก็ทำให้หลิวอวิ๋นถึงกับได้รับบาดเจ็บสาหัส
ถือว่าไม่ทำให้ความเจ็บปวดของตนเองต้องสูญเปล่าเมื่อคิดถึงความเจ็บปวดในดวงจิตที่เคยเกิดขึ้นเมิ่งฝานก็ยังรู้สึกทุกข์ทรมานอยู่เล็กน้อย
เพียงชั่วพริบตาทุกสายตาของผู้คนที่อยู่ณ บริเวณนี้ต่างก็จับจ้องไปยังเมิ่งฝานทั้งสิ้น รูม่านตาของเฉียนจิ้นพลันหดเล็กลงก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น“เจ้าเป็นผู้ใดจึงกล้ามายุ่งเรื่องของกลุ่มจิ้งจอกโลหะ?ข้าขอแนะนำว่ารีบจากไปให้เร็วที่สุดจะดีกว่ากลุ่มจิ้งจอกโลหะของพวกข้าไม่ใช่ผู้ควรจะหาเรื่อง!”
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“ขออภัยด้วยแล้วกัน ข้าคนนี้มีนิสัยที่ไม่ค่อยดีอยู่อย่างหนึ่งนั่นคือชอบรังแกพวกที่บอกว่าไม่ควรหาเรื่องยิ่งรังแกให้น่าเวทนาเท่าใดข้าก็ยิ่งชอบใจเท่านั้น อีกอย่าง...ข้าคือแม่ทัพแห่งกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีสมองเจ้าเลอะเลือนหรือไรถึงได้บอกให้ข้าออกไปจากที่นี่?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเฉียนจิ้นก็กัดฟันแน่นใบหน้าของเขาแดงก่ำไปด้วยความโกรธทว่าพลทหารของกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีที่อยู่ด้านหลังของเมิ่งฝานกลับตกตะลึงไปตามๆกัน เพราะนึกไม่ถึงว่าเมื่อเมิ่งฝานปรากฏตัวขึ้นมาจะทรงพลังและดุดันได้ถึงเพียงนี้!
แม้ศัตรูจะมีกำลังพลนับพันอาชานับหมื่นเขาผู้นี้ก็หาได้ยำเกรงไม่!
ก่อนหน้านี้ผู้คนทั้งหลายต่างก็เคารพเมิ่งฝานในการเป็นแม่ทัพแห่งกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีเพียงการกระทำเท่านั้นแต่วันนี้เมื่อได้เห็นศักยภาพของเมิ่งฝานกลับยอมศิโรราบทั้งกายและใจรวมถึงเสวี่ยไต้เอ๋อร์ที่ยามนี้นัยน์ตาของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
กล้าที่จะเผชิญหน้ากับคนของกลุ่มจิ้งจอกโลหะที่มากมายเพียงลำพังทั้งยังอวดดีถึงเพียงนี้นับว่าเป็นผู้ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว!
เฉียนจิ้นมองไปยังเมิ่งฝานแล้วกระตุกยิ้มจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเย็น “ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่ต้องพูดคุยกันอีกแล้วไปตายเสียเถอะ!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเฉียนจิ้นก็เดินขึ้นหน้าไปหนึ่งก้าวก่อนจะพุ่งทะยานเข้าไปหาเมิ่งฝานอย่างฉับพลันพร้อมกับใช้ฝ่ามือฟันออกไปในอากาศ
“หัตถ์เหมันต์!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นพลันมีพลังอันมากมายปรากฏขึ้นมาจากฝ่ามือของเฉียนจิ้นเงาฝ่ามือปรากฏขึ้นพร้อมกับพลังปราณมากมายดุจก้อนเมฆบนฟากฟ้าน่าสะพรึงจนทำให้หัวใจสั่นสะท้าน อานุภาพของมันบ่งบอกว่าเป็นวิชายุทธ์ระดับอักษรหงที่มากไปกว่านั้นคือเฉียนจิ้นจู่โจมอย่างดุดันและรวดเร็ว
“ระวัง!”
ข้างกันนั้นเสวี่ยไต้เอ๋อร์ที่สัมผัสได้ถึงพลังก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเป็นห่วง
ระลอกคลื่นแห่งพลังปราณแผ่ซ่านเงาฝ่ามือปกคลุมบนท้องฟ้า รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงไปชั่วครู่ก่อนจะค่อยๆ ชูแขนขึ้นแล้วในวินาทีต่อมาพลันมีพลังอันแข็งแกร่งอย่างสูงสุดแผ่ซ่านออกมาจากฝ่ามือของเขา
“สายธารหลั่งสมุทร!”
หนึ่งกระบวนท่าเป็นดั่งสายธารหลากที่ทะยานไปในอากาศด้วยระลอกแห่งพลังอันเด่นชัด พุ่งตรงไปยังฝ่ามือของเฉียนจิ้นอย่างดุดัน!
ตู้ม!
ระลอกคลื่นแผ่ซ่านสีหน้าของผู้คนทั้งหลายต่างก็เปลี่ยนไป พื้นเบื้องล่างแตกร้าวเป็นวงกว้างโดยมีพวกเขาทั้งสองเป็นศูนย์กลางฝุ่นควันมากมายตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ผู้คนทั้งหลายต่างก็จ้องมองอย่างไม่ละสายตา เวลานี้ฝ่ามือของเมิ่งฝานจับมือของเฉียนจิ้นเอาไว้แน่นเมื่ออยู่ภายใต้แรงบีบของเขาใบหน้าของเฉียนจิ้นจึงบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บ
ทั้งที่มันเป็นการโจมตีอย่างสุดกำลังของรองประมุขกลุ่มจิ้งจอกโลหะแต่บุรุษหนุ่มอีกผู้หนึ่งกลับสามารถรับมือได้อย่างง่ายดาย ซ้ำยังไม่ล่าถอยแม้เพียงก้าวเดียว
เฉียนจิ้นอยากสะบัดมือออกจากมือของเมิ่งฝานแต่ไม่ว่าเฉียนจิ้นจะออกแรงเท่าใดก็ดึงไม่หลุด เพราะสิ่งที่กำลังจับมือตนเองเอาไว้นั้นราวกับคีมเหล็กก็ไม่ปาน
ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็มองเฉียนจิ้นด้วยนัยน์ตาที่ราบเรียบก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม“เจ้าออกแรงอย่างสุดกำลังแล้ว แต่ข้า....ยัง!”
วิชาทะลวงธารา เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น!
แล้วในวินาทีต่อมาเมิ่งฝานก็ก้าวออกไปเบื้องหน้านิ้วทั้งห้าเคลื่อนขยับอยู่ในอากาศด้วยความเร็วปานสายฟ้าและทรงพลังเป็นอย่างยิ่งเพียงชั่วพริบตาพลังที่คล้ายดั่งสามารถเคลื่อนขุนเขาพลิกสมุทรก็พุ่งทะยานไปหาเฉียนจิ้น
หนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์!
สองหมัดสะท้านสิงขร!
ผสานสัตตะดารา!
เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็ขยับก้าวอยู่ในอากาศฝ่ามือเคลื่อนไหวด้วยความเร็วปานสายฟ้าพุ่งไปยังร่างของเฉียนจิ้นอย่างดุดันแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณที่แข็งแกร่งแต่ในเวลานี้แม้แต่ชุดเกราะพลังปราณที่อยู่บนร่างก็ยังแตกกระจายแล้วล่าถอยไปอย่างรวดเร็วเมื่อถูกเมิ่งฝานจู่โจมด้วยหลายกระบวนท่าเลือดจึงไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ดไม่ทันได้ส่งเสียงใดก็ลอยกระเด็นออกไปแล้ว
ตู้ม!
เฉียนจิ้นร่วงหล่นลงไปบนพื้นกระดูกในร่างกายหักไปอย่างไม่รู้จำนวนแล้วตายลงในที่สุด
น่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง!
ในขณะนี้บรรดาคนของกลุ่มจิ้งจอกโลหะที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็อ้าปากค้างแล้วมองเมิ่งฝานด้วยความตกตะลึงเขานึกไม่ถึงว่าผู้ที่มีใบหน้าอ่อนเยาว์นี้จะมีความสามารถและพลังในการบำเพ็ญตนอันแข็งแกร่งเมื่อลงมือก็คล้ายดั่งภูเขาไฟปะทะ!
“เยี่ยมยอดขอรับท่านแม่ทัพ!”
ด้านหลังของเมิ่งฝานนั้นบรรดาพลทหารของกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีต่างก็ลุกฮือ ใบหน้าของพวกเขาล้วนแต่มีความดีใจและฮึกเหิมปรากฏขึ้นมาอย่างเด่นชัดด้วยความที่นึกไม่ถึงว่าแม่ทัพของตนเองจะทรงพลังถึงเพียงนี้ขณะนี้แม้แต่เสวี่ยไต้เอ๋อร์ก็ยังมองเมิ่งฝานด้วยความตกตะลึง แฝงไปด้วยความดีใจเจ็ดส่วนและอีกสามส่วนคือความเคารพนับถือ
แล้วในชั่วพริบตานี้เองที่มีน้ำเสียงอันเยือกเย็นดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณอย่างฉับพลัน
“หึหึนึกไม่ถึงว่าในกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีจะมีจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้แต่ก็น่าเสียดาย...หรือเจ้าจะลืมประมุขกลุ่มจิ้งจอกโลหะอย่างข้าเตี่ยนหานผู้นี้ไปเสียแล้ว?”น้ำเสียงนั้นคล้ายดั่งพลังแห่งสายฟ้า แม้แต่เมิ่งฝานก็ยังรู้สึกตกใจแล้วมองไปที่ไกลๆ
ด้านหลังของกลุ่มคนทั้งหลายนั้นเงาร่างของคนผู้หนึ่งค่อยๆ เดินออกมา เขาสวมชุดคลุมสีดำ ร่างกายกำยำแข็งแกร่ง ย่างสามขุมเข้ามาด้วยนัยน์ตาอันน่าสะพรึงและทรงพลังแม้ว่าในยามนี้จะมีพลังปราณของผู้คนมากมายหลายพัน แต่พลังของเขากลับถูกสยบไปทั้งสิ้น
เกลาวิญญาณระดับแปด!
หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังลมปราณที่ออกมาจากร่างกายของอีกฝ่ายเขานึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณระดับแปดพลังลมปราณในร่างกายมั่นคงแข็งแกร่ง สำหรับเมิ่งฝานแล้วนับว่าเป็นการสยบด้วยขั้นพลังแห่งการบำเพ็ญตน
“เขาคือราชาจิ้งจอกเตี่ยนหาน!”
“ไม่ผิดแน่เขาไม่ได้ปรากฏตัวมานานแล้วไม่ใช่หรือไร ครั้งนี้ผู้พิทักษ์ราตรี...”
“เจ้าคนผู้นี้โหดร้ายจะตายไปต่อให้เทียบกับผู้ที่อยู่ในทะเลทรายถามู่แห่งนี้ก็ยังถือว่าเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของความโหดเหี้ยม!”
เสียงสนทนาดังไปทั่วบริเวณสายตาของผู้คนที่มองไปยังเตี่ยนหานล้วนแต่มีความเกรงกลัวปรากฏขึ้นซึ่งนั่นก็ทำให้คนของกลุ่มจิ้งจอกโลหะที่ดูคล้ายหม่นหมองไปในคราแรกกลับมาลุกฮืออีกครั้งและหลีกทางให้แก่เตี่ยนหาน
ทางฝั่งของหลินถังก็มองไปยังบุรุษผู้มาใหม่ก่อนจะยิ้มเจื่อนแล้วเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา“ดูท่าจะให้ความสำคัญกับกองกำลังผู้พิทักษ์ราตรีอย่างมากมายเสียจริงคิดไม่ถึงว่าแม้แต่ประมุขกลุ่มจิ้งจอกโลหะอย่างเตี่ยนหานก็ยังเดินทางมาด้วยตนเอง...”
ราชาจิ้งจอกเตี่ยนหานเดินตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าหนู เจ้ามีฝีมือไม่เลวมิสู้เข้าร่วมกับกลุ่มจิ้งจอกโลหะไม่ดีหรือ? แล้วข้าจะมอบตำแหน่งรองประมุขให้เจ้าตั้งแต่ตอนนี้ทั้งจะไม่ถือโทษโกรธเจ้าในสิ่งที่เคยทำลงไปทุกประการอยู่ภายใต้อำนาจเพียงข้าผู้เดียวเท่านั้น!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็หัวเราะออกมาเสียงเบาไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธแต่หลังจากนั้นก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ไม่สนใจ!”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเตี่ยนหานก็เปลี่ยนไปต่อมาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “ดูท่าเจ้าคงไม่ชอบดื่มสุราดีแต่ชอบดื่มสุราจับกรอกสินะ?เจ้าหนู ข้าจะบอกให้นะว่าถึงแม้เจ้าจะมีความสามารถที่ไม่เลวแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าราชาจิ้งจอกเตี่ยนหานเจ้ายังอ่อนหัดนักหากข้าจะสังหารเจ้าก็ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาระลอกคลื่นแห่งพลังปราณอันแข็งแกร่งก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของเตี่ยนหานแล้วปกคลุมทั่วบริเวณอุณหภูมิโดยรอบพลันสูงขึ้นตามไปด้วย
ภายในพลังแห่งวิชายุทธ์ของอีกฝ่ายนั้นแฝงไปด้วยพลังธาตุไฟที่แข็งแกร่งสร้างแรงกดดันมากมายจนผู้คนทั้งหลายหายใจไม่ทั่วท้อง รู้สึกคล้ายดั่งกำลังอยู่ใกล้กับขุนเขาที่สูงใหญ่ก็ไม่ปาน
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังที่ถาโถมมายังใบหน้าสีหน้าของหลินถังก็เปลี่ยนไปก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “พี่ใหญ่เตี่ยนหานผู้นี้มีชื่อเสียงมานาน เป็นผู้ที่มีฝีมือโหดเหี้ยมแห่งทะเลทรายถามู่หากไม่ไหวจริงๆ...พวกเราถอยทัพดีหรือไม่ขอรับ”
เสียงนี้อัดแน่นไปด้วยความไม่ยอมจำนนแต่หากการถอยทัพไปในครั้งนี้สามารถรักษาชีวิตของเมิ่งฝานเอาไว้ได้หลินถังก็ไม่สนใจเกียรติของตนเองเลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานจึงหัวเราะออกมาเสียงเบาเขามองไปยังเตี่ยนหานแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ลงมือเถอะจะมัวแต่แสดงท่าทีว่าตนเองนั้นแข็งแกร่งไปเพื่อสิ่งใดกันเดิมทีก็ต้องการลงมืออยู่แล้วไม่ใช่หรือ!”
เมื่อได้ยินดังนั้นสีหน้าของเตี่ยนหานพลันเปลี่ยนไปเขากระตุกยิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าหนูเจ้าช่างมั่นใจในตนเองเสียจริง วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นว่าสิ่งใดคือราชาจิ้งจอกเตี่ยนหานที่แท้จริง!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเตี่ยนหานก็ก้าวขึ้นมาเบื้องหน้าพลังปราณของเขาพลันปรากฏขึ้นมาในอากาศและกลายเป็นกรงเล็บขนาดใหญ่ยักษ์ในทันใดซึ่งมันคล้ายดั่งอุ้งมือของสัตว์อสูรก็ไม่ปานเมื่อดิ่งลงมาจากฟากฟ้าก็พบว่ามีกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเฉียนจิ้นหลายเท่าตัว
เจ้าคนผู้นี้ต้องบอกว่าเป็นดั่งสัตว์อสูรในร่างมนุษย์เลยก็ว่าได้!
ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างก็สูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึงแทนเมิ่งฝานเตี่ยนหานนั้นเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงในทะเลทรายถามู่ นอกจากจะมีพลังปราณอันแข็งแกร่งเขาก็ยังมีร่างกายกว่าครึ่งที่คล้ายดั่งสัตว์อสูรก็ไม่ปานเคยฉีกร่างกายของมนุษย์มากมายหลายคนจนได้รับสมญานามว่าราชาจิ้งจอก!
ชั่วพริบตานั้นเมิ่งฝานพลันก้าวออกไปเบื้องหน้าขณะเดียวกันก็มีทวนคู่ปรากฏขึ้นในมือแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คล้ายดั่งพลังสายฟ้า “ก่อนจะลงมือข้าก็ขอพูดสักเล็กน้อย ...เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครเหตุใดจึงกล้าสั่งการผู้อื่น!”