จินวั่งซูกับพระชายาชิงหลานปรึกษาหารือกันว่าคดีนี้น่าสนใจควรส่งคนไปสืบเสาะความจริงเพิ่มเติม
“ในเมื่อไต้เส้าจวินยืนยันว่าโครงกระดูกนั่นมิใช่บิดาของเขาข้าก็จะให้คนของสำนักข่าวนกกระจิบที่เมืองชิงหลิงสืบหาเบาะแสเพิ่ม”
เมื่อธุระสำคัญเสร็จสิ้นลงนักสืบน้อยทั้งสี่ก็จะพากันกลับไปจวนสกุลชิง ก่อนจะกลับชิงเว่ยเวยแอบกระซิบบางอย่างกับจินวั่งซูเขาจึงได้พยักหน้าและนัดหมายเวลากับนาง เมื่อถึงจวนชิงเว่ยเว่ยเดินนำหน่วยฉีหลินเข้าไปยังห้องของตน
“คดีนี้อยู่ถึงเมืองชิงหลิงเกินกำลังของพวกเราไปจริงๆ” ชิงเว่ยเว่ยรำพึงรำพันนางเสียดายที่ไม่อาจจะสืบคดีได้ด้วยตนเอง
“เว่ยเว่ยหัวหน้าจินรับปากจะไปสืบที่ชิงหลิงให้แล้วนี่? เ้ายังกังวลอยู่อีกหรือ?”
“จะไม่กังวลได้อย่างไร?นี่มันคดีใหญ่นะ ข้าจะต้องไปคอยแอบฟังท่านพ่อพูดกับรองเ้ากรมกลาโหมอีกที”
“คนผู้นั้นมาจวนของเ้าบ่อยหรือ?”
“อืม...มาจิบสุราคุยธุระกับท่านพ่อที่ศาลาริมน้ำครั้งล่าสุดที่ข้าแอบฟังพวกเขาคุยกันซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ตั้งนานยุงกันขาเต็มไปหมด”
“ชีวิตนักสืบมันไม่ง่ายเลยนะขอรับคุณหนู”ไห่ฮ่าวรีบเอ่ยเตือน “คราวหน้าให้ข้าช่วยแอบฟังก็ได้ขอรับ”
ชิงเว่ยเว่ยจึงหันมามองใบหน้าเรียบเฉยคล้ายไร้ความรู้สึกของผู้อารักขาตน“จริงสิ!นักสืบไห่เองก็เป็คนในหน่วยสายลับเดียวกับข้าคราวหน้าเื่ลำบากเช่นนั้นให้เ้าไปทำก็แล้วกัน”
ซิวลู่ถิงรีบหยิบเอานิยายสามเล่มออกมา“เว่ยเว่ย เ้าลองอ่านนิยายเื่นี้ดูสิ ข้าว่ามีหลายอย่างเหมือนคดีของบิดาอาจารย์ไต้คิดๆ ไปเหมือนคนเขียนจะรู้เื่คดีที่เกิดขึ้นแล้วเอามาดัดแปลงเลยนะ”
“จริงหรือ?”ชิงเว่ยเว่ยรีบพลิกดูนิยายเล่มแรก “คนเขียนคือมารน้อยมี่มี่ข้าเคยได้ยินว่าคนผู้นี้เขียนตำราเกี่ยวกับยุทธภพเอาไว้หลายเล่ม”
“เ้าเปิดดูเล่มสามสิตอนที่ข้าบอกเ้าคือตอนที่จอมยุทธเซียวไปสืบคดีที่ขุนนางผู้หนึ่งถูกขุนนางโฉดหลอกให้ไปปราบโจรด้วยสุดท้ายกลับตีเขาจนสิ้นสติแล้วเอาไปซ่อนไว้จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเขากับโจรผู้หนึ่งเพื่อสวมรอยแล้วเผาเสียเพื่อมิให้ผู้ใดจำได้”
ชิงเว่ยเว่ยจึงเปิดตอนที่ซิวลู่ถิงแนะนำและอ่านออกเสียงทุกคนยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าเื่นี้เข้าเค้ายิ่งนัก....เหมือนเื่ที่เกิดขึ้นกับไต้จี้หลิงมากชิงเว่ยเว่ยอ่านไปได้หลายหน้าก็เริ่มคอแห้ง ไห่ฮ่าวจึงเดินออกไปบอกให้จ้งซูเตรียมน้ำชาร้อนๆมาให้เด็กทั้งสี่
“แค่กๆแค่กๆ”
“เ้าอ่านไปเยอะแล้วพักก่อนๆ” ซิวอี้เซิงผู้ไม่นิยมการอ่านตำราเห็นเช่นนั้นก็พลันโบกมือให้สหายหญิงอย่าหักโหม
ซิวลู่ถิงเห็นว่าชิงเว่ยเว่ยยังเจ็บคออยู่จึงหันไปหาฉีเหยียน“เ้าอ่านให้พวกเราฟังต่อก็แล้วกัน”
เื่ราวหลังจากที่จอมยุทธ์เซียวไปขุดหลุมศพแล้วพบว่าที่แท้ศพที่ถูกฝังนั้นมิใช่ขุนนางตัวจริงเขาจึงได้ส่งเ้าพายุเหยี่ยวระวังภัยออกตรวจตราโดยรอบตำบลที่เกิดเหตุต่อมาก็พบป่าประหลาดแห่งหนึ่งซึ่งมีต้นไม้หนาแน่นและเล่าลือกันว่ามีภูตผีแฝงอยู่ชาวบ้านล้วนไม่กล้าเข้าไปใกล้ทว่าเ้าพายุกลับร้องเรียกให้จอมยุทธ์เซียวเข้าไปตรวจสอบ
“ข้าคิดว่าหากข้าเป็คนที่จับตัวไต้จี้หลิงเอาไว้แล้วเอาไปซ่อนก็จะเอาไปซ่อนในที่ที่ผู้คนหวาดกลัวไม่กล้าเข้าไป” ซิวอี้หลิงออกความเห็นเขาฟังและคิดตามเนื้อหาในนิยาย
“หัวหน้าซิวหากเป็ข้า ข้าคิดว่าจะพยายามซ่อนเขาไว้ในที่ที่คนไม่คาด” ซิวลู่ถิงยิ้มน้อยๆ
“ที่ใดหรือ?”
“ที่ใกล้คนแต่คนไม่สนใจ”
ชิงเว่ยเว่ยฟังแล้วรีบหันไปหาซิวลู่ถิง“เ้าหมายถึง ที่ๆ คนไม่คิดว่าน่าจะซ่อนคนไว้ได้ใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง!”
ฉีเหยียนก้มหน้าอ่านเนื้อหาท่อนสุดท้ายของบทอีกครั้ง“ในเื่นี้คนร้ายเอาขุนนางไปซ่อนไว้ในป่าที่ลือกันว่ามีภูตผี เป็ธรรมดาที่คนส่วนใหญ่กลัวสิ่งที่มองไม่เห็นและเื่เล่าที่ทำให้หวาดกลัว”
“ป่างั้นหรือ?”ชิงเว่ยเว่ยเอ่ยขึ้น “หากจะซ่อนของสำคัญไว้ในเมืองหลวงเ้าคิดว่าป่าเขาไข่ัเป็อย่างไร?”
“มีเหตุผลรองหัวหน้าชิง ป่าไข่ัอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยเพราะคนทั้งเค่อเฉิงถูกห้ามมิให้ขึ้นไปข้างบนเ้าจำไม่ได้หรือที่พวกเขาเห็นว่าต้นไม้บนนั้นผิดปกติแล้วอาจารย์ใหญ่หวังห้ามพวกเราพูดไป”
“ข้างบนอาจจะมีความเปลี่ยนแปลงหากว่ามีคนคิดเอาบางอย่างมาซ่อนไว้ล่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นพวกเรามีเื่น่าตื่นเต้นให้ทำแล้ว”ซิวลู่ถิงรีบเสนอให้กลุ่ม ฉีหลินขึ้นไปบนป่าไข่ัอีกครั้ง“คดีใต้เท้าไต้เกิดที่เมืองชิงหลิงไกลเกินกำลังพวกเราจะไปสืบได้แต่หากเริ่มจากการสืบความลับของป่าเค่อเฉิงน่าจะง่ายกว่า”
เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกันพวกเขาก็เริ่มนึกถึงค่ายกลร้อยทางแยก
“เราต้องเริ่มจากการศึกษาค่ายกลร้อยทางแยก”ชิงเว่ยเว่ยเอ่ยปาก “ข้าได้ตำราจากหัวหน้าจินมาเล่มหนึ่ง มาดูกัน”นางหยิบตำราออกจากตู้ด้านหลังแล้วกางให้สหายดู
นางอธิบายลักษณะพื้นฐานของค่ายกลร้อยทางแยกให้สหายฟัง“อันที่จริงนอกจากจะมีทางแยกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เดินไปแล้วยังต้องมีเหยื่อล่อให้หลงทางด้วยอย่างเช่นสัตว์เล็กๆ อย่างกระต่าย นกหรือกวาง”
“แต่เรากลับไม่เจอสัตว์แม้สักตัว”ซิวลู่ถิงสำทับ
“ใช่! ทั้งต้นไม้ก็มีลักษณะคล้ายกันไปหมดอาจารย์ใหญ่หวังก็ยังคิดว่าผิดปกติ ข้าว่าป่าไข่ัอาจจะบางคนข้าไปเปลี่ยนแปลง”
ไห่ฮ่าวที่ยืนฟังรีบทักท้วง“คุณหนูคิดจะเข้าไปในค่ายกลหรือขอรับ?”
“ไม่เข้าถ้ำเสือหรือจะได้ลูกเสือ?”ชิงเว่ยเว่ยมองผู้อารักขาด้วยสายตามีเลศนัยนางรู้ว่าวรยุทธ์ของไห่ฮ่าวล้ำเลิศคราวนี้ต้องเอาเขาไปด้วย
“เราต้องค้นหาวิธีออกจากค่ายกลร้อยทางแยกให้ได้ก่อนหาไม่อาจจะต้องทิ้งชีวิตไว้ในป่าเขาไข่ั” ซิวลู่ถิงยังเป็กังวลนางนึกถึงวันที่ไปติดอยู่ในป่าแห่งนั้นแล้วยังขนลุกไม่หายแม้จะกลัวแต่เมื่อเห็นว่าสหายคิดจะเข้าไปกันอีกนางก็รู้สึกตื่นเต้นอยากจะไปด้วย
“เ้าไม่ต้องห่วงข้าขอร้องให้ผู้เชี่ยวชาญพาพวกเราไปแล้ว”
ซิวอี้เซิงขมวดคิ้วเขาสงสัยว่าชิงเว่ยเว่ยเอาเวลาใดไปหาผูเชี่ยวชาญค่ายกลที่นางว่า “ผู้ใดหรือ?”
“หัวหน้าของเราอย่างไรล่ะ?”
“จินวั่งซู”
“ไม่ใช่เขาแล้วจะเป็ผู้ใด?ในแคว้นจินก็มีเพียงจวิ้นอ๋องกับหัวหน้าจินเท่านั้นแต่ยามนี้จวิ้นอ๋องอยู่ที่แคว้นจินเราไม่อาจจะไปเข้าเฝ้าขอคำปรึกษาได้”
“แล้วนัดหมายจะไปเมื่อใด?”
“เตรียมตัวไว้เถอะพรุ่งนี้ยามเช้าตรู่เราจะบุกป่าไข่ักัน”
*********************************
