หลังจากที่มู่กุ้ยอิงพุ่งเข้าไปช่วย หยางเวิ่นกวงบุตรชายในค่ายกลของเยหลู่หาวหนัน แม่ลูกสกุลหยางก็โดนค่ายกละเิจนกระเด็นตกลงไปในหุบเขา แต่นับว่า์ยังเมตตาทั้งสองอยู่ไม่น้อย เพราะตอนที่ร่วงลงมามีกิ่งไม้ขนาดใหญ่รองรับ จึงทำให้ไม่เป็อันตรายถึงชีวิตเมื่อถึงพื้น แต่คนทั้งคู่ก็าเ็พอสมควร โดยเฉพาะกับมู่กุ้ยอิง ดูเหมือนศีรษะของนางจะกระแทกเข้ากับก้อนหินเต็ม ๆ จนมีไหลเืออกมา ส่วนเ้าเวิ่นกวงนั้นาเ็ที่แขนด้านซ้ายพอสมควร..
สองแม่ลูกสลบไสลไปนานหลายชั่วยาม ก่อนที่ เวิ่นกวงจะเริ่มได้สติ และฟื้นขึ้นมาเป็คนแรก
"อูยยยยย…เจ็บยิ่งนัก นี่ข้ายังไม่ตายหรือนี่.." เวิ่นกวงลืมตาขึ้นมาอย่างแช่มช้าก่อนจะพบว่าแขนซ้ายของมันเจ็บระบบไปหมด จากนั้นจึงค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นมานั่ง พร้อมกวาดตามองไปรอบ ๆ ตัว ภาพที่เห็นก็คือ ป่าขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูง ทุกอย่างดูเงียบสงัด ไร้สรรพเสียงของสิ่งมีชีวิตใด บางทีคงเป็เพราะยามนี้เป็เวลากลางคืนด้วยกระมัง จากนั้นเวิ่นกวงก็ได้พบกับสตรีนางหนึ่งซึ่งสวมอาภรณ์สีขาวนอนอยู่ไม่ห่างจากมันสักเท่าไหร่ เมื่อนั้นดวงตาของมันก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอย่างรวดเร็ว แม้นรอบกายจะมืดสักเพียงใด แต่มันก็คงไม่มีทางลืมมารดาคนงามของตนเองได้แน่ ๆ
"ทะ ท่านแม่….!!" เวิ่นกวงร้องเสียงหลงก่อนจะพาร่างที่บอบช้ำของมันเข้าไปหากุ้ยอิง ยามนั้นหัวใจของมันแทบจะหลุดเต้นเพราะมิรู้ว่า มารดายังมีชีวิตอยู่ หรือ จากโลกไปแล้ว ยิ่งเห็นมีเืไหลออกที่พื้นดินด้วย เวิ่นกวงยิ่งใจคอไม่ดีหนักขึ้นไปอีกหลายสิบเท่า แต่พอเข้าไปดูใกล้ ๆ จึงได้ทราบว่ากุ้ยอิงแค่หมดสติไป และาแที่ศีรษะก็ไม่ได้ใหญ่มากจนเป็อันตรายถึงแก่ชีวิต
ราวกับเวิ่นกวงยกูเาทั้งลูกออกจากอก มันพ่นลมออกมายาว ๆ ด้วยความโล่งใจ ก่อนเอ่ยเรียกนามมารดา และเขย่าตัวเบา ๆ แต่กุ้ยอิงก็หาได้ตื่นขึ้นมาแต่อย่างใดไม่ เวิ่นกวงจึงต้องประคองร่างมารดาของมันไปหาถ้ำสักแห่งก่อนจะทำแผลให้ และโชคดีที่แถวนั้นก็มีแห่งหนึ่งพอดี แม้นขนาดไม่ใหญ่มาก แต่ก็พักอาศัยได้ชั่วคราว เวิ่นกวงคาดว่าวันพรุ่งนี้กุ้ยอิงก็น่าจะฟื้น ซึ่งก็นับว่ามันคิดถูก
ใน่สาย ๆ ของวันต่อมามู่กุ้ยอิง เริ่มขยับตัว และค่อย ๆ ลืมตาตื่นอย่างแช่มช้า ยามนั้นรอยยิ้มอันสว่างสดใสพร้อมใบหน้าอันมีความสุขของเวิ่นกวงพลันปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ท่านแม่.! ท่านฟื้นแล้ว..! ข้าดีใจยิ่งนัก ท่านเป็เช่นไรบ้าง เจ็บมากมั้ย หิวหรือไม่ ข้าออกเก็บผลไม้มาเยอะแยะเลย ฮ่าๆๆๆ เดาว่าท่านแม่ต้องหิวมากแน่ ๆ " คำพูดมากมายพรั่งพรู ออกมาจากปากของเวิ่นกวงมันดูจะตื่นเต้น และมีความสุขที่ได้เห็น ภรรยา เอ๊ย! มารดา ฟื้นจากอาการาเ็ แต่ทว่า…กลับมีบางอย่างที่ดูผิดแปลกออกไป
มู่กุ้ยอิงนั้นหาได้กล่าวอันใดตอบบุตรชาย นางเอามือของตนเองมาแตะที่ศีรษะ พร้อมทำหน้างุนงงสับสน เหมือนจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอเวิ่นกวงเห็นเช่นนั้นมันจึงลดท่าทางร่าเริงลงก่อนจะเปลี่ยนเป็เอ่ยถาม กุ้ยอิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแทน
"ท่านแม่จำไม่ได้กระนั้นรึ? ว่าเกิดอันใดขึ้นกับพวกเรา ดูท่าตอนตกลงมาหัวท่านคงจะกระแทกเข้ากับก้อนหินอย่างแรง งั้นไม่เป็ไร เดี๋ยวข้าจะเล่าทุกอย่างให้ฟังเอง แต่ก่อนอื่นข้าคงต้องกล่าวขออภัยท่านแม่ก่อน หากมิใช่เพราะข้าใจร้อนวู่วามจนหลงกลเ้า สารเลวเยหลู่ฮาวหนัน พวกเราก็คงไม่….." หยางเวิ่นกวง มีท่าทางเศร้าสลดคล้ายสำนึกผิดก่อนที่มันจะคุกเข่าก้มหน้าลงต่อหน้ามารดา
"ตกลงจากเขา? ท่านแม่? ค่ายกล? เ้ากล่าวอันใดออกมาข้าไม่เห็นจะเข้าใจ แล้วเยหลู่ฮาวหนันศิษย์พี่ข้าเกี่ยวอะไรด้วย จริงอยู่ที่ว่าเขาเป็คนเลวไปเข้าร่วมกับพวกเป่ยฮั้น แต่เื่ที่จะทำร้ายข้านั้นเป็ไปไม่ได้หรอก เราสองเป็ศิษย์อาจารย์เดียวกัน.." คำกล่าวทั้งหมดของกุ้ยอิงทำเอาเวิ่นกวงถึงกับเงยหน้าขึ้นมามอง และอ้าปากค้างไปชั่วขณะ
"ทะ ท่านแม่ ท่านกล่าวอันใดออกมา เ้าเยหลู่ฮานหนันมัน…" ยังมิทันที่มันจะพูดจบ กระบี่ของกุ้ยอิงก็อยู่ในมือนางเรียบร้อย แถมยังชักออกมาจากฝัก และจ่อคอหอยของเวิ่นกวงอีกด้วย
"หยุดพูดจาเลอะเทอะหยามเกียรติข้าได้แล้ว ข้ายังมิได้แต่งงานมีสามีจะเป็มารดาเ้าได้เยี่ยงไร" วาจาอันแข็งกร้าว กับดวงตาอันน่าเกรงขามนั้นเล่นเอาเวิ่นกวงทำอะไรต่อไม่ถูก แต่ในหัวก็เริ่มปะติดปะต่อเื่ราวทุกอย่าง มันเดาว่ากุ้ยอิงน่าจะศีรษะกระแทกอย่างแรงจนถึงขั้นความจำเสื่อมชั่วขณะ ยามนี้นางน่าจะคิดว่าตนเองมีอายุราว ๆ 14-15 ซึ่ง่เวลานั้น คือตอนก่อนที่จะได้พบกับหยางจงเป่า บิดาของเวิ่นกวงเสียอีก กุ้ยอิงจึงจำเื่ทุกอย่างไม่ได้แม้แต่น้อย
"ขะ ข้า ขออภัยท่านแม่ เอ่อ หมายถึง….แม่นาง ช่วยเอากระบี่ออกจากคอข้าก่อนเถิด…" เวิ่นกวงกล่าวด้วยน้ำเสียงละล่ำละลัก และหวาดกลัว พอกุ้ยอิงเห็นเช่นนั้นนางจึงดึงกระบี่ออกก่อนจะเก็บเข้าฝัก
"ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าเป็ใคร หรือมีความแค้นอันใดกับศิษย์พี่ แต่ก็ขอบใจมากที่ช่วยทำแผลให้" กุ้ยอิงที่มีแววตาดุดัน พร้อมใบหน้าบึ้งตึง ได้เอ่ยขึ้น
"มะ ไม่เป็ไรหรอกเื่เล็กน้อย ข้าผ่านมาเห็นท่านนอนสลบอยู่จะไม่ช่วยก็ดูจะแล้งน้ำใจเกินไป" เวิ่นกวงกล่าวขึ้นด้วยท่าทางเศร้า ๆ มันต้องแกล้งเล่นละครตามน้ำไป โดยหวังว่าอีกไม่นานความจำของมารดามันก็น่าจะกลับคืนมาในไม่ช้า แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อ จู่ ๆ มู่กุ้ยอิงก็ลุกขึ้นยืน และมีท่าทางเหมือนจะออกจากถ้ำ
"มะ แม่นาง..!? ท่านจะไปไหนรึ? " เวิ่นกวงดวงตาเบิกกว้างก่อนจะเอ่ยถามออกมาด้วยความใ
"ตอนนี้ข้าดีขึ้นแล้ว คงต้องไปตามหาศิษย์พี่เพื่อคิดบัญชีกับเขาเื่ของอาจารย์ ขอตัวก่อน" กุ้ยอิงกล่าวอย่างถ้วน ๆ ก่อนจะหันหลัง แล้วเดินจากไปทันที เวิ่นกวงเองก็ไม่รอช้ารีบลุกขึ้น และกำลังจะตามไป แต่เพียงแค่พริบตา ปลายกระบี่ของมู่กุ้ยอิงก็พุ่งมาจ่อคอหอยมันอีกครั้ง พร้อมกับคำถาม
"เ้าจะตามข้ามาด้วยเหตุอันใด? "
เวิ่นกวงได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ พูดอันใดไม่ถูกสักพัก ก่อนที่มันจะกล่าวกับกุ้ยอิงด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ ว่า
"ใช่ ใช่แล้ว ข้าเองก็มีความแค้นกับศิษย์พี่ของท่านเหมือนกันยังไงเล่า ให้ข้าเดินทางไปกับท่านด้วยจะได้เจอเขาเร็วขึ้น…." ยามนั้นเวิ่นกวงคิดหาข้ออ้างอะไรไม่ออกที่จะไปด้วยกับมารดา มันเลยใช่เื่ความแค้นที่มีกับเย่หลู่ฮาวหนันมาเป็เหตุผล พอกุ้ยอิงได้ฟังนางก็นิ่งเงียบไป ในใจเวิ่นกวงคิดว่าคงสำเร็จเป็แน่ หากนางได้อยู่ใกล้ ๆ มันตลอด บางทีความทรงจำอาจจะกลับมา แต่ทุกอย่างก็กลับตารปัดเมื่อกุ้ยอิงเอ่ยปากออกมา
"เ้ามีความแค้นต่อศิษย์พี่ของข้ากระนั้นรึ? ถ้าเช่นนั้น…..ก็จงไปตามหาเขาเพียงลำพังเถิด ตัวข้านั้นชอบไปไหนมาไหนเพียงลำพัง หากเ้าเจอเขาก่อนก็จงสะสางเื่ทุกอย่างเสียให้จบ แต่ถ้าข้าเจอก่อน ข้าจะจัดการเื่ของเ้าแทนให้ก็แล้วกัน ลาก่อน และจงอย่าได้ตามมาอีกไม่งั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ" กุ้ยอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นช้า ก่อนที่นางจะเก็บกระบี่ และหันหลังให้เวิ่นกวง จากนั้นก็ถีบเท้าพุ่งทะยานไปในอากาศด้วยวิชาตัวเบา ก่อนจะหายลับไปอย่างรวดเร็วโดยทิ้งให้บุตรชายของนางยืนตัวแข็งค้างอยู่แบบนั้นและมีคำพูดค้างคาอยู่ในลำคอ ที่มิอาจเปล่งออกมาได้ " ท่านแม่….อย่าพึ่งไป นี่ข้าเอง เวิ่งกวง บุตรชายของท่านอย่างไรเล่า ท่านแม่….."
เวิ่นกวงได้แต่กำหมัดหมัดแน่นด้วยความเ็ป ที่มารดาคนงามลืมทุกอย่างเกี่ยวกับมันจนหมดสิ้น และ มีความแค้นที่ร้อนรุ่มแผดเผาอยู่ในอก กับเย่หลู่ฮาวหนัน ซึ่งมันเป็คนทำลายทุกอย่างของเวิ่นกวง
"เ้าเย่หลู่ฮาวหนัน ข้าขอสาบานด้วยชื่อของคนสกุลหยาง…ว่าข้าจะต้องคิดบัญชีแค้นครั้งนี้กับเ้าอย่างสาสมให้จงได้…" เวิ่นกวงกัดฟันแน่น และกู่ร้องเสียงดังในใจอยู่นาน ก่อนที่มันจะถอนหายใจยาว ๆ ออกมา
"แล้วจากนี้ข้าควรทำเช่นไรต่อดี อยากแก้แค้นก็อยาก แต่ก็ห่วงท่านแม่เหมือนกัน" เวิ่นกวงพึมพำกับตัวมันเองอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจตามหากุ้ยอิงก่อนเป็อันดับแรก แม้นางจะขู่เอาไว้ แต่ถ้าได้เจอกุ้ยอิงก็มีโอกาสเจอเย่หลู่ฮาวหนันด้วย เท่ากับการยิงปืนนัดเดียวได้นกถึงสองตัว เมื่อเวิ่นกวงตัดสินใจได้มันจึงออกเดินทางทันที…
***
แต่การเดินทางมารดาของมันบนแผ่นดินที่กว้างใหญ่แห่งนี้ก็หาใช่เื่ง่ายเลย ไม่ต่างอันใดกับการงมเข็มในมหาสมุทร เวิ่นกวงจึงต้องตั้งหลักที่เมืองใกล้ ๆ แห่งหนึ่งที่อยู่แถวนั้นเสียก่อน และมันเองก็้าที่พักกับอาหารด้วย
"เช่นนั้นเอาเป็โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็แล้วกัน ดูไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก ข้าเองก็ไม่ได้จะพักอยู่นาน" เวิ่นกวงกล่าวขึ้นในขณะที่ยืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งก่อนที่มันจะก้าวเข้าไป ภายในร้านเวลานี้ มีลูกค้าไม่มากเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็ชาวบ้าน หรือชาวยุทธ์ที่แวะเวียนไปมา และพอเสี่ยวเอ้อร์หญิงคนหนึ่งเห็นเวิ่นกวงลูกค้ารายใหม่เข้ามา นางก็กล่าวทักทายด้วยน้ำเสียงอันสดใสทันที
"โรงเตี๊ยมลิ่วเหนียงยินดีต้อนรับท่านลูกค้า จะแวะพักแรมหรือว่า…."
เสียงของนางหยุดชะงักไปในทันใด เวิ่นกวงเองก็มองเสี่ยวเอ้อร์หญิงผู้นั้นตาค้างด้วยความตกตะลึงเช่นกัน
"พี่ผายฟง..!"
"เวิ่นกวง…!"
ทั้งสองเอ่ยนามของอีกฝ่ายออกมาพร้อมกัน ๆ อย่าง เสียงดังจนลูกค้า กับเสี่ยวเอ้อร์ในร้านพากันใ ก่อนที่ ผายฟงจะยิ้มหน้าบานด้วยความตื่นเต้น และวิ่งเข้ามาหาเวิ่นกวงอย่างรวดเร็ว
"เวิ่นกวงเป็เ้าจริง ๆ ด้วย ข้าไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้เจอเ้าอีก เ้าเป็เช่นใดบ้าง แล้วพี่กุ้ยอิงล่ะไม่ได้มาด้วยรึ? " ผายฟงเอ่ยถามเวิ่นกวงชุดใหญ่ด้วยความดีอกดีใจ แต่เวื่นกวงนั่นกลับยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะบอกว่าเื่มันยาว เดี๋ยวมันจะค่อย ๆ เล่าให้นางฟังภายหลัง
"เอาเถอะ ๆ ดูท่าทางจะเกิดเื่มากมายจริง ๆ งั้นเ้ามานั่งพักให้หายเหนื่อยก่อน พี่จะไปเอาน้ำชากับของกินมาให้" ผายฟงกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มสดใสน่ารักก่อนจะพาเวิ่นกวงไปนั่งที่โต๊ะ จากนั้นนางก็หายเข้าไปหลังร้าน เวิ่นกวงได้แต่มองตามก้นของหญิงสาวไปติด ๆ อย่างมีความสุข และพลางคิดถึงความหลังครั้งอดีต
แท้จริงเสี่ยวเอ้อร์หญิงผู้งดงามคนนี้ มีนามเต็ม ๆ ว่า หยางผายฟง นางเป็อดีตสาวใช้ผู้มีฝีมือเก่งกาจของสกุลหยาง และเป็สหายของมู่กุ้ยอิงอีกด้วย เพราะอายุของหญิงสาวทั้งสองนั้นมิได้ห่างกันมากนัก ผายฟงอ่อนกว่ากุ้ยอิงเพียงห้าปี แต่พอกุ้ยอิงแต่งเข้าสกุลหยาง สถานะของทั้งคู่จึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนที่ในเวลาต่อมาสกุลหยางจะล่มสลาย ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปคนล่ะทิศล่ะทาง ผายฟง และหญิงสาวอีกคน ได้ใช้ทรัพย์สมบัติของสกุลหยางบางส่วน เอามาทำการค้าโดยการเปิดโรงเตี๊ยมเล็ก ๆ แห่งนี้นี่เอง
ถึงแม้จะได้ชื่อว่าสาวใช้ แต่ความสวย ความน่ารักของนางนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่า มู่กุ้ยอิงด้วยทีเดียว สมัยแรกรุ่นว่าน่ารักเช่นใด ยามนี้ก็ยังมิเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ดวงตากลมโต เส้นผมดำขลับ และนางยังชอบทั้งเปียสองข้างเหมือนเดิม ใบหน้าสวยหวาน ผิวขาวเนียนราวกับหิมะต้องแสงแดด และ ที่โดดเด่นที่สุดคงเป็รูปร่างอันแสนจะงดงาม เนินอกสองเต้าอูมสล้างโดดเด่น เอวคอดกิ่วไร้ไขมันเพราะยังฝึกวรยุทธ์ตลอด สะโพกกลมกลึงน่ามอง แม้ส่วนสูงของนางจะไม่มากนัก แต่ก็ไม่ได้ดูเตี้ยจนน่าเกลียด เรียกว่าทุกอย่างดูเหมาะเจาะพอดีเลยทีเดียว
ในอดีตผายฟง กับเวิ่นกวงค่อนข้างสนิทกันมากเป็พิเศษ คงด้วยว่า อายุของนางน่าจะน้อยที่สุดในสกุลก็เป็ได้ บวกกับความขี้เล่นซุกซน สนุกสนานของเ้าเวิ่นกวง ทั้งคู่จะดูเหมือนพี่ชายกับน้องสาวกันมากกว่า นาย กับบ่าว ตามฐานะ แถมเ้าเวิ่นกวงยังแอบทำเื่ลามกกับนางอยู่บ่อยครั้ง และนางนี่แหละคือรักครั้งแรกในชีวิตของมัน โดยที่ผายฟงไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลย
"นับเป็โชคดีของข้าเสียจริงที่ได้เจอพี่ผายฟงอีกครั้ง ยามนี้อยากให้ท่านแม่อยู่ด้วยเสียจริง…" เวิ่นกวงบ่นพึมพำด้วยยิ้มอย่างมีความสุขปนกับความเศร้าในเื่ของมู่กุ้ยอิง แต่แล้วนั้นเอง มันก็ฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้
"หือ..? ก่อนหน้านี้ ที่ข้าเข้ามาพี่ผายฟง บอกว่า โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีชื่อว่า ลิ่วเหนียงกระนั้นรึ? หรือว่า…." ชื่อนั้นทำเอาดวงตาของเวิ่นกวงพลันเบิกกว้างด้วยความใ ก่อนที่จะมีเสียงของหญิงสาวอีกคนดังขึ้นตามมา "เวิ่นกวง…!! เป็เ้า เป็เ้าจริง ๆ ด้วย" เวิ่นกวงถึงกับรีบหันไปตามเสียงที่ได้ยินอย่ารวดเร็วก่อนจะเอ่ยขึ้นเหมือนกัน
"ท่านย่า…!!"
หญิงสาวนางนั้นรีบวิ่งเข้ามาสวมกอดหลานของนางทั้งน้ำตาด้วยปลื้มปีติยินดี เวิ่นกวงเองก็กอดนางตอบด้วยความดีใจเช่นกัน แท้จริงแล้วหญิงสาวผู้นี้มีนามว่า หยางลิ่วเหนียง มีฐานะเป็สะใภ้ลำดับ 6 แห่งสกุลหยาง และมีศักดิ์เป็ท่านย่าแท้ ๆ ของเวิ่นกวง เพราะหยางจงเป่าคือบุตรชายของนาง
ในอดีตหยางลิ่วหลาง (ปู่ของเวิ่นกวง) เป็แม่ทัพไปปราบปรามเมืองไซเหลียวและเมืองไซฮวนได้มาเป็เมืองขึ้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตของหยางลิ่วหลางและนั้นทำให้ ลิ่วเหนียงกลายเป็ม่ายั้แ่บัดนั้นเป็ต้นมา ในตอนนี้อายุของลิ่วเหนียง แม้นอายุของนางจะมากโขแล้ว แต่รูปร่างหน้าตาผิวพรรณนั่นหาได้เสื่อมตามวัยเลยแม้แต่น้อย มิรู้ว่าสะใภ้สกุลหยางฝึกวรยุทธ์จนทำให้ร่างกายไม่แก่ก่อนวัย หรือมีโอสถลึกลับกันแน่ จึงยังดูสาวสะพรั่งแบบนี้ ใบหน้าของหยางลิ่วเหนียงช่างงดงามอ่อนเยาว์ไม่แพ้ลูกสะใภ้อย่างกุ้ยอิงเลยทีเดียว หรือเป็ว่าอดีตนางเคยเป็ถึงองค์หญิงก็มิรู้ได้ จึงได้รับการดูแลอย่างดีเป็พิเศษ ผิวพรรณเต่งตึงขาวสวยมีน้ำมีนวล ทรวดทรงองค์เอวภายนอกนั้นเรียกได้ว่าอวบอั๋นสมส่วนเป็ที่สุดโดยเฉพาะปทุมถันสองเต้าภายในชุดสีแดงที่สวมใส่ ดูแล้วคงน่าจะมีขนาดใหญ่กว่าของกุ้ยอิงเป็แน่
ยามที่นางโอบกอดหลานชายสุดที่รัก เ้าเวิ่นกวงก็รับรู้ได้ทันที มันเองก็ไม่อยากคิดอกุศลกับย่าแท้ ๆ ของตน แต่ก็มิอาจหักห้ามความคิดโสมมที่รู้สึกได้ และหากเป็เช่นนี้ต่อไป ทวนสกุลหยางอันใหญ่ตรงหว่างขามัน ซึ่งเป็ทวนท่อนสุดท้ายของสกุลคงได้ผงาดง้ำออกมาโดนลิ่วเหนียง ท่านย่าของมันเป็แน่ แต่โชคยังดีที่นางคลายกอดเสียก่อน เื่จึงไม่เกิด และจากนั้นไม่นาน ผายฟงก็ยกอาหารถาดใหญ่ออกมาจากหลังร้านเพื่อให้เวิ่นกวงรับประทาน….
จบบท