นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 39 โบราณสถาน

             

            ตอนที่ 39 โบราณสถาน

             

             

            นิทานปรับท่าทางเล็กน้อย คีตาที่นอนเอกเขนกอยู่ด้านข้างพลันขยับหูทั้ง 2ข้าง เข้าสู่สภาวะตรวจจับ ทั้งห้องเปลี่ยนจากบรรยากาศชื่นมื่นกลายเป็นสภาวะตึงเครียดในไม่กี่อึดใจ

             

            "เป็นเรื่องของกลุ่มการค้าฟางครับ" นิทานพูดแผ่วเบา

             

            อินจันทร์นั้นไม่แสดงสีหน้าท่าทางใด ๆ แต่ตาไกรขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อกลุ่มการค้าฟาง

             

            กลุ่มการค้าฟางเป็นหนึ่งในกลุ่มการค้ายักษ์ใหญ่ระดับทวีป มีสาขามากมายกระจายอยู่ทุกหัวเมืองใหญ่ แม้อาจนับไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มการค้าชั้นนำที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงอย่างกลุ่มการค้าเชียนเป่า แต่อิทธิพลและขุมกำลังมากมายที่มีก็ทำให้ไม่ด้อยไปกว่าตระกูลใหญ่ของนานาประเทศ

             

            หากให้เปรียบเทียบแบบตรงไปตรงมา คนต่อคน กลุ่มการค้าฟางนับว่าแข็งแกร่งกว่าตระกูลเจ้าพระยาอย่างตระกูลอุทุมพรเสียอีก หากความแข็งแกร่งเกิดมาจากความกว้างขวางอันกระจัดกระจาย ภายในอาณาเขตหลักอย่างราชอาณาจักรไฟกัลป์ ตระกูลอุทุมพรย่อมแข็งแกร่งกว่า

             

            ทั้ง 2ฝั่งต่างมีจุดที่เหนือกว่าและด้อยกว่า จึงเปรียบคร่าว ๆ ได้ว่ามีขุมกำลังที่ไม่ได้ห่างกันนัก

             

            ส่วนกลุ่มการค้ามหาอำนาจชั้นนำอย่างกลุ่มการค้าเชียนเป่านั้นสูงส่งขึ้นไปอีกระดับ เท่าที่เปิดเผยออกมา กลุ่มการค้าเชียนเป่าและกลุ่มการค้าอิสึกะมีขุมกำลังโดยรวมที่เหนือยิ่งกว่ามหาตระกูลของราชอาณาจักรไฟกัลป์หรือมหาตระกูลลาปรัสเตอร์แห่งจักรวรรดิมาลาไค

             

            หากกลุ่มการค้านั้นเน้นที่การผูกขาดส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจในด้านหนึ่ง ส่วนมหาตระกูลนั้นต่างมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง ทำให้หากพูดถึงกำลังรบสมควรไม่ห่างชั้นกันขนาดนั้น แต่นั่นก็เป็นเพียงที่คนคาดเดา ในความเป็นจริงจะเป็นอย่างไรคงไม่อาจทราบ 

             

            แน่นอนว่าเป็นเพียงการวิเคราะห์จากขุมกำลังที่ทั้ง 2ฝ่ายยินดีเปิดเผย ขุมกำลังทั้งหมดย่อมไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัด ส่วนตัวนิทานมองว่าสองกลุ่มการค้านั้นอาจจะมีกำลังรบโดยรวมไม่แพ้ทั้งอาณาจักรไฟกัลป์เลยก็ได้

             

            "ผม ‘บังเอิญ’ ได้พบกับตัวแทนสาขาของกลุ่มการค้าฟางประจำราชอาณาจักรไฟกัลป์ครับ" นิทานพูดขึ้น

             

            "ตัวแทนสาขาประจำราชอาณาจักรไฟกัลป์? งั้นก็ต้องเป็นคุณฟาง หมิง แห่งสาขาเมืองรัตนะใช่มั้ยครับ" อินจันทร์เลิกคิ้ว

             

            "ใช่ครับ คร่าว ๆ ก็คือผมพบคุณฟาง หมิงตอนที่กำลังเดินทางมาจากเมืองศิลาลัยด้วยนกยักษ์ 8ปีกครับ เธอเข้ามาทักผมก่อน สถานการณ์และเหตุการณ์ก็ดูไม่มีอะไรน่าสงสัย"

             

            "ผมคงไม่กล้าบอกว่าเธอสะกดรอยตามผมไปถึงเมือง แต่คิดว่าคงตามสืบเรื่องของผมมาระดับหนึ่ง สบโอกาสที่เธอมาทำธุระที่เมืองศิลาลัยเลยเข้าหาผมได้ 'โดยบังเอิญ' " นิทานเล่าอย่างคร่าว ๆ

             

            "มีความเป็นไปได้สูงครับ จะยังไงทางขุมอำนาจใหญ่ ๆ ย่อมคอยสืบข่าวเกี่ยวกับผู้มีศักยภาพทั่วทุกพื้นที่อยู่แล้ว" อินจันทร์วิเคราะห์

             

            "แล้วตกลงเธอได้เข้าหาแบบไหนครับ ถ้าในทางปกติสมควรเป็นแค่การทำความรู้จัก สร้างความสัมพันธ์อันดี สร้างเส้นสาย"

             

            "จะว่าปกติก็ปกติครับ แต่เธอซื้อตั๋วสมบัติทองให้ผมกับคีตาด้วย" อินจันทร์ได้ฟังแล้วจึงขมวดคิ้ว

             

            “จะว่ามากก็มาก จะว่าน้อยก็น้อย ในสายตาผมมองว่าไม่มีอะไรผิดปกตินะครับ แต่ถ้าพี่นิทานรู้สึกกังวล..” อินจันทร์พูด

             

            "เธอได้ไหว้วานอะไรด้วยมั้ยครับ"

             

            "ในตอนแรกเธอต้องการให้ผมเข้าร่วมภารกิจสำรวจกับกลุ่มของเธอครับ เหตุผลคล้าย ๆ กับน้องอินทร์นั่นแหละครับ ต้องการความสามารถในการตรวจจับ"

             

            อินจันทร์ก้มหน้าครุ่นคิด เขาไม่สงสัยเรื่องความสามารถในการตรวจจับของนิทาน เขานั้นประสบด้วยตาตัวเองมาแล้ว หากมีคนที่สืบข่าวเรื่องนี้แล้วจะสนใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

             

            "มีรายละเอียดอีกมั้ยครับ ถ้าเป็นภารกิจทั่วไป กลุ่มการค้าฟางน่าจะตามนักตรวจจับมาได้ไม่ยากเลย ไม่มีเหตุผลอะไรต้องมาจ้างนักตรวจจับระดับผู้เรียนรู้" อินจันทร์ถาม

             

            "รายละเอียดผมก็ไม่ทราบมากนักครับ รู้แค่ว่าเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่ง" นิทานทบทวนสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกัน

             

            "โบราณสถานเหรอครับ" อินจันทร์ครุ่นคิด คิ้วขมวดเป็นปม หลังผ่านไปสักพักอินจันทร์ยกมือขวาขึ้นดีดเบา ๆ เป็นสัญญาณ

             

            ตาไกรพยักหน้ารับ กลางหน้าผากปรากฏอักษรสีแดงฉานเลือนราง อาณาเขตแห่งเพลิงกระจายออกรอบพื้นที่ ปกคลุมกำแพง พื้น และเพดานห้องอย่างมิดชิด แม้ไฟผลาญจะดูรุนแรง หากกลับไม่เผาไหม้สิ่งใดที่สัมผัส เพียงกระจายตัวออกเป็นม่านพลังเท่านั้น

             

            "พี่นิทานครับ เรื่องนี้ค่อนข้างเป็นความลับระดับหนึ่ง รบกวนอย่านำไปบอกใครต่อนะครับ" อินจันทร์พูด

             

            "พี่นิทานรู้จัก กองพันอัปลักษณ์มั้ยครับ" อินจันทร์ถามขึ้น

             

            "ถ้าหมายถึงกองพันอัปลักษณ์ตามประวัติศาสตร์ละก็ หมายถึงหนึ่งในกองทัพฝ่ายสัตว์อสูรในสงครามกวาดล้างครั้งใหญ่ใช่มั้ยครับ" นิทานคิดเล็กน้อยแล้วจึงตอบ

             

            "ถูกต้องครับ กองพันนี้เป็นหนึ่งในกองทัพใหญ่เมื่อครั้งนั้น ผู้นำของกองพันนี้คือผู้แสวงวิถีที่ถูกเรียกว่าขุนนางพันธุ์ผสม" อินจันทร์พูดเสียงแผ่วเบา

             

            นิทานพยักหน้ารับน้อย ๆ ประวัติศาสตร์เรื่องสงครามกวาดล้างครั้งใหญ่นั้นไม่ใช่ความลับอะไร ในการศึกษาขั้นพื้นฐานมักมีสอนคร่าว ๆ หากต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถหาศึกษาได้ทั่วไป

             

            "ในสงครามครั้งนั้น กองพันอัปลักษณ์เป็นหนึ่งในกองพันที่ถูกใช้เป็นเบี้ยใช้แล้วทิ้ง เบี้ยที่ใช้เพื่อคาดคะเนความแข็งแกร่งของฝั่งมนุษย์ครับ"

             

            “ฝ่ายสัตว์อสูรแม้ดูเหมือนจะไม่มีสติปัญญา แต่ผู้นำของฝั่งนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่ามนุษย์หรอกนะครับ” อินจันทร์อธิบาย

             

            “ผู้นำฝั่งนั้นต้องการทราบถึงขุมกำลังคร่าว ๆ ในพื้นที่ตอนเหนือของทวีป จึงหลอกใช้ให้ขุนนางพันธุ์ผสมพาทัพของตนตีฝ่าขึ้นเหนือ ทำลายหมู่บ้านน้อยใหญ่และผู้ไม่เกี่ยวข้องมากมายตามรายทางเพื่อยั่วโทสะฝั่งเรา”

             

            “แน่นอนว่าผู้แข็งแกร่งของฝั่งเราไม่มีทางอยู่เฉย ผู้แสวงวิถี 3คนถูกส่งขึ้นไปจัดการกองพันอัปลักษณ์อย่างเร่งด่วน ด้วยกำลังที่เหนือกว่าอย่างสิ้นเชิงนี้เองที่ทำให้กองพันอัปลักษณ์แตกพ่ายอย่างรวดเร็ว”

             

            “ขุนนางพันธุ์ผสมรู้ตัวว่าถูกหลอกใช้ในตอนที่กำลังเสริมที่สมควรรีบมาสนับสนุนตนกลับหันเหไปโจมตีเมืองทางตะวันออกแทน มันกลายเป็นหัวหอกที่หลอกล่อผู้แสวงวิถีฝั่งมนุษย์ออกไป ผลลัพธ์คือความพ่ายแพ้ของมันแลกมากับการที่สัตว์อสูรได้ยุทธศาสตร์อันแข็งแกร่งทางทิศตะวันออก”

             

            อินจันทร์ชี้ไปที่แผนที่เพื่อประกอบการเล่า

             

            "ขุนนางพันธุ์ผสมนั้นโกรธแค้นทั้งสองฝ่าย ยามสิ้นลมได้แบ่งภาคร่างของตนออกไป ตะโกนอย่างโกรธแค้นว่า จะขอสาปแช่งทั้งเผ่าสัตว์อสูรของตัวมันเอง เผ่ามนุษย์ และเผ่าพันธมิตรมั้งหมด"

             

            “รอดไปได้เหรอครับ แต่ตามประวัติศาสตร์ระบุว่าเขาตายในการรบนี่ครับ แถมฝั่งเราถึงกับส่งผู้แสวงวิถีไปถึง 3คน” นิทานถามขึ้น

             

            “ทุกสิ่งที่เผยแพร่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องจริงเสมอไปครับ และอย่าได้ดูถูกผู้แสวงวิถีไปเชียวครับ คนเหล่านั้นคือผู้ที่หลอมรวมคำแห่งพลังเข้ากับตนเองได้อย่างสมบูรณ์” อินจันทร์ส่ายหน้า

             

            "ไม่เพียงแค่นั้นครับ แม้กองพันเกือบทั้งหมดนั้นแตกพ่าย แต่พวกที่เหลือรอดที่หลบหนีไปพร้อมขุนนางพันธุ์ผสมก็ได้ฝังตัวรวมกันในพื้นที่แห่งหนึ่ง สร้างเป็นปราการใต้ดินขนาดเท่าเมืองขึ้น"

             

            "ขุนนางพันธุ์ผสมนั้นหลบไปรักษาตัวอยู่ในนั้น หากบาดแผลจากพลังของผู้แข็งแกร่งท่านหนึ่งทำให้มันตกตายลงในปราการของมันนั้นเอง"

             

            "สมบัติมากมายของผู้แสวงวิถีที่ครอบครองกองพันอัปลักษณ์ทั้งหมดถูกฝังรวมอยู่ในนั้น รวมถึงเหล่าสัตว์อสูรดัดแปลงมากมายในกองพันที่ต่างสืบพันธุ์กันเองเกิดเป็นสัตว์อสูรที่ไม่มีใครเคยเห็น ทั้งหมดล้วนอัดแน่นอยู่ในพื้นที่ปิดตายนั้นครับ ที่แห่งนั้นก็คือโบราณสถานที่ว่าครับ" อินจันทร์พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

             

            "ผู้พบเจอ จากข่าวกรองของตระกูลเรา สมควรเป็นนักผจญภัยคนหนึ่งที่หลงเข้าไปครับ นักผจญภัยคนนั้นไม่รอดออกมา แต่คำแห่งพลังของเขาที่ส่งข่าวมาทำให้เรารู้ตำแหน่งที่ตั้ง พอไปตรวจสอบดูถึงได้พบว่าเป็นสุสานของขุนนางพันธุ์ผสม"

             

            สุสานของผู้แสวงวิถี สมบัติ.... นิทานคิดอย่างเลื่อนลอย

             

            นิทานพลันตั้งสติ ความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งเภทภัย หากสิ่งไหนเขามีโอกาส เขาย่อมไขว่คว้าอย่างเต็มที่ แต่กับสิ่งที่เกินเอื้อม เขาย่อมไม่ฝันเลื่อนลอยและนำชีวิตไปทิ้ง

             

            "ที่ระดับนั้นสมควรมีผู้แข็งแกร่งหลายท่านบุกเข้าไปกวาดล้างแล้วนี่ครับ" นิทานฉงน นั่นคือสมบัติของผู้แสวงวิถีเชียวนะ!

             

            "เพราะสำหรับผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงแล้ว แค่ผู้แสวงวิถีคนหนึ่งนั้นไม่มีค่าใด ๆ ครับ" อินจันทร์หัวเราะ

             

            นิทานเมื่อได้ยินก็พลันอึ้งไป

             

            ไม่มีค่าอะไรเนี่ยนะ? ผู้แสวงวิถีคือนักสลักเบญจที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ เป็นอริยะระดับสูงสุดที่หนึ่งคนมีค่ายิ่งกว่ากองทัพ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนระดับนั้นจะมีทรัพย์สินมากขนาดไหน

             

            แล้วจะไม่มีค่าอะไรได้ยังไง?

             

            "ยังมีอีกหลายสิ่งที่พี่นิทานยังไม่ทราบครับ ตัวผมเองก็ไม่รู้ละเอียดนัก แม้แต่ตาไกรก็สมควรรู้มากกว่าผมเพียงเล็กน้อย" อินจันทร์หันไปมอง ตาไกรเพียงผงกศีรษะเล็กน้อย

             

            "เอาเป็นว่า ผู้แสวงวิถี เป็นเพียงจุดเริ่มต้นครับ"

             

            จุดเริ่มต้น....นิทานครุ่นคิดในหัว

             

            ถ้าผู้แสวงวิถีที่มีแค่ไม่กี่คนในหนึ่งยุคสมัยคือจุดเริ่มต้น ไม่ใช่หมายความว่าผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นอยู่มาหลายร้อยปีแล้ว?

             

            "ถ้าผู้แข็งแกร่งระดับนั้นไม่สนใจผมก็พอจะเข้าใจครับ แต่แล้วผู้แสวงวิถีด้วยกันล่ะครับ หรืออริยะขั้นปลายทั้งหลาย" นิทานถาม

             

            "นั่นคือหนึ่งในปัญหาหลักครับ ไม่มีใครทราบว่าเพราะอะไร อาจเป็นเพราะคำสาป คำแห่งพลัง สมบัติในนั้น หรืออะไรก็ตาม แต่ไม่ว่าเผ่าพันธุ์สัตว์อสูร มนุษย์ และพันธมิตรแห่งมนุษย์ หากเหนือกว่านักสลักเอกขึ้นไป เมื่อเข้าไปแล้วพลังจิตวิญญาณและคำแห่งพลังจะถูกจำกัดให้เหลือเพียงระดับผู้เรียนรู้"

             

            'ข้าขอสาปแช่งทั้งเผ่าสัตว์อสูร เผ่ามนุษย์ และเผ่าพันธมิตรทั้งหมด!'  นิทานจินตนาการถึงความเคียดแค้นของขุนนางพันธุ์ผสม ในครั้งนั้นที่โดนหลอกใช้

             

            ความเคียดแค้นระดับที่แม้ผ่านมาร้อยปีแล้วยังคงหลงเหลือคำสาปที่ส่งผลถึงอริยะได้

             

            "เผ่าพันธุ์อื่นพอจะเข้าไปได้ก็จริง อย่างเผ่ามนุษย์สัตว์หรือเผ่าใต้บาดาล แต่แน่นอนว่าพวกเราย่อมไม่ยกผลประโยชน์ให้แก่พวกมัน" อินจันทร์พูดต่อ

             

            "จะมีก็เพียงระดับสูงสุดคือนักสลักเอกที่สามารถเข้าไปได้ครับ เมื่อพลังต่ำเพียงแค่นั้น โบราณสถานจะไม่ถือว่าเป็นภัย ไม่กดดันพลังลงมาหรือคำสาปไม่ส่งผล พวกเราก็ไม่แน่ใจครับ"

             

            "ผมคิดว่านี่เป็นเหตุผลหลักที่ฟาง หมิงทาบทามพี่นิทานครับ ความสามารถตรวจจับของพี่นิทานถือว่าเหนือยิ่งกว่านักสลักเอกหลาย ๆ คน" อินจันทร์มองมาที่นิทาน

             

            "ถ้าจะให้ผมแนะนำละก็ ปฏิเสธไปเถอะครับพี่นิทาน หรือถ้าตกลงไปแล้ว ผมจะส่งตัวแทนไปเจรจาให้ครับ" อินจันทร์พูดด้วยนำเสียงจริงจัง

             

            "การเข้าไปที่นั่นไม่ต่างอะไรกับหาเรื่องเลยตายเลยครับ มีสัตว์อสูรระดับนักสลักอยู่ยั้วเยี้ยไปหมด แม้แต่ระดับอริยะก็มากมาย ยิ่งสัตว์อสูรในกองพันอัปลักษณ์เป็นสัตว์ดัดแปลงที่มีความสามารถหลากหลายด้วยแล้ว"

             

            "แม้จะมีโอกาสมากมายมหาศาลจริง แต่ถ้าคว้าไม่ได้ ก็มีแต่ตายอยู่ในนั้นเท่านั้นแหละครับ" อินจันทร์พูดเสียงเครียด

             


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน