25 : ถ้าหากฉันตายละก็...
เสียงเครื่องยนต์ดับลงเมื่อมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง
“เนียร์ ถึงบ้านเธอแล้ว” ฟิวส์บอกเด็กสาวที่อยู่ข้างหลัง แต่แน่นอนว่าคนข้างหลังนั้นไม่มีการขยับเขยื้อนใดๆ ทำให้เขาต้องเป็ฝ่ายลงมาก่อน แล้วค่อยพยุงเธอลงมา แต่ยังไม่ทันที่เขาจะกดกริ่งเรียกคนในบ้าน ก็มีชายคนหนึ่งเดินออกมาทันทีที่ได้ยินเสียงรถเขา
“ทำไมวันนี้กลับมาเร็วนัก” ทินยิงคำถามใส่ก่อนค่อยหันมองเนียร์ที่จับตัวฟิวส์แน่นเสมือน้าที่ยึดมั่น สภาพอาการทำให้เขารู้ว่าต้องมีเื่ผิดปกติขึ้นแน่ “เกิดเื่อะไรขึ้น”
“เธอไปเจอสีดำ-แดง มา” ฟิวส์ตอบแค่นั้น แต่เพียงพอแล้วสำหรับทิน
ทินถอนหายใจ ท่าทางเหมือนเดาได้แล้วว่าคงเป็เื่นี้
“เนียร์ เข้าไปในบ้าน” เขาสั่ง แต่อีกฝ่ายยังนิ่งเฉย
ฟิวส์มองเธออย่างจนปัญญาว่าควรทำอย่างไรดีเหมือนกัน แต่ทินไม่มีทางมายืนรอจนกว่าเธอจะเดินเข้ามาหาเองแน่ จึงจับแขนเนียร์แล้วกระชากอย่างแรงจนฟิวส์ที่ถูกจับยึดอยู่ถึงขั้นจะล้มคะมำไปด้วย แต่เนียร์ที่เกือบล้มก็มีทินดึงแขนรั้งให้มาอยู่กับเขาแทน
“เฮ้ย!?” ฟิวส์ใเมื่ออีกฝ่ายใช้ความรุนแรงแบบไม่คิดจะถนอมน้องสาวตัวเองเลยสักนิด
“กี่คน” ทินถาม “ยัยนี่ฆ่าไปกี่คน”
หนุ่มหัวส้มที่เพิ่งหายใกับการกระทำเมื่อครู่นี้ หลังประมวลคำถามเสร็จก็ค่อยๆ ตอบ “คน...ในงานเลี้ยงทั้งหมด ราวๆ สี่สิบคนได้”
“สี่สิบ...งั้นเหรอ” ทินมีสีหน้าขรึมลง เขาก้มลงมองเด็กสาวที่หันมาจับตัวเขาแทน ก่อนจะพึมพำเบาๆ “ที่ด่าบ๊อกตอนนั้นไม่ได้หมายความว่าให้เธอไปเป็สัตว์ประหลาดเองสักหน่อย ไอ้น้องบ้า”
“ว่าไงนะ” ฟิวส์ได้ยินแว่วๆ เหมือน้าคำอธิบาย แต่ทินไม่สนใจ
“นายน่ะกลับไปได้แล้ว ยังมีธุระต้องทำที่ร้านนั้นอีกไม่ใช่รึไง” พูดเป็เชิงไล่ก่อนจะพาเด็กสาวเข้าไปในบ้านพร้อมกัน
ฟิวส์ไม่โกรธที่แม้แต่คำขอบคุณก็ยังไม่มีให้ แถมยังมาถูกไล่กลับอีก...ตอนนี้เขาเป็ห่วงเนียร์มากกว่า และเชื่อว่าคนที่จะทำให้เธอกลับมาเป็อย่างเดิมได้ อย่างไรก็คงไม่พ้นคนคนนี้แน่
“ทิน”
กุลเรียกลูกชายที่เดินมากินข้าวกลางวันคนเดียว น้ำเสียงนั้นเด็กหนุ่มจับได้ถึงความกังวลเด่นชัด
“เนียร์เป็อะไรไปเหรอ ท่าทางซึมๆ ั้แ่เช้าแล้วเหมือนกับ...” กุลไม่อยากจะคิดไปเองว่าลูกสาวเธอมีอาการแบบเดียวกันกับตอนที่เกิดเื่เมื่อคราวนั้นเลย
ได้ยินแล้วทินก็ถอนหายใจแบบหน่ายๆ ทั้งที่เมื่อคืนก็เป็คนบอกเองแท้ๆว่าไม่อยากให้พ่อกับแม่รู้เื่ แต่กลับมาแสดงอาการให้คนอื่นจับได้เองเนี่ยนะ คราวนี้เขาี้เีจะช่วยแล้วนะ ถ้ายังทำตัวเองแบบนั้นน่ะ
“ก็แค่...มีเื่ทะเลาะกับเพื่อนนิดหน่อยน่ะครับ” ทินโกหก หันมองไปทางห้องที่เด็กสาวน่าจะนั่งซึมกะทือแบบคนไม่มีใจจะทำอะไรทั้งนั้น...แม้กระทั่งการหายใจ
เขาพูดต่อเหมือนเป็การพึมพำกับตัวเองมากกว่าว่า “ถ้ายัยนั่นยังไม่เลิกคิดโทษตัวเองล่ะก็...ไม่มีทางเข้มแข็งได้อย่างที่ใจ้าหรอก”
เมื่อทินกินข้าวเสร็จแล้วก็ตรงมาห้องพักผ่อนที่เนียร์อยู่ทันที เขามายืนอยู่ตรงประตูมองเข้าไปในห้องเห็นอีกฝ่ายกำลังนั่งซึมอยู่อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด เป็ภาพที่ชวนให้น่าถอนหายใจ จากตอนแรกที่คิดไม่ช่วย สุดท้าย...ก็ทนกับสิ่งที่เห็นไม่ไหว
“การไม่ร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าตัวเองนั้นเข้มแข็งเลย ไม่ใช่เลยถ้ายังเศร้าอยู่อย่างนั้น ตราบใดที่ยังไม่ปล่อยวาง ก็ไม่มีทางยอมรับแล้วมีแรงลุกขึ้นสู้ใหม่หรอก รู้รึเปล่าไอ้น้องบ้า” ทินพูดแบบคนข่มอารมณ์โกรธของตัวเอง
เนียร์ยังคงมองไปข้างหน้าด้วยแววตาว่างเปล่า แต่เพียงไม่นานเธอก็พูดออกมา
“ปล่อยไม่ได้หรอก ยิ่งคราวนี้เป็ตัวฉันเองที่เป็คนลงมือ ไม่ใช่บ๊อกแบบตอนนั้น แล้วที่สำคัญ...ฉันร้องไห้ไม่ออกหรอก ฉันเป็คน่ชิงชีวิตของพวกเขามานะ ถ้าเป็ไปได้...ก็อยากตายเพื่อไถ่โทษให้ด้วยซ้ำ”
ผัวะ!
กำปั้นพุ่งใส่หน้าเนียร์อย่างจังโดยไม่ทันให้ตั้งตัว แรงมากจนเธอถึงกับไถลลงไปกองกับพื้น
เนียร์กุมหน้าที่โดนต่อยนั้น แล้วตวัดตาขึ้นใส่คนที่ยืนค้ำหัวอย่างโกรธเคือง
“นายทำบ้าอะไร”
“ตื่นรึยัง” ทินถามเสียงเย็น แววตาที่ทอดมองมาดูเ็ากว่าครั้งใดๆ “ตื่นจากฝันบ้าๆ ของเธอรึยัง”
เนียร์ไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย
“ตื่นขึ้นมารับรู้ความจริงได้แล้ว ว่ามันเป็เื่ที่เธอไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ทั้งนั้น ยอมรับความจริงซะทีว่ามันเป็เื่ที่ช่วยไม่ได้ ถ้าเธออยากช่วยนักก็มีชีวิตต่อไปสิ มีชีวิตต่อไปแทนคนพวกนั้น ก็พูดเองไม่ใช่รึไงว่าเป็คน่ชิงชีวิตของพวกเขามา หรือนั่นเป็แค่ลมปากที่อยากจะพ่นอะไรหรูๆออกมาเท่านั้น ถ้า่ชิงมาก็เอามาใช้อย่างคุ้มค่าสิวะ ไม่ใช่มาทิ้งๆ ขว้างๆ แบบนี้!”
เนียร์พูดอะไรไม่ออกเมื่อได้ยินคำเหล่านี้ออกจากปากพี่ชาย แต่เธอก็ค่อยๆ ซึมซับคำเ่าั้เข้าไป
“อย่าลืมนะว่า...ถ้าเธอตายไป จะต้องมีคนเสียใจแน่นอน”
“คนที่ตายไปพวกนั้นก็ต้องมีคนเสียใจเหมือนกัน” เนียร์พยายามจะเถียง แต่ก็ถูกอีกฝ่ายตะคอกกลับมา
“แล้วเธออยากให้มีคนต้องเสียใจเพิ่มขึ้นรึไง!”
เนียร์เบิกตากว้าง ไม่ใช่แค่เพราะคำพูดนั้น แต่ยังเพราะเห็นตาของอีกฝ่ายแดงเหมือนคนจะร้องไห้!
ไม่สิ...ไม่ใช่ เนียร์เคยเห็นเขาเป็แบบนี้มาก่อน ไม่ใช่ว่าอยากจะร้องไห้ แต่เป็เพราะกำลังโกรธอย่างที่สุดต่างหาก
ครั้งหนึ่งตอนเด็กๆที่เธอทำอะไรไม่ระวังจนเกือบถูกรถชนเอา ก็ถูกทินะโด่า ณ ตรงนั้นอย่างไม่สนใจใครทั้งสิ้น ตอนนี้เขามีอาการแบบเดียวกับตอนนั้นไม่มีผิด
...โกรธ...ที่เธอคิดเอาชีวิตไปทิ้งโดยไม่สนใจว่าหากเธอตายไป จะมีใครบ้างที่เสียใจ
เนียร์เพิ่งเข้าใจความรู้สึกของเขา น้ำตาที่ไม่คิดว่าจะไหลก็ไหลออกมาอย่างหักห้ามไม่อยู่ เธอสะอื้นจนตัวโยน จนทินต้องทรุดมานั่งชันเข่าลงต่อหน้าเธอ
“ทิน...” เนียร์เงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตามองเขา “ขอโทษนะ...ฉันขอโทษ”
ทินไม่ได้ว่าอะไรอีกนอกจากลงไปนั่งข้างๆเขาอารมณ์เย็นขึ้นแล้วเมื่ออีกฝ่ายเข้าใจสิ่งที่เขาพูด แต่เนียร์ยังไม่ยอมหยุดร้องไห้ ซึ่งเขาก็ไม่คิดจะปลอบให้หยุด
ทินอยากให้เนียร์ร้องออกมาจนกว่าจะพอใจ จนกว่าจะไม่มีอะไรให้ร้องอีก เพราะไม่รู้เมื่อไหร่ที่เธอจะยอมปล่อยมันออกมาอีก เนื่องจากเหตุผลที่เขาไม่เคยนึกชอบเลยสักครั้ง เหตุผลที่ไปตั้งความหมายของการร้องไห้ว่าเป็คนอ่อนแอ
เมื่อเวลาผ่านไปสักพักและเนียร์ร้องไห้จนหนำใจแล้ว ทินก็ยังคงอยู่ข้างๆ เธอไม่ขยับไปไหน แม้จะไม่ได้ทำอะไรให้ แต่เนียร์ก็รู้สึกดีที่เขาอยู่ด้วย
“ทิน”
คนถูกเรียกหันมามองคล้ายจะถามว่ามีอะไร เนียร์สบตาเขาด้วยตาบวมช้ำ แม้เสียงจะยังสั่นอยู่จากการสะอื้น แต่เธอก็พูดด้วยเสียงหนักแน่นที่สุด
“ฉันขอสัญญา ว่าต่อจากนี้จะไม่พูดว่าอยากตายอีกแล้ว จะ...ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างที่สุดให้ได้ เพื่อไม่ให้นาย...” เนียร์ชะงักไปชั่วเสี้ยววินาทีหนึ่งก่อนจะพูดใหม่ “เพื่อไม่ให้ทุกคนที่ฉันรู้จักต้องเสียใจเด็ดขาด”
ได้ฟังดังนั้นทินก็ดูจะอึ้งๆ ไป ทว่า...แทนที่เขาจะดีใจที่เธอคิดได้แบบนั้น กลับกลายเป็ว่าเขาถอนหายใจแบบหน่ายๆออกมาซะนี่ โดยที่เนียร์เองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม
ทินลูบหัวตัวเองแล้วลุกขึ้นยืน ก้มลงมองน้องสาวตัวเองที่ยังงงๆกับท่าทีของเขา ด้วยแววตาที่รู้ว่ากำลังโกรธอยู่ ก่อนจะพูดว่า
“โชคดีนะที่เธอเป็ผู้หญิง ไม่งั้นไม่จบง่ายๆ แบบเมื่อกี้นี้แน่”
เนียร์ยกมือขึ้นจับแก้มที่ถูกต่อยเมื่อกี้โดยอัตโนมัติ
หมายความว่าถ้าตรูเป็ผู้ชาย เอ็งกะเอาเดี้ยงจริงๆ ใช่ไหม
ไม่นานก็เหลืออีกเพียงสองวันจะถึงวันงานกีฬาสี
“12...1 2 3... 1 2...1 2...1!” เสียงลีดฯ นับจังหวะพร้อมเต้นอย่างสวยงาม ในแต่ละคณะสี ่นี้ถือว่าเป็่ที่ฟิตซ้อมกันสุดๆ
คณะสีหกสี อันประกอบด้วย สีม่วง สีเขียวสีเหลือง สีแสด สีฟ้า และสีชมพู แต่ละห้องก็มีสีเป็ของตัวเอง อย่างเช่นห้องม.4/3 อยู่สีฟ้า ม.4/1 อยู่สีเหลือง อันเป็ห้องของวาล ม.5/5 อยู่สีแสด แน่นอนเป็ห้องของนายหัวส้ม และห้อง ม.6/1 อยู่สีม่วง ที่เป็ห้องของทิน
กีฬาสีมีการประกวดไม่ใช่แค่การแข่งขันกีฬาหรือการเต้นรำเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงขบวนพาเหรด คฑากร การจัดแสตน ลีดมือ ลีดสนาม กองเชียร์ มีอะไรประกวดหมด เพราะฉะนั้นทุกอย่างจึงต้องพยายามทำให้ดูเลิศกว่าสีไหนๆ
แม้ว่าจะมีการประกาศให้เด็กนักเรียนเข้าเรียนตามปกติก็ตาม พวกบรรดาอาจารย์ก็ยังไม่วายโดนเหล่าลูกศิษย์ขออนุญาตออกไปจัดงานกีฬาสีให้เสร็จ เรียกได้ว่ามาขอกันที ยกมาทั้งห้องราวกับส่งขบวนแห่ขันหมากมาสู่ขอก็มิปาน แน่นอนว่าอาจารย์ก็อยากให้คณะสีที่ตัวเองอยู่ชนะอยู่เป็ทุนเดิมอยู่แล้ว จึงอนุญาตคำขอนั้นไปตามๆ กัน
สองวันก่อนถึงวันงานนี้ จึงกลายเป็วันที่ปล่อยให้เด็กนักเรียนได้ทุ่มเทให้กับมันอย่างเต็มที่ เพราะจะมีขบวนพาเหรดเดินไปรอบเมือง โชว์ความอลังการของงานนี้ให้คนทุกผู้ได้ชมเป็ขวัญตาด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่คนในเมืองก็รอคอยวันนั้นเช่นกัน
เด็กโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัย่นี้จึงครึกครื้นเป็พิเศษ คนเดินว่อนไปทั่วทั้งโรงเรียน เสียงกลองเสียงเพลงที่เหล่าบรรดากองเชียร์ฝึกซ้อมดังขึ้นตีกันกระหึ่ม เสียงเอะอะโวยวายของพวกที่จัดทำแสตนและขบวน ทำให้โรงเรียนมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา
ยกเว้นก็แต่...เด็กหนุ่มชั้นม.5 คนหนึ่งที่มีผมสีส้มเป็เอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร มาเดินอยู่คนเดียวตรงแถวโซนม.4 ที่กำลังวุ่นเื่ชุดที่จะใส่ในขบวน เขากำลังมองหาใครคนหนึ่งอยู่
ฟิวส์มองซองจดหมายที่ได้มาจากเฮียเมื่อวานนี้แล้วก็ถอนหายใจ รู้สึกกังวลอย่างประหลาดกับการต้องไปพบใครบางคน ด้วยกลัวว่าคนคนนั้นอาจยังมีสภาพไม่ต่างไปจากที่เขาเห็นเมื่อครั้งล่าสุด...ภาพที่เธอนิ่งเฉยด้วยแววตาว่างเปล่านั้น ยังคงติดตา
เขากลัวจริงๆ ว่าเธอจะเป็แบบนั้นตลอดไป
สายตาพลันไปสะดุดตรงคนคุ้นหน้าคุ้นตา ทำให้เขาชะงักเท้าไว้ แล้วคนนั้นก็ดูจะสังเกตเห็นเขาเช่นกัน
“อ้าว ฟิวส์” เอลเป็อีกคนที่ไม่ได้เรียกเขาว่าพี่ ในมือหอบม้วนผ้าหลากสีไว้หลายม้วนเพื่อตัดเป็ชุด เธอเดินเข้ามาหาเขา เส้นผมเป็ลอนยาวผูกรวบไว้ข้างหลังเพื่อความสะดวกในการทำงาน “มีธุระอะไรเหรอ หรือว่า...มาหาใคร” เอลเดาเอา พอรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้คงไม่หาผู้หญิงเล่นๆ แน่
“...เนียร์..อยู่นี่รึเปล่า”
เอลยิ้มกว้างทันที “อื้อ อยู่ตรงนั้นแน่ะ เนียร์!” เอลเรียกพร้อมกับใช้มือที่เหลืออยู่ชี้ไปทางหนึ่ง
ฟิวส์หันมองตามทางที่เอลชี้ไป แล้วก็ได้เจอ...เด็กสาวผมสีดำยาวตรงที่กำลังพูดกับเพื่อนในห้องอยู่ ซึ่งหันมามองทางนี้เช่นกันตามเสียงเรียก เมื่อเธอเห็นว่าใครมาหาก็ค่อยๆคลี่ยิ้มบางออกมา
“ไง” คำทักทายสั้นๆ เมื่อเข้ามาใกล้ ส่วนเอลที่เหมือนจะรู้เวลาว่าไม่ควรกวน ก็ขอตัวไปช่วยงานเพื่อนต่อให้ทั้งคู่ได้คุยกัน
ฟิวส์ยังมองอีกฝ่ายแบบอึ้งๆ เหมือนไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เห็น
“เธอ...”
“ฉันไม่เป็ไรแล้ว ขอบคุณที่เป็ห่วง” ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายบอกเนียร์ก็เดาได้ว่าเขาจะพูดอะไร แต่คำขอบคุณของเธอนั้น กลับทำให้ฟิวส์รู้สึกว่าตัวเองจะแสดงท่าทีว่าเป็ห่วงอีกฝ่ายมากเกินไปแล้ว จึงพยายามพูดจาแดกดันออกไปกลบเกลื่อนความรู้สึกนั้น
“เหอะ ก็นึกว่าจะทำตัวสำออยต่อไปซะอีก”
เนียร์ไม่ได้พูดอะไร เธอก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อมองถึงสิ่งที่ผ่านมาก่อนพึมพำเสียงเบา “ก็เกือบไปเหมือนกัน” ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม “แล้วนายมีธุระอะไรกับฉันล่ะ”
แทนคำตอบ ฟิวส์ยื่นซองจดหมายให้เธอ “จากเฮีย”
“นี่?” เนียร์ยื่นมือไปรับ ยังคงไม่รู้ว่ามันคืออะไรจนกระทั่งปลายนิ้วััได้ถึงปึกหนาของของที่อยู่ในนั้น จึงรีบส่งมันคืนไป “ฉันรับไว้ไม่ได้หรอก ตอนนี้ทางโรงแรมยังต้องซ่อมแซมอะไรอีกตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ”
“เธอไม่ต้องห่วงเื่นั้นหรอก ก็อย่างที่รู้...เพื่อไม่ให้เื่รั่วไหลแล้วใช้เงินปิดปากผู้คนน่ะ ตอนนี้เงินที่จะใช้ซ่อมแซมแทบจะเอาแจกลูกค้าเป็ว่าเล่นได้อยู่แล้ว แล้วเฮียก็อยากให้เธอเอาค่าแรงนี่ไปซื้อของดีๆให้เพื่อนด้วย” พูดจบก็จัดการยัดซองใส่มือเด็กสาว “แล้วก็...เฮียบอกว่าถ้าอยากหางานพิเศษทำอีกละก็ เฮียยินดีต้อนรับเธอเสมอ”
ได้ยินแบบนั้นแล้วเนียร์ก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้างให้คนตรงหน้าอย่างจริงใจ “ขอบคุณนะ แล้วก็ฝากขอบคุณเฮียด้วย”
ตึก!
เสียงเล็กๆ ดังขึ้นมาในใจอย่างไม่ทราบสาเหตุ ฟิวส์ทาบมือลงบนอก แล้วต้องพบว่ามันดังมาจากหัวใจของเขานี่เอง ที่กำลังเต้นรัวอย่างมีปฏิกิริยากับรอยยิ้มของเด็กสาวตรงหน้า แต่ยังไม่ทันได้เสาะหาถึงสาเหตุ เสียงของสองสาวจอมก่อกวนก็ดังขัดเข้ามา
“เนียร์ จินเรียกให้ไปซ้อมแน่ะ...อ้าว พี่ฟิวส์” เหมือนเพียวเพิ่งสังเกตว่าเพื่อนกำลังคุยกับใครอยู่
“พี่ฟิวส์มาทำอะไรแถวนี้อะ ไม่ไปช่วยเพื่อนทำงานเหรอ โดดมาอ่ะเด้” โมรัวใส่จนคนฟังแทบไม่มีโอกาสขัด
“ไม่ใช่เฟ้ย! แค่เอาของมาให้ยัยนี่ก็เท่านั้นแหละ” ฟิวส์รีบพูดก่อนจะโดนรัวอีกระลอก
“ของอะไรเหรอ!?” ทั้งคู่ต่างทำสีหน้าเ้าเล่ห์ เนียร์เห็นแล้วจึงรีบพูดแทรก
“ก็แค่เงินที่ไปทำงานมาก็เท่านั้นแหละ พวกแกน่ะไปช่วยพวกกิ๊ฟต่อโน่นไป” เธอไล่ ทำเอาสองคนนั้นหน้าบูดใส่ทันทีแต่ก็ยอมไป ในขณะเดียวกันก็มีมือใหญ่เข้ามาจับบ่าเธอพร้อมกับพูด
“แล้วเมื่อไหร่เธอจะมาซ้อมกันได้สักทีล่ะเนียร์” เสียงนุ่มๆแต่ฟังดูเย็นพิกลดังมาจากข้างหลัง
เนียร์ค่อยๆ หันไปทางต้นเสียง เจอจินที่มีสีหน้าไม่พอใจเลยสักนิดกำลังมองไปที่ฟิวส์...ซึ่งกำลังเลิกคิ้วขึ้นเช่นกัน จนหนุ่มหัวส้มเริ่มหงุดหงิดที่ถูกจ้องนานๆ
“มองหน้าหาเื่รึไงวะ” ฟิวส์ถามแบบชวนมีเื่สุดๆ
จินไม่ได้รู้สึกกลัวแต่อย่างใด ด้วยหน้าตาของเขาทำให้ถูกคนหาเื่ด้วยประโยคประเภทนี้มานักต่อนักแล้ว จินเลยปฏิเสธเสียงนุ่มดูจริงใจกลับไป “เปล่าหรอกครับ ผมแค่กำลังสงสัยว่าเนียร์กำลังคุยกับใครอยู่ก็เท่านั้นเอง”
ฟิวส์กอดอกเพื่อไม่ให้มือว่างพอจะเข้าไปอัดรุ่นน้องตรงหน้า เดิมทีก็รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าหมอนี่มาั้แ่รู้ว่าเป็คู่เต้นรำของเนียร์แล้ว “ฉันก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่านายเป็ใคร เป็แฟนรึไง ถึงได้มาทำท่าทำทางเป็หมาหวงก้างไม่ยอมให้ยัยนี่คุยกับคนอื่น”
ถึงตรงนี้เหล่าบรรดาแฟนคลับพากันหูผึ่ง จ้องเขม็งมาที่สามคนนี้ทันที
เนียร์เสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที รู้สึกได้ถึงสายตาที่กระหน่ำแทงเข้ามา รู้ได้ว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่เป็ผลดีต่อชีวิตตัวเองแน่ จึงพูดขัดทั้งคู่ “ไม่มีใครเป็อะไรกันทั้งนั้นแหละ นายมาเรียกฉันไปซ้อมใช่มั้ย”
ดูเหมือนจินจะไม่ค่อยอยากตอบรับนัก แต่ด้วยความเป็สุภาพบุรุษที่ไม่อยากขัดใจผู้หญิง จึงทำให้เขาทำได้แค่จำใจพยักหน้ากลับไป
“เห็นมั้ย ไม่ได้มีอะไรเลย” เนียร์เน้นเสียงพยายามส่งเสียงดังๆ ให้คนแถวนั้นได้ยินด้วย “งั้นไปกันเถอะ” เธอยกมือขึ้นลาฟิวส์ แล้วรีบเดินออกไปกลางสมรภูมิสายตาอย่างรวดเร็ว
ฟิวส์ยังมองตามหลังสองคนนั้นไปอย่างไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยเขาก็พอใจ ที่เนียร์ไม่ได้คิดอะไรกับเ้านั่นเลยสักนิด
“3...4 หมุน” ครูสอนเต้นรำเป็คนบอกจังหวะให้ทำตาม ซึ่งคราวนี้ผลเป็ที่น่าพอใจ เพราะครั้งนี้ไม่มีการเหยียบเท้ากันเลยสักครั้ง และยังดูเป็ธรรมชาติมากที่สุดด้วย “ดีมากๆ เยี่ยมจริงๆ” เธอเข้ามาชม
“หวังว่าพวกเธอคงไม่ทำให้ฉันผิดหวัง คว้าอันดับหนึ่งมาให้ได้นะจินดา นิศาชล” ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะทำโหดหินอะไรขนาดไหน ก็เป็ธรรมดาที่ครูบาอาจารย์อยากจะเห็นศิษย์ของตัวเองได้ดี
“พวกเราจะไม่ทำให้ครูผิดหวังแน่ครับ” จินถือโอกาสหยิบมือเนียร์ขึ้นมาจับพร้อมบอก โดยไม่สนใจกับสีหน้าแขยงสุดขีดกับการกระทำนั้นของเนียร์
“ดีมาก แล้วเธอล่ะ นิศาชล” เธอหันมามองเนียร์ที่กำลังแกะมืออีกฝ่ายออก
“อะ..เอ่อ ค่ะ จะไม่ทำให้ผิดหวังเลย” เนียร์ส่งยิ้มแหยๆ กลับไป
“โอเคค่ะ งั้นวันนี้เลิกซ้อมได้” เธอบอกพร้อมเดินออกไปจากห้อง
เนียร์ถอนหายใจโล่งอกกับการเลิกซ้อมสุดโหดนี้ได้เสียทีพลางทรุดตัวลงโดยอัตโนมัติ หวังจะพักให้สะใจ แต่ไม่ถึงสองวิฯ ดี ก็มีพวกใหม่เข้ามาอีกแล้ว
“เนียร์! อยู่รึเปล่า!” เสียงของเพียวดังมาก่อนตัวซะอีก
“อยู่ นอนอยู่ตรงพื้นเลยเนี่ย” จินเป็ฝ่ายตอบเอง แล้วชี้ไปที่เ้าของนามที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้น ที่กำลังลุกขึ้นมามองคนที่มาหาตัวเอง
“มีธุระอะไรก็ว่ามา ฉันเหนื่อยจนอยากหลับคาห้องนี้อยู่แล้ว” เนียร์ทำลิ้นห้อยเหมือนหมาจนไปแข่งทำกับบ๊อกได้เลย
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่จะมาบอกว่าชุดที่แกต้องใส่น่ะ มาแล้วนะ”
ไม่ต้องให้บอกซ้ำสองเนียร์ก็ลุกขึ้นมาทันทีราวกับติดสปริง ความเหนื่อยเมื่อครู่ราวกับจะหายไปทันตา แล้วแทนที่ด้วยความหวาดหวั่นแทน
“ตอนนี้อยู่ที่ห้องเรา กับพวกเอล”
ั้แ่เกิดมาไม่ว่าจะเดือดร้อนหรือทุกข์ขนาดไหน เธอไม่เคยหวั่นไหว เจอคนถูกฆ่าอย่างไม่มีชิ้นดีจนแทบประสาทเสียก็ยังอุตส่าห์ทนรอดมาได้ หนีตายจากพวกที่มีพลังด้วยกันยังพอทน เจอประสบการณ์ฆ่าล้างคนก็ยังผ่านพ้นมาได้หวุดหวิด
แต่พอมาถึงวันนี้ ถึงได้รู้ว่าไอ้พวกนั้นน่ะ มันนรกเทียม ไอ้นี่หรอก...นรกของแท้เลย
เนียร์มองสิ่งของตรงหน้าด้วยแววตาสยองเกล้าที่สุด
“...ฉัน...ต้องใส่ตัวนี้จริงๆ เหรอ” เธอชี้ไปที่ชุดของตัวเอง
“อือฮึ” ทั้งห้องพยักหน้าพร้อมกัน
“ต้องใส่ตัวนี้เต้นรำ จริงๆ นะ?”
“อ่าฮะ” ทั้งห้องพยักหน้าพร้อมกันอีกครั้ง ทำเอาเนียร์พูดไม่ออก
“...งั้นช่วยบอกอาจารย์ด้วยนะ ว่าวันกีฬาสี่กลางคืนฉันป่วยหนักมาแข่งไม่ได้ บาย” เนียร์ทำมือลา ก่อนจะรีบหันหลังเตรียมตัวหนี แต่ก็ไม่พ้น
พวกรู้ดีสามตัวมาดักกันไว้ก่อนแล้ว
“จะไปไหนเหรอจ๊ะเนียร์”
หลังจากคบมาเกือบปี เนียร์ได้เรียนรู้อะไรมาอย่างหนึ่ง นั่นคือกลุ่มเธอสามัคคีพูดเพราะกันเมื่อไหร่ รู้ไว้ได้เลยว่ามันไม่ใช่เื่ดีแน่นอน
“พลีส...ขอร้องล่ะ อย่าให้ฉันต้องใส่ชุดนี้เลยนะ ฉันยอมใส่ชุดสมัยพระเ้าเหานั่นก็ได้ ขอร้องล่ะ” เนียร์แทบจะคุกเข่าอ้อนวอน
“ไม่ด๊ายย ไม่ได้ ฉันพนันกับพี่ฟิวส์ไว้แล้ว ว่าถ้าทำให้แกใส่ชุดนี้ได้แล้วดูดี จะต้องจ่ายมาร้อยนึง” เพียวพูด
หน็อย...ไอ้พวกขายเพื่อนตัวเอง
แต่ทว่า...มันไม่ใช่แค่เพียงสามคนนี้เท่านั้นน่ะสิ แต่ยังรวมไปถึงเพื่อนทั้งห้องจึงไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะถ้าปฏิเสธเมื่อไหร่ อืม...ห้องเธอมี 48 คน ถ้าไม่นับตัวเองด้วย กี่บาทากันล่ะนั่น ถ้าไม่รวมโดนกระทืบซ้ำด้วยน่ะนะ
ถึงตรงนี้เนียร์เริ่มจะคิดอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกว่า ถ้าหากเธอตายไปซะตั้งแต่ทีแรก ก็คงสบาย ไม่ต้องมาเผชิญกับอะไรแบบนี้แล้ว