ขณะที่หมิงเสี่ยวเจี๋ยเบียดเสียดเข้าไปในฝูงชนเธอก็เห็นหมิงจูถีบคนพอดี เธอเองก็ตกใจจนตาค้าง นี่... นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อครู่ทั้งสองคนกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ชัดๆเธอจึงไปเรียกคนมาเพราะเห็นสวีข่ายส่งสายตาให้
ทำไมแค่เพียงครู่เดียวถึงได้กลายเป็นแบบนี้ไปได้?
หมิงจูหันไปมองเจียงตั่วและเฉียวปินด้วยความสับสนแล้วถามกลับว่า “นัดเจออะไรกัน?”
เฉียวปินเป็นคนปากไวอยู่แล้วเขาโพล่งออกมาทันทีว่า “เมื่อกี้นี้หมิงเสี่ยวเจี๋ยวิ่งเข้ามาในลานบ้านของคุณแล้วบอกกับหัวหน้าว่าคุณแอบไปนัดพบสวีข่าย หัวหน้าไม่เชื่อเธอเลยให้หัวหน้ามาดูด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็จะตะโกนให้คนทั้งหมู่บ้านรู้”
หมิงจูจ้องมองหมิงเสี่ยวเจี๋ยแล้วหัวเราะ“การลอบนัดพบของชายหญิงในความคิดบ้านเธอคือการตะโกนด่าอีกฝ่ายว่าสารเลว แล้วอยากเรียกออกมาตีจนตายงั้นเหรอ? งั้นรสนิยมของเธอก็เป็นเอกลักษณ์จริงๆขอให้ผู้ชายทุกคนที่นัดพบกับเธอในอนาคต ต่อยเตะเธอได้แบบนี้เลยนะ!”
หมิงเสี่ยวเจี๋ยโกรธจนหน้าดำหน้าแดง!
“นี่... สวีข่าย คุณบอกมาสิว่าเรื่องนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!”
สวีข่ายพยายามจะลุกขึ้นนั่งมือกุมหน้าอกที่ถูกถีบจนปวดร้าว แล้วพูดด้วยสีหน้าไร้เดียงสาว่า“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง หมิงจูวิ่งมาถึงที่ก็ปรักปรำฉันว่าทำร้ายป้าจากนั้นก็กุข่าวว่าขุดไท่สุ้ยได้ แล้วแบ่งให้ฉันตั้งครึ่งหนึ่งเมื่อกี้ก็ถีบฉันอีก หล่อนตั้งใจจะฆ่าคนชัดๆ ฉันจะแจ้งจับ!”
ตอนนี้เจียงตั่วพอจะเข้าใจเรื่องราวคร่าวๆแล้ว เขาจ้องมองหมิงจูด้วยสีหน้าหนักใจ “บาดแผลที่หัวป้าเป็นฝีมือเขาเหรอ?”
หมิงจูพยักหน้าแต่ไม่ได้ตั้งใจจะให้เจียงตั่วเข้ามายุ่ง เธอแกล้งทำเป็น‘โกรธเคือง’ แล้วพูดเสียงดังว่า “ใช่แล้วค่ะ เขากำลังจะฟ้องฉันไม่ใช่หรือไง? งั้นฉันก็จะฟ้องเขาเหมือนกันเขาคิดว่าเขาทำร้ายคนแล้วไม่ทิ้งหลักฐานไว้ แต่พวกคุณดูที่กางเกงของป้าสิยังมีรอยเท้าเปื้อนดินที่สวีข่ายเตะไว้ด้วยนะ!แค่เอาลายพื้นรองเท้าไปเทียบก็รู้แล้วแถมปากกาหมึกซึมที่เขาเก็บไว้ในกระเป๋าตลอดเวลาก็ยังตกอยู่ตรงนั้นด้วย ฉันเก็บมาได้!”
พูดพลางเธอก็ตบกระเป๋าเสื้อของตนเอง“บัณฑิตจากเมืองมาอยู่ชนบทแล้วยังทำร้ายชาวบ้านนี่ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงนะ!”
ได้ยินหมิงจูพูดเช่นนั้นสวีข่ายก็ก้มหน้ามองกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายโดยไม่รู้ตัว... ปากกาหายไปจริงด้วย!
เขาถูกคำพูดของหมิงจูหลอกจนอึ้งไปชั่วขณะไม่ได้การ เขาจะไปสถานีตำรวจไม่ได้!
เขากลืนน้ำลายด้วยความประหม่า“ถ้าพูดอย่างนั้น... เธอก็ทำร้ายฉันเหมือนกันตอนนี้หน้าอกของฉันยังเจ็บอยู่เลย... เรื่องนี้ก็ถือว่าเสมอกันแล้วไม่ใช่หรือไง?”
“เสมออะไรกัน?” หมิงจูตะคอกกลับ “ไท่สุ้ยที่ฉันให้นายไปเมื่อก่อน ตอนนี้ฉันไม่ให้แล้ว เอามาคืนฉันด้วย!”
“หมิงจู เธอเคยให้ไท่สุ้ยฉันเมื่อไหร่กัน จะปรักปรำจนฉันตายให้ได้เลยหรือไง?!”
เข้าใจถูกแล้ว!
หมิงจูเยาะเย้ย“ในหมู่บ้านมีคนมากมายฉันไม่ปรักปรำคนอื่นแต่กลับปรักปรำแค่นายอย่างนั้นหรือ? อย่ามาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยใครบ้างจะไม่รู้ว่าก่อนที่ฉันจะแต่งงานกับผู้กองเจียง ของดีๆทั้งหมดฉันให้นายไปแล้ว? คิดว่าไม่ยอมรับแล้วจะไม่มีใครรู้หรือไง?”
พูดแล้วเธอก็หันไปมองหมิงต้าโหย่ว“หัวหน้าหมู่บ้านคะ หนูให้ไท่สุ้ยสิบกว่าชั่งกับสวีข่ายไปจริงๆแต่ตอนนี้เขาไม่ยอมรับแล้ว ถ้าหมู่บ้านช่วยหนูทวงคืนมาได้หนูก็ยินดีมอบจำนวนนั้นทั้งหมดให้หมู่บ้าน!”
หมิงต้าโหย่วได้ยินดังนั้นตาเป็นประกายทันที เขาอยากได้ไท่สุ้ยนั้นมาก จึงตอบตกลงทันที
หมิงจูอ้างว่าบาดแผลของป้าเธอกำลังเลือดไหลต้องกลับไปทำแผลก่อน จากนั้นก็ชวนเจียงตั่วและเฉียวปิน พาป้าของเธอกลับไป
สวีข่ายนั่งอยู่บนพื้นได้ยินหมิงต้าโหย่วเรียกชื่อเขาบอกว่าจะพาไปที่ทำการหมู่บ้านเพื่ออบรมสั่งสอนจิตสำนึก เขาก็เสียใจแทบตายทันที!
ถ้ารู้แต่แรกว่าจะไม่ไปยั่วโมโหผู้หญิงร้ายกาจอย่างหมิงจูยัยนั่นร้ายกาจเกินไปแล้ว!
ตอนนั้นเขาไม่รู้ตัวเลยสองชั่วโมงต่อมาเมื่อเขากลับจากที่ทำการหมู่บ้านไปยังที่พักบัณฑิตได้เห็นปากกาหมึกซึมที่เขาถอดออกมาวางอยู่บนโต๊ะ เขาก็แทบลมจับ!
ไม่มีหลักฐานที่เขาทำร้ายใครเลยแต่แรกหมิงจูแค่สังเกตเห็นว่าปากกาที่เขาใช้ทำเป็นผู้มีการศึกษาหายไปจากกระเป๋าเสื้อเธอจึงหลอกเขา
เขากำลังถูกหญิงชั่วร้ายคนนั้นทำให้โมโหจนตายอยู่แล้ว!
ระหว่างทางกลับบ้านหมิงจูเล่าเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้เจียงตั่วและคนอื่นๆ ฟัง
เมื่อรู้ว่าสวีข่ายจ้องจะเอาไท่สุ้ยของหมิงจูเฉียวปินก็ด่าเขาไปตลอดทาง
เมื่อกลับถึงบ้านหมิงจูก็ให้เจียงตั่วพาเฉียวปินและลุงหมิงไปกินข้าวก่อนส่วนเธอเองก็ดึงหมิงชุนนีกลับเข้าห้องไปล้างแผลจากนั้นก็ใช้น้ำจากน้ำพุวิเศษพอกไว้สักพัก
บาดแผลที่เคยเลือดซิบอยู่ก็หยุดเลือดไหลทันที
หมิงชุนนียังบอกอีกว่าที่บาดแผลไม่รู้สึกเจ็บแล้ว
หมิงจูตักข้าวและกับข้าวแยกไปให้ในห้องเมื่อเห็นว่าป้ากินข้าวได้เยอะแล้ว เธอก็วางใจและเดินออกมา
เมื่อเข้ามาในครัวเห็นเจียงตั่วยืนรออยู่ข้างประตู หมิงจูก็ถามอย่างงุนงง“ทำไมคุณถึงไม่ไปกินข้าวกับแขกล่ะคะ?”
“เฉียวปินอยู่เป็นเพื่อนแล้ว ป้าเป็นยังไงบ้าง?”
“ไม่เป็นไรแล้วค่ะ กินข้าวสบายใจเฉิบเลย น้ำไท่สุ้ยนี่ใช้ได้ผลดีจริงๆทั้งหยุดเลือดและบรรเทาความเจ็บปวด”
เจียงตั่วพยักหน้าแล้วสำรวจหมิงจูตั้งแต่หัวจรดเท้า “แล้วเธอล่ะก่อนที่ฉันจะไปหา เขาสู้กลับบ้างไหม?”
หมิงจูได้ยินดังนั้นก็ทำหน้าตาออดอ้อน“ฉันก็เจ็บเหมือนกันค่ะ...”
เจียงตั่วขมวดคิ้วแน่นกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง หมิงจูก็แกว่งมือไปมาต่อหน้าเจียงตั่ว แล้วพูดเสียงหวาน“ฉันตบหน้าเขาแรงไปหน่อย ฝ่ามือฉันเจ็บผู้กองเจียงเป่าให้ฉันหน่อยสิคะ เป่าแล้วก็จะไม่เจ็บแล้ว”
เธอทำเรื่องน่าคลื่นไส้อีกแล้ว!
ถึงจะเป็นอย่างนั้นหมิงจูก็ไม่รู้จะควบคุมตัวเองอย่างไรดี เพราะว่าผู้ชายหยาบกระด้างของเธอนั้นล้อเล่นด้วยได้ง่ายดายเหลือเกิน!
เจียงตั่วถอนหายใจโล่งอกยกมือขึ้นมากดฝ่ามือของหมิงจูลง “หยุดเล่นได้แล้ว”
“ได้ค่ะ ได้ค่ะ รู้แล้ว ไม่เล่นแล้ว” หมิงจูเลียนแบบท่าทางจริงจังของเขาชักมือกลับมา แล้วพยักหน้า จากนั้นก็หัวเราะ “ไอ้ไก่อ่อนนั่นจะเป็นคู่ต่อสู้ของฉันได้ยังไงคะ?ฉันไม่ให้โอกาสเขาโต้กลับเลยด้วยซ้ำ คุณอย่าดูถูกว่าฉันตัวผอมบางที่จริงแล้ว... ฉันดุมากนะคะ!”
เจียงตั่วไม่ได้ขัดจังหวะคำพูดไร้สาระของเธอฟังจนจบแล้วจึงกล่าวว่า “เรื่องไท่สุ้ยเปิดเผยออกไปแล้วถึงเขาจะเอาออกมาให้ได้ หมิงต้าโหย่วก็จะยึดไปเป็นของตนเอง”
“จุ๊ๆ” หมิงจูขยับเข้าไปใกล้เขาเล็กน้อยดวงตาเปล่งประกายด้วยความเจ้าเล่ห์ แล้วกระซิบเสียงเบาว่า “อย่าบอกนะคุณเชื่อว่าฉันเอาไท่สุ้ยให้เขาไปแล้ว?”
เจียงตั่วขมวดคิ้วมองเธอนี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอเพิ่งพูดไปหรือ?
เห็นเจียงตั่วไม่สงสัยในคำพูดของตนหมิงจูก็หัวเราะลั่น “ดูเหมือนว่าเมื่อกี้ฉันจะแสดงได้ดีมากนะแม้แต่คุณยังเชื่อเลย ผู้กองเจียงคะ ลองคิดดูให้ดีสิ”
เธอยกมือขึ้นมาจิ้มแก้ม“ภรรยาของคุณดูเหมือนคนเสียสติหรือเปล่า? ของดีๆฉันก็ใช่ว่าจะไม่รู้จักใช้ ทำไมต้องให้เขาด้วยล่ะ?”
เจียงตั่วเกือบจะหัวเราะออกมา
เมื่อครู่เธอยืนพูดอย่างจริงจังอยู่นอกที่พักบัณฑิตเขาก็เชื่อคำพูดของเธอจริงๆ และคงมีคนอื่นอีกมากมายที่เชื่อเหมือนกับเขา...
แต่เธอกลับโกหกอย่างนั้นหรือ?
หญิงสาวอายุสิบแปดปีจะฉลาดเจ้าเล่ห์ได้ขนาดนี้จริงหรือ?
เขายิ่งรู้สึกว่าหมิงจูไม่อาจเข้าใจได้เอาเสียเลย...
ราวกับในร่างของหญิงสาวสิบแปดคนนี้มีจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง ฉลาด และเจ้าเล่ห์สิงสู่อยู่ ทำให้ยากจะคาดเดาได้
หมิงจูถูกเจียงตั่วจ้องมองจนรู้สึกขนลุกซู่จึงดันแขนของเขา “พอได้แล้ว คุณไปกินข้าวเถอะอย่าให้คนอื่นรอนานสิคะ”
เจียงตั่วรับคำเดินไปสองก้าวก็หยุด แล้วหันกลับมามองเธอ ทำท่าจะพูดแต่ก็ลังเล
“มีอะไรอีกคะ?”
เจียงตั่วถามขึ้นมาทันทีอย่างไม่คาดคิดว่า“เธอไม่ใช่ชอบสวีข่ายหรอกเหรอ?”