ตอนที่ 2 โอรส์
ใบไม้ปลิดปลิวไปตามสายลมเย็นแสงแดดยามบ่ายสาดกระทบสระหลวงเป็ประกาย บัวสีหวานเบ่งบานต้อนรับหมู่ภมรพวกมันดอมดมเกสรก่อนจะโบยบินขวักไขว่เรื่อยไปอย่างร่าเริง
ชายฉกรรจ์ในชุดเกราะเหล็กแบบจีนโบราณก้าวเดินเข้มแข็งมุ่งมั่นมือข้างหนึ่งถืออาวุธประจำกาย เตรียมพร้อมในปกป้องเ้านายในยามที่ภัยมา สำหรับพวกเขาชีวิตคือชาติ องค์จักรพรรดิคือหัวใจ ไม่มีสิ่งใดจะมาสำคัญกว่านี้อีกแล้วแม้แต่ชีวิตของพวกเขาเอง
เพลานี้ ผู้ที่เหล่าทหารต้องอารักขา กำลังประทับอยู่ด้านในหอทรงงานที่พระองค์ใช้ว่าราชการพร้อมเหล่าขุนนางตำแหน่งสูงอีกหลายสิบคน
“มีข้อราชการอื่นที่ต้องหารืออีกหรือไม่?”พระสุรเสียงทรงอำนาจถูกเปล่งออกมาจากพระโอษฐ์ของบุรุษที่ดูมีอายุ ซึ่งกำลังประทับอยู่บนบัลลังก์ขนาดใหญ่บ่งบอกว่าฐานะของพระองค์ได้เป็อย่างดีเพราะพระองค์ก็คือองค์จักรพรรดิของเหล่าปวงชนนั่นเอง
พระองค์ทรงเครื่องทรงสีทองอร่าม พระเนตรดุดันมีอำนาจเหนือพระโอษฐ์มีพระมัสสุสี(หนวด)ดำสนิท พระพักตร์เคร่งเครียดเนื่องจากการว่าราชการกับเหล่าขุนนางมาหลายชั่วยาม
“เกรงว่ายังมีอีกข้อพ่ะย่ะค่ะ”เสนาบดีกรมพิธีการกล่าวขึ้น มือทั้งสองข้างประสานกันด้านหน้า ศีรษะที่เส้นผมเป็สีดอกเลาค้อมไปด้านหน้าด้วยท่าทางนอบน้อม
“ว่ามาเถิด” องค์จักรพรรดิตรัสเสนาบดีคนเดิมจึงกล่าวต่อ
“เนื่องจากทูตชาวตะวันตกได้เขียนจดหมายมาไถ่ถามถึงการออกเรือนขององค์รัชทายาทเราได้สัญญากับพวกเขาไว้ว่าจะให้คำตอบเื่นี้โดยเร็ว” เสนาบดีกำลังกล่าวถึงคณะทูตชาวอังกฤษที่เดินทางมายังแผ่นดินจีนเมื่อหลายปีก่อนเขากล่าวต่อ
“ตอนนี้ องค์รัชทายาททรงมีพระชนมายุถึง 24พรรษาแล้ว แต่ยังมิได้ออกเรือน หม่อมฉันเกรงว่า ชาวตะวันตกจะเข้ามาแทรกแซงเื่นี้พ่ะย่ะค่ะ”
ครั้งนั้นทางคณะทูตได้ไถ่ถามถึงคู่ครองขององค์รัชทายาทผู้สืบทอดบัลลังก์ัคนต่อไปแต่กลับไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนจากเหล่าขุนนางโดยคณะทูตต่างแปลกใจว่าเหตุใดองค์รัชทายาทยังมิได้พึงใจในสตรีนางใดเลยซึ่งพวกเขากลับคิดกันไปเองว่าเหล่าขุนนางจีนจงใจปิดบังข้อมูลนี้ด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งในความเป็จริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย
การสมรสของกษัตริย์หรือผู้สืบบัลลังก์ถือเป็จุดเริ่มต้นของอำนาจมีกษัตริย์หลายพระองค์ที่สามารถปกครองบ้านเมืองได้อย่างยอดเยี่ยมเนื่องด้วยการสนับสนุนและอำนาจของทางฝั่งพระมเหสีแต่ก็มีกษัตริย์หลายพระองค์เช่นกันที่ล้มเหลวในการปกครองจนต้องสละบัลลังก์ในเวลาอันสั้น
ดังนั้น พวกเขาจึงทราบดีว่าหากสตรีตระกูลใดได้ขึ้นมาเป็พระชายาขององค์รัชทายาท หรือที่คือมเหสีคนต่อไปตระกูลของนางจะเข้ามามีอำนาจทางการเมืองและอาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาคาดไม่ถึงก็เป็ได้ถ้าเื่เล็กๆก็อาจจะเป็แค่การก่อฏเล็กๆน้อยๆแต่พวกเขากลัวเื่เลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นมากกว่า นั่นคือการโค่นล้มบัลลังก์กษัตริย์ซึ่งมันอาจสั่นคลอนไปถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ หรืออาจจะเป็ตัวช่วยในการยึดครองประเทศของพวกต่างชาติก็เป็ไปได้ดังนั้น เพื่อตัดไฟเสียั้แ่ต้นลมคณะทูตชาวตะวันตกจึงใคร่รู้เื่ของสตรีที่จะขึ้นมามีอำนาจในราชสำนักจีนต่อไป
องค์จักรพรรดิและเหล่าขุนนางเองก็ทราบดีว่าหากพวกเขามิพยายามผูกมิตรกับประเทศที่มีแสนยานุภาพทางการทหารพร้อมอาวุธครบมือนี้ไว้ล่ะก็แผ่นดินอาจจะลุกเป็ไฟได้ในกาลข้างหน้า จึงไม่แปลกใจเลยว่าแค่เื่คู่ครองขององค์รัชทายาทจะสลักสําคัญกับประเทศถึงเพียงนี้ เสนาบดีคนเดิมจึงกล่าวต่อ
“กระหม่อมเกรงว่าหากกาลข้างหน้าชาวตะวันตกสามารถหาวิธีในการเสนอสตรีที่คู่ควรได้ล่ะก็เราจะมิอาจปฏิเสธพวกเขาได้ เนื่องจากการค้าขายและไมตรีที่มีต่อกันและที่หม่อมฉันหวั่นใจมากที่สุดนั่นก็คือนางผู้นั้นจะเป็เพียงหุ่นเชิดที่พวกเขาจะเข้ามายึดอำนาจ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งด้วยเหตุนี้ กระหม่อมจึงขอให้องค์จักรพรรดิทรงโปรดพิจารณาเื่นี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าเข้าใจแล้ว”องค์จักรพรรดิพยักพระพักตร์อย่างครุ่นคิดก่อนจะหันไปหาบุรุษที่ได้ครองตำแหน่งองค์รัชทายาทหรือก็คือลูกชายแท้ๆของพระองค์นั่นเอง
“ว่าอย่างไรเล่า เผิงซี เ้าผลัดข้ามาหลายเพลาแล้วนะเห็นรึยังว่าความหัวรั้นของเ้ากำลังจะนำภัยมาสู่แผ่นดิน?”
แทนที่จะเรียกพระโอรสด้วยคำว่า องค์รัชทายาทอย่างเป็พิธีการ แต่องค์จักรพรรดิกลับเรียกชื่อของลูกชายออกมาอย่างลืมพระองค์แววแห่งโทสะเต้นระริกอยู่ในพระเนตรดุดันคู่นั้น
พระองค์ทรงทอดพระเนตรไปยังชายหนุ่มผู้ประทับอยู่บนตั่งด้วยกิริยาสงบนิ่งและเยือกเย็นใบหน้าหล่อเหลาอ่อนเยาว์ ผิวขาวราวเนื้อสาลี่ พระขนงดกหนาได้รูป และพระโลมจักษุ(ขนตา)งอนยาวล้อมรอบพระเนตรสีน้ำตาลอ่อนที่ส่งต่อทางกรรมพันธุ์มาจากพระมารดาผู้งดงามทำให้พระองค์มีพระพักตร์ที่งดงามกว่าบุรุษทั่วไปยิ่งนัก
องค์รัชทายาทโน้มกายไปด้านหน้าเล็กน้อย พระหัตถ์ทั้งสองผสานไว้ด้านหน้าเพื่อทำความเคารพพระบิดาของตน
“ลูกคิดเื่นี้ไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”เสียงทุ้มนั้นสงบและเยือกเย็น องค์รัชทายาททรงทราบดีว่าขุนนางหลายคนในที่นี้กำลังตั้งใจฟังและจับผิดพระองค์อยู่
“ดี เ้าจะทำพิธีเสี่ยงทายเลือกพระชายาเมื่อไรเล่า?”องค์จักรพรรดิตรัสถามถึงพิธีเลือกคู่ที่จัดขึ้นสืบต่อกันมาในราชวงศ์ของพระองค์
ในพิธีนี้พวกเขาจะคัดเลือกหญิงสาวที่มีชาติตระกูลและมีรูปโฉมงดงามจากทั่วแผ่นดินมีการตรวจดวงชะตาตามความเชื่อก่อนจะทำพิธีเสี่ยงทายโดยให้ฟ้าและ์เป็ผู้กำหนดว่าสตรีสูงศักดิ์นางใดจะได้ขึ้นมาเป็ชายาขององค์รัชทายาทต่อไป
องค์จักรพรรดิเองก็ผ่านพิธีนี้มาเช่นกันจนได้พบกับอดีตพระมเหสี พระมารดาขององค์รัชทายาทเผิงซีนั่นเอง
“ไม่ใช่อย่างนั้นพ่ะย่ะค่ะ”เสียงทุ้มนุ่มลึกขององค์รัชทายาทหยุดคำถามขององค์จักรพรรดิไว้
“เ้าว่าอย่างไรนะ?”องค์จักรพรรดิขมวดพระขนงถาม
ผู้เป็ลูกชายจึงเริ่มตรัสต่อหน้าบัลลังก์และเหล่าขุนนางด้วยอาการสงบเยือกเย็นอย่างที่เห็นจนชินตาราวกับว่าพระพักตร์และพระสุรเสียงดุดันของพระบิดามิอาจทำให้กำแพงน้ำแข็งในพระทัยของพระองค์สั่นคลอนลงได้เลยแม้แต่น้อย
“ลูกได้วางแผนไว้ว่าจะคัดเลือกชายาด้วยตนเองมิใช่ให้ฟ้าดินเป็ผู้ตัดสินเช่นครั้งที่ผ่านมาพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงกระซิบกระซาบของเหล่าขุนนางดังขึ้นทันทีพวกเขาต่างพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันเบาๆด้วยความคิดเห็นที่หลากหลาย เพราะเหตุการณ์ผิดแผกจากขนบธรรมเนียมเดิมเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะกับเชื้อพระวงศ์ที่จะเป็ผู้สืบทอดบัลลังก์
องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรพระพักตร์หล่อเหลาโอรสของพระองค์อีกครั้งก่อนจะตรัสถามอย่างไม่พอพระทัยเอามากๆ
“เ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าสิ่งที่เ้ากล่าวออกมาอาจจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง?”
องค์รัชทายาททรงพยักพระพักตร์พระองค์ทรงทราบดีว่าการตัดสินพระทัยของพระองค์เพียงเื่เล็กๆอาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าได้จากดีก็อาจกลายเป็ร้ายได้เลยทีเดียว
“ลูกได้คัดเลือกสตรีจากตระกูลขุนนางไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะรับรองว่าจะไม่มีตระกูลใดได้เปรียบตระกูลอื่นเป็แน่”องค์รัชทายาทตรัสออกมาด้วยแววพระเนตรมุ่งมั่น
“นี่เ้าคิดอะไรของเ้าอยู่กันแน่เ้าจะทำให้เื่นี้มันใหญ่โตไปถึงไหนกัน?”
“เสด็จพ่อจำได้หรือไม่ว่าลูกเคยจะคัดเลือกสตรีเข้ามาเป็ชายาอยู่ครั้งหนึ่งแต่เหล่าข้าหลวงและเสนาบดีต่างถกเถียงกันยกใหญ่เื่ความได้เปรียบเสียเปรียบของตระกูลใหญ่ต่างๆและบทสรุปในครั้งนั้นคือ ทุกตระกูล้าให้ลูกหลานของพวกเขาเข้ามาเป็ชายากันทั้งนั้นด้วยเหตุนี้ ลูกจึงคิดหาวิธีคัดเลือกพวกนางไว้เพื่อมิให้เกิดข้อครหาเช่นครั้งก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
องค์จักรพรรดิทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักพระพักตร์ของตนราวกับยอมรับว่าสิ่งที่ลูกชายกล่าวนั้นเป็ความจริงพระองค์ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นมา ก่อนจะตรัสถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย
“แล้วเ้าจะคัดเลือกสตรีเ่าั้ด้วยวิธีใดเล่า?”
องค์รัชทายาทรีบตรัสขึ้นมาก่อนที่พระบิดาของพระองค์จะเปลี่ยนใจไปเสียก่อน
“กระหม่อมจะให้บททดสอบแก่พวกนางเก้าด่านด้วยกันแต่เพื่อมิให้เสียเปรียบกัน พวกนางจะได้เรียนรู้วิชาการต่างๆก่อนที่จะทดสอบหากสตรีนางใดได้คะแนนจากบททดสอบเ่าั้มากที่สุดเป็สามคนสุดท้ายสตรีทั้งสามจะได้เข้ารับการเสี่ยงทายเป็ชายาพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นอีกครั้งดูเหมือนเหล่าขุนนางจะมีทัศนคติต่อการคัดเลือกพระชายาครั้งนี้แตกต่างกันออกไปบ้างก็เห็นด้วย บ้างก็เห็นตรงกันข้าม
“เ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะทำเช่นนี้?”องค์จักรพรรดิตรัสถามผู้เป็ลูกชายด้วยพระพักตร์และพระเนตรที่จริงจัง
“แน่ใจแล้วพ่ะย่ะค่ะหากจะต้องเลือกสตรีที่จะนั่งเคียงข้างบัลลังก์คู่กับลูก เป็สตรีที่จะต้องทำหน้าที่อุ้มท้องโอรสของลูกลูกก็้าที่จะเลือกนางด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทตรัสอย่างหนักแน่นส่งผลให้องค์จักรพรรดิส่ายพระพักตร์อย่างระอา
“เ้ารู้ตัวใช่หรือไม่ว่าเ้ากำลังตามหาความรักที่ไร้สาระเ้าก็รู้ว่าหน้าที่ของเ้าในกาลข้างหน้านั้นมันไม่เกี่ยวอะไรกับความรักลมๆแล้งๆที่เ้าพร่ำเพ้อถึงเลยแม้แต่น้อย”
องค์รัชทายาทได้ฟังถ้อยคำของพระบิดาแล้วก็ถึงกับสะอึกเพราะสิ่งนั้นหมายความว่า สิ่งที่พระบิดาทรงคิดเกี่ยวกับเื่ของความรักอาจจะสามารถตอบคำถามที่ว่า เหตุใดพระมารดาผู้ล่วงลับของพระองค์ไม่เคยได้รับความรักจากพระบิดาเลยถึงแม้ว่าพระนางจะงดงามเพียงใดก็ตาม พระบิดาคงคิดแบบนี้มาโดยตลอดคิดว่าสตรีมีไว้อุ้มท้องทายาทสืบสกุลเท่านั้น ร่างสูงประสานพระหัตถ์ไว้ด้านหน้าอีกครั้งก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ลูกรู้ตัวดีแต่ลูกเชื่อว่าหลังจากนี้บางอย่างอาจจะต้องเปลี่ยนแปลงไปบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
ไม่แปลกเลยที่คำพูดเช่นนี้ออกมาจากพระโอษฐ์ขององค์รัชทายาทเพราะพระองค์มักจะมีแิที่แตกต่างและเด็ดเดี่ยวเช่นนี้เสมอซึ่งทุกอย่างที่พระองค์ตรัสออกไป ได้ผ่านการตัดสินพระทัยมาอย่างรอบคอบแล้วทั้งนั้น
องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรมายังลูกชายผู้อวดดีของพระองค์ด้วยอารมณ์คุกรุ่นพระองค์รู้สึกไม่พอพระทัยต่อความอวดดีนี้เป็อย่างมากแต่กลับปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่โอรสตรัสนั้นเป็ความจริงแล้วสิ่งที่เขาเสนอก็เป็หนทางที่จะลดความบาดหมางและการแย่งชิงระหว่างตระกูลใหญ่เช่นครั้งก่อนๆที่เคยเกิดขึ้นซึ่งจะส่งผลดีต่อบัลลังก์ทองในภายภาคหน้า
“เอาล่ะ ถ้าเ้ายืนยันเช่นนั้นข้าก็ไม่ขัด” องค์จักรพรรดิตรัส พระพักตร์ดุดันเรียบเฉยเนื่องจากพยายามปิดบังความรู้สึกภายในแต่พระองค์ก็ทรงทราบดีอยู่แล้วว่า องค์รัชทายาทคงจะคิดอย่างรอบคอบตามนิสัยของเขามาเรียบร้อยแล้วถึงแม้พระองค์จะไม่เห็นด้วยก็ตามองค์จักรพรรดิทรงหันไปถามเหล่าขุนนางที่กำลังยืนหน้าเหลอหลา
“มีใครมีความเห็นเป็อื่นหรือไม่?”เหล่าขุนนางหนวดงามต่างมองหน้ากันไปมา ดวงตาของพวกเขาไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่นักแต่ก็ไม่กล้าขัด
สิ่งที่องค์รัชทายาทเสนอก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดขนมธรรมเนียมเดิมเสียทีเดียวอีกอย่าง อาจจะเป็ลูกหลานในตระกูลพวกเขาที่ได้ขึ้นเป็มเหสีในอนาคต ดังนั้นจึงไม่มีใครโต้แย้ง ถึงแม้พวกเขาจะอยากทำมากแค่ไหนก็ตาม
อีกอย่าง ไม่มีใครอยากจะปะทะซึ่งๆหน้ากับองค์รัชทายาทที่ไม่ได้มีดีแค่รูปลักษณะอันงดงามเกินบุรุษอื่นเท่านั้นพระองค์ยังทรงปรีชาด้านการรบและมีกำลังทหารและยอดฝีมือเป็ของพระองค์เองอีกด้วยดังนั้น การต่อต้านซึ่งหน้ากับมหาบุรุษผู้หล่อเหลาผู้นี้จึงไม่ฉลาดเท่าไรนัก
“ข้าแต่องค์จักรพรรดิ เพื่อให้การคัดเลือกนี้เป็ธรรมและเป็ที่ยอมรับของทุกฝ่ายกระหม่อมขอเสนอให้มีการส่งขุนนางและข้าราชบริพารบางส่วนไปร่วมตัดสินในครั้งนี้ด้วยจะได้ไม่เกิดข้อครหาพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีกรมพิธีการคนเดิมกล่าวขึ้นอย่างมีเหตุผลซึ่งดูจะเป็ที่พอพระทัยองค์จักรพรรดิเช่นกัน พระองค์ทรงพยักพระพักตร์ขึ้นลงก่อนจะทรงตรัส
“เอาล่ะ งั้นก็ได้ข้อสรุปแล้วนะข้าจะให้พระมเหสีรับหน้าที่แต่งตั้งผู้ตัดสินเอง ส่วนเ้า”องค์จักรพรรดิหันไปหาลูกชายอีกครั้ง
“พรุ่งนี้เ้าจงส่งรายชื่อของสตรีจากตระกูลใหญ่ที่เ้าได้คัดเลือกไว้มาให้ข้าแล้วเราจะหารือกันอีกครั้งว่าบททดสอบทั้งเก้านั้นจะมีอะไรบ้าง”เสียงขององค์จักรพรรดิฟังดูดุดันและเ็าเช่นนี้เสมอแต่ก็เป็ที่คุ้นชินขององค์รัชทายาทไปแล้ว
องค์รัชทายาททรงโน้มกายสูงราวหนึ่งร้อยเก้าสิบเิเไปด้านหน้าก่อนจะตรัส
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”
การหารือข้อราชการจบลงหลังจากนั้นไม่นานร่างสูงเพรียวโดดเด่นขององค์รัชทายาทแทบจะโผไปยังห้องทรงงานส่วนพระองค์โดยมีร่างสูงเพรียวของชายอีกคนเดินตามมาติดๆ
“พระองค์ไปคิดเื่นี้ไว้ตอนไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ?”บุรุษผู้นั้นเอ่ยถามขณะที่ทั้งสองกำลังเดินออกมาจากหอทรงงาน
“เปล่า ข้าไม่ได้คิด”
“อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ?”ชายหนุ่มคนเดิมถามเสียงหลงเมื่อได้ยินคำตอบขององค์รัชทายาทร่างกายของเขาก็สูงใหญ่พอๆกับเ้านายของตน องค์รัชทายาทหนุ่มจึงตรัส
“เ้าได้ยินถูกแล้ว ข้ามิได้คิดอะไรเลยสิ่งที่ข้าพูดออกไป ข้าเพิ่งคิดได้เมื่อครู่นี้ ข้าพูดออกไปเพื่อไม่ให้โดนตำหนิเท่านั้นเอง”องค์รัชทายาทตรัสด้วยพระพักตร์ที่เรียบเฉยอย่างที่ทุกคนในวังหลวงเห็นจนชินตา
ชายหนุ่มคนเดิมขมวดคิ้วถามถึงจะดูสนิทสนมกัน แต่เขาก็ยังคงรักษาอากัปกิริยานอบน้อม เขาถามอย่างสงสัยเต็มที่
“แล้วทีนี้พระองค์จะทำอย่างไรต่อเล่าพ่ะย่ะค่ะ?วันพรุ่งนี้จะต้องส่งรายชื่อสตรีทั้งสิบให้กับองค์จักรพรรดิแล้ว เราจะเลือกสตรีส่งๆไม่ได้เสียด้วยทรงอย่าลืมว่าหนึ่งในพวกนางจะต้องเป็พระชายาของพระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้ารู้แล้ว เ้าต้องมาช่วยข้าแล้วล่ะ สือเหล่ย”ว่าแล้วองค์รัชทายาทก็กึ่งลากกึ่งจูงเพื่อนรักั้แ่วัยเด็ก เซี่ยสือเหล่ยซึ่งตอนนี้ เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์ประจำพระองค์อยู่และด้วยความสนิทสนมนี้เองเขาก็เลยต้องตกที่นั่งลำบากไปพร้อมนายของเขาอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่
ค่ำวันนั้นท่ามกลางดวงดาวที่ดารดาษเต็มท้องฟ้า องค์รัชทายาทเผิงซี สือเหล่ยและลูกน้องคนสนิทขององค์รัชทายาทอีกสองสามคนต่างก็นั่งหน้ามึนอยู่กับกองทะเบียนราษฎรและภาพวาดของสาวงามที่พวกเขาต้องคัดเลือก พวกเขาต้องมั่นใจว่าพวกนางมาจากตระกูลขุนนางต้องไม่มีความผิดปกติด้านร่างกาย และจะต้องมีชะตาที่สมพงศ์กับองค์รัชทายาทด้วย
“เสี่ยวเปา คนสุดท้ายได้รึยัง?”สือเหล่ยถามชายหนุ่มผู้มีหุ่นจ้ำม่ำซึ่งกำลังตรวจดูเอกสารพัลวัน
“ว่าไง ท่านโหราจารย์?”เสี่ยวเปาหันไปถามชายสูงอายุหนวดขาวที่กำลังนั่งขีดๆเขียนๆอะไรบางอย่างอีกทอดหนึ่งโหราจารย์ขมวดคิ้วก่อนจะกล่าว
“ข้ากำลังตรวจสอบชะตาของสตรีผู้นี้อีกรอบดวงของนางไม่สมพงศ์กับองค์รัชทายาทเท่าไหร่นัก แต่ของนางกลับเสริมดวงให้กับแผ่นดินได้อย่างยอดเยี่ยมถ้าได้นางมาเป็ชายาล่ะก็ รัชสมัยขององค์รัชทายาทคงรุ่งโรจน์เป็ที่สุดแต่ก็อีกนั่นแหละ ชะตาของนางสั้นเหลือกิน ข้าจึงจะลองตรวจซ้ำดูอีกรอบ”โหราจารย์กล่าวอย่างใช้ความคิดก่อนที่เสียงทุ้มนุ่มลึกขององค์รัชทายาทจะดังตัดบทขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่ต้องตรวจมากหรอก เลือกนางเข้ามาเถอะ”น้ำเสียงขององค์รัชทายาทฟังดูไม่ยี่หระ เพราะพระเนตรสีน้ำตาลอ่อนราวอำพันกำลังจ้องมองลงไปยังภาพวาดที่พระองค์ทรงถือไว้แน่นด้วยกิริยานิ่งสงบเสี่ยวเปาแย้ง
“แต่นางอายุสั้นนะพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาคนนี้แหละ คืนนี้พวกเ้ากลับไปพักเถิด”พระเนตรสีอ่อนยังคงมองไปยังกระดาษแผ่นเดิมด้วยสายตาอ่อนโยน
เสี่ยวเปารีบคลานเข้ามามองกระดาษแผ่นนั้นบ้างก่อนจะถึงบางอ้อเพราะนั่นคือภาพวาดของหญิงสาวนางหนึ่งที่งดงามและเป็ที่หมายปองของบุรุษทั่วเมืองเขาอุทานอย่างตื่นเต้น
“หลี่ถิงเซียน ถึงว่าล่ะองค์รัชทายาทของเราจึงมิได้สนใจหญิงอื่นเลยเพราะพระองค์มีสตรีที่หมายตาไว้แล้วนี่เอง” น้ำเสียงของเสี่ยวเปาฟังดูเย้าแหย่เขารู้ว่าสตรีผู้นี้คือรักแรกขององค์รัชทายาท และเป็หนึ่งในเหตุผลที่พระองค์ไม่ยอมเลือกคู่ครองเพราะพระองค์เกรงว่าจะไม่ได้ครองคู่ร่วมกับนาง สือเหล่ยเองก็รู้เื่นี้ดีเช่นกันเขาจึงถามย้ำกับผู้เป็นายเพื่อขอคำยืนยัน
“แน่ใจนะพ่ะย่ะค่ะว่าจะให้...เอิ่ม...”สือเหล่ยหันไปมองชื่อและรูปวาดของสตรีคนสุดท้ายที่องค์รัชทายาทตัดสินพระทัยให้เป็ผู้ถูกคัดเลือกเขาเอ่ยชื่อนางออกมาอย่างเป็พิธีรีตอง
“หยางลี่ซิงมาเป็ผู้เข้ารับการคัดเลือกคนที่สิบ”องครักษ์คู่ใจยื่นภาพวาดของสตรีที่เขาเพิ่งกล่าวชื่อให้นายของตนดูแต่องค์รัชทายาทกลับไม่แม้แต่จะเหลียวมองพระองค์แค่พยักพระพักตร์เพื่อเป็การยืนยัน
“คงไม่ต้องคิดมากแล้วล่ะท่านหัวหน้าองครักษ์เราก็รู้ๆกันอยู่ว่าผู้ที่จะถูกเลือกคือใคร หยางลี่ซิง ผู้นี้ก็เป็เพียงผู้เข้าร่วมการคัดเลือกเท่านั้นแหละไม่มีสิทธิ์เป็พระชายาหรอก” เสี่ยวเปาสาธยายเสียเสร็จสรรพ เขาเองก็เป็ผู้หนึ่งที่รู้ใจองค์รัชทายาทมากที่สุดเพราะรับใช้พระองค์มาั้แ่อายุเพียงสิบขวบ เหตุการณ์ที่เขาได้เข้าวังในตอนนั้นมันนานมากแล้ว
ในตอนที่พวกเขายังเยาว์วัยองค์รัชทายาททรงมีพระชนมายุเพียงเจ็ดพรรษาแม่ทัพหนุ่มซึ่งเป็อาจารย์ของพระองค์ได้พาองค์ชายตัวน้อยออกมาทอดพระเนตรความเป็อยู่ของประชาชนนอกวังหลวงนั่นเป็ครั้งแรกที่องค์รัชทายาทได้ออกมาเห็นโลกกว้างอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเหตุที่ต้องออกมากับท่านอาจารย์ก็เพราะว่า พระบิดามีราชกิจมากมายที่ต้องสะสางจึงไม่มีเวลาที่จะพาพระโอรสตัวน้อยออกมาชมเมืองเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ขบวนเสด็จดำเนินผ่านหมู่บ้านที่มีแต่คนนอบน้อมและทำความเคารพถึงแม้องค์รัชทายาทจะยังทรงพระเยาว์แต่พระองค์ก็ทรงวางตัวเงียบขรึมต่างจากเด็กทั่วไป พระพักตร์น่ารักแทบจะไม่แสดงสีหน้าท่าทางตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ที่พบเห็นเลยถึงแม้ภายในใจจะตื่นเต้นเพียงใดก็ตาม
เมื่อเดินทางมาถึงกระท่อมเล็กๆทรุดโทรมหลังหนึ่งองค์ชายน้อยก็สั่งให้ขบวนเสด็จหยุดลง เนื่องจากเสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยที่ดังอยู่หน้ากระท่อมเบื้องหน้านั้นเองเด็กชายตัวอ้วนกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร องค์ชายน้อยจึงตรัสถามด้วยความสงสัย
“เ้าเป็อะไร?ร้องไห้ทำไม?”เด็กน้อยตัวอ้วนแก้มแดงที่มัวแต่ร้องไห้จนไม่ทันเห็นขบวนเสด็จที่ผ่านมาจึงรีบทำท่าเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะกล่าวตอบ
“ยายของกระหม่อมจากไปแล้วพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมไม่รู้จะอยู่กับใคร?”
“เ้าก็อยู่กับพ่อแม่ของเ้าซิ”องค์ชายน้อยตรัสอย่างไรเดียงสา เด็กน้อยที่กำลังสะอื้นไห้จึงกล่าว
“ไม่มีพ่ะย่ะค่ะพวกท่านเสียไปั้แ่กระหม่อมยังเล็ก ตอนนี้กระหม่อมอยู่ลำพังแล้ว”
ใบหน้าที่มีปากนิดจมูกหน่อยขององค์ชายน้อยมีแววครุ่นคิดพระองค์เงยพระพักตร์ขึ้นไปถามท่านแม่ทัพผู้มีศักดิ์เป็อาจารย์
“เด็กกำพร้าอย่างเขาจะเป็อย่างไรต่อไปหรือท่านอาจารย์?”ท่านแม่ทัพจึงตอบ
“อาจจะต้องเร่ร่อนขอทานหรือเป็หัวขโมยตามท้องถนนเพื่อความอยู่รอดพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายน้อยทำพระพักตร์นิ่งขรึมอีกครั้งไม่มีใครรู้เลยว่าพระองค์คิดอะไรอยู่เนื่องด้วยกิริยาที่ไม่โฉ่งฉ่างของพระองค์นั่นเอง พระองค์หันไปถามเ้าเด็กอ้วน
“เ้าชื่ออะไร?”
“กระหม่อมชื่อเสี่ยวเปาพ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าอยากจะติดตามข้าเข้าไปในวังหรือไม่?”แววตาของเด็กอ้วนเป็ประกายขึ้นมาทันที
“อยากพ่ะย่ะค่ะ”เสี่ยวเปากล่าวทั้งน้ำตา รอยยิ้มน้อยๆปรากฏขึ้นมาทันทีองค์ชายจึงหันไปตรัสถามอาจารย์ของตน
“ท่านอาจารย์ข้าจะพาเขาไปอยู่กับข้าได้หรือไม่?” ดวงตาใสซื่อของเด็กน้อยทั้งสองกำลังจ้องมองท่านแม่ทัพอย่างวิงวอนเขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า
เด็กอ้วนลิงโลดอย่างดีใจก่อนที่เขาจะตามองค์รัชทายาทเข้าวังมาโดยเขากลายเป็เพื่อนเล่น เป็คนที่คอยรับใช้หรือแม้แต่เป็พี่ชายขององค์ชายน้อยมาั้แ่นั้น
หลังจากสิ้นสุดภารกิจอันหนักหน่วงเหล่าสหายและข้าราชบริพารก็ค่อยๆจากไปพักผ่อนหากแต่พระเนตรสีอำพันขององค์รัชทายาทนั้นกลับเหม่อมองไปยังท้องฟ้ายามราตรีซึ่งตอนนี้ดวงดาวนับล้านกำลังส่องแสงระยิบระยับเกลื่อนผืนฟ้าถ้อยคำของพระมารดาผู้ล่วงลับดังขึ้นในความทรงจำ
“จงอธิษฐาอดวงดาราเถิดลูกรักของแม่ดวงดาวจะนำรักแท้มาสู่เ้า อย่างที่ได้นำรักแท้มาสู่แม่”
เสียงหวานซึ้งของพระมารดาก้องกังวานราวกับพระองค์ยังอยู่ที่นี่นิ้วเรียวขององค์รัชทายาทแตะลงบนสร้อยพระศอสีแดงแปลกตาที่พระองค์สวมใส่อยู่ซึ่งพระองค์ได้รับต่อมาจากพระมารดาก่อนที่พระนางจะจากไปองค์รัชทายาททรงปิดพระเนตรลงเพื่ออธิษฐานให้ได้พบรักแท้ รักที่พระองค์จะสามารถวางใจเป็ตัวของพระองค์เองได้โดยไม่ต้องครองท่าทางและวาจาว่าเข้มแข็งและไม่ต้องถูกตัดสินเหมือนที่ถูกตัดสินจากสายตาผู้อื่นมาทั้งชีวิต
วิงวอนให้พระองค์ได้ครองรักกับสตรีที่พระองค์หมายปองเพื่อที่นางผู้นั้นจะได้เติมเต็มชีวิตวัยเยาว์ของเด็กชายตัวน้อยที่มองหาความรักจากพระบิดาผู้เยือกเย็นและอ้อมกอดอบอุ่นจากพระมารดาซึ่งทรงสิ้นพระชนม์ไปั้แ่ที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์คาดหวังให้สตรีผู้นี้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตอันโดดเดี่ยวเงียบเหงานี้ตลอดไป