อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 6 ความจริงที่เปลี่ยนไป (2)

    “กลับบ้านเถอะ มันเย็นมากแล้ว เดี๋ยวเธอจะป่วย” รสาส่ายหน้าปฏิเสธ ภาวินเลยขมวดคิ้วขึ้นมาเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ยอมกลับบ้าน“ฉันขอพักก่อนนะ ฉันกลับไปก็ต้องเป็นรสาที่ไร้ความรู้สึกเหมือนเดิม”“ทำไมเธอถึงต้องทำแบบนั้น เธอมีสิทธิ์ที่เธอจะบอกใครต่อใครว่าเธอรู้สึกยังไง เธอไม่จำเป็นต้องเสแสร้งแกล้งทำว่าเธอไม่รู้สึกอะไร”“ฉันขอโทษนายนะ ลม” ภาวินมองอย่างไม่เข้าใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายพูดอย่างนั้น “ถ้าฉันไม่ยุ่งกับนาย นายคงจะไม่ต้องมาวุ่นวายกับอาฉันอย่างนี้”“ฉันไม่ได้อยากพูดไม่ดีกับนาย แต่ถ้าฉันยิ่งทำดีกับนายเท่าไร นายก็จะยิ่งเดือดร้อน ฉันไม่อยากให้นายต้องลำบากกว่านี้” รสาพูดขึ้นเสียงเรื่อย ๆ “บ้านหลังนั้นมีกล้องและเครื่องดักฟังอยู่ทุกมุมบ้านด้วยซ้ำ ยังดีที่พวกนั้นยังเว้นห้องน้ำไว้ให้ฉันบ้าง นายกลับไปเถอะ ตอนนี้ฉันดีขึ้นแล้ว”“ถ้าเป็นอย่างที่เธอบอก คนพวกนั้นทำแบบนั้นไปทำไม” ภาวินถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ รสาค่อย ๆ ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา“เพราะฉันมีประโยชน์ยังไงล่ะ” รสาบีบมือที่จับตัวเองเอาไว้ทั้งที่ยังหลับตาอยู่ “นายไม่ได้เหมือนพวกนั้นหรอกนะลม ฉันตั้งใจจะช่วยนายเอง มันไม่เหมือนกัน”“เธอต้องให้เงินเยอะแยะ แต่เธอกลับไม่ได้อะไรเลย” ภาวินมองคนที่นั่งหลับตาอยู่ตรงหน้า“ทำไมฉันจะไม่ได้ นายอาจจะไม่รู้ว่านายเป็นความสุขเดียวที่ฉันมี ต่อให้ต้องเสียอะไรไป แต่ถ้านายจะมีความสุข ฉันก็ให้ได้”“ผมจะคืนเงินทั้งหมด แต่คงจะต้องทยอยคืน”“เอาสิ อยากคืนเท่าไรก็คืน” รสาบอกไปอย่างนั้น แต่ภาวินกลับมองคนตรงหน้าอย่างแปลกใจที่เธอจะดูพูดรู้เรื่องเข้าใจง่ายกว่าปกติ“รสาต้องจ่ายเงินให้ผมไปเท่าไร” ภาวินถามขึ้น ถึงแม้เขาจะรู้ตัวว่าเงินของเขาคงจะมีไม่พอที่จะจ่ายในคราวเดียวแน่ ถ้าผ่อนสามสิบปีเหมือนผ่อนบ้านก็ไม่รู้จะหมดไหมด้วยเงินเดือนในตอนนี้“จำไม่ได้ บ้านสักหลังคงพอจะได้มั้ง” รสาพูดขึ้นอย่างยิ้ม ๆ แต่ภาวินกลับส่ายหน้าเมื่ออีกฝ่ายดูจะพูดเล่นออกมา“ผมสงสัยว่าทำไมผมต้องมาเอาเงินหกแสนจากรสา” ภาวินเปลี่ยนไปถามอีกประเด็นเมื่อรู้ว่าถ้ายังซักเรื่องเดิมต่อคงจะไม่ได้ข้อมูลอะไรแน่“เพราะฉันไม่ติดต่อใครไปยังไงล่ะ” รสาตอบกลับมาเสียงเรื่อย ๆ“เรื่องอะไรที่ทำให้รสาต้องจ่ายเงินพวกนั้น” ภาวินยังคงถามต่อ“รูปที่นายไปนั่งกินข้าวกับส.ส.บวร คดีที่นายกำลังจะยกฟ้อง” รสาตอบออกไปอย่างนั้น ภาวินก็ขมวดคิ้วขึ้น“ผมไม่เคยไปกินข้าวกับใครที่ไหน” ภาวินพูดออกมา“แค่รูปตัดต่อโง่ ๆ แต่ถ้าคุยกันภาษาคนมันเคลียร์ยากกว่าภาษาเงิน ถ้ารูปมันออกไป จะมีสักกี่คนที่จะหาคำตอบว่าเป็นรูปตัดต่อ และถ้าต้องยกฟ้องใครจะคิดว่านายไม่ได้ประโยชน์”“ผมอยากได้หลักฐาน”“อยู่บนห้องนอน แต่ถ้านายอยากขึ้นไปดู คนอื่นก็จะรู้ว่านายรู้เรื่องพวกนี้ นายลองพิสูจน์ด้วยตัวเองสิ ฉันรู้ว่านายทำได้” รสาพูดขึ้นก่อนที่จะลืมตาขึ้น “ฉันง่วงนอนจัง”“กลับบ้านกับผมไหม ไปนอนที่บ้านผม” ภาวินพูดขึ้นด้วยใบหน้าจริงจังก่อนที่ใบหน้าเขาจะแดงจนลามไปถึงหู “ผมหมายถึงว่าถ้ามันเป็นอย่างที่รสาบอก ผมจะพาไปหาหมอแล้วรสาควรที่จะได้พักผ่อนอย่างสบายใจ”รสามองคนตรงหน้าพร้อมกับยิ้มออกมา “ขอบคุณมาก แต่ถ้าฉันไปกับนาย นายจะเดือดร้อนไปด้วย นายไม่ต้องมาห่วงฉันหรอก ฉันก็แค่อยู่เหมือนอย่างที่เคยเป็น นายกลับไปเถอะ”“นั่นคือสิ่งที่ผมห่วง ก่อนหน้านี้ขนาดผมทั้งโกรธทั้งโมโหคำพูดของรสา ผมยังต้องมาดูให้เห็นกับตาว่ารสาไม่เป็นอะไร แต่ตอนนี้ผมรู้ว่ารสาเป็น ผมจะทิ้งรสาให้เจอเรื่องพวกนั้นคนเดียวได้ยังไง” ภาวินพูดขึ้นก่อนจะเข้าไปกอดร่างบางเอาไว้แน่น “ถ้ามีเรื่องอะไรแบบนี้อีก ผมอยากขอให้รสาถามผมก่อน ถึงรสาอยากใช้เงินฟาดหัวใครแก้ปัญหาให้ผม แต่ก็ต้องถามผมก่อน และที่สำคัญ ผมไม่ได้จะยกฟ้องเรื่องส.ส.บวร”“ถึงอย่างนั้นนายก็ต้องเอาเช็คไปให้อา ไม่อย่างนั้นนายเดือดร้อนแน่ เพราะอาต้องเห็นฉันเซ็นแล้วก็เอาให้นายแล้ว นายอย่าสร้างปัญหาให้ตัวเองเลยนะ” รสาพูดขึ้นอย่างนั้น เมื่อเห็นภาวินมีสีหน้าครุ่นคิด“ถ้ารสาต้องเสียเงินอีกหกแสนเพราะผม แล้วชาตินี้เมื่อไรผมจะใช้หนี้หมด” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้นก่อนจะลุกขึ้นแล้วยื่นมือไปตรงหน้าของรสา “รสาไม่ต้องช่วยผมอีกแล้ว ตอนนี้ผมแข็งแรงพอที่จะปกป้องตัวเองและปกป้องคนอื่นได้แล้วนะ รสา”รสามองมือที่ยื่นมานิ่ง แต่ภาวินเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปก็เลยยื่นมือไปจับมือหญิงสาวก่อนจะดึงให้ลุกขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มจะขยับเข้าไปใกล้“ถึงเราสองคนจะเป็นคนอ่อนแอในสายตาคนอื่น แต่รสารู้ไหมว่าพลังของคนอ่อนแอคืออะไร” ภาวินพูดขึ้นก่อนจะยิ้มออกมาบาง ๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงมองตาตัวเองนิ่ง “พลังของเราคือเราจะปกป้องพวกตัวเอง ไม่ทิ้งไปไหนยังไงล่ะ”“ลม ฉันรู้สึกอยากหลับจัง” รสาพูดขัดขึ้นมาอย่างนั้น ภาวินก็หัวเราะออกมาเบา ๆ แต่คิ้วหนาก็ขมวดขึ้นเมื่อรับรู้ถึงไอร้อนที่แผ่มาจากคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าที่ร่างบางเซจนหน้าผากเนียนขยับมาแตะริมฝีปากเขาภาวินรีบโอบร่างบางที่เหมือนจะหมดแรงเอาไว้ก่อนจะล้มลงไปกับพื้น มือหนาแตะลงไปบนหน้าผากก่อนจะรับรู้ถึงความร้อนจัด“ผมจะพากลับบ้าน” ภาวินบอกก่อนจะอุ้มคนที่ตัวร้อนขึ้นก่อนจะก้าวไปทางที่เขามาในตอนแรก“ไม่ได้ เราต้องแยกกัน ฉันจะกลับเอง” รสาพยายามฝืนพูดออกมา“ล้มพับไปแบบนั้น รสาจะเดินกลับเองได้ยังไง” ภาวินพูดอย่างนั้นก่อนจะพูดต่อ “ผมจะพาไปหาหมอ”มือบางของรสาจับเสื้อของภาวินแน่นก่อนจะลืมตาขึ้นมองภาวิน “ลม อย่าทำให้ทุกอย่างมันยากขึ้นเลยนะ”ภาวินมองคนที่อยู่ในอ้อมแขนของตัวเองก่อนจะก้าวเดินต่อไป ส่วนรสาก็เหมือนจะไม่มีแรงจะต่อต้านอีกเหมือนกัน ภาวินเดินไปตามทางเรื่อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ วางรสาลงบนพื้นหญ้า หญิงสาวลืมตาขึ้นก็เห็นว่าอีกไม่ไกลเป็นถนนเส้นทางเข้าไปภายในบ้าน คิ้วเรียวก็ขมวดขึ้นอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพาเธอมาตรงนี้“ผมจำได้ว่าตรงนี้เป็นทางโค้ง กล้องวงจรปิดของบ้านรสาคงจะไม่เห็นแน่ รอผมตรงนี้นะ แล้วผมจะรีบมารับ” รสามองคนที่พูดจบก็วิ่งเข้าไปภายในป่า รสาหลับตาลงก่อนจะนั่งฟังเสียงฝีเท้าของภาวินวิ่งไปเรื่อย ๆ ยิ่งเงียบสงบแบบนี้เธอยิ่งได้ยินเสียงที่ดังถึงบ้านเลยด้วยซ้ำ แต่เธอก็ไม่เคยบอกใครว่าเธอได้ยินไกลขนาดไหนก็แค่นั้นภาวินพยายามวิ่งย้อนกลับไปทางเดิมแล้วถึงจะย้อนกลับไปบ้านของรสาราวกับพยายามมองหาเจ้าของบ้าน ก่อนที่จะเดินเข้าไปภายในบ้าน เขาแค่อยากจะพิสูจน์ว่าคำพูดของรสาเป็นจริง เพียงแค่เขาเห็นรั้วบ้านของหญิงสาว สายตาคมก็เริ่มที่จะแอบมองอย่างสำรวจเงียบๆ คิ้วหนาเริ่มขมวดขึ้นเมื่อเดินเข้ามาภายในบ้าน จากตอนแรกที่เขาไม่ได้สังเกตอะไรก็เหมือนจะเห็นอะไรบางอยู่ซ่อนตามจุดต่างๆ ภาวินเลยแกล้งทำเป็นของตกก่อนจะก้มลงหยิบก็เห็นมีไฟสีแดงที่สว่างเล็กน้อยกะพริบอยู่ใต้ตู้ ถ้าไม่ตั้งใจสังเกตก็คงไม่เห็นเลยสักนิดภาวินเดินออกจากบ้านด้วยท่าทีที่ทำตัวให้เป็นปกติที่สุด ทั้งที่ภายในใจของชายหนุ่มไม่ปกติสักนิด เขาได้แต่คิดว่าสิ่งที่รสากำลังเจอ มันเป็นเรื่องบ้าอะไรอยู่กันแน่ ชายหนุ่มกระชากรถออกก่อนจะรีบขับออกไปทันที ต่อให้เขาไม่ปิดบ้านก็เชื่อเถอะว่าติดกล้องขนาดนั้น ถ้ามีโจรขึ้นบ้านก็คงจับได้แน่นอน ถ้าตั้งใจจะจับ ถึงอย่างนั้นก่อนออกมาเขาก็ยังปิดประตูให้อยู่ดี อย่างน้อยโจรเป็นคนในก็ยังจับได้ง่ายกว่าโจรคนนอกรถจอดลงริมถนนเลยโค้งที่เขามั่นใจว่ากล้องวงจรปิดจากบ้านรสาไม่มีทางเห็นแน่ ภาวินรีบเดินไปทางร่างของคนที่นอนหลับตาหน้าซีดเผือดอยู่ ชายหนุ่มเขย่าคนหลับตาอยู่เบา ๆ จนหญิงสาวปรือตาขึ้นมอง“ไปกันเถอะ ผมจะพาไปหาหมอ” ภาวินบอกก่อนจะอุ้มร่างบางขึ้นเดินตรงไปทางรถที่จอดอยู่ ก่อนจะรีบออกรถไปทันทีภาวินหันไปมองคนที่นอนหลับตานิ่งก่อนแวะคลินิกที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านพัก ภาวินปลุกคนที่ยังหลับอยู่ให้ตื่นขึ้นมาก่อนจะค่อย ๆ ประคองร่างบางที่ตัวร้อนจัดลงจากรถ“คนไข้เป็นอะไรมาคะ” เจ้าหน้าที่หน้าเคาน์เตอร์ซักประวัติทันทีที่มาถึง“มือกับข้อมือบวมครับ แล้วก็ตอนนี้ไข้ขึ้นสูง” เจ้าหน้าที่รีบหยิบที่วัดไข้มาวัดทันที“39.1 เดี๋ยวนั่งรอสักครู่นะคะ ขอบัตรประชาชนด้วยค่ะ” ภาวินหันไปมองคนที่เอนตัวมาอิงเขาเอาไว้ ภาวินก็เลือกทำสิ่งที่เขาไม่เคยคิดจะทำมาก่อนคือหยิบบัตรข้าราชการของตัวเองขึ้นมาวางด้วยหน้าตาเรียบเฉย ส่วนเจ้าหน้าที่มองอย่างงุนงงก่อนที่จะมีท่าทางเกรงใจเขาขึ้น“เอ่อ...ขอโทษค่ะท่าน ขอบัตรประชาชนคุณผู้หญิงค่ะ” เจ้าหน้าที่พูดอย่างเกรงใจ ภาวินก็เลยรีบเก็บบัตรของตัวเองใส่กระเป๋าทันที ถึงแม้มันจะไม่ค่อยดีสักเท่าไร แต่มันก็ทำให้ไม่ต้องพูดอะไรมากความ“ขอโทษครับ พอดีผมเข้าใจผิด ผมกลับจากทำงานก็เห็นแฟนผมนอนหน้าซีดไข้ขึ้นอยู่ ผมเลยรีบไม่ได้หยิบอะไรติดตัวมาเลย ทำยังไงได้บ้างครับ” ภาวินพูดขึ้นพร้อมกับโอบไหล่ของรสาแน่นขึ้นเพื่อยืนยันความเป็นห่วง“ท่านกรอกประวัติคุณผู้หญิงก็ได้ค่ะ” เจ้าหน้าที่บอกอย่างนั้น ภาวินก็รับเอกสารมาก่อนจะประคองให้รสาไปนั่ง ส่วนตัวเองก็นั่งลงกรอกประวัติของคนที่นั่งหลับตาอยู่ มาตรากฎหมายเป็นเล่มเขาก็ท่องมาแล้ว แล้วทำไมแค่เรื่องจำประวัติผู้หญิงคนเดียวเขาจะจำไม่ได้ภาวินเอาเอกสารไปให้เจ้าหน้าที่ประจำคลินิกก่อนจะกลับมานั่งข้างรสา มือหนายกขึ้นจับหัวหญิงสาวให้มาซบไหล่ตัวเองเอาไว้ระหว่างรอหมอเรียกเข้าไปตรวจ แต่รอไม่นานคนไข้ก็ถูกเรียกให้เข้าไปภายในห้องตรวจ และตอนนี้ภาวินก็มายืนเป็นเจ้าที่อยู่ด้านหลังรสาที่กำลังให้หมอตรวจอยู่มือหนายื่นไปจับมือของรสาข้างที่ไม่ได้เจ็บเอาไว้ รสาบีบของภาวินไว้แน่นเมื่อหมอเริ่มออกแรงกดตามฝ่ามือ“เอ็นข้อมืออักเสบนะคะ เหมือนจะเป็นมานานแล้วด้วยใช่ไหมคะ” หมอถามขึ้นอย่างนั้น“ค่ะ พอช่วงไหนที่วาดรูปหนักมันก็จะเป็นขึ้นมา” รสาตอบกลับไปอย่างปกติ ไม่ได้มีท่าทางผิดปกติอย่างที่เธอชอบแสดงออกมาให้คนอื่นเห็น“ช่วงนี้คงต้องงดใช้มือก่อนนะคะ บวมขนาดนี้ขยับนิดเดียวก็คงเจ็บมากแล้ว หมอจะฉีดยาแก้ปวดให้ก่อนนะคะ อีกหนึ่งสัปดาห์หมอจะนัดมาใหม่ แต่ถ้าเจ็บมากก็ไปที่คลินิกหรือโรงพยาบาลใกล้บ้านทันทีเลยนะคะ”ภาวินประคองรสาเดินออกจากห้องตรวจไปยังห้องฉีดยาที่อยู่ห้องถัดไปก่อนที่จะออกมาจ่ายเงินและรับยา ทั้งสองมานั่งบนรถ โดยที่ภาวินแวะกินข้าวข้างทางก่อนจะขับรถตรงกลับบ้านของตัวเองทันที  -------------------------------------