บทที่ 10 จะเลือกหรือไม่เลือก
จีเหยียนเดินอยู่บนพื้นหิมะหนาทึบ มองไปที่ซูิเจี๋ยกลางซากบ้านเก่า “เธออยากจะไปช่วยเฟิงซินจื่อไหม?”
ช่วย?
ต้องอยากจะช่วยอยู่แล้ว
ซูิเจี๋ยพอได้ยินแบบนั้นก็ลุกขึ้นทันที แล้วหันไปมองจีเหยียนที่ยืนอยู่ตรงหน้า “คุณพูดว่าอะไรนะ...ไม่สิ คุณไม่ใช่คน?” ขณะที่กำลังดูผู้ชายตรงหน้า ซูิเจี๋ยก็เกิดความรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมา ผู้ชายตรงหน้าเรียกได้ว่าทำให้เขาเกิดความรู้สึกกลัวตามสัญชาตญาณเลยก็ได้
จีเหยียนที่เห็นซูิเจี๋ยมองมาด้วยสายตาหวาดระแวง แต่ขาของเขากลับสั่นระริกทำให้รู้ว่ากำลังกลัวอยู่ เลยหัวเราะแล้วตอบไปว่า “ไม่ต้องกลัวไปหรอก ฉันไม่ทำอะไรเธออยู่แล้ว ถึงยังไงฉันก็เป็พ่อของเฟิงซินจื่อ เธออยากจะเจอกับเฟิงซินจื่ออีกครั้งไหม?”
“คุณว่าอะไรนะ? คุณสามารถ...ทำให้ผมเจอกับเฟิงซินจื่อได้เหรอครับ?” พอได้ยินประโยคสุดท้าย ซูิเจี๋ยก็ไม่คิดทบทวนอะไรอีก หันไปถามจีเหยียนทันควัน
จีเหยียน “ได้แน่นอนอยู่แล้ว...”
เฟิงซินจื่อเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนเมื่อห้าปีก่อน ไม่อาจฟื้นคืนชีพได้อีกแล้ว และยิ่งไปกว่านั้น ซูิเจี๋ยก็ไม่มีทางได้พบกับเธออีก เหตุผลที่จีเหยียนพูดแบบนั้น มีแค่เหตุผลเดียวเท่านั้น
เพราะเขา้าพิสูจน์เื่หนึ่ง ั้แ่ที่ไป๋อิงปรากฏตัวเมื่อไม่กี่ปีก่อน แถมยังมาจากอนาคต จีเหยียนเลยสงสัยในจุดนี้ และอยากยืนยันความจริง รวมถึงอยากล่อไป๋อิงให้ออกมา เพราะตอนที่เขารักษาตัวจนหายดีแล้วกลับไป ไป๋อิงก็หนีหายไปแล้ว สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือลากตัวไป๋อิงออกมาให้ได้
อีกทั้งความสามารถของไป๋อิงไม่ใช่การข้ามเวลาด้วยตัวเอง เขาน่าจะมีคนช่วย และคนคนนั้นไม่สามารถข้ามเวลาได้ด้วยตัวเอง จึงต้องพึ่งคนอื่น
หลังจากที่ไป๋อิงจากไป จีเหยียนก็ตามหาข้อมูลเื่พวกนี้มาโดยตลอด และในที่สุดก็พบเบาะแสเกี่ยวกับร้านขายของเก่าแห่งหนึ่งชื่อว่า "นาฬิกาของคุณเหวินเต๋อ” ซึ่งเป็แค่ตำนานที่มีคนรู้ไม่กี่คน
เขารู้แล้วว่าไป๋อิงข้ามเวลาได้ยังไงและสิ่งที่เขาจะทำตอนนี้ก็คือ หลอกล่อให้คนอื่นเข้าไปในร้านนาฬิกานั้น เพื่อแทรกแซงกาลเวลา และดูว่าไป๋อิงจะโผล่หัวออกมาหรือเปล่า
ส่วนสาเหตุที่จีเหยียนไม่ลงมือเองก็ง่ายมาก ถ้าเขาไปเอง ไป๋อิงจะจับได้ทันทีและหนีไปอีก ดังนั้นทางเดียวที่จับตัวไป๋อิงได้ ก็คือบีบให้เขาเปิดเผยตัวออกมาเอง
“ในเมืองนี้มีร้านขายของเก่าแห่งหนึ่งชื่อว่านาฬิกาของคุณเหวินเต๋อ ข้างในมีเ้าของร้านที่สามารถช่วยให้เธอได้เจอกับเฟิงซินจื่ออีกครั้ง และยังอาจช่วยชีวิตเธอได้ ส่วนจะทำยังไงต่อก็ขึ้นอยู่ตัวเธอตัดสินใจเองแล้วกัน” พูดจบจีเหยียนก็หันหลังจะเดินจากไป
ซูิเจี๋ยะโรั้งจีเหยียนไว้ “เดี๋ยวก่อน...ทำไมคุณต้องทำแบบนี้?”
“ห๊ะ?” จีเหยียนหยุดเดิน หันกลับไปมองเขา
“ทำไมคุณถึงบอกผม? คุณก็ไม่รู้จักผมนี่นา? แล้วคุณเป็พ่อของซินจื่อ ทำไมไม่ไปเองล่ะ?”
จีเหยียนมองซูิเจี๋ยด้วยแววตาชื่นชม แล้วยิ้มก่อนจะเดินจากไป “ก็แค่อยากรู้ว่าเธอรักเฟิงซินจื่อแค่ไหนไง? รักมากพอที่จะทำได้ขนาดไหน? พอที่จะคู่ควรกับความรักของเธอหรือเปล่า?”
ซูิเจี๋ยกำหมัดแน่นจนมือแดงจากความเย็น
“......”
ดวงตาของซูิเจี๋ยเต็มไปด้วยรอยคล้ำ ผมยุ่งเหยิง ดูเหมือนไม่ได้พักผ่อนมาหลายวัน และใช้เวลาหลายเดือนเพื่อตามหาร้านขายของเก่าแห่งนั้น จนใน่ปลายใบไม้ร่วง ก็หาพบได้ในที่สุด
ซูิเจี๋ยในสภาพเหมือนคนไร้บ้านผลักประตูเข้าไป เสียงกระดิ่งลมดังขึ้น
่เวลา: ปัจจุบัน ปี 2018 ปลายฤดูใบไม้ร่วง
ซูิเจี๋ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ...ล้มเหลวไปสองครั้งแล้ว ซินจื่อ เธอว่าต่อไปจะช่วยเธอยังไงดี? ไม่ว่าจะทำอะไรก็มีแต่จุดจบเดียว แล้วฉันยังทำให้ทุกอย่างแย่ลงอีก”
อันหยู่เข้าใจดีว่าเื่ที่ไป๋อิงพูดนั้นคือการเตือนตัวเองว่าอย่าใช้อารมณ์ เพราะงานนี้ไม่อนุญาตให้มีความรู้สึกมาตัดสินด้วยจะดีที่สุด เพราะเพียงแค่อารมณ์ชั่ววูบก็อาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่คิดไม่ถึงได้
เพราะฉะนั้น จึงต้องตัดสินใจอย่างมีเหตุผล และควบคุมความรู้สึกตัวเองให้ได้ แต่อันหยู่ก็เป็มนุษย์ แม้ภายนอกจะดูเหมือนวัยรุ่นอายุ 18 แต่ความจริงเขาอายุ 21 ปีแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เวลาในตัวเขาได้หยุดลง และเริ่มเดินอีกครั้งหลังจากฉวนปรากฏตัว
ผู้ชายวัย 21 ปี...ยังไม่เคยผ่านเื่หนักหนาสาหัสอะไรมาก่อน ชีวิตส่วนใหญ่ก็อยู่ในร้านขายของเก่า ถึงจะเคยเห็นเื่ราวมากมาย แต่ก็ไม่เคยได้ััจริง ที่เคยััด้วยตัวเองมาก่อน
“ฉันรู้...แต่ไป๋อิง นายต่างหากที่เป็ฝ่ายละเมิดเงื่อนไขพนัน นายก็รู้ตัวนี่ ถ้ามั่นใจนักก็อย่ายุ่งให้มากนักสิ…”
ไป๋อิงโดนอันหยู่ย้อนจนเงียบ “เอาเถอะ ถือว่าครั้งนี้ฉันยอมแพ้ แต่ไม่มีครั้งหน้าแล้วนะ ความรู้สึกเป็ศัตรูที่น่าปวดหัวจริงๆ ว่าแต่ว่า หลังจากรู้แล้วว่าใครเป็คนแทรกแซง ต่อไปนายจะทำยังไง?”
อันหยู่จิบชาเขียวรสขมที่ฉวนเพิ่งชงให้ พอมองดูน้ำชาในถ้วย สูดกลิ่นขมที่ลอยขึ้นมากับไอร้อน “ตอนนี้เหรอ...ซูิเจี๋ยจะต้องมา ฉันอยากให้นายช่วยไล่จีเหยียนออกไป ส่วนเธอ ฉวน ช่วยเอานาฬิกาเรือนนี้ไปให้เขาที” ว่าแล้วเขาก็หยิบกล่องนาฬิกาสีดำออกมาจากลิ้นชัก “เธอรู้ใช่ไหมว่าจะให้เขาเมื่อไร?”
ฉวนยิ้ม “ทราบค่ะ ฉันจะมอบให้ซูิเจี๋ยในเวลาที่เหมาะสม” เธอเก็บนาฬิกาใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง แล้วเปิดประตูร้านพร้อมเสียงกระดิ่งลม เดินจากไป
ไป๋อิงมองฉวนที่จากไป “ดูจากท่าทางนาย ดูท่าจะวางหมากชุดใหญ่เลยนะ อันหยู่น้อย” เขาวางผ้าขนหนูไว้บนโต๊ะน้ำชา แล้วนั่งลงบนโซฟาอย่างหน้าตาเฉย “โซฟานี่ใช้ได้เลยนะเนี่ย ฉวนเป็คนเลือกใช่ไหม”
อันหยู่มองไป๋อิงอย่างเหลืออด ขณะพิมพ์งานบนแล็ปท็อป “ยังไงนายก็ต้องเป็หมากของฉันอยู่ดี และต้องเล่นอยู่บนกระดานนี้กับฉันไปจนจบ...แล้วโต๊ะชานั่นฉันซื้อมาเอง ฉวนเป็แค่ ‘หุ่นยนต์’ จะซื้ออะไรเองได้ยังไง ใช้สมองหน่อยสิ?”
ไป๋อิง “นั่นสินะ งั้นต่อไปนายจะเดินเกมยังไง? กระดานนี้ต้องเดินให้ดี ถ้าเดินผิด...ก็ไม่เป็ไรหรอก ผลกระทบกับพวกเราก็ไม่มาก เล่นไปเถอะ”
อันหยู่พอได้ยินคำพูดแบบไร้ความรับผิดชอบของเขาก็ถึงกับพูดไม่ออก “...เงียบไปเลย ถ้าเดินพลาด ผลมันจะเป็ยังไงไม่มีใครรู้หรอก ถ้านายก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาจโดนหางเลขเหมือนกันก็ได้”
ไป๋อิง “ก็จริงนะ งั้นตอนนี้...”
อันหยู่มองไป๋อิง “รอซูิเจี๋ยมาก็พอ แล้วก็ขอเตือนไว้ อย่าก่อกวนอีก ฉันไม่อยากให้การเดิมพันครั้งนี้ถูกแทรกแซงอีกแล้ว”
ไป๋อิง “โอเคๆ ฉันรู้แล้ว ครั้งนี้ฉันจะไม่ยุ่งอะไรกับเส้นเื่นี้ นอกจากไล่จีเหยียนออกไปก็พอ แต่แบบว่า…”
อันหยู่รู้ว่าไป๋อิงจะพูดอะไร จึงพูดดักก่อน “ก็ได้ ครั้งหน้าไปเล่นเกมที่ร้านเน็ตด้วยกัน”
ไป๋อิงยิ้มกว้าง พร้อมกับชูสองนิ้ว “ตกลง! พูดจริงๆ เลยนะ ครั้งก่อนฉันไปเล่นเกมคนเดียวที่ร้านเน็ต จนไม่รู้ว่าตอนนั้นนายเป็ยังไงบ้าง แถมยังโทรหาไม่ได้ด้วย ระหว่างนั้นเกมยังหลุดไปกลางคันอีกจน ทำเอาฉันแพ้เลย”
อันหยู่ก็จนใจ เพราะตอนนั้นมีคนมาหา เลยต้องปิดแล็ปท็อปเพื่อทำงานทันที
ฉวนลงจากรถแท็กซี่ กางร่มสีดำ เดินเข้าสู่สุสานดอกไม้ขาว เหยียบแอ่งน้ำ ผ่านหลุมศพนับไม่ถ้วนไป
เมื่อเธอเห็นเงาสีดำ พอมองตามก็เห็นเขาจ้องไปที่ป้ายหลุมศพที่เขียนเอาไว้ว่า"เฟิงซินจื่อ” เลยรู้ทันทีว่าเขาคือซูิเจี๋ย เลยเดินเข้าไปใกล้
“คุณซูิเจี๋ย…”
ซูิเจี๋ยพอพบว่าเป็ฉวน “คุณเองเหรอ? มีอะไรหรือเปล่า?”
ฉวนยื่นกล่องนาฬิกาสีดำให้ “คุณซูิเจี๋ย นี่เป็ของที่คุณชายฝากให้ฉันมอบให้คุณ ถ้าคุณ้าเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจริงๆ ขอให้มาที่ร้านนาฬิกาของคุณเหวินเต๋อ คุณชายจะช่วยคุณเอง”
ซูิเจี๋ยถาม “ทำไมถึงต้องทำแบบนี้?”
ฉวนนิ่งไปเล็กน้อย มองเขาแล้วตอบ “สิ่งที่คุณควรคิดตอนนี้คือจะช่วยจะเฟิงซินจื่อยังไงดีกว่า ไม่ใช่คิดเื่อื่น ใช่ไหมคะ คุณซูิเจี๋ย” แล้วเธอถึงค่อยจากไป
ซูิเจี๋ยมองตามเธอ เปิดกล่องนาฬิกาสีดำในมือ
“เป็แบบนี้เองเหรอ...ไม่ว่าจะเลือกอะไร สุดท้ายก็มีแต่ความตาย ไม่ว่าทางไหนก็เหมือนกันหมด”
จีเหยียนปรากฏตัวอยู่ข้างหลัง “แล้วจะทำไงล่ะ? ถ้ารู้ว่าผลลัพธ์เป็แบบเดียวกันหมด นายจะยังไปต่อหรือเปล่า? ในกล่องนี้บันทึกไว้หมดแล้ว ว่าไม่ว่าจะเลือกยังไง สุดท้ายเฟิงซินจื่อก็ต้องตายอยู่ดี”
ซูิเจี๋ยหันกลับไปมอง แต่ไม่เห็นใคร ก่อนจะเห็นจีเหยียนยืนอยู่บนต้นไม้
“จะทำยังไงดีล่ะ? จะเลือกยังไงดีล่ะ ซูิเจี๋ย? จะยอมแพ้ หรือจะลองดูสักครั้งว่าอาจจะสำเร็จ?”
ซูิเจี๋ยมองจีเหยียนบนต้นไม้ “ที่คุณพูดมาทั้งหมด ก็แค่อยากให้ผมไปใช่ไหม?”
จีเหยียน “โถ่ รู้ทันอีก แต่ฉันก็ไม่สนหรอก ไม่ว่านายจะไปหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องมีคนไป แต่ถ้านายไม่ไป ก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้วนะ”
ซูิเจี๋ยมองหลุมศพของเฟิงซินจื่อ “……” จากนั้นกำมือแน่นแล้วเดินจากไปพร้อมนาฬิกา
จีเหยียนมองตามหลังเขา “เฮอะ ละครเริ่มแล้วสินะ”
ซูิเจี๋ยรีบมาถึงร้านขายของเก่า เปิดประตูพร้อมเสียงกระดิ่ง เดินตรงไปหาอันหยู่ “ผมไม่สนว่าการแลกเปลี่ยนครั้งนี้คืออะไร ผมจะย้อนกลับไป ช่วยซินจื่อ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
อันหยู่เอียงคอมองชายหนุ่มตรงหน้า พลางตอบอย่างเฉยชา “อ๋อ...การแลกเปลี่ยนคราวนี้คือตัวตนของนายเอง ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ิญญาของนายก็จะกลายเป็ของฉันทั้งหมดนะ”
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว จะถอยหลังก็ไม่ได้ ซูิเจี๋ยก็ไม่คิดจะถอยอยู่แล้ว “...ตกลง”
อันหยู่หยิบนาฬิกาทรายสีดำลายพิเศษออกมา “พอพลิกนาฬิกาทรายนี้ นายจะสามารถแทรกแซง่เวลาใดก็ได้ที่้า คิดให้ดีล่ะ ถ้าพลาดแม้แต่ก้าวเดียว อาจไม่มีวันกลับมาอีกเลย”
ซูิเจี๋ยไม่รอช้า หยิบขึ้นมาแล้วพลิกทันที
ไป๋อิงมองดูซูิเจี๋ยถูกพายุทรายสีดำกลืนหายไป แล้วพูดติดตลก “ถึงกับให้นาฬิกาทรายเรือนนั้นกับเขา นายชักจะถูกชะตากับหมอนั่นแล้วสินะ?”
อันหยู่มองไป๋อิงอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันแค่อยากเห็นผู้ชายสองคนดิ้นรนเท่านั้นแหละ ให้นาฬิกาทรายไปก็แค่เผื่อฉุกเฉิน”
ไป๋อิงถาม “เผื่อระวังฉันไว้สิท่า?”
อันหยู่ตอบทันที “ใช่”
คำตอบช่างบาดใจจริงๆ