ตอนที่ 12 เฉินเสี่ยวหมี่วางอำนาจ
ตอนที่ลู่ถงมาถึง เฉินเสี่ยวหมี่อยู่บ้านพอดี
เฉินเสี่ยวหมี่มองลู่ถงที่มาหาแวบเดียวก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
เฉินเสี่ยวหมี่รู้แต่แรกแล้วว่าลู่หลินไม่ได้รับความสำคัญจากตระกูลลู่ และใช้ชีวิตเหมือนวัวเหมือนม้า ตอนที่ลู่หลินแต่งเข้ามาตัวเปล่า ก็นับว่ายืนยันการคาดเดาของเขาแล้ว การที่ลู่ถงมาหาในเวลานี้ เขาไม่คิดสักนิดว่าอีกฝ่ายมาเพื่อมอบสิ่งของ แต่มาเพื่อผลประโยชน์บางอย่าง
ลู่หลินมองลู่ถงแวบหนึ่ง พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เป็่เก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วง เขายิ้มเ็าพลางคาดเดาบางอย่างในใจ
ลู่ถงหลบสายตาอันแหลมคมของเฉินเสี่ยวหมี่ แล้วพูดกับลู่หลิน “ลู่หลิน ท่านปู่เรียกให้เ้ากลับไปทำนา”
เฉินเสี่ยวหมี่ไม่รอให้ลู่หลินตอบก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะขึ้นมาทีหนึ่ง พูดว่า “ครอบครัวพวกเ้าขี้หลงขี้ลืมเสียจริง! ตัดสินใจให้เขาแต่งเข้ามาอยู่กับข้าแล้ว ยังคิดจะให้เขากลับไปเป็แรงงานระยะยาวเปล่าๆ อีก ฝันไปเถิด!”
ลู่ถงพูดพึมพำ “บ้านเ้าไม่มีที่นาเสียหน่อย”
“ไม่มีที่นาก็ยังมีงานมากมายต้องทำ ทั้งขึ้นเขาล่าสัตว์ ทั้งผ่าฟืนต้มน้ำ ล้วนเป็หน้าที่ของเขา ข้าใช้เงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นพาเขากลับมา จะให้เขาอยู่กินเปล่าๆ ได้อย่างไร” เฉินเสี่ยวหมี่พูดด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ลู่หลินไม่ใช่นายพรานเสียหน่อย” ลู่ถงพูดพึมพำ
เฉินเสี่ยวหมี่หัวเราะเยาะทีหนึ่งแล้วพูด “ไม่ใช่นายพรานแล้วอย่างไร ในเมื่อข้าใช้เงินซื้อเขามา เช่นนั้นเขาก็เป็คนของข้าเฉินเสี่ยวหมี่ ข้าให้เขาขึ้นเขา เขาก็ต้องขึ้นเขา หากเขาตายก็ถือว่าสมน้ำหน้า!”
ลู่ถงมองเฉินเสี่ยวหมี่แล้วพูดในใจ ‘ข่าวลือในหมู่บ้านเป็เื่จริง เฉินเสี่ยวหมี่เป็คนดุร้ายจริงๆ’
ลู่ถงมองลู่หลินปราดหนึ่ง เห็นลู่หลินยังคงนิ่งเงียบ ดูเหมือนจะหวาดกลัวเฉินเสี่ยวหมี่จริงๆ จึงอดรู้สึกโมโหไม่ได้ที่ญาติผู้พี่คนนี้ของตนไม่ยอมต่อต้าน
เฉินเสี่ยวหมี่ยกท่อนไม้ไผ่ในมือขึ้น ชี้ไปทางลู่ถงแล้วพูด “ยายเด็กบ้า เ้าจะไปหรือไม่ หากไม่ยอมไป ข้าจะไล่เ้าออกไปเอง”
ใบหน้าลู่ถงแดงก่ำขึ้นมา เพราะความสัมพันธ์ของนางกับลู่เฉิงอวี้ที่เป็ถงเซิงหลาง[1] นางจึงค่อนข้างมีหน้ามีตาในหมู่บ้าน และมีคนไม่น้อยที่อยากแต่งงานกับนาง แต่นางมุ่งมั่นที่จะเป็นายหญิงสูงศักดิ์ จึงไม่เคยมองคนเ่าั้อยู่ในสายตา ซึ่งนี่เป็ครั้งแรกที่นางถูกผู้อื่นปฏิบัติด้วยความเ็าเช่นนี้
“พี่หลิน ท่านว่าอย่างไร” ลู่ถงถามด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
ลู่หลินมองลู่ถงแวบหนึ่ง ในใจรู้สึกเย้ยหยันอยู่หลายส่วน บ้านรองตระกูลลู่ก็เป็แรงงานระยะยาวที่ไม่ต้องจ่ายค่าแรง ลู่ถงหาได้เห็นเ้าของร่างเดิมอยู่ในสายตา ตามความทรงจำที่เขาได้รับมา อีกฝ่ายแทบไม่เคยเรียกเขาว่าพี่หลินเลย ปกติจะเรียกด้วยคำว่า นี่!
“ข้ายังต้องไปเก็บผักป่า ผักในบ้านไม่พอกิน หากไม่เก็บให้มากหน่อยเกรงว่าจะอดตาย”
เฉินเสี่ยวหมี่มองออกไปข้างนอกแวบหนึ่ง แล้วพูดเตือนเสียงดัง “งานในบ้านยังทำไม่เสร็จ หากเ้าไปช่วยงานทางโน้น คอยดูสิข้าจะตีขาเ้าให้หัก บ้านข้าไม่เลี้ยงคนที่กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา”
ลู่หลินพูดอย่างเข้าใจชัดเจน “เข้าใจแล้ว”
เฉินเสี่ยวหมี่พึงพอใจต่อความร่วมมือของลู่หลินอย่างยิ่ง เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะโง่เขลา ถูกตระกูลลู่เอาเปรียบขนาดนี้แล้วยังจะกลับไปหาอีก
เมื่อลู่ถงเดินไปถึงประตูก็ได้ยินเฉินเสี่ยวหมี่ ‘วางอำนาจ’ กับลู่หลินพอดี จึงอดไม่ได้ที่จะโมโหในความอวดดีของเฉินเสี่ยวหมี่ ทั้งยังโมโหลู่หลินที่ไม่ตอบโต้ ยอมให้ภรรยาที่เป็ซวงเอ๋อร์กดขี่จนดิ้นไม่หลุด
ในสายตาของลู่ถง ถึงแม้เฉินเสี่ยวหมี่จะเป็คนดุร้าย แต่อย่างไรซวงเอ๋อร์ก็คือซวงเอ๋อร์ ต่อให้เป็การแต่งเข้าก็ควรเชื่อฟังสามี
เมื่อคิดว่าลู่ถงเดินจากไปไกลแล้ว ลู่หลินก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณนะ”
เฉินเสี่ยวหมี่มองลู่หลินอย่างตกตะลึงทันที ถามว่า “ขอบคุณข้าทำไม”
“ข้าไม่ต้องไปทำงานให้ทางโน้นแล้ว” ลู่หลินกะพริบตา ชาติก่อนตอนที่เขาเกิดมา สภาพความเป็อยู่ในชนบทเริ่มดีขึ้นแล้ว เขาจึงไม่ค่อยได้ทำงานในนาเท่าไร หากพูดตามจริง ลู่หลินยอมขึ้นูเาดีกว่าไปทำนา
ใบหน้าเฉินเสี่ยวหมี่แดงเรื่อ “มีอะไรให้ขอบคุณกันเล่า เ้าไปทำนาให้ทางโน้นก็ไม่ได้ค่าแรง เ้ายังต้องทำงานของเ้า”
ลู่หลินพูดด้วยรอยยิ้ม “เข้าใจแล้ว”
เฉินเสี่ยวหมี่กะพริบตาพูด “ดูเหมือนลู่ถงก็อายุไม่น้อยแล้ว!”
ลู่หลินพยักหน้าพูด “นั่นสินะ”
ในสายตาของลู่หลิน ลู่ถงเพิ่งอายุสิบหกปี ยังถือว่าเด็กมาก แต่ในสายตาของคนโลกนี้ อายุสิบหกปีนับว่าเป็สาวแล้ว ลู่ถงวางแผนว่ารอให้ลู่เฉิงอวี้สอบได้ซิ่วไฉก่อนค่อยพิจารณาเื่การแต่งงาน หากลู่เฉิงอวี้ยังสอบไม่ติด ไม่แน่ว่าลู่ถงคงต้องรอจนกลายเป็สาวแก่ ผ่านไปอีกสองปีก็ต้องจ่ายภาษีแล้ว
เชิงอรรถ
^ ถงเซิงหลาง เป็นคำที่ใช้เรียกบัณฑิตหนุ่มที่สอบผ่านการสอบถงเซิง (การสอบขุนนางระดับท้องถิ่น)