บทที่ 1 ความผิดปกติ
"นี่ฉันต้องถูกบีบให้กลับไปทำนาจริง ๆ เหรอ?"
หลิวอวี่นั่งทอดอาลัยอยู่ริมหาด สายตามองออกไปยังท้องทะเลที่ถูกย้อมด้วยสีทองของแสงอาทิตย์ยามอัสดง มันเป็ทัศนียภาพที่วิจิตรตระการตาเกินกว่าจะพรรณนา ทว่าภายในใจของเขากลับหม่นแสง ไร้ซึ่งความรู้สึกรื่นรมย์ใด ๆ
หลิวอวี่ในวัย 21 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเซียงซาน ในวัยนี้ควรจะเป็่เวลาที่เขาได้ก้าวเข้าสู่สังคมอย่างภาคภูมิและเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่รุ่งโรจน์ แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนกลับทำให้เส้นทางอนาคตของเขามืดมนไปหมด
เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน หลิวอวี่บังเอิญเดินผ่านหน้าบาร์แห่งหนึ่ง และเห็นคนกำลังกระทำการที่เรียกว่า ‘เก็บศพ’ อยู่ที่ด้านนอก
ด้วยมโนธรรมหรือแรงผลักดันบางอย่าง ทำให้หลิวอวี่โพล่งออกไปว่า "ปล่อยผู้หญิงคนนั้นไปเถอะ"
เพียงประโยคเดียวนี้เองที่ลากหลิวอวี่เข้าสู่กงล้อแห่งปัญหาที่เขาไม่อาจต้านทานได้
ชายที่กำลัง ‘เก็บศพ’ อยู่นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็เติ้งเจียหรง คุณชายผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลที่สุดในเซียงซาน
งานอดิเรกหลักของเ้าหมอนี่คือการ ‘เก็บศพ’ และที่น่าตลกคือ ผู้หญิงบางคนถึงกับจงใจแสร้งเมามายเพื่อให้เขาเป็คนมาเก็บไป
เติ้งเจียหรงที่ถูกขัดจังหวะจนเสียแผน ไม่ได้ลงไม้ลงมือทุบตีหรือด่าทอหลิวอวี่ด้วยถ้อยคำหยาบคาย เขาเพียงแต่ปรายตามองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชิงชังอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินจากไป
ทว่าหลังจากเติ้งเจียหรงลับสายตาไป ‘ศพ’ ที่เคยนอนนิ่งกลับลุกขึ้นมาด่าทอหลิวอวี่อย่างสาดเสียเทเสีย หาว่าเขาแส่ไม่เข้าเื่
ท้ายที่สุด ในขณะที่หลิวอวี่ยังคงยืนงุนงงกับสถานการณ์ ‘ศพ’ สาวคนนั้นก็เดินจากไปด้วยท่าทางหัวเสียสุดขีด
...
หลังจากวันนั้น หลิวอวี่พยายามไปสอบสัมภาษณ์งานถึงสามสิบครั้ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับมีเพียงความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนกระทั่งความบังเอิญทำให้เขารู้ซึ้งถึงต้นตอของเื่นี้... ทั้งหมดเป็เพราะอิทธิพลของเติ้งเจียหรง
ด้วยความอัดอั้นตันใจที่ถูกบีบคั้นจนถึงที่สุด หลิวอวี่จึงมาที่ชายหาดแห่งนี้เพื่อระบายอารมณ์ที่ถูกกดทับอยู่ภายใน
"ไม่ได้... ฉันจะยอมแพ้กลับไปแบบนี้ไม่ได้! ครอบครัวอุตส่าห์กัดฟันส่งเรียนจนจบมหาวิทยาลัยเพราะหวังจะเห็นฉันประสบความสำเร็จ ฉันไม่มีวันกลับไปในสภาพผู้แพ้เด็ดขาด อีกอย่างน้องชายกับน้องสาวก็ยังเรียนอยู่ ฉันต้องเป็หลักเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว"
"เติ้งเจียหรง แกคิดว่าแกเป็ใคร? ถึงฉันจะทำงานที่เซียงซานไม่ได้ แต่โลกนี้ก็ยังมีที่อื่นให้ไป เติ้งเจียหรง แกบีบฉันให้ตายไม่ได้หรอก ไปตายซะเถอะแก!"
หลิวอวี่ใช้มือขวากอบทรายจากชายหาดขึ้นมาแน่นด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะเหวี่ยงมันออกไปในทะเลอย่างสุดแรง
ทันใดนั้นเอง เขาก็รู้สึกถึงความเ็ปแล่นแปลบที่ฝ่ามือ
เมื่อก้มลงดู หลิวอวี่ก็พบว่าฝ่ามือของตนถูกสิ่งที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดสีทองขนาดเท่าเล็บมือบาดจนเป็แผล
โลหิตสีแดงสดไหลซึมออกมาอาบเกล็ดสีทองชิ้นนั้น
ขณะที่หลิวอวี่พยายามจะแกะมันออก เกล็ดสีทองนั้นกลับค่อย ๆ หลอมละลายซึมเข้าสู่ฝ่ามือและจางหายไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จากนั้น หลิวอวี่ก็รู้สึกวิงเวียนอย่างรุนแรงจนล้มพับลงบนหาดทราย
สิบนาทีต่อมา หลิวอวี่จึงค่อย ๆ ได้สติ
เขายกมือขึ้นสำรวจดู ฝ่ามือที่เคยถูกบาดเมื่อครู่กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
หลิวอวี่มองมือตัวเองด้วยความงุนงง เขามั่นใจว่าจำความรู้สึกที่ถูกเกล็ดสีทองนั่นบาดได้อย่างแม่นยำ แต่เหตุใดตอนนี้ถึงไม่มีร่องรอยาแเลยแม้แต่นิดเดียว?
ในวินาทีนั้นเอง ท้องทะเลเบื้องหน้าพลันแผ่ซ่านคลื่นแห่งแรงดึงดูดที่ทรงพลังออกมา ส่งผลให้หลิวอวี่ก้าวเดินเข้าหาผืนน้ำโดยไม่รู้ตัว
ทันทีที่ฝ่าเท้าัักับน้ำทะเล เซลล์ทุกส่วนในร่างกายของเขาก็พลันตื่นตัวและถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง
หลิวอวี่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ว่าเหตุใดเขาจึงรู้สึกเช่นนี้ แต่เขากลับััได้ถึงความผูกพันกับน้ำทะเลอย่างน่าประหลาด
จนกระทั่งร่างของหลิวอวี่จมดิ่งลงสู่ใต้ผิวน้ำ เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าตัวเองไม่มีความรู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย และที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ เขาสามารถ ‘มองเห็น’ ภาพทุกอย่างภายใต้ท้องทะเลรอบตัวได้ในรัศมีถึงหนึ่งร้อยเมตร
ยิ่งไปกว่านั้น แรงดันน้ำมหาศาลกลับไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อเขาเลยสักนิด
หลิวอวี่รู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทว่าส่วนลึกในใจกลับบอกเขาว่า สิ่งเหล่านี้มันถูกต้องแล้ว
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่?"
แม้จะเชื่อมั่นว่าตนไม่เป็อะไรเมื่ออยู่ในทะเล แต่หลิวอวี่ก็ยังเดินกลับขึ้นฝั่ง มานั่งลงที่ริมหาดเพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น
"หรือว่า... เกล็ดสีทองเมื่อกี้จะทำให้ร่างกายของฉันเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจริง ๆ?"
หลังจากพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิวอวี่ก็พบความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
"ถ้าหากนี่เป็เื่จริง ชีวิตของฉันจะต้องเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง! เติ้งเจียหรง... อีกไม่นานหรอก ฉันจะทำให้แกต้องหมอบอยู่ใต้เท้าฉันให้ได้"
เมื่อนึกถึงความเป็ไปได้นี้ หลิวอวี่ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างที่สุด
เพราะในมหาสมุทรเปี่ยมไปด้วยขุมทรัพย์มหาศาล และพลังพิเศษที่เขาได้รับมานี้ ย่อมเป็เครื่องมือที่ดีที่สุดในการทรัพยากรเ่าั้
หลิวอวี่ไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป เขาค่อย ๆ ก้าวเดินลงสู่ท้องทะเลอีกครั้ง
ด้วยความสามารถในการมองเห็นใต้น้ำที่กว้างไกลถึงร้อยเมตร หลิวอวี่จึงค้นพบกลุ่มกุ้งัขนาดใหญ่ที่มีสีสันหลากหลาย แฝงตัวอยู่ในโคลนทรายข้างแนวปะการัง
"กุ้งัจิ่นซิ่ว"
ชื่อนี้ผุดขึ้นมาในหัวของหลิวอวี่ทันที
กุ้งักลุ่มนี้มีประมาณเจ็ดถึงแปดตัว แต่ละตัวดูมีน้ำหนักราว ๆ 1-1.5 กิโลกรัม
เมื่อหลิวอวี่ขยับกายเข้าไปใกล้ กุ้งัตัวที่เป็จ่าฝูงซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม ก็ชูก้ามใหญ่ทั้งสองข้างขึ้นมาเพื่อข่มขู่เขา
เมื่อเห็นกุ้งกำลังแสดงท่าทางท้าทาย หลิวอวี่ก็เพียงกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างนึกสมเพช
ทว่าในวินาทีนั้นเอง กุ้งัทั้งกลุ่มกลับมีอาการราวกับถูกข่มขวัญ พวกมันหยุดนิ่งสนิท ประหนึ่งกำลังแสดงความยอมจำนนต่อหลิวอวี่
หลิวอวี่คว้ากุ้งัขึ้นมาด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วว่ายกลับขึ้นสู่ฝั่ง
เมื่อกลับมาถึงหาดทราย หลิวอวี่รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อตรวจสอบราคาตลาดของกุ้งั แต่เขากลับพบว่าหน้าจอโทรศัพท์เป็สีดำสนิทเนื่องจากน้ำเข้า
ถึงแม้ตัวเขาจะหายใจใต้น้ำได้และทนแรงดันน้ำได้ แต่โทรศัพท์มือถือไม่ได้มีพลังพิเศษเหมือนเขา
"ให้ตายสิ ทำไมฉันถึงลืมเื่นี้ไปได้นะ"
เมื่อมองโทรศัพท์ที่ใช้การไม่ได้ หลิวอวี่ก็รู้สึกเจ็บจี๊ดในใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงฝูงกุ้งัที่อยู่ใต้ผืนน้ำนั่น ประกอบกับพลังพิเศษที่ได้รับมา อารมณ์ที่ขุ่นมัวก็พลันเลือนหายไป
"ช่างมันเถอะ พรุ่งนี้ค่อยซื้อใหม่"
หลิวอวี่ถือกุ้งัสองตัวเดินมุ่งหน้าไปยังร้านอาหารที่อยู่ไม่ไกล
เดินไปได้ไม่นาน หลิวอวี่ก็ถูกชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปีที่มีพุงป่องเรียกเอาไว้
"หนุ่มน้อย หนุ่มน้อย! ได้โปรดรอสักครู่ก่อน"
"มีอะไรเหรอครับ?" หลิวอวี่มองชายคนนั้นแล้วถามออกไป
"หนุ่มน้อย กุ้งัพวกนี้เธอจับขึ้นมาจากทะเลเองใช่ไหม?" ชายวัยกลางคนถามคำถามที่ดูเหมือนจะไม่้าคำตอบ
"ครับ ใช่ครับ" หลิวอวี่ตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจนัก
"งั้น... เอ่อ ขอถามหน่อยว่าเธอจะเอาไปกินเอง หรือว่าจะขายเหรอ? ถ้าจะขายละก็ ขายให้ฉันเถอะนะ เื่ราคาน่ะเราคุยกันได้" ชายวัยกลางคนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าประเด็นทันที
"คุณจะให้ราคาเท่าไหร่เหรอครับ?"
หลิวอวี่เริ่มสนใจ เพราะอย่างไรเขาก็ต้องเปลี่ยนพวกมันเป็เงินอยู่แล้ว และในเมื่อตอนนี้มีคนเสนอราคาให้ถึงที่ หากราคาสมเหตุสมผล มันก็จะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก
"หนุ่มน้อย กุ้งัพวกนี้น่าจะเป็กุ้งัจิ่นซิ่ว ในตลาดราคาขนาดนี้ควรจะอยู่ที่ประมาณสามร้อยหยวนต่อครึ่งกิโลกรัม ถ้าเธอยินดีจะขาย ฉันยินดีให้สองพันหยวนเลย ซื้อรวดเดียวสองตัว" ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
กุ้งัจิ่นซิ่วเป็ของที่หาได้ยากในน่านน้ำแถบนี้ การได้เจอถึงสองตัวพร้อมกันทำให้ชายวัยกลางคนไม่อาจพลาดโอกาส
เมื่อได้ยินข้อเสนอ หลิวอวี่ก็คำนวณในใจอย่างรวดเร็ว กุ้งแต่ละตัวมีน้ำหนักราว ๆ 1.5 กิโลกรัม ซึ่งราคาตลาดจะอยู่ที่ตัวละเก้าร้อยหยวน
ดังนั้นสองตัวก็คือหนึ่งพันแปดร้อยหยวน การขายในราคาเหมาสองพันหยวนจึงเป็ราคาที่ยอมรับได้
"ตกลงครับ งั้นผมขายให้คุณ"
"ดี ๆ! แล้วเธอจะให้ฉันโอนเงิน หรือจ่ายเป็เงินสดดีเหรอ?" ชายวัยกลางคนยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจ
"ขอเป็เงินสดครับ"
เนื่องจากโทรศัพท์ของหลิวอวี่พังไปแล้ว เขาจึงจำเป็ต้องใช้เงินสด
ชายวัยกลางคนไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาหยิบเงินสองพันหยวนออกมาจากกระเป๋าคาดเอวแล้วส่งให้หลิวอวี่ทันที