“นั่นหนูหรือลูก ซูซาน?” เสียงแม่ถามขึ้น
เธอเบือนหน้ากลับจากหน้าต่าง
“ใช่ค่ะ แม่หนูเอง” เธอตอบ ถอดเสื้อคลุมออก เดินไปแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าก่อนที่จะเดินต่อไปยังห้องโถง
“ไง ยายหนูสนุกไหมล่ะคืนนี้?” พ่อของเธอนายแพทย์ไซมอน เมบรี เอ่ยทักขึ้น เมื่อซูซานเดินเข้าไปในห้อง เรือนร่างล่ำสันแข็งแรงซุกอยู่ในเก้าอี้โยกมีนิตยสารการแพทย์วางอยู่บนตัก
“สนุกค่ะ” ซูซานตอบยิ้ม ๆ
“แล้วเขาเข้ามาด้วยหรือเปล่าล่ะ?” เกร๊ก น้องชายของเธอซึ่งอีกเพียงอาทิตย์เดียวก็จะมีอายุย่างขึ้น17 เอี้ยวตัวจากหน้าเครื่องรับโทรทัศน์มาถาม
“เปล่าหรอก คืนนี้วอร์เรนเขาไม่ได้เข้ามาในบ้าน”ซูซานเอื้อมไปหยิบหมอนที่วางอยู่บนเก้าอี้นวมโยนใส่ร่างผอม ๆ ของน้องชายที่เหยียดยาวอยู่ตรงหน้าโทรทัศน์วอร์เรนกับเกร๊กนั้นเหมือนไม้เบื่อไม้เมาระหว่างกันนับั้แ่ได้เห็นหน้ากันครั้งแรกแล้วเนื่องจากมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันเลยก็ว่าได้
ขณะที่ซูซานถอดรองเท้าออกและขยับขาขึ้นเพื่อนั่งพับเพียบบนเก้าอี้นวมตัวนั้น หมอนก็ถูกขว้างกลับมาและเธอก็รับมันไว้ได้อย่างว่องไว
“อู๊ว ... แหมแม่นี่ ...กระชากผมหนูหลุดจากหัวหมดแล้ว” เอมี่ วัย13 ซึ่งเป็น้องสาวคนสุดท้องร้องอย่างโมโห
“ก็อยู่ให้มันนิ่ง ๆ สิ”เบธ เมบรี แม่ของซูซานว่า
“หวีอย่างนี้ผมหนูก็หลุดหมดหัวกันพอดี” เอมี่ร้องลั่นยกมือขึ้นจับปอยผมสีน้ำตาลอมแดงซึ่งยาวเหยียดไว้ไม่ยอมให้มารดาช่วยหวี
“ถึงยังไง แม่ก็ต้องเอาไอ้ที่พันกันยุ่งเหยิงนี่ออกอยู่ดีเสียจากว่าหนูจะหวีเอง” เบธรั้งร่างลูกสาวคนเล็กเข้ามาใกล้เก้าอี้ตัวที่เธอนั่งอยู่“ดูสิเพราะเราน่ะมันซนนัก ผมถึงได้พันกันเป็สังกะตังอย่างนี้ ปีนต้นไม้ต้นไร่อย่างกับทอมบอยแน่ะ”
“ก็หนูบอกแม่แล้วไงล่ะ” เอมี่ร้องอุทธรณ์ ดวงตากลมโตฉายแววแห่งความไร้เดียงสา“ว่าหนูจะต้องขึ้นไปจับลูกแมวของเพกกี้ เฟรเซอร์ให้เขา... โอ๊ย ... ”
“จะให้พี่ช่วยหวีให้ไหมล่ะเอมี่?” ซูซานแสดงน้ำใจเพราะรู้ดีว่าาระหว่างแม่กับน้องสาวจะต้องยืดเยื้อออกไปอีกนาน
เช่นที่แม่ของเธอได้กล่าวไว้เมื่อคืนก่อนตอนที่ทะเลาะกับลูกสาวคนเล็กว่า
“เอมี่กำลังก้าวขึ้นสู่ขั้นความเป็เด็กก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิงแล้ว” ซึ่งหมายความว่า เริ่มจะรู้จักการหลงใหลในตัวผู้ชายขณะที่เรือนกายกำลังพัฒนาขึ้นสู่สภาพความเป็สาวแล้วแต่ก็ยังอดปีนต้นไม้ไม่ได้อยู่ดี
“เอาสิ ซูซาน ช่วยหนูหน่อยเถอะ”เอมี่รีบรับข้อเสนอของพี่สาวทันที
“นี่...ลดเสียงลงหน่อยได้ไหม?” เกร๊กร้องขึ้นอย่างไม่พอใจ“ฉันพยายามจะดูรายการนี้ให้รู้เื่มานานแล้วนะ”
“พูดจาเบา ๆ หน่อย เอมี่”พ่อของเธอกล่าวเตือนด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ
“เกร๊กน่ะชอบทำตัวเป็เ้านายอยู่ตลอดเวลาเลยละค่ะพ่อ” เอมี่แลบลิ้นใส่พี่ชายขณะที่เดินผ่านไปยังเก้าอี้ตัวที่ซูซานนั่งอยู่
ขณะที่ค่อย ๆ สางผมให้น้องสาวอย่างระมัดระวังอยู่นั้นซูซานก็อดที่จะยิ้มให้กับตัวเองไม่ได้ มันไม่ใช่เื่น่าแปลกใจเลย ที่วอร์เรนไม่อาจจะปรับตัวตามสบายได้ในทุกครั้งที่เขามาบ้านเธออาจจะเป็เพราะความเป็ลูกชายคนเดียว จึงห่างไกลจากเื่ทะเลาะวิวาท ที่มักจะเกิดขึ้นระหว่างพี่ชายกับน้องสาวหรือการที่จะมีพ่อแม่คอยตักเตือนสั่งสอนอยู่ตลอดเวลาดูเหมือนมันจะเป็สิ่งที่เขายอมรับไม่ได้เอาเสียเลย แต่เมื่อเขากับเธอมีลูกด้วยกันบางทีเขาอาจจะปรับตัวใหม่ได้กระมัง
รายการทางโทรทัศน์ที่พ่อกับน้องชายกำลังตั้งอกตั้งใจชมกันอยู่นั้นเป็ละครเกี่ยวกับชีวิตตำรวจซึ่งแม้ว่าซูซานจะไม่สนใจดูนัก แต่ก็พอจะเดาเื่ได้ และแล้วก็ถึงรายการข่าวประจำท้องถิ่นอินเดียนาโพลิส ซึ่งเป็ขณะเดียวกันกับที่เธอสางผมยาวเหยียดของน้องสาวออกได้เรียบร้อยแล้วเธอฟังข่าวและรายงานอากาศไปเรื่อย ๆ แต่แล้วเมื่อเปลี่ยนเป็ข่าวกีฬาซูซานก็ขยับตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่ง
ซึ่งเป็ขณะเดียวกันกับที่ใบหน้าที่คุ้นตาปรากฏขึ้นบนจอภาพ เธอได้แต่นิ่งงันอยู่กับที่อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองภาพนั้นเป็ภาพของมิทช์ เบรเดน นั่นเอง ผู้ชายคนที่เธอกับวอร์เรนได้พบมาพร้อมกับความไม่พอใจในค่ำคืนวันนี้เพียงแต่ว่า ในจอโทรทัศน์นั้น เขามิได้อยู่ในชุดสูทสากลราคาแพงเท่านั้น ขณะนี้มิทช์อยู่ในเสื้อยืดแบบที่เชิ้ตซึ่งแนบเน้นเรือนกายราวกับเป็ิัชั้นที่สอง สวมกางเกงยีนฟิตเปรี๊ยะ เป็การถ่ายนอกสถานที่สายลมจึงปะทะอยู่กับเรือนผมจนยุ่งเหยิง
“นั่น... นั่น มิทช์ เบรเดนใช่ไหมคะ?” ซูซานบังคับเสียงของตัวเองให้ถามออกไปงุนงงจนไม่ได้ยินว่าโฆษกกำลังพูดอะไรอยู่
“ใช่” เกร๊กตอบ
ใบหน้าที่ฉาบด้วยรอยยิ้มพราวเลือนหายไปจากจอโทรทัศน์เปลี่ยนเป็ข่าวเบสบอลล์ขึ้นมาแทน
“เขาเป็ใครน่ะ?” ซูซานถามออกไปอีก
“เก๊าะเป็ มิทช์ เบรเดนน่ะสิ” เกร๊กทำสีหน้าใส่ คล้ายกับไม่พอใจในคำถามโง่ๆ ของพี่สาว
“แต่...ก็เขาทำอะไรเล่า?”
“เขาทำอะไรงั้นรึ?” เกร๊กร้องอุทานราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง
“เขาก็เป็นักแข่งรถที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกน่ะสิตอนนี้เขามาอยู่อินเดียนาโพลิสนี่แล้วละ แล้วก็จะเข้าแข่งในรายการอินเดียนาโพลิส 500เรซ ด้วย ถามออกมาได้ว่าเขาทำอะไร... โธ่เอ๊ย...พี่สาวเรานี่ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้นะ
“แหม...พี่เพียงแต่คิดว่าหน้าเขาคุ้น ๆ อยู่เท่านั้นแหละ” ซูซานว่าแต่ดูเหมือนจะเป็การพูดกับตัวเองมากกว่าคนอื่น
“เฮอะ...พี่น่ะแค่เห็นเขาในจอโทรทัศน์เท่านั้นละ”เกร๊กส่ายศีรษะอย่างสิ้นหวังกับคำตอบของพี่สาว
“เปล่าเลย พี่หมายถึงว่าคืนนี้พี่ยังพบเขาที่ร้านอาหารที่นี่เข้าไปทานด้วย” ซูซานอธิบายอย่างมิได้ตั้งใจ ยังรู้สึกงง ๆ อยู่กับการที่มิทช์ เบรเดน กลายเป็คนมีชื่อเสียงขึ้นมาได้
“พี่น่ะรึพบเขา ...พบมิทช์ เบรเดนน่ะ?” น้องชายกระโจนขึ้นยืนทันที “แล้วพี่ขอลายเซ็นเขามาหรือเปล่าล่ะ? ได้คุยกับเขาด้วยหรือเปล่า?”
“อ๋อ คุยสิ ก็คุยไปตามเื่เท่านั้นละเพราะพี่จำเขาไม่ได้เพียงแต่รู้สึกว่าคุ้น ๆ หน้ายังไงก็ไม่รู้”
“โธ่เอ๊ย...ก็เลยไม่ได้ลายเซ็นเขามาเลย” เกร๊กคร่ำครวญออกมา
“แล้วเขาคุยอะไรกับพี่บ้างล่ะเอมี่ชักสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว “เขาหล่อไหม เหมือนที่เราเห็นในโทรทัศน์หรือเปล่า?”
“ส่วนใหญ่แล้วเขาคุยกับวอร์เรนมากกว่านะ” ซูซานตอบไปตามความจริง นึกเสียใจที่ตัวเองไม่ควรจะเอ่ยออกมาเลยว่าได้พบมิทช์ในคืนวันนี้“ก็เป็คนหน้าตาดีมากคนหนึ่ง” มากกว่าที่เห็นจากจอโทรทัศน์เสียอีก เธอคิดอยู่ในใจ
“เอ๊ะ พ่อไม่ยักรู้ว่าวอร์เรนจะรู้จักมักคุ้นกับพวกนักแข่งรถ”พ่อของเธอพาตัวเองเข้าร่วมวงสนทนาด้วย
ปอยผมสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งเป็สีเดียวกับของซูซานปรกอยู่เหนือหน้าผากเกร๊กเด็กหนุ่มยกมือขึ้นปัดให้พ้นจากลูกตา
“ผมก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน”เขาต้องบังคับตัวเองให้พูดออกมา
ซูซานกัดริมฝีปาก เธอไม่้าที่จะเล่าให้ทุกคนฟังเลยว่าเื่จริงๆ นั้นมันเป็อย่างไรมาอย่างไร
“วอร์เรนไม่รู้จักเขาหรอก“
“อ้าว...ก็เมื่อกี้พี่บอกว่าเขาคุยกันไงล่ะ?” เกร๊กท้วงขึ้น
“มันก็แค่ว่าคนสองคนเดินเข้าไปกินอาหารในร้านเดียวกันและในเวลาเดียวกันเท่านั้นเอง”ซูซานผุดลุกขึ้นยืน ตั้งใจที่จะยุติการสนทนาลงเพียงแค่นั้น “มันก็เป็กรณีที่ว่า คนแปลกหน้าสองคนบังเอิญมาพบกันเข้าแล้วก็คุยกันตามมรรยาทเท่านั้นแหละถ้ารู้ว่าจะต้องถูกซักมากมายอย่างนี้ไม่พูดให้ฟังเสียยังดีกว่า”
เธอเดินออกไปทางห้องโถงโดยมีเกร๊กเดินตามมาติด ๆ
“อันที่จริงผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่า ฯพณฯวอร์เรนจะรู้จักมิทช์ เบรเดนหรอกว่าเขาเป็ใคร”
“นี่...เธอเลิกพูดจาดูิ่คู่หมั้นของพี่เสียทีได้ไหม?” ซูซานพูดอย่างไม่พอใจ “และมันก็จริง ที่เขาไม่รู้ว่านายคนนั้นเป็ใครเท่าๆ กับพี่นั่นแหละ”
“ก็สมกันดีอยู่แล้วนี่”เกร๊กตอบอย่างดูิ่
“ในโลกนี้มันยังมีเื่ที่สำคัญกว่านายคนนั้นอีกมากมายนะเกร๊ก” ซูซานกระแทกเท้าอยู่กับพื้นห้อง เป็การแสดงความโกรธแบบเด็กๆ ทั้ง ๆ ที่เธอก็อายุเกือบจะ 24 อยู่แล้ว “มันสำคัญเสียยิ่งกว่าการที่เราจะต้องรู้จักคนปัญญาอ่อนที่ไปขับรถอยู่รอบๆ ลู่นั่น ด้วยความเร็วถึง 150 ไมล์ต่อชั่วโมงนั่น”
“งั้นรึ?” น้องชายขึ้นเสียงเป็เชิงท้าทาย
“เกร๊ก” เสียงเรียกอย่างจะเตือนของมารดาดังขึ้น
“โอเคครับ แม่”เขาเบือนหน้าหนีจากซูซานอย่างไม่พอใจ “ไอ้การที่เราจะได้พบกับคนอย่างมิทช์ เบรเดนน่ะต้องถือว่าเป็โอกาสชนิดหนึ่งในล้านเลยก็ว่าได้ แต่พี่สาวผมกลับไม่สนใจเสียนี่”
ซูซานมิได้อยู่รอว่าแม่ของเธอจะช่วยเถียงแทนอย่างไรรีบหลบกลับเข้าห้องในขณะที่ยังพอมีโอกาสอยู่ไม่ปรารถนาจะได้ยินน้องชายกล่าวถึง มิทช์ เบรเดนอย่างชื่นชมอีกต่อไป