ตอนที่ได้ยินคำว่า ‘ไม่รับเงินสด’ รู้สึกเหมือนมีฟ้าผ่าลงมาบนหัวอารมณ์ตอนนั้นเหมือนกำลังเล่นรถไฟเหาะ
ทั้งที่กำลังจะจ่ายเงินสำเร็จแล้วแท้ๆแต่พ่อค้าหมึกกลับมาบอกตอนวินาทีสุดท้ายว่าไม่รับเงินสด?
“ลุงครับ ใน WeChat ผมไม่มีเงินหรอกเอาเงินนี่ไปเถอะ!”
ถึงในใจจะร้อนรนแค่ไหนแต่ภายนอกผมพยายามทำตัวให้ดูสงบนิ่ง
พ่อค้าหมึกเช็ดมือเสร็จแล้วหันมายิ้มให้ผมอีกครั้ง เขากดเสียงลงต่ำ พูดว่า “พ่อหนุ่ม เหรียญนำิญญาแบบนี้ลุงรับไว้ไม่ได้หรอก! หมึกไม้นี้ ลุงคิดแค่สองหยวนพอ ส่วนเหรียญนั่นเก็บไว้ใช้เองเถอะจะเป็โชคดีหรือโชคร้ายก็ขึ้นอยู่กับตัวเองแล้วละ”
พูดจบ พ่อค้าก็ดึงธนบัตรสองหยวนออกจากมือผมโดยที่ไม่แตะต้องเหรียญนั้นแม้แต่น้อย
คำพูดของพ่อค้าหมึกทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวยิ่งขึ้น
“เหรียญนำิญญา?”
นี่เป็ครั้งแรกที่ผมได้ยินคำนี้และผมก็ไม่เข้าใจเลยว่ามันหมายความว่าอะไร
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือเลยหกโมงเย็นไปแล้ว
ทั้งร่างเหมือนถูกปล่อยลมออก ผมหมดแรงไปทั้งตัว
ถึงจะเดาได้ั้แ่แรกแล้วว่าเหรียญนี้ต้องมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากลและจำเป็ต้องรีบใช้ให้หมด ผมจึงหาร้านที่ใกล้ที่สุดและเพื่อจ่ายเหรียญนี้ออกไปให้เร็วที่สุดแต่ไม่ว่าจะคิดแผนมารอบคอบแค่ไหนก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่าพ่อค้าหมึกตรงหน้าจะรู้ว่าเหรียญในมือผมไม่ใช่เหรียญธรรมดา และยังพูดคำว่า ‘เหรียญนำิญญา’ ออกมาอีก
ผมยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นด้วยความท้อแท้ไปหลายวินาทีแต่ในที่สุดก็ตั้งสติและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
ในเมื่อเลยหกโมงเย็นแล้ว เอาเหรียญนี้ไปใช้ตอนนี้ก็คงไม่มีความหมายอะไรอีก
พ่อค้าหมึกตรงหน้ารู้ว่าเหรียญนี้มีอะไรผิดปกติบางที...เขาอาจจะช่วยผมได้ อาจจะชี้ทางให้ผมหลุดพ้นจากเื่นี้ก็ได้
อย่างน้อยที่สุด ผมก็อยากจะถามเขาสักหน่อย
ในมหาวิทยาลัยที่มีคนเป็หมื่นๆ คนทำไมผมถึงเป็คนที่ต้องเจอเื่แบบนี้ ทำไมจางเฉียงถึงต้องมาหาผม
ผมพยายามข่มความร้อนรนและความกังวลในใจให้สงบลงพยายามทำตัวให้เยือกเย็นที่สุด
ผมประมวลมความคิดอย่างรวดเร็วก่อนจะหันไปมองพ่อค้าหมึกตรงหน้าแล้วพูดว่า “ลุงครับในเมื่อลุงรู้ว่าเหรียญนี้มีที่มาแบบไหน ช่วยบอกผมทีได้ไหมว่ามันคืออะไร และตอนนี้...ผมควรทำยังไง”
พ่อค้าหมึกมองผมด้วยหางตาแล้วแสยะยิ้มพลางตอบกลับว่า “ทำยังไง ทำใจเถอะ!ดูสภาพนายตอนนี้สิ หน้าตาซีดเหมือนศพ แทบไม่ต่างอะไรกับคนตาย ลุงว่านะ...คืนนี้คงไม่น่ารอด”
เขาชี้ไปที่เหรียญในมือผมแล้วพูดต่อ “เหรียญนี่มันเริ่มเปลี่ยนเป็สีดำแล้วเอาไปใช้ตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก
“สิ่งที่ต้องมา...สุดท้ายก็ต้องมาอยู่ดี นายควรกินให้อิ่มก่อนฟ้ามืดจะได้ไปอย่างสง่าหน่อย”
พูดจบเขายังโบกมือไล่ผมเป็เชิงบอกให้ไปเสียที
ถึงคำพูดของลุงหมึกจะไม่เอ่ยถึงผีแม้แต่นิดเดียวแต่ทุกคำกลับฟังเหมือนคำตัดสินชีวิตผม
ความหมายของเขาชัดเจน...คืนนี้ผมต้องตายแน่ๆ
ผมก้มลงมองเหรียญในมืออีกครั้ง และก็พบว่ามันเป็เหมือนที่เขาพูดไม่มีผิด
เหรียญสีเงินที่เดิมแวววาว ตอนนี้ดูเหมือนถูกเผาไฟจนมีรอยไหม้ดำปรากฏ
ความเปลี่ยนแปลงอันน่าขนลุกนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตกลงไปในหุบเหวเย็นเยียบรู้สึกหนาวจับใจ
ผมอยากจะถามลุงอีกครั้งแต่ทันใดนั้นกลุ่มวัยรุ่นชายสองสามคนก็เบียดเข้ามาเพื่อซื้อหมึก
ลุงหมึกเองก็ไม่มองผมอีกเลยเอาแต่ก้มหน้าทำหมึกต่อไป
ในเมื่อเขาพูดชัดเจนแล้วและไม่คิดจะสนใจผมอีก ผมก็คงไม่มีเหตุผลที่จะหน้าด้านขอร้องเขาต่อ
ผมมองเหรียญในมือที่เปลี่ยนเป็สีดำด้วยความสิ้นหวังแต่ลึกๆ แล้วก็ยังมีความรู้สึกขัดใจอยู่
ทำไมเื่นี้ต้องเกิดกับผม
หรือว่าถ้าผี้าให้ผมตายผมก็ต้องยอมตายอย่างนั้นเหรอ
เสี่ยวอวี่ที่เป็แฟนผมตั้งปีกว่ายังไม่ฆ่าผมเลยแล้วไอ้หมาบ้าจางเฉียงจะลากผมไปตายได้อย่างนั้นเหรอ
ผมซื้อข้าวให้มันตั้งหลายสิบครั้งยังไม่นับเื่ช่วยมันเขียนวิทยานิพนธ์อีก มันโดดน้ำลงทะเลสาบไปตายเองแล้วยังกล้ามาหาผมอีกเหรอ
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ถ้าคืนนี้จะหนีไม่พ้นจริงๆผมไม่ยอมง่ายๆ แน่ ต่อให้ต้องสู้กัน ผมก็จะลุยกับมัน!
ในใจผมคิดแบบนั้นแล้วความกลัวก็เหมือนจะลดลง
ผมกำเหรียญสีดำสนิทในมือแน่นก่อนจะพูดกับลุงหมึกที่กำลังย่างหมึกอยู่ว่า “ขอบคุณนะลุง! ถ้าผมรอดถึงพรุ่งนี้ จะมาซื้อหมึกใหม่แน่นอน!”
พูดจบ ผมก็หันหลังเดินออกไป
แต่เสียงของลุงหมึกก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ถ้าพรุ่งนี้นายยังมาที่นี่ได้ลุงจะรับเหรียญผีของนายเอง แลกกับหมึกให้กินจนอิ่มเลย!”
ได้ยินแบบนั้น ผมชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองลุงหมึก
เขายังคงย่างหมึกอยู่ ไม่ได้เงยหน้ามามองผม
ผมยิ้มบางๆ แล้วพูดตอบกลับไปว่า “ตกลง!”
จากนั้นผมก็เดินไปทางอีกฝั่งของถนน
สองวันแล้วที่ไม่ได้กินข้าว ท้องร้องดัง “โครกๆ”
เหมือนที่ลุงหมึกพูดนั่นแหละ ถ้าผมหนีไม่พ้นจริงๆอย่างน้อยก็ควรกินให้อิ่มก่อน
ระหว่างที่เดินผ่านร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่งผมเหลือบมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกหน้าร้าน
ผมเห็นหน้าตัวเองในกระจกมันซีดเซียวจนแทบไม่มีสี สภาพนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับศพบนเตียงชันสูตรเลย
ผมยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแล้วก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมเมื่อคืนจางเฉียงถึงมา ‘ยืนหายใจ’ ที่เตียงผม
แม่งเอ๊ย! มันต้องดูดเอาพลังชีวิตจากผมไปแน่ๆหน้าผมถึงได้ซีดขนาดนี้
ผมถอนหายใจยาวก่อนจะเดินเข้าไปในร้านหม้อไฟร้านเล็กๆ ข้างหน้า
ถ้าหนีไม่พ้นจริงๆก็กินให้อิ่มท้องเสียก่อนละกัน
ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงต้องมาเจอเื่พวกนี้
ทั้งเสี่ยวอวี่ ทั้งจางเฉียงทำไมผมถึงต้องเจอพวกเขาในสภาพแบบนั้นด้วย
ตอนที่ออกมาจากร้านหม้อไฟก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่มแล้ว
ผมไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อดี ท้องฟ้าก็ดำมืดชวนให้รู้สึกอึดอัดเป็อย่างมาก
แล้วตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น
ผมหยิบมันขึ้นมาดูและทันใดนั้นหัวใจก็เหมือนจะหล่นวูบ เพราะคนที่โทรมาหาผมคือจางเฉียง
ลมหายใจของผมถี่รัวขึ้นมาในทันใดความกลัวทำให้ผมไม่กล้ากดรับสาย
จะบอกว่าไม่กลัวก็โกหกชัดๆ
ผมรู้สึกทั้งสับสนและไม่รู้จะทำยังไงดี
คนที่ตายไปแล้ว...ยังจะโทรมาได้อีกงั้นเหรอ
หรือมีใครบางคนใช้โทรศัพท์ของเขาโทรหาผม
แต่โบราณเคยพูดไว้ว่า ‘จะดีหรือร้าย หากมันจะมาก็ยากจะหลีกเลี่ยง’
ในเมื่อเื่มันมาถึงตัวแล้วการเอาแต่หลบหนีก็ไม่มีประโยชน์อะไร แถมยังขัดกับวิธีการใช้ชีวิตของผมอีกด้วย
ผมตั้งสติ กลืนน้ำลายลงคอก่อนจะกดรับสายโดยไม่ลังเล ผมไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะโผล่จากโทรศัพท์มากัดผมได้
ผมไม่พูดอะไร เพียงแค่แนบโทรศัพท์ไว้กับหู
ในสายมีเพียงเสียงรบกวนดัง “ซี่ๆ ซ่าๆ” คล้ายสัญญาณไม่ค่อยดี
จากนั้นก็มีเสียงพูดแทรกเข้ามาอย่างขาดๆหายๆ
“เจียงหนิง นายไปไหน ฉันหานายไม่เจอเลย!”
เสียงนั้นเจือปนไปด้วยเสียงรบกวน ฟังดูแ่เบาแต่ยังคงััได้ถึงความเวทนา
และที่สำคัญ...เสียงนั้นเป็เสียงของจางเฉียงอย่างแน่นอน
แค่คิดว่าไอ้เวรนี่ตายไปแล้วยังจะตามมาวุ่นวายกับผมอีกก็ทำให้ผมโกรธจนควันออกหู ผมอดไม่ได้ที่จะะโด่ากลับไป “แกตายไปแล้วก็ตายไปสิ! จะมาตามหาฉันทำไมวะ ไอ้หมาโง่!เลิกมายุ่งกับฉันสักทีได้ไหม”