หน้าห้องฝึกซ้อมที่ปิดสนิทบริเวณทางออกคลาคล่ำไปด้วยผู้คน
การทะลวงระดับของหลิงเอ๋อร์ไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป
ยามนี้ ทั่วทั้งสหพันธรัฐต่างล่วงรู้ว่ายอดอัจฉริยะคนที่เจ็ด หรือ ‘ธิดาเพลิง’ ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดสำเร็จแล้ว!
และสิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงที่สุดคือหลิงเอ๋อร์เป็นหนึ่งในยอดอัจฉริยะสองคน ที่ไร้ซึ่งพื้นเพตระกูลใหญ่หนุนหลัง
อัจฉริยะคนอื่นๆหากไม่ใช่ลูกหลานตระกูลมหาเศรษฐี พวกเขาล้วนมาจากตระกูลเก่าแก่ทรงอิทธิพล
หรือที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือเป็นลูกของผู้กุมอำนาจรัฐ
ส่วนหลิงเอ๋อร์นั้นคือหญิงสาวที่เดินออกมาจากขุนเขาอันทุรกันดาร เพราะความเก่งกาจของเธอเพียงคนเดียวคนในหมู่บ้านต่างก็พลอยได้รับอานิสงส์จนได้ดิบได้ดีกันไปหมดยกระดับขึ้นสู่ระดับแนวหน้าของเมืองใหญ่ในพริบตา
ลำพังเพียงของขวัญที่ได้รับในแต่ละวันเหล่านั้นก็มีมูลค่ามหาศาลไม่ต่ำกว่าหลายแสน
ในตอนนั้นเอง
“ตึก ตึก ตึก...”
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังกังวานมาจากสุดทางเดิน
ขณะนั้นฝูงชนที่เคยส่งเสียงจอแจเงียบทันควัน สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังต้นทางของเสียง
พวกเขาเริ่มมองเห็นเงาร่างที่ชวนให้จินตนาการปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงสลัว
รูปร่างสูงโปร่งเส้นผมยาวสลวยที่ทิ้งตัวลงประบ่า
“หลิงเอ๋อร์ออกมาแล้ว!”
เสียงอุทานด้วยความตื่นเต้นดังระงมไปทั่วบริเวณ
ทว่าหลิงเอ๋อร์กลับไม่ได้ใส่ใจเธอยังคงรักษากิริยาเรียบเฉยดังเดิม
ฝีเท้าของเธอไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
เพียงครู่เดียวหญิงสาวผู้มีผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะก็ปรากฏกายต่อหน้าสาธารณชน
เธอมีอายุเพียงสิบแปดปีแต่กลับมีความงามที่เหนือล้ำจนไม่อาจละสายตา
บางคนเผลอจ้องมองใบหน้าของเธอเนิ่นนานจนรู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่แผ่ซ่านออกมา ทำให้ต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
ทว่านี่ยังไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจคือเบื้องหลังของหลิงเอ๋อร์คล้ายมีกลุ่มละอองหมอกจางๆ ล้อมรอบตัวเธออยู่
ทว่าเมื่อเพ่งมองให้ชัดนั่นกลับเป็นเส้นผมยาวที่มัดไว้อย่างหลวมๆ ด้วยริบบิ้นสีชมพูและกำลังทอประกายใสดุจเปลวเพลิงที่ไหววูบ
“นี่... นี่คือนางฟ้าจุติลงมาหรือเปล่า?”
ศาสตราจารย์อาวุโสท่านหนึ่งหลุดอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
เมื่อได้ยินคำนี้คนรอบข้างต่างก็พยักหน้าเห็นพ้องอย่างไม่ต้องสงสัย
ระดับเหนือธรรมชาติโดยเนื้อแท้คือการหลุดพ้นจากขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไป
และการฟื้นคืนของพลังวิญญาณคือจุดเริ่มต้นของการวิวัฒนาการในทุกสรรพสิ่ง และมนุษย์ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
หญิงสาวอย่างหลิงเอ๋อร์ย่อมวิวัฒนาการไปสู่ความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ
ลำพังเพียงรูปลักษณ์เธอก็แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
หลิงเอ๋อร์ในยามนี้มีผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหยกประณีต ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เครื่องสำอางใดๆจะรังสรรค์ขึ้นมาได้
อีกทั้งเธอยังมีอายุยังน้อยและมีรากฐานดั้งเดิมที่ยอดเยี่ยม
ด้วยเหตุนี้เธอจึงมีศักยภาพในการพัฒนาที่ไร้ขีดจำกัด
เพียงครึ่งปีจากคนธรรมดาก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติรูปลักษณ์ของเธอแปรเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นตลอดเวลา
หากกล่าวว่าเมื่อก่อนเธอคือหงส์ขาวผู้สง่างาม
ยามนี้ เพียงแค่เธอยืนอยู่เฉยๆก็แผ่แรงกดดันที่ทำให้ผู้คนรู้สึกต้อยต่ำจนไม่กล้าลบหลู่
ทว่าความเย็นชาที่แฝงไว้ด้วยชีวิตชีวาดุจเปลวเพลิงอันเย้ายวนนั้นกลับดึงดูดใจผู้คนจนมิอาจถอนตัวได้
เฉกเช่นยามนี้ชายหนุ่มนับไม่ถ้วนต่างจดจำภาพหญิงสาวคนนี้ไว้ในส่วนลึกของหัวใจแม้แต่หญิงสาวด้วยกันยังฉายแววอิจฉาในดวงตา
“หลิงเอ๋อร์ ขอคารวะทุกท่านค่ะ”
เธอนึกถึงคำสอนของอาจารย์พลางทักทายด้วยเสียงนุ่มนวลก่อนจะเดินตรงไปยังกลุ่มอาจารย์ที่เธอคุ้นเคยที่สุด
ทว่าในวินาทีนั้นร่างหนึ่งพลันปรากฏขึ้นขวางหน้าเธอไว้
เป็นชายหนุ่มผู้หนึ่ง
เขามีกลิ่นอายความเข้มแข็งดุดันตามแบบฉบับชายชาติทหารสวมใส่เครื่องแบบที่ดูแปลกตาแต่เปี่ยมด้วยสง่าราศี
เขาจงใจสวมแว่นกันแดดเพื่อบดบังอารมณ์บนใบหน้า
“สวัสดีครับ ผมชื่อหลี่ฮ่าวคุณคงเคยได้ยินชื่อผมมาบ้างใช่ไหม?”
“หลี่ฮ่าว...”
หลิงเอ๋อร์ทวนชื่อแผ่วเบาข้อมูลของชายคนนี้แวบเข้ามาในมโนสำนึกทันที
หลี่ฮ่าว อายุยี่สิบเจ็ดปีหนึ่งในอัจฉริยะอันดับต้นๆ ของสหพันธรัฐเมื่อหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมาเขาเลื่อนระดับ ซึ่งรวดเร็วกว่าหลิงเอ๋อร์เสียอีก
ทว่ามีข่าวลือว่าเขาเป็นคนของตระกูลหลี่ผู้มั่งคั่งเพียงแค่สมุนไพรและดอกไม้วิญญาณที่พ่อของเขาทุ่มซื้อให้ก็มีมูลค่ามหาศาลนับพันล้านแล้ว
เขาคือคนแรกของสหพันธรัฐที่ก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติด้วยพลังแห่งเม็ดเงินอย่างแท้จริง
ทว่าพรสวรรค์ส่วนตัวของหลี่ฮ่าวเองก็นับว่าเป็นของจริงที่ไร้ข้อกังขา
“มีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ?”
หลิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปากเล็กน้อยพลางถามด้วยเสียงเรียบเฉย
“ผมได้รับคำสั่งจากเขตทหารที่สองให้มาเชิญคุณเข้าร่วมกองกำลังของเรา แน่นอนว่าก่อนหน้านั้นผมจำเป็นต้องทดสอบดูเสียหน่อยว่าคุณคู่ควรกับระดับเหนือธรรมชาติจริงหรือไม่?”
กล่าวจบชายร่างบึกบึนก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมทันที
ในเวลาเดียวกันนั้น...
“เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ...”
เสียงแหลมสูงดุจวิหคนับพันกู่ร้องหรือเสียงกัมปนาทจากฟากฟ้าดังสะท้อนไปทั่วโถงทางเดินแคบๆ
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือประกายสายฟ้าจำนวนมหาศาลพลุ่งพล่านอยู่ในฝ่ามือของหลี่ฮ่าว
เพียงแค่มองผ่านๆก็สัมผัสได้ถึงอานุภาพที่น่าหวาดหวั่น
“หลิงเอ๋อร์ ระวังตัวด้วย!พลตรีหลี่คือผู้ตื่นรู้ธาตุสายฟ้าที่พิเศษมากพลังรบของเขาเหนือกว่าคนในระดับเดียวกันแน่นอน!”
อาจารย์ท่านหนึ่งที่เอ็นดูหลิงเอ๋อร์รีบเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
“อืม...”
หลิงเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อยใบหน้าฉายแววงุนงง
เรื่องพรสวรรค์ธาตุสายฟ้าเธอไม่ได้แปลกใจนัก
แต่... พลตรีงั้นหรือ?
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
เธอกำลังเผชิญหน้ากับบุคคลระดับหัวกะทิของสหพันธรัฐอยู่อย่างนั้นหรือ?
ราวกับสัมผัสได้ถึงความสงสัยของลูกศิษย์อาจารย์ท่านเดิมจึงอธิบายเสริม
“ในฐานะผู้มีพลังเหนือธรรมชาติหากพละกำลังผ่านเกณฑ์ ยศทหารจะยกระดับขึ้นทันที เช่นเดียวกับพลตรีหลี่ที่เพิ่งจะสยบคลื่นสัตว์อสูรแถบชายฝั่งและกลายเป็นพลตรีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สหพันธรัฐด้วยผลงานอันโดดเด่น”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้อาจารย์ก็ย้ำเตือนอย่างหนักแน่น
“ลงมือเถอะหลิงเอ๋อร์อย่าให้ห้องปฏิบัติการของเราต้องเสียชื่อและการที่พลตรีหลี่ลงมาทดสอบด้วยตนเองถือเป็นผลดีต่อเธอมากเพราะเขาคือรุ่นพี่ที่โชกโชนประสบการณ์เหนือธรรมชาติยิ่งกว่าใคร”
“อย่างนั้นเหรอคะ?”
หลิงเอ๋อร์พยักหน้าเข้าใจ
สายตาของเธอเบนกลับไปหาชายผู้ถือก้อนพลังสายฟ้าไว้ในมือขวา
‘ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติในหมู่มนุษย์หรือ?’
หลิงเอ๋อร์พึมพำในใจพร้อมกับเกิดความคาดหวังเล็กๆ ขึ้นมาในอก
....
ในวินาทีนั้นเสียงที่ราวกับกำลังสั่งสอนก็ดังขึ้นข้างหูของหลิงเอ๋อร์
“การต่อสู้ของผู้มีพลังเหนือธรรมชาตินั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมาเน้นการเผด็จศึกในพริบตา เพราะศัตรูที่เราต้องเผชิญคือคลื่นอสูรนับแสนเราไม่มีเวลามายืดเยื้อในสนามรบ”
“ดังนั้น ในฐานะผู้ก้าวสู่ระดับเดียวกันวันนี้ผมจะแสดงให้เห็นว่า อะไรคือการสังหารในกระบวนท่าเดียว!”
สิ้นเสียงคำราม
“ตูม!” เสียงระเบิดดังกึกก้องร่างที่ห่อหุ้มด้วยกระแสไฟฟ้าแรงสูงพุ่งทะยานออกไปดุจลูกศรหลุดจากคันศร
สิ่งที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือในฝ่ามือเขายังคงรวบรวมประกายสายฟ้าที่เข้มข้นไว้
‘สังหารสายฟ้า -กระบวนท่าที่หลี่ฮ่าวรังสรรค์ขึ้นโดยเลียนแบบจากภาพยนตร์แนวพลังพิเศษยอดฮิตโดยอาศัยความเร็วสูงสุดพุ่งเข้าหาศัตรูในชั่วอึดใจพร้อมมอบการโจมตีด้วยสายฟ้าสังหาร เป็นวิชาที่เน้นพลังทำลายล้างอย่างแท้จริง’
เหตุผลที่เขาเลือกใช้กระบวนท่านี้ตั้งแต่เริ่มเพราะหลี่ฮ่าวต้องการข่มขวัญหลิงเอ๋อร์ให้ราบคาบ
การก้าวข้ามขีดจำกัดได้ตั้งแต่อายุยังน้อยมักทำให้ผู้คนลำพองใจได้ง่าย
ทว่าหลี่ฮ่าวนั้นต่างออกไปแม้จะมาจากตระกูลมหาเศรษฐี แต่ด้วยการขัดเกลาจากคนรุ่นก่อนทั้งจิตใจและนิสัยใจคอของเขาจึงอยู่ในระดับยอดเยี่ยม
แม้จะบรรลุระดับเหนือธรรมชาติเขาก็ยังคงกดข่มความยโสของตนไว้ได้เสมอ
และสิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือตระกูลใหญ่เช่นนี้ ลูกหลานสายตรงย่อมมิใช่ ‘พวกไร้ค่า’หรือ ‘คนธรรมดา’ แน่นอน
ตระกูลที่ยืนหยัดมาได้อย่างยาวนานหากผู้สืบทอดไร้ความสามารถ เช่นนั้นไม่ล่มสลายไปนานแล้วหรือ?
สามชั่วอายุคนเพื่อสร้างตระกูลมีเพียงผู้ที่โดดเด่นที่สุดเท่านั้นที่จะได้กุมอำนาจของผู้นำ
และหลี่ฮ่าว...เขาก็คือยอดคนผู้โดดเด่นที่สุดของตระกูลหลี่ในรุ่นนี้
ไม่ใช่สิ...ยามนี้เขาคือยอดอัจฉริยะผู้รุ่งโรจน์ที่สุดของสหพันธรัฐ ชายผู้ได้รับฉายาว่าพยัคฆ์สายฟ้า!