ความเจ็บเป็พัก ๆ กลับมาอีกแล้ว ความเจ็บที่แล่นไปถึงขั้วหัวใจส่งถ่ายมาจากขาขวาของนาง
อันเยว่ค่อย ๆ ลืมตาก็พบว่านางกลับมาที่ห้องตัวเองแล้ว หน้าต่างถูกค้ำเอาไว้ทำให้มองเห็นทุกอย่างในลานกว้างหน้าเรือน
“จือฉือ! จือฉือ!”
เดิมทีอันเยว่อยากนอนต่อไปทั้งอย่างนั้น แต่เมื่อครุ่นคิดชั่วพริบตาก็คิดว่าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ดีที่ยังมีเวลา มิเช่นนั้น การค้าที่เพิ่งเริ่มต้นก็คงจบลงเพียงเท่านี้
“ลุกขึ้นมาทำไม? ยังไม่นอนลงอีก!”
ในน้ำเสียงของซูจือฉือปนตำหนิเล็กน้อย ในสายตาที่มองอันเยว่มีความโกรธน้อยลง และมีความอ่อนโยนเพิ่มขึ้นนิดหน่อย
ดูเหมือนว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจะไม่ได้สูญเปล่า เขามีการเปลี่ยนแปลงต่อนางบ้างแล้ว
“สบู่ของเรายังไม่ได้ผลิต จะปล่อยให้เป็เช่นนั้นไม่ได้ หากสินค้าขาดตลาดใน่สองวันนี้ ต่อไปการค้าจะยากมากขึ้น”
“สถานการณ์ตอนนี้ของเ้าไม่สะดวกจะลงจากเตียง พี่รองบอกว่าต้องนอนพักนิ่ง ๆ”
อันเยว่มองแผ่นไม้สองแผ่นที่ขนาบอยู่บนขาตัวเอง าเ็ได้หนึ่งร้อยวัน หากนอนพักนิ่ง ๆ อีกสามเดือนถัดไปข้างนอกก็จะเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินก็ว่าได้
“ไม่ได้ ข้าต้องไปทำเดี๋ยวนี้”
เมื่อเห็นว่าซูจือฉือยัง้าพูดบางอย่าง ทว่าเขากลับสูดลมหายใจลึก และเปลี่ยนเป็ถอนหายใจ นางก็รู้แล้วว่ากระดานนี้ตัวเองเป็ฝ่ายชนะ
“ฮูหยิน ข้าจะประคองเ้าไป”
ซูจือฉือเป็ฝ่ายประคองอันเยว่ขึ้นมาแล้วช่วยใส่รองเท้าให้นางอย่างระมัดระวัง เมื่ออันเยว่เห็นเขาก้มศีรษะก็รู้สึกอบอุ่นในใจ
ในสถานที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ นางไม่ได้ตัวคนเดียวอีกแล้ว
ข้างกายนางมีซูจือฉือ หลิวฟาง หรือยังมีคนอื่นๆ
“เมื่อคืน หลังจากที่เ้ากลับไปก่อน เ้ากลับมาตามพวกเซียวสิงเยี่ยนให้ไปช่วยหรือ?”
“ใช่”
ซูจือฉือไม่ได้ปิดบังเลย เขาประคองอันเยว่เดินไปยังลานกว้างหน้าเรือนและนั่งลงบนเก้าอี้หวาย
อันเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง มีน้ำมันหมูที่เคี่ยวเสร็จแล้ววางอยู่บนโต๊ะ ด้านข้างยังมีฟืนอีกเล็กน้อย แม้แต่เครื่องหอมก็ยังจัดวางอยู่บนโต๊ะอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยเช่นกัน
“นี่…”
“กลับมาเมื่อคืนพี่รองบอกว่าเ้าจะต้องยืนกรานทำสบู่อย่างแน่นอน ฉะนั้น พวกเราจึงจัดเตรียมของเอาไว้ให้ล่วงหน้า”
ซูจือฉือพูดจบก็ลากเก้าอี้มานั่งลงด้านข้าง
“จือฉือ เ้าช่วยไปหยิบค้อนมาให้หน่อยได้ไหม?”
เมื่อเห็นซูจือฉือลุกขึ้น อันเยว่ก็ได้สังเกตทุกอย่างตรงหน้า จากนั้นความอบอุ่นเล็กน้อยกลับค่อย ๆ เย็นลง
ก็แค่การช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ หากคลายการป้องกันเพื่อสิ่งนี้ มันก็อาจดูไร้เดียงสาไปสักหน่อย
หากพวกเขาสี่คนร่วมมือกัน ฉวยโอกาสยามที่นางคลายการป้องกันแล้ววางแผน เช่นนั้นก็จะถูกพวกเขาเอาเปรียบ หนำซ้ำยังไม่รับผิดชอบด้วยหรือไม่?
“หากข้าจำไม่ผิด เ้าเคยบอกว่าจะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเ้า การเปลี่ยนแปลงของเ้าก็คือไปเล่นพนันที่โรงบ่อน จากนั้นก็ถูกคนทุบตีจนขาหักน่ะหรือ?”
น้ำเสียงเย้ยหยันนี้เมื่อได้ยินแล้วช่างทำให้อยากด่าอย่างสาดเสียเทเสียจริง ๆ
เมื่อหันศีรษะกลับไปก็เห็นใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มของหยูยวนเข้าพอดี การถากถางในรอยยิ้มนี้เหลือแค่เขียนบนใบหน้าเท่านั้น
“เื่ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุ”
อันเยว่กัดฟันเค้นออกมาเช่นนั้น เมื่อถูกเขาตักเตือนเช่นนี้นางก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนางส่งเงินสองร้อยตำลึงให้กับซูจือฉือ แล้วเงินล่ะ?
“ฮูหยิน ค้อน”
“เงินล่ะ?”
ในตอนที่อันเยว่เห็นสายตาของซูจือฉือมองไปยังหยูยวน หัวใจของนางพลันเต้นผิดไปสองจังหวะ พร้อมเอ่ยในใจว่าแย่แล้ว
หากเื่เงินเกี่ยวข้องกับหยูยวน ก็เกรงว่าจะเป็การนำเนื้อเข้าปากเสือ!
“เ้าติดข้าหนึ่งร้อยตำลึงเงินใช่ไหม?”
“ใช่”
หยูยวนพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นพยักพเยิดไปยังขาที่หักของอันเยว่แล้วกล่าวทีละคำ “เก็บค่ารักษาเ้าห้าสิบตำลึงเงิน เ้ายินยอมหรือไม่?”
“ห้าสิบตำลึงเชียว? หยูยวน นี่เ้าปล้นกันรึ? ต่อให้เชิญหมอหลวงมารักษาก็ไม่ถึงห้าสิบตำลึงเงินถูกต้องหรือไม่?”
“อ้อ?”
หยูยวนเพียงส่งเสียงอุทานเบา ๆ อันเยว่รีบเม้มริมฝีปาก ยามนี้นางอยู่ในสถานการณ์เปราะบางโดยสิ้นเชิง หากยั่วโทสะบุรุษผู้นี้แล้วถูกเขาวางยาพิษ เมื่อถึงตอนนั้นคงตกอยู่ในภาวะยากลำบากเป็แน่
อันเยว่กำหมัดแน่น นางเม้มริมฝีปากและพยายามเผยรอยยิ้มที่ไม่ดูก้าวร้าวขนาดนั้น กลับคิดในใจว่าถึงอย่างไรก็ยังเหลืออีกห้าสิบตำลึงเงิน
“เช่นนั้นเงินที่เหลือล่ะ?”
“ค่าแรง ค่าเครื่องหอมและอื่น ๆ”
“อื่น ๆ อะไรกัน? เงินที่ข้าทำกำไร ข้าก็ควรได้รู้รายละเอียดของค่าใช้จ่ายสิ ข้าแลกเงินมาด้วยชีวิต กลับถูกเ้าหักไปทั้งอย่างนั้น หยูยวน คุณธรรมของเ้ายังใช้ได้อยู่ไหม?”
“คุณธรรม…” หยูยวนขยับเข้ามาใกล้เล็กน้อย แววตาเล็ก ๆ ที่ไม่มีความผิดนี้ทำให้หัวใจของอันเยว่เต้นรัวเมื่อได้เห็น เมื่อเขาขยับเข้ามาใกล้ก็เผยรอยยิ้มชั่วร้าย “ไม่เคยเห็นมาก่อน”
“เ้า! ไอ้คนสารเลว!”
อันเยว่ทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ ทันทีที่นางเพิ่งะเิออกไปหนึ่งประโยคก็เห็นว่ามีคนพังประตูเข้ามา
ประตูที่แต่เดิมก็ไม่ได้แข็งแรงอยู่แล้ว ตอนนี้มันกลับจะล้มมิล้มแหล่ ดูน่าอนาถยิ่งนัก
“…” เดิมทีหลิวฟางมีคำกล่าวมากมายที่จะพูด ทว่าเมื่อเห็นว่าขาของอันเยว่ถูกพันด้วยไม้กระดานนางก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกลืนคำพูดที่้าลงกลับไปตามเดิม
“ชดใช้ค่าเสียหายมาเถอะ ชนประตูบ้านข้าพัง ดูอย่างไรก็ยี่สิบตำลึงเงิน”
อันเยว่ยื่นมือออกมาและเรียกราคาสูงลิบ
หลิวฟางหยิบตั๋วเงินออกมาส่งให้อันเยว่ พร้อมเอ่ยไปด้วย “ไม่เจอกันแค่คืนเดียว นี่เ้าไปเล่นที่หอคณิกาโดยเปล่าประโยชน์ และถูกคนทุบตีมาหรือ?”
ซูจือฉือนั่งหัวเราะเสียงเบาอยู่ด้านข้าง เขาดูดีมากจริง ๆ เมื่อยิ้ม หากไม่ใช่เป็การหัวเราะเยาะนางก็จะถือว่าดีมาก
“ข้าไร้อนาคตขนาดนั้นเชียว? วันนี้เ้ามาทำอะไร? อ้อใช่แล้ว เ้ายังไม่ลืมเดิมพันของเราใช่ไหม? ขาเ้ายังอยู่ดีนี่ ยังไม่ส่งเงินมาอีก? จ่ายมาสองร้อยตำลึงเงินเสียดี ๆ”
อันเยว่ยื่นมือออกไปอีกครา หลิวฟางตบศีรษะทันที “ข้าลืมเื่นี้ไปสนิทเลย เมื่อคิดจะพนันก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ให้เ้า”
ตั๋วเงินสองร้อยตำลึงมาอยู่ในมือแล้ว คราวนี้อันเยว่เก็บไว้กับตัว และยังตบมัน หนนี้ใครก็อย่าหวังว่าจะหลอกไปได้อีก
“เ้ามาเจรจาเื่การค้าสบู่กับข้าใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง เมื่อเห็นขาเ้าก็ทำให้ข้าเกือบลืมไปเลยว่ามาทำอะไร”
หลิวฟางเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน พอนางกลับถึงบ้านเมื่อวานนี้ก็เกือบถูกท่านแม่ตีจนขาหัก นางจึงหยิบสบู่ออกมา แต่ใครจะไปรู้ว่าทันทีที่ของสิ่งนี้ปรากฏ ท่านแม่ก็สอบถามทันที ยังดีที่อันเยว่ชี้แจงกับนางล่วงหน้าว่ามิอาจพูดถึงเ้าตัว หลิวฟางจึงบอกว่ามันถูกนำมาที่นี่โดยพ่อค้าคนหนึ่งที่นางรู้จัก
“เช่นนั้นท่านป้ามีความเห็นว่าอย่างไรบ้าง?”
“ท่านแม่ตัดสินใจจะลองขายของสิ่งนี้ในร้านของเรา เพียงแต่ไม่รู้ว่าราคาของมัน…”
“เมื่อวานแค่ประกาศให้ทุกคนรู้จัก จึงไม่ได้กำไร การทำให้ทุกคนยอมรับถึงจะเป็สิ่งที่ยากที่สุด หากทุกคนยอมรับแล้วก็ถือว่าเป็การเปิดช่องทางการค้า
อันเยว่ลังเลเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าหลิวฟางยังคงตั้งตารอนางก็เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “เอาอย่างนี้ เรามาทำงานร่วมกันเป็อย่างไร?”
“จะทำงานร่วมกันอย่างไร?”
“ข้าจะจัดหาสบู่ให้กับร้านค้าที่อยู่นอกฮวาตูของครอบครัวพวกเ้า ส่วนในฮวาตูนั้นไม่ได้”
“เพราะเหตุใด?”
อันเยว่ยิ้มน้อย ๆ “นี่เป็เพียงหนึ่งในเงื่อนไข ยังมีอีกหนึ่งเงื่อนไข คือชื่อของสบู่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้"
“ชื่ออะไร?”
ดวงตาเ้าเล่ห์ของอันเยว่กลิ้งกลอกไปมาเล็กน้อย จากนั้นนางก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ลี่เจี๋ย”