ตอนที่ 3
เฉินเยี่ยนฟาง หลังจากที่ได้กินข้าวและดื่มยา และนอนพัก หลังจากตื่นขึ้นมาจึงได้รู้สึกดีขึ้น มากกว่าเดิม เธอจึงได้ลุกขึ้นเพื่อที่จะทำความสะอาดร่างกาย เพราะหลายวันมานี้เธอทำได้เพียงเช็ดตัวเท่านั้น จึงรู้สึกไม่สบายตัวสักเท่าไร และหลังจากได้อาบน้ำ ทำให้รู้สึกสดชื่นยิ่งขึ้น หลังจากแต่งตัวเรียบร้อย จึงได้คิดจะออกไปช่วยแม่ทำงาน เพราะไม่อย่างนั้นแม่คงเหนื่อยมากอย่างแน่นอน
"เยี่ยนฟาง ลูกจะรีบออกมาจากห้องทำไมกัน แม่ว่าลูกกลับเข้าห้องไปพักผ่อนก่อนเถอะ แม่ทำงานเองได้ ไม่ได้ลำบากอะไร ไม่จำเป็ต้องมาช่วยหรอก"
เมื่อเห็นลูกสาวที่ออกมาจากห้องด้วยสีหน้าที่สดชื่นขึ้น ทำให้คนเป็แม่อย่างเธอดีใจมาก เพราะหลายวันมานี้ลูกสาวมีสีหน้าที่ซีดเซียวเป็อย่างมาก เธอกลัวว่าจะต้องเสียลูกสาวคนนี้ไปแล้วเสียอีก เมื่อเห็นลูกสามารถออกมาจากห้องได้แล้ว จึงได้รู้สึกดี แต่ก็ยังเป็ห่วง กลัวว่าลูกจะยังไม่หายดี แล้วจะกลับไปเจ็บป่วยอีก เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องใช้เงินรักษาทำให้ทุกคนไม่พอใจสักเท่าไร ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ แต่ก็ทำเป็ไม่สนใจ
"หนูดีขึ้นแล้วค่ะแม่ หนูช่วยทำงานจะได้เสร็จเร็วๆ"
แต่ยังไม่ทันที่จะได้เริ่มทำงาน ก็มีเสียงของย่าเ้าของร่างดังขึ้นมาเสียก่อน
"ออกมาจากห้องได้เสียทีนะ นึกว่าจะตายอยู่ในห้องเสียแล้ว ต้าเหนิง เธอนี่มันไม่ได้เื่จริงๆ คลอดเอาลูกสาวที่ไม่ได้เื่อย่างนี้ออกมาได้ยังไงกัน มีแต่เื่ มีแต่ต้องเสียเงิน แล้วตอนนี้ยังมาเสียเชื่อเสียงจากการถูกถอนหมั้นอีก"
เมื่อเห็นหลานสาวจอมขี้โรคออกมาจากห้องได้ จึงได้พูดขึ้นมา เพราะหลานสาวคนนี้มักจะป่วยั้แ่เด็กแล้ว จึงมักจะสูญเสียเงินค่าหมออยู่บ่อยครั้ง เธอจึงไม่ค่อยพอใจกับครอบครัวนี้ แต่เธอก็รักลูกชายของเธอมากเหมือนกัน จึงไม่สามารถทำอะไรได้มากมายนัก แต่ถึงจะรักลูกชายคนรองมากแค่ไหน แต่ก็ยังน้อยกว่าลูกชายคนโตอยู่ดี ความลำเอียงจึงได้มีบ่อยครั้ง
"ค่ะ ย่าหนูเพิ่งรู้สึกดีขึ้น ขอบคุณนะคะที่เป็ห่วง"
เธอพูดไปอีกอย่างกับที่ย่า้าจะสื่อ สิ่งที่คนเป็ย่าควรจะพูด ต้องมีแต่ความเป็ห่วงให้กับหลานไม่ใช่หรือ แต่นี่อะไรกัน เจอหน้ากลับว่าและแช่งให้ตายเสียอย่างนั้น
ส่วนลี่มี่จิน ที่ได้ยินหลานสาวพูดอย่างนั้นก็งงอยู่สักพัก เพราะกำลังคิดว่าเมื่อสักครู่เธอพูดอะไรออกไป ไม่ใช่ว่า เธอว่าให้หลานสาวไม่ใช่หรือ แล้วมีตรงไหนกัน ที่เธอแสดงความเป็ห่วงออกไป และเมื่อคิดได้ว่าเธอไม่ได้พูดนี่นา
"เยี่ยนฟาง เมื่อสักครู่ย่าว่าให้นะ ไม่ได้เป็ห่วงสักหน่อย ใครเขาจะเป็ห่วงคนอย่างแก มีแต่สร้างเื่เดือดร้อนมาให้ครอบครัว"
"หรือคะ หนูก็นึกว่าย่าเป็ห่วงหนูเสียอีก เพราะว่าหนูไม่สบายนี่นา"
"ใครจะเป็ห่วงแก เพ้อเจ้อจริงๆ ลุกมาแล้วก็ทำงานได้แล้ว ให้สมกับข้าวที่ได้กิน อย่าให้รู้ว่าไม่ทำงานล่ะ จะโดนตี ถึงแกจะโตแล้วฉันก็ตีได้เหมือนกัน"
"ค่ะย่า" รับคำออกไป เพราะไม่อยากจะฟังย่าบ่น และช่วยแม่ทำงานทันที
เมื่อเดินออกมาจากหลานสาวแล้ว จึงได้เดินเข้าไปในบ้าน ตอนนี้มีผู้หญิงอยู่ในบ้านทั้งหมด เพราะผู้ใหญ่ไปทำงานในไร่กัน ครอบครัวของลุงใหญ่ มี ลูกชาย 1 คน คือ เฉินซีซาน มีงานทำในโรงงาน จึงมีเงินเดือน มีลูกสะใภ้ คือ จางเจียอี อยู่บ้านไม่ได้ทำอะไร เพราะเลี้ยงลูก เฉินซีหยาง อายุเพียง 2 ขวบ และลุงใหญ่ ยังมีลูกสาวอีก 1 คนคือ เฉินลี่อิน ครอบครัวของลุงใหญ่ไม่ค่อยพอใจครอบครัวของเธอสักเท่าไร เพราะลูกชายสามารถทำงานได้เงินเยอะ แต่ยังต้องเข้ากองกลางเป็ส่วนใหญ่ แต่บ้านรองทำงานแค่คนเดียวจึงเกิดข้อเปรียบเทียบกัน
"แม่คะ หนูรู้สึกว่าบ้านรอง เอาเปรียบบ้านเรามากเลยนะคะเงินที่พี่ ซีซาน หามาด้วยความยากลำบาก ก็ต้องเอามาเข้ากองกลาง แล้วก็มักจะหมดไปกับค่ายาของ เยี่ยนฟางอยู่บ่อยครั้ง แม่คิดเหมือนหนูหรือเปล่าคะ"
เจียอี ที่เป็ลูกสะใภ้ พูดความในใจกับแม่สามี เพราะเธอไม่อยากจะให้บ้านนั้นมาใช้เงินของสามีเธอ ที่หาได้มากกว่าทุกคนในบ้าน ถ้าทำให้บ้านนั้นแยกออกไปจากบ้านได้ก็จะเป็ผลดีกับบ้านนี้ไม่น้อยเลย
"แม่เองก็คิดเื่นี้มานานแล้วเหมือนกัน แต่ติดตรงที่แม่สามีไม่ยินยอมนี่ล่ะ แม่เองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน แม่เองไม่ใช่ไม่เสียดายเงิน ที่จ่ายค่ายาในแต่ละครั้งเห็นแล้วปวดใจ ดูสิบ้านนั้นทำงานแค่น้องรองคนเดียวเอง แต่กินถึงสี่ท้องด้วยกัน"
ไม่ใช่ว่าเธอไม่คิด แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน เคยพูดกับสามี ก็บอกแต่เพียงแล้วแต่แม่ให้แม่เป็คนจัดการ ไม่มีความคิดเป็ของตัวเองเลยสักนิด ตอนที่แต่งงานกันนึกว่าจะฉลาดกว่านี้เสียอีก ที่ไหนได้ ไม่ได้เื่เลย คอยแต่ทำตามแม่ทุกอย่างไม่มีความคิดเป็ของตัวเองเลยสักนิด นี่ขนาดบอกว่ากำลังโดนน้องชายเอาเปรียบอยู่ก็ยังไม่เห็นว่าจะทำอะไรเลยสักนิด ยิ่งคิดยิ่งโมโห
"แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะคะถ้าเป็อย่างนี้ต่อไป เงินที่สมควรเป็ของครอบครัวพวกเราต้องไม่เหลืออย่างแน่นอน หรือถ้าเหลือก็คงจะน้อยเต็มที"
เธอยอมไม่ได้เด็ดขาด เงินของสามีเธอ ต้องเก็บเอาไว้ให้ลูกของตัวเองถึงจะถูก ไม่ใช่เอาไปใช้กับคนที่ไร้ประโยชน์อย่างนั้น เธอต้องยุให้แม่สามีทำอะไรก็ได้ ให้บ้านนั้นแยกออกไปให้ได้ และคนที่มีสิทธิ์ ทำอย่างนั้น คงมีแต่ย่าของสามีเธอคนเดียว เื่อะไรนะ ที่ทำให้ย่ายอมที่จะตัดขาดกับลูกชายอีกคนได้
"แม่พยายามคิดหลายหนแล้ว แต่ยังไม่เห็นช่องทาง ที่จะทำให้พวกเขาแยกตัวออกไปได้เลย หรือแม่ต้องยอมดูพวกปลิงพวกนี้สูบเืสูบเนื้อจากพวกเราต่อไปกันนะ"
เคยพูดไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยที่จะสำเร็จเลยสักครั้ง แล้วอย่างนี้ต้องทำอย่างไร มันต้องมีหนทางสิ
"แล้วถ้าเป็เื่ของน้องลี่อิน ล่ะคะ แม่ว่าพอจะมีหวังหรือเปล่า"
"เื่ของลี่อินหรือ แล้วมันเื่อะไรล่ะ แม่ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร ไหนลองอธิบายให้แม่ฟังหน่อย" เมื่อได้ฟังลูกสะใภ้ก็ไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้ว่าลี่อินมาเกี่ยวอะไรด้วย
"แม่สามีว่าตอนนี้เื่ที่ชาวบ้านพูดถึง เยี่ยนฟาง ไปในทิศทางไหนหรือคะ คงจะไม่ค่อยจะดีใช่หรือเปล่า" ถามแม่สามีเพื่อที่จะให้ตอบคำถามของเธอ
"ใช่ไม่ค่อยดีสักเท่าไร เพราะการถูกถอนหมั้น เป็ที่ไหนก็ไม่ดีทั้งนั้นล่ะ แล้วมันเกี่ยวอะไรหรือ แม่ยังงงอยู่"
"ก็ถ้าเราเอาเื่เสียหายของเยี่ยนฟาง ที่ถูกถอนหมั้นมาอ้าง ว่าอาจทำให้ลี่อินเสียหายไปด้วย เพราะอยู่บ้านเดียวกัน แม่ว่าอย่างนี้ย่าจะเห็นด้วยหรือเปล่า แม่สามีก็รู้ว่าย่ารักลี่อินมากแค่ไหน ถ้าบอกว่าลี่อินเป็หลานรัก เยี่ยนฟาง จะเป็หลานชังไปเลยทันที ใช่ไหมคะ"
"เป็ความคิดที่ดี เื่เสียหายอย่างนี้ไม่น่าจะมีในครอบครัว ที่ลูกสาวยังไม่แต่งงานได้ แล้วยังมีเื่ที่จมน้ำอีก ทำเื่แต่ละเื่ช่างน่าอายทั้งนั้น แม่ต้องลองให้ลี่อินไปพูดกับย่าดู ถ้าเป็ลี่อิน น่าจะดีกว่าที่แม่จะไปพูดเอง เพราะลี่อิน จะเข้าใจพูดมากกว่าแม่อย่างแน่นอน"
"หนูก็คิดว่าอย่างนั้นล่ะค่ะ หนูอยากให้สำเร็จเหลือเกิน เพราะหนูเห็นแล้วปวดใจทุกครั้ง"
"แม่เองก็เช่นเดียวกัน แล้วก็ขอบใจมากนะ ที่ช่วยกันคิด เื่ครอบครัวของเราไม่ให้ต้องเสียผลประโยชน์ อย่างทุกวันนี้ แทนที่เราจะเอาเงินส่วนนั้นเก็บเพื่อครอบครัวของเรา"
"ค่ะแม่ เราเป็ครอบครัวเดียวกันนี่คะ เห็นอะไรที่มันไม่ถูกต้อง เราก็จำเป็ต้องช่วยกัน ไม่อย่างนั้น เราก็ต้องเป็ฝ่ายที่ยอมอย่างนี้ตลอดไป"
"แม่ช่างโชคดีเหลือเกิน ได้ลูกสะใภ้ที่ทั้งเก่งและฉลาดอย่างนี้ ถือว่าเลือกไม่ผิดเลยสักนิด"
"ขอบคุณค่ะแม่"
เื่นี้จะว่าเธอเห็นแก่ตัวไม่ได้นะ เป็ใครก็ต้องทำอย่างเธอทั้งนั้น ใครจะยอมให้คนนอกครอบครัวมาคอยเอาเปรียบอยู่อย่างนี้กัน เธอไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย เงินที่สามีหาได้สมควรที่จะเก็บเอาไว้ให้ลูกของเขาถึงจะถูก ไม่ใช่ให้เหลือบริ้น มาคอยเอาไปอยู่อย่างนี้
( ฝากกดติดตามด้วยนะคะ )