อวี้เจินเหลือบมองของเหลวสีดำตรงหน้าก็ยากจะทำใจยอมรับว่ามันคือยาห้ามครรภ์ เพราะสีสันของมันดูเหมือนจะเป็ยาพิษเสียมากกว่า หากเป็โลกเดิมที่นางจากมา ยาชนิดนี้จะมีลักษณะเป็เม็ดกลมๆ ขนาดเล็ก ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ‘ยาคุมกำเนิด’
“รีบรับไปดื่มซะ”
เห็นถ้วยยาที่หยางเฉิงยื่นมาจ่อตรงหน้า อวี้เจินก็เกิดความลังเลขึ้นในจิตใจ นางไม่กล้ายื่นมือออกไปรับ เพราะกลิ่นฉุนที่โชยปะทะเข้าจมูก ทำให้นางแทบจะอาเจียนออกมา ทั้งๆ ที่ยายังไม่ทันจะได้ไหลลงคอของนางเสียด้วยซ้ำ
“คุณชาย ท่านแน่ใจนะว่าน้ำสกปรกถ้วยนี้คือยาห้ามครรภ์” อวี้เจินเอ่ยถาม พลางใช้มือข้างหนึ่งบีบจมูกของตนเอาไว้ ทำไมกลิ่นของมันถึงได้รุนแรงนัก อย่าบอกนะ...ว่ายาถ้วยนี้สกัดมาจากแมลงสาบกับคางคก!
“เหตุใดเ้าถึงได้ถามมากเช่นนี้!” น้ำเสียงของหยางเฉิงแข็งขึ้นอย่างมีโทสะ เมื่อเห็นว่าอวี้เจินเอาแต่เฉไฉไปมาไม่ยอมรับยาจากเขาไปดื่มเสียที
หยางเฉิงหวนนึกถึงวันแรกที่เขาพาตัวอวี้เจินมาจากตลาดค้าทาส เขาก็ไม่เห็นว่านางจะพูดมากขนาดนี้เลย ท่าทางนิ่งสงบและเยือกเย็นดุจสายน้ำของนางทำให้หยางเฉิงพึงพอใจเป็อย่างมาก จนถึงขั้นยอมซื้อตัวนางกลับจวนด้วยเงินหลายร้อยตำลึง แต่หลังจากที่ได้ร่วมเตียงกับเขา นางก็เปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน หรือว่าเ้าแท่งหยกของเขาจะทำให้นางสติเลอะเลือนไปแล้ว!
“เลือกมา! เ้าจะยอมดื่มเองหรือจะให้ข้าช่วย” นี่เป็ครั้งสุดท้ายที่หยางเฉิงจะเอ่ยถามอวี้เจิน หากนางยังไม่ยอมรับยาไปดื่ม เขาคงต้องจัดการกับนางขั้นเด็ดขาด!
อวี้เจินสะดุ้งวาบ เมื่อเห็นสายตาคมกริบของหยางเฉิงที่มองมาทางตน แต่กระนั้นนางก็ไม่ยอมยื่นมือออกไปรับถ้วยยามาดื่ม เพราะนางตั้งมั่นไว้แล้วว่าเป็ตายร้ายดีอย่างไร นางก็จะไม่ยอมดื่มยาที่ไม่รู้ว่าสกัดมาจากแมลงสาบหรือคางคกถ้วยนั้นอย่างแน่นอน!
ลองดูสิ! ใครหน้าไหนจะบังคับนางได้!
หยางเฉิงเห็นท่าทางดื้อรั้นของอวี้เจินที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของตน เส้นความอดทนของเขาก็ขาดสะบั้นในทันที เขาตรงปรี่เข้าไปบีบคางเล็กของนางด้วยความโมโห เอ่ยว่า “หากเ้าไม่เลือก เช่นนั้นข้าจะเป็คนป้อนยาให้เ้าเอง!”
“ข้าไม่ดื่ม!” อวี้เจินส่งเสียงอู้อี้ พลางสะบัดหน้าหนีเพราะคิดว่าหยางเฉิงจะเทน้ำสกปรกถ้วยนั้นกรอกปากของตน
แต่แล้วอวี้เจินก็ต้องเบิกตากว้างโพลงอย่างตกตะลึงระคนประหลาดใจ เมื่อพบว่าหยางเฉิงไม่ได้เทยาใส่ปากของนาง แต่เขากลับนำยาถ้วยนั้นไปดื่มเสียเอง นี่เขา...
จะป้อนยาให้นางด้วย ‘วิธีนั้น’ หรือ?
ความคิดของอวี้เจินไม่ผิด หลังจากเทยาเข้าปากของตนแล้ว หยางเฉิงก็ใช้มืออีกข้างตะปบท้ายทอยของอวี้เจินให้เข้ามาใกล้ ก่อนจะทาบทับริมฝีปากของตนลงไปัักับริมฝีปากของนาง
อวี้เจินได้แต่เบิกตาค้าง นี่เขาไม่คิดจะอายบ่าวไพร่นับสิบชีวิตที่อยู่ในโรงครัวแห่งนี้หรืออย่างไรกัน!
“ยาที่ข้าป้อนรสชาติดีหรือไม่?” หยางเฉิงเอ่ยถาม หลังจากจัดการป้อนยาให้อวี้เจินเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะผละริมฝีปากออกมา เขายังได้ประทับรอยเขี้ยวของตนเอาไว้ที่ริมฝีปากของนางอีกด้วย ดูสิ! ครั้งหน้านางยังจะกล้าเฉไฉแบบนี้อีกหรือไม่
ใบหน้าของอวี้เจินเริ่มบิดเบี้ยว เพราะทนไม่ไหวกับรสชาติขมฝาดที่ไหลลงสู่ลำคอ นางอยากจะบอกหยางเฉิงเหลือเกินว่า...
รสชาติดีกับผีนะสิ!!! ขมโว๊ยยยยย!!!
ทว่าก่อนที่นางจะได้พ่นคำด่าใส่หน้าหยางเฉิง เสียงใสกังวานของสตรีวัยกลางคนนางหนึ่งกลับดังขึ้นเสียก่อน
“นายท่าน ข้าว่าพวกเราคงมาขัดจังหวะของคุณชายสามเสียแล้ว” อนุจางเอ่ยขึ้น พลางชำเลืองสายตามองบุรุษที่ยืนอยู่ข้างกายของตน
ใบหน้าของนายท่านจวนสกุลหยางในยามนี้มีริ้วรอยแห่งความกรุ่นโกรธปรากฏอย่างชัดเจน ก่อนน้ำเสียงดุดันจะตวาดใส่บุตรชายอย่างกราดเกรี้ยว “ที่อื่นไม่มีแล้วหรืออย่างไร เหตุใดเ้าต้องมาพลอดรักกับสาวใช้ในโรงครัวด้วย!” เดิมทีเขากับ ‘จางหลิน’ เพียงแค่จะมาตรวจสอบวัตถุดิบที่ใช้สำหรับจัดงานเลี้ยงในวันมะรืนก็เท่านั้น ไม่คาดคิดว่าจะได้มาพบฉากรักของบุตรชายกับสาวใช้ในจวนเสียได้
งามหน้านัก!
“ข้าจะทำอะไร เหตุใดท่านต้องมาสนใจด้วย” คำพูดที่หยางเฉิงเอ่ยกับบิดาช่างฟังดูห่างเหินเหลือเกิน นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้เรียกบุรุษตรงหน้าว่า ‘ท่านพ่อ’ ั้แ่ไหนแต่ไรมา ในใจของบิดาก็ไม่เคยมีเขาอยู่แล้ว นอกจากบุตรชายของ ‘สตรีนางนั้น’
“ข้าจะไม่สนใจเ้าได้อย่างไร ในเมื่อเ้าเอาแต่สร้างเื่เสื่อมเสียให้กับตระกูลของข้า” หยางมู่เอ่ยอย่างมีโทสะ เมื่อนึกถึงเื่เสื่อมทรามที่หยางเฉิงได้กระทำ ไม่ว่าจะในจวนหรือนอกจวนก็ตาม
“นายท่าน ใจเย็นก่อนเ้าค่ะ มีอะไรค่อยกลับไปคุยกันที่เรือน ตรงนี้บ่าวไพร่อยู่กันเยอะ ข้าเกรงว่าคงไม่เหมาะหากท่านจะเอ่ยตำหนิคุณชายสาม” จางหลินเห็นว่าสองพ่อลูกกำลังจะมีปากเสียงกัน นางจึงออกปากเอ่ยห้ามทั้งคู่ หยางเฉิงมองออกว่าความหวังดีของอนุจางแท้จริงแล้วเป็เพียงฉากหน้าแสดงให้บิดาของเขาได้เห็นเท่านั้น เนื้อแท้ของสตรีนางนี้เป็เช่นไร หยางเฉิงย่อมรู้ดีแก่ใจ
“อนุจางไม่ต้องสอดมือเข้ามายุ่ง เื่นี้ไม่เกี่ยวกับท่าน!”
หยางมู่เห็นว่าบุตรชายทำตัวโอหังใส่อนุคนโปรด โทสะของเขาที่มีมากอยู่แล้วก็ยิ่งพุ่งกระฉูด “บังอาจ! นางนับว่าเป็มารดาผู้หนึ่งของเ้า เหตุใดเ้าถึงพูดจาไม่เคารพนาง”
หยางเฉิงมองหน้าบิดาสลับกับอนุจาง ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงเยือกเย็นออกมา “ข้ามีมารดาแค่คนเดียว ไม่คิดจะมีเพิ่ม”
“ดี ดีเหลือเกิน! มารดาของเ้าช่างสั่งสอนเ้าได้ดีเหลือเกิน!”
หยางมู่เอ่ยวาจาประชดประชันใส่บุตรชายซ้ำไปซ้ำมา พลางนึกถึงฮูหยินเอกของตนขึ้นมาทันที เพราะความร้ายกาจของ ‘เซี่ยซินหลี’ เขาจึงต้องตบแต่งนางเข้ามาเป็ฮูหยินเอกแทนจางหลิน ไม่คาดคิดว่าความร้ายกาจของนางจะถ่ายทอดมาให้หยางเฉิงกับหยางชิงหลิงเช่นนี้
“เื่นี้ไม่เกี่ยวกับท่านแม่ ท่านอย่าได้ลากนางเข้ามาเกี่ยวข้อง”
แม้ในสายตาของคนอื่นจะมองว่ามารดาของเขาเป็สตรีที่มีนิสัยร้ายกาจหรือโเี้เพียงใด แต่สำหรับหยางเฉิงแล้ว มารดาของเขาเป็สตรีที่รักเขามากที่สุด และเขาก็รักนางมากเช่นกัน ดังนั้นเขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมากล่าวหามารดาต่อหน้าเขาเป็อันขาด!
“หากไม่ใช่เพราะแม่ของเ้า แล้วเ้าจะได้นิสัยร้ายกาจเช่นนี้มาจากใคร!”
“มาจากท่านไง!”
เพียะ!
หยางมู่ไม่อาจจะควบคุมอารมณ์ของตนได้อีกต่อไป เขาตบหน้าบุตรชายไปหนึ่งฉาด ประกาศกร้าวว่า “คุณชายสามประพฤติตัวไม่เหมาะสม ลงโทษให้คุกเข่าที่หน้าศาลบรรพชนเพื่อสำนึกตนเป็เวลาสิบสองชั่วยาม[1]”
[1] 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง