แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาอาบไล้หลังคากระท่อมไม้ไผ่ที่เพิ่งได้รับการซ่อมแซมใหม่จนแ่า ลมโชยเอากลิ่นหญ้าแห้งและกลิ่นดินเผามาแตะจมูก เสียงตอกไม้ เสียงขอดเกล็ดปลา และเสียงพูดคุยของชาวบ้านดังแว่วมาจากลานกว้างอย่างมีชีวิตชีวา
สำหรับชาวบ้านธุลีแดง วันนี้คือรุ่งอรุณแห่งความหวัง
แต่สำหรับลู่ชิง... วันนี้คือวันหยุดพักผ่อนอันแสนศักดิ์สิทธิ์ที่เขาคู่ควร!
ชายหนุ่มพลิกตัวบนเตียงไม้ไผ่ด้วยสีหน้าผ่อนคลายสุดขีด แย้มยิ้มอย่างเกียจคร้าน ดึงผ้าห่มผืนเก่าคลุมโปงเพื่อหนีแสงแดด ก่อนจะทอดถอนใจออกมาอย่างมีความสุข
"อา... แบบนี้สิชีวิต..."
เมื่อคืนไม่มีโจรูเาบุก ไม่มีเสียงเด็กร้องไห้กระจอแงเซ็งแซ่ ไม่มีหัวหน้าแผนกส่งจดหมายด่วนมาตามงานตอนดึก
นี่แหละชีวิตในฝันของมนุษย์ที่ิญญาเคยหลุดลอยเพราะการทำงานหนัก!
ทว่า กฎแห่งความโชคร้ายมักทำงานเสมอ
ความรู้สึกแห้งผากในลำคอที่สากระคายราวกับกลืนกระดาษทราย ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทำลายความสุขอันสมบูรณ์แบบนี้ในพริบตา
"แหวะ... คอแห้งชะมัด หิวน้ำโว้ย..."
ลู่ชิงลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย ขยี้ตาที่ยังลืมไม่ขึ้น
"อาฝู! ไปเอาน้ำมาให้ข้าจิบหน่อย!"
"มาแล้วขอรับนายท่าน!!"
เพียงอึดใจเดียว อาฝูก็พุ่งพรวดเข้ามาในกระท่อมราวกับลูกสุนัขที่รอรับใช้เ้านาย ในมือประคองชามดินเผาใบใหญ่ด้วยความระมัดระวัง สีหน้าของเด็กหนุ่มเบิกบานและภาคภูมิใจราวกับกำลังถวายสุราทิพย์จาก์ชั้นฟ้า
"นี่คือน้ำที่ใสและดีที่สุดในหมู่บ้านของเราตอนนี้เลยขอรับ!"
ลู่ชิงรับชามดินเผามาด้วยความกระหาย เตรียมจะยกดื่มรวดเดียวให้ชื่นใจ แต่ทันทีที่ขอบชามแตะริมฝีปาก... จมูกของเขาก็ทำหน้าที่ก่อนลิ้น
สูด...
กลิ่นโคลนเหม็นเขียว กลิ่นตะไคร่น้ำเน่า และกลิ่นคาวคลุ้งเหมือนบ่อหมักปลา พุ่งสวนเข้ามาะเิในโพรงจมูกจนหน้ามืด!
ลู่ชิงชะงักกึก ค่อยๆ ก้มหน้าลงมองของเหลวในชาม แล้วทั่วทั้งร่างของเขาก็แข็งค้างราวกับถูกสาปเป็หิน
น้ำในชามเป็สีน้ำตาลขุ่นคลั่กเหมือนน้ำล้างเท้า มีเศษไม้ผุๆ และตะกอนโคลนลอยคว้างอยู่ ศพแมลงหวี่สองตัวลอยอืดเกาะกลุ่มกันอยู่ที่ขอบชาม
และที่สยองขวัญที่สุด... คือตัวอ่อนของยุงสีดำตัวอ้วนพีที่กำลังดีดตัวบิดไปมาเป็เกลียว ว่ายวนมาชนปลายจมูกของเขาพอดี!
"..."
"..."
ลู่ชิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอาฝูอย่างช้าๆ รอยยิ้มอิ่มเอมบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้
"อาฝู"
"ขะ... ขอรับท่านเ้าเมือง?"
"เมื่อครู่นี้... ไอ้อสูรกายตัวจิ๋วสีดำนี่ มันกำลังว่ายน้ำทักทายข้าอยู่ใช่หรือไม่?"
อาฝูยิ้มแฉ่ง ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์
"ใช่ขอรับ! สดใหม่ดิ้นได้เลยนะขอรับ! บ่อน้ำเราเหลือน้ำก้นบ่อแค่นี้ ข้าน้อยช้อนส่วนที่ใสที่สุดมาให้ท่านเลยนะขอรับ!"
ปัง!!
ลู่ชิงกระแทกชามดินเผากลับลงบนโต๊ะจนน้ำขุ่นๆ กระฉอก ชาวบ้านที่เดินผ่านหน้ากระท่อมถึงกับสะดุ้งโหยง
"สดบิดามารดาเ้าสิ! นี่มันน้ำดื่มที่ไหนกัน! นี่มันซุปยาพิษเพาะเชื้อโรคร้ายชัดๆ!!"
อาฝูใจนเข่าอ่อน ทรุดลงโขกหัวกับพื้น
"ตะ... แต่นี่คือน้ำที่ดีที่สุดของหมู่บ้านแล้วจริงๆ นะขอรับ!"
ภาพมโนทัศน์แห่งหายนะเริ่มวิ่งพล่านในสมองของอดีตนักวิจัย
'ถ้าข้าขืนดื่มไอ้น้ำนรกนี่เข้าไป... ข้าต้องปวดท้องบิด ถ่ายท้อง ขาดน้ำ ติดเชื้อโรคร้าย แล้วก็นอนซมหมดสภาพตายคาเตียงไม้ไผ่โง่ๆ นี่แน่ๆ! ข้าจะมาตายอนาถเพราะลูกยุงไม่ได้! ข้ายังนอนเปื่อยไม่คุ้มเลย!'
"ไม่ได้! ขืนปล่อยไว้ข้าได้ท้องร่วงตายก่อนหน้าหนาวแน่!"
ลู่ชิงลุกพรวดขึ้น เตะผ้าห่มทิ้ง
"อาฝู! ไปเรียกชาวบ้านที่ว่างอยู่มารวมตัวกันที่ลานเดี๋ยวนี้! ข้าจะสร้างเครื่องมือชำระล้าง!"
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ลานกลางหมู่บ้านคลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านนับร้อยที่มามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ตรงหน้าของลู่ชิงที่นั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ไผ่อย่างเกียจคร้าน มีของแปลกประหลาดกองอยู่ ปล้องไม้ไผ่ขนาดใหญ่เจาะทะลุ กรวดหยาบ ทรายแม่น้ำ เศษผ้าป่าน และกองถ่านไม้ฟืน
ผู้ใหญ่บ้านมองสิ่งของเ่าั้ด้วยแววตาเป็ประกาย กระซิบถามเสียงสั่น
"ท่านเ้าเมือง... ท่านกำลังจะตั้งเตาหลอมโอสถ์ เพื่อชุบชีวิตแหล่งน้ำหรือขอรับ?"
ลู่ชิงกลอกตา ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"หลอมโอสถบ้าบออะไร ข้ากำลังจะทำเครื่องกรองน้ำ"
แน่นอนไม่มีใครเข้าใจความหมายของคำนั้นเลยสักคนเดียว
ลู่ชิงี้เีอธิบายหลักการทำงานของชั้นกรองธรรมชาติให้คนยุคนี้ฟัง เขาจึงหลับตาลง ชี้นิ้วสั่งงานแบบปัดๆ
"ผู้ใหญ่บ้าน เอาผ้าป่านยัดอุดรูก้นกระบอกไม้ไผ่... จากนั้น เอาของใส่ลงไปตามลำดับที่ข้าบอก... ถ่านไม้... ทรายละเอียด... ทรายหยาบ... กรวดเล็ก... แล้วก็กรวดใหญ่ ปิดทับชั้นบนสุด... ไป ทำซะ ข้าี้เีขยับตัว"
การสั่งงานแบบห้วนๆ และท่าทีไม่แยแสนี้ กลับกลายเป็การจุดชนวนความศรัทธาของผู้ใหญ่บ้านอย่างจัง!
'นี่มันค่ายกลห้าธาตุ! กรวดทรายคือธาตุดิน ถ่านไม้คือธาตุไฟ ผ้าป่านคือธาตุไม้... ท่านเ้าเมืองกำลังประสานพลังฟ้าดินเพื่อชำระล้างความวิบัติ! สมเป็ปราชญ์เซียนผู้ลึกล้ำ ไม่ต้องลงมือเองก็ควบคุมธรรมชาติได้!'
ชาวบ้านรีบลงมือทำตามคำสั่งอย่างกระตือรือร้นราวกับกำลังประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์
ไม่นานเครื่องกรองน้ำแบบทำมือก็เสร็จสมบูรณ์ ทุกคนเบียดกันเข้ามาจ้องมองกระบอกไม้ไผ่ด้วยใจระทึก
"อาฝู เทน้ำโคลนนั่นลงไป" ลู่ชิงสั่ง
อาฝูยกถังน้ำขุ่นคลั่กเทลงไป้ากระบอกไม้ไผ่อย่างระมัดระวัง น้ำสกปรกซึมผ่านชั้นหินและทรายหายวับไป ทุกคนกลั้นหายใจรอคอยที่ปลายกระบอกด้านล่าง
ติ๋ง...
หยดน้ำหยดแรกไหลซึมผ่านผ้าป่านร่วงหล่นลงมาในชามดินเผารองรับ... มันเป็สีดำมืดมิดเหมือนน้ำหมึก!
ทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในความเงียบกริบราวกับป่าช้า อาฝูหน้าซีดเผือด ผู้ใหญ่บ้านปากคอเต้นระริก
"ทะ... ท่านเ้าเมือง... น้ำมันดำกว่าเดิมอีกนะขอรับ ค่ายกล... ธาตุไฟแตกซ่านหรือขอรับ?"
ลู่ชิงค่อยๆ หรี่ตาขึ้นมองน้ำสีดำในชาม ก่อนจะตวัดสายตาไปมองที่กองถ่านไม้ แล้วกวาดตามองหน้าชาวบ้านเรียงตัว
"ใคร... เป็คนตำถ่านไม้จนละเอียดเป็ผงแป้งแบบนั้น?"
ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำคนหนึ่ง ค่อยๆ ยกมือขึ้นอย่างสั่นเทา หน้าจ๋อยสนิท
"ขะ... ข้าน้อยเองขอรับ ข้าน้อยเห็นท่านบอกว่าต้องใช้ถ่าน ก็เลยคิดว่าถ้าบดให้ละเอียดเหมือนแป้ง มันน่าจะแสดงฤทธิ์ยาได้ดีกว่า..."
ลู่ชิงกุมขมับ นวดคลึงเส้นเืที่เต้นตุบๆ
นี่แหละความบรรลัยของการให้พนักงานที่คิดเองทำเองโดยไม่ปรึกษาหัวหน้า!
"เอาถ่านชิ้นใหญ่ๆ! แค่ทุบเป็ก้อนเล็กๆ ไม่ต้องบด! ไปเปลี่ยนชั้นถ่านมาใหม่เดี๋ยวนี้เลยโว้ย!"
หลังจากการเปลี่ยนวัสดุอย่างโกลาหล การทดลองครั้งที่สองก็เริ่มต้นขึ้น อาฝูมือสั่นขณะเทน้ำโคลนลงไปอีกครั้ง
ทุกคนเบิกตาโพลง แทบไม่ได้ยินเสียงหายใจของตัวเอง
ติ๋ง...
หยดน้ำหยดแรกหล่นลงกระทบก้นชาม... ใส...
ติ๋ง... ติ๋ง...
ใสยิ่งกว่าเดิม!
จากนั้น น้ำสะอาดบริสุทธิ์ก็ค่อยๆ ไหลรินออกมาเป็สายเล็กๆ สะท้อนแสงอาทิตย์เป็ประกายระยิบระยับราวกับผลึกแก้ว! ปราศจากกลิ่นโคลน ปราศจากสีขุ่นมัว และไม่มีแมลงร้ายแม้แต่ตัวเดียว!
ทั้งหมู่บ้านเบิกตาค้าง ปากอ้ากว้างจนกรามแทบค้าง
"นะ... น้ำใส! ใสราวกับน้ำพุบนยอดเขา!"
"์! ปาฏิหาริย์! ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นแล้ว!!"
ผู้ใหญ่บ้านมือสั่นเทา ประคองชามน้ำขึ้นมาดื่มอึกหนึ่ง ทันใดนั้น ดวงตาชราก็เบิกโพลง น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม
"หวาน! น้ำนี่หวานชุ่มคอ ไร้ซึ่งกลิ่นคาวโคลนโดยสิ้นเชิง! นี่คือหยาดน้ำค้าง์ที่ท่านปราชญ์เซียนประทานให้พวกเรา!!"
ชาวบ้านนับร้อยร้องไห้โฮด้วยความปีติ หลายคนทรุดตัวลงคุกเข่ากราบไหว้กระบอกไม้ไผ่อย่างบ้าคลั่ง
"ของศักดิ์สิทธิ์!"
"สมบัติ์คุ้มครองหมู่บ้าน!!"
ลู่ชิงแทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง
"หยุดกราบเครื่องกรองน้ำเดี๋ยวนี้เลยนะ! ไปเอาน้ำนั่นไปต้มให้เดือดก่อนแล้วค่อยกิน! ข้าไม่อยากเห็นใครท้องร่วงตายในหมู่บ้านของข้านะเว้ย!"
เมื่ออาฝูนำน้ำที่ต้มและทิ้งไว้จนเย็นมาให้ ลู่ชิงยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดชาม ความเย็นฉ่ำและรสชาติที่สะอาดสะอ้านไหลผ่านลำคอ ดับความกระหายและจุดไฟแห่งชีวิตให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
"อา... รอดตายแล้วข้า แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าน้ำของมนุษย์ดื่ม"
ทว่าความสุขของคนี้เีมักแสนสั้นเสมอ
อาฝูที่เพิ่งวิ่งไปดูบ่อน้ำกลางหมู่บ้าน วิ่งหน้าตั้งกลับมาหาลู่ชิงอีกครั้ง ใบหน้าตื่นตระหนกสุดขีด
"ท่านเ้าเมืองขอรับ!! แย่แล้ว!"
ลู่ชิงหน้าตึง "...อะไรอีก! ข้าเพิ่งจะได้กินน้ำคำแรกเองนะ!"
"บ่อน้ำ... น้ำก้นบ่อแห้งขอดหมดแล้วขอรับ! ต่อให้เรามีของวิเศษกรองน้ำ แต่ถ้าไม่มีน้ำให้กรอง... พวกเราก็จบสิ้นอยู่ดีขอรับ!"
รอยยิ้มบนใบหน้าลู่ชิงมลายหายไปในพริบตา เขาเงยหน้ามองฟ้า ถอนหายใจยาวเหยียดจนสุดปอด รำพึงรำพันกับตัวเองเบาๆ
"ข้าแค่อยากจะนอนเปื่อยๆ จิบน้ำเย็นๆ โง่ๆ... ทำไมฟ้าต้องทดสอบความเกียจคร้านของข้าอยู่เรื่อยเลย..."
ชายหนุ่มหยัดตัวลุกขึ้นยืนด้วยความเซ็งสุดขีด
"ไปเตรียมจอบ เสียม และคัดเลือกชายฉกรรจ์ที่แข็งแรงที่สุดมาสิบคน ข้าจะไปขุดหาตาน้ำบาดาล เอาแถวๆ ร่องแม่น้ำเก่าเมื่อวานนั่นแหละ ดินมันอ่อนดี"
ทั้งหมู่บ้านสั่นะเือีกครั้ง!
"น้ำบาดาล? ทะลวงชีพจรัวารีใต้พิภพ!!"
"วิชาเซียน! ท่านเ้าเมืองจะใช้วิชาเซียนะเืฟ้าดินอีกแล้ว!!"
ลู่ชิงกลอกตาจนตาแทบกลับ "เออๆ... จะัวารี หรือไส้เดือนวารี ก็เรียกไปเถอะ ขอแค่ขุดน้ำมาให้ข้ากินได้ก็พอ"
หนึ่งชั่วยามต่อมา ณ ร่องแม่น้ำเก่าที่เหือดแห้ง
ลู่ชิงนอนเอนกายอยู่บนเตียงไม้ไผ่ที่สั่งให้ลูกน้องหามตามมาด้วย สมองของอดีตศาสตราจารย์ด้านการเกษตรเริ่มคำนวณอย่างรวดเร็ว
'คนี้เีอย่างข้า จะไม่ยอมชี้มั่วซั่วให้ขุดฟรีๆ หรอก ขุดพลาดทีก็ต้องมานั่งชี้ใหม่ เหนื่อยตายชัก'
ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ พื้นที่แห้งแล้ง ก่อนจะสะดุดเข้ากับดงต้นหญ้าหนามกลุ่มเล็กๆ ที่ยังคงมีใบสีเขียวสดกว่าบริเวณอื่น แถมยังมีมดงานเดินขบวนกันเป็สายลงไปในรอยแยกของดินบริเวณนั้น
'หญ้าหนามรากลึก มดหาความชื้น... ตรงนี้แหละ ตาน้ำตื้นชัวร์'
เขายกนิ้วขึ้นชี้ไปที่ดงหญ้านั้น "ขุดตรงนั้นแหละ ขุดลงไปตรงๆ"
ชายฉกรรจ์สิบคนผลัดกันลงมือขุดดินอย่างขะมักเขม้น เนื่องจากเป็พื้นที่ร่องแม่น้ำเก่า ดินจึงอ่อนกว่าปกติ ขุดเพียงไม่นาน หลุมก็ลึกลงไปจนท่วมหัวคน
ลู่ชิงกำลังจะผล็อยหลับ...
ทันใดนั้นเอง—
กึก...!!
เสียงโลหะจากปลายจอบ กระแทกเข้ากับวัตถุบางอย่างใต้ผืนดินเสียงดังสนั่น มันไม่ใช่เสียงทื่อๆ ของก้อนหิน แต่มันเป็เสียงทึบและหยุ่นประหลาดๆ
ทุกคนหยุดการกระทำทันที ชายที่อยู่ในหลุมหน้าซีดเผือด ะโขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ทะ... ท่านเ้าเมือง... เหมือนข้าจะขุดไปโดนของแข็งบางอย่าง... ไม่ใช่หิน และไม่ใช่ตาน้ำขอรับ..."
ลู่ชิงที่กำลังงีบหลับ ค่อยๆ ปรือตาขึ้นมา สีหน้าเบื่อหน่ายเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความตึงเครียด
เพราะในวินาทีนั้นเอง... เขาััได้ถึงบางสิ่ง
มันไม่ใช่เสียงที่ลอยมาตามอากาศ... แต่มันคือแรงสั่นะเื คลื่นพลังที่ส่งผ่านจากผืนดินเบื้องล่าง แล่นปราดผ่านขาเตียงไม้ไผ่ ขึ้นมาสั่นสะท้านไปถึงแนวกระดูกสันหลังของเขา!
ครืด...
ครืด...
เสียงเสียดสีลากยาว ดังทุ้มต่ำและหนักหน่วง ดังขึ้นมาจากใต้ชั้นดินลึกที่ถูกขุด ทั่วทั้งลานกว้างพลันตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ลมร้อนที่พัดพามาจู่ๆ ก็เย็นเยียบลงกะทันหัน
ลู่ชิงเบิกตากว้าง ค่อยๆ ดีดตัวลุกขึ้นนั่งหลังตรงบอดบนเตียงไม้ไผ่เป็ครั้งแรกของวัน ความง่วงงุนมลายหายไปสิ้น
"...เดี๋ยวนะ"
เขากลืนน้ำลายลงคอที่เพิ่งจะหายแห้ง ความคิดแรกของปราชญ์เซียนผู้ยิ่งใหญ่ผุดขึ้นมาในหัวทันที
'บัดซบ! อย่าบอกนะว่าขุดเจอบอสลับใต้ดิน! ข้าเพิ่งระดับหนึ่ง แถมอาวุธมีแค่หมอนฟางเนี่ยนะ! ปิดหลุม! ถมมันกลับไปเดี๋ยวนี้เลยโว้ยยย!'
"ใต้ดินนั่น... มันตัวอะไรกำลังขยับอยู่!?"
"ถมมัน! ถมหลุมนั่นกลับไปเดี๋ยวนี้เลยโว้ยยยยยย!!"
เสียงแหกปากด้วยความหวาดผวาของลู่ชิงดังก้องไปทั่วร่องแม่น้ำแห้งแล้ง ทะลวงผ่านอากาศร้อนอบอ้าวจนฝูงนกกาที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้แห้งแตกตื่นบินหนีขึ้นฟ้าแทบไม่ทัน
ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยวางมาดของเขาบัดนี้ซีดเผือดราวกับกระดาษขาว ร่างที่เคยนอนแผ่หลาดีดตัวพรวดขึ้นจากเตียงไม้ไผ่ราวกับศพคืนชีพ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองผืนดินตรงหน้าประหนึ่งกำลังเห็นประตูนรกเปิดอ้า
ครืด...
ผืนดินเริ่มสั่นะเืเบาๆ ตอนแรกมันเป็เพียงแรงสั่นะเืเล็กน้อย คล้ายมีเกวียนบรรทุกหินหนักแล่นผ่าน แต่เพียงชั่วอึดใจเดียว—
ครืนนนน!!
แรงสั่นะเืทวีความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน ก้อนหินและเศษดินแห้งกระเด็นกระดอนไปทั่วบริเวณ จอบในมือของชายฉกรรจ์หลายคนหล่นร่วงกระแทกพื้น ม้าผอมโซที่ยึดมาได้ร้องฮี้แตกตื่นสุดขีด กระชากเชือกจนเสาไม้ที่ผูกไว้แทบจะถอนราก
"แผ่นดินไหว! แผ่นดินกำลังลงโทษพวกเรา!"
"เราขุดลึกเกินไป! เราไปปลุกปีศาจใต้ผืนดินแล้ว!"
ชายฉกรรจ์ที่อยู่ในหลุมต่างกรีดร้องสุดเสียง ตะเกียกตะกายปีนป่ายปากหลุมขึ้นมาอย่างทุลักทุเล มือและเท้าเลอะเทอะเปรอะเปื้อนโคลนไปหมด
ทว่า ทันใดนั้นเอง—
เปรี๊ยะะะะ!!
เสียงชั้นหินใต้ดินปริแตกร้าวดังสนั่นหวั่นไหว รอยแยกขนาดใหญ่พุ่งกระจุยกระจายออกจากปากหลุม แผ่ขยายออกไปรอบทิศทางราวกับใยแมงมุมมรณะ
ลู่ชิงหน้าซีดหนักกว่าเดิมจนแทบจะโปร่งใส ภาพสัตว์ประหลาดมุดดิน ัโบราณ หรือแม้แต่การปะทุของก๊าซพิษ วิ่งวุ่นชนกันในสมองอันชาญฉลาดของเขาอย่างบ้าคลั่ง
'ข้าเพิ่งจะได้นอนเต็มอิ่มไปแค่คืนเดียวเองนะโว้ย! ข้ายังไม่ได้ใช้ชีวิตี้เีให้คุ้มค่าเลย! อย่าเพิ่งมาตายตอนนี้สิฟะ!'
เขาคว้าหมอนฟางเน่าๆ มาปิดบังใบหน้า หดตัวงอเข่าเข้าหากันอยู่มุมเตียงไม้ไผ่
"ชีวิตข้าช่างอนาถเหลือเกินนนน!!"
ตูมมมมมมมม!!!
เสียงะเิดังกึกก้องะเืเลื่อนลั่นไปทั้งขุนเขา มวลดิน โคลน และก้อนหินจำนวนมหาศาลถูกดันกระจายพุ่งทะยานขึ้นสู่แผ่นฟ้า ชาวบ้านต่างพากันกรีดร้อง ปิดหูหมอบราบลงกับพื้นดินหนีตายกันอลหม่าน
ทว่า สิ่งที่พุ่งทะลวงขึ้นมาจากใต้หลุมลึก... ไม่ใช่ัโบราณ ไม่ใช่ปีศาจอสูร ไม่ใช่ก๊าซพิษ
แต่มันคือ... เสาน้ำขนาดมหึมา!
ซูมมมมมมม!!!
สายน้ำบาดาลแรงดันสูงมหาศาลพุ่งทะลวงชั้นหินขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับัวารีสีเงินที่กำลังคำรามก้อง น้ำใสสะอาดบริสุทธิ์พุ่งสูงขึ้นไปเทียบเท่ายอดพฤกษาใหญ่ กระทบแสงอาทิตย์เกิดเป็รุ้งกินน้ำงดงาม ก่อนจะแตกกระจายโปรยปรายกลับลงมาสู่ผืนดิน
ซ่าาาาาา!!!
ห่าฝนหยดน้ำมหาศาลตกลงมาปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ ชาวบ้านทุกคนเปียกมะลอกมะแหลกกันถ้วนหน้า ลู่ชิงที่ยังคงเอาหมอนฟางปิดหน้าซุกตัวอยู่ โดนสายน้ำเย็นเฉียบสาดกระเซ็นเข้าเต็มๆ จนสำลัก
"แค่ก! แค่ก!"
เขาค่อยๆ ลดหมอนลงอย่างหวาดระแวง หรี่ตาฝ่าม่านน้ำ ก่อนจะเห็นเสาน้ำบาดาลที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้าอย่างไม่ขาดสาย สร้างแอ่งน้ำใสสะอาดขนาดใหญ่ขึ้นมาในชั่วพริบตา
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งค้างไปสามลมหายใจ
"...ตาน้ำบาดาลแรงดันสูงงั้นรึ?"
เขาทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียงไม้ไผ่ที่เปียกโชกทันที ถอนหายใจยาวพรืดด้วยความโล่งอกจนกล้ามเนื้อทุกมัดคลายตัว
"เฮ้อ... เกือบหัวใจวายตายฟรีแล้วไหมล่ะ..."
แต่ปฏิกิริยาของฝั่งชาวบ้าน กลับตรงกันข้ามกับชายหนุ่มโดยสิ้นเชิง
ผู้ใหญ่บ้านทรุดตัวลงคุกเข่ากลางแอ่งน้ำตื้นๆ น้ำตาไหลพรากอาบใบหน้าเหี่ยวย่น
"ัวารี! ัวารีตื่นขึ้นจากการหลับใหลแล้ว!"
อาฝูชูสองแขนขึ้นฟ้า ร้องะโเสียงหลง "ท่านเ้าเมืองใช้วิชาเซียน ปลุกชีพจรัใต้หล้าสำเร็จแล้ว!!"
ราวกับถูกมนต์สะกด ชาวบ้านนับร้อยชีวิตทรุดตัวลงคุกเข่าพร้อมเพรียงกัน
"เทพเซียน!!"
"ท่านคือเทพเซียนจุติลงมาโปรดสัตว์!!"
เด็กตัวเล็กๆ ที่เคยหิวโซ บัดนี้ะโโลดเต้นเล่นน้ำใสสะอาดด้วยเสียงหัวเราะเริงร่า หญิงชราหลายคนยกมือพนมก้มกราบจนตัวสั่นเทา บางคนรีบถอดเสื้อวิ่งไปรองน้ำ บางคนก้มหน้าลงดื่มกินจากแอ่งน้ำบนพื้นดินจนสำลัก
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งถึงกับกอดแอ่งน้ำไว้แน่น ร้องไห้โฮออกมาสุดเสียง
"ข้า... ข้าไม่ต้องทนเห็นลูกข้าตายเพราะกระหายน้ำอีกแล้ว..."
ประโยคอันแสนสั้นและร้าวรานนั้น ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้สะอึกสะอื้นตามกันระงม หมู่บ้านธุลีแดงที่เคยถูกปกคลุมด้วยความแห้งแล้งและสิ้นหวังมานานนับปี บัดนี้ราวกับได้รับการชุบชีวิตให้เกิดใหม่อีกครั้ง
ท่ามกลางความปิติยินดีอันบ้าคลั่ง ลู่ชิงทำเพียงแค่นอนตะแคงมองภาพนั้นเงียบๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแ่เบา
"...เอาเถอะ วุ่นวายนิดหน่อย แต่อย่างน้อยข้าก็ไม่ต้องทนฝืนใจดื่มน้ำลูกน้ำโคลนอีกต่อไป"
เขาหลับตาลงบนเตียง เอ่ยเสียงแ่ "ใครก็ได้... หามข้ากลับไปนอนที..."
พลบค่ำมาเยือน
ลู่ชิงวาดฝันไว้ว่า หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการ 'ชี้มือสั่งงาน' มาทั้งวัน เขาจะได้ดำดิ่งสู่ห้วงนิทราอันแสนสงบ แต่เขาคิดผิดมหันต์... ชีวิตไม่เคยง่ายดายสำหรับคนี้เี
คร่อกกกกก!!
เสียงกรนของชาวบ้านในกระท่อมใกล้เคียงที่หลับลึกเพราะเหน็ดเหนื่อย ดังกังวานลั่นราวกับฟ้าผ่า
ฟี้... คร่อกกก!!
ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด ประสาทััทางการได้ยินของลู่ชิงถูกขยายจนเกินจริง เสียงกรนเ่าั้พุ่งชนโสตประสาทจากทุกทิศทุกทาง ประหนึ่งการถูกทรมานด้วยคลื่นเสียง
ลมหนาวพัดโชยลอดผ่านรอยแตกของกำแพงดินเข้ามา ฟิ้วววววว... ละอองฝนจากสายน้ำพุบาดาลที่ค้างอยู่บนหลังคาไม้ไผ่ผุๆ หยดแหมะลงมาตรงกลางหน้าผากของเขาอย่างแม่นยำ
หยด... หยด... หยด...
"...." ดวงตาของลู่ชิงเบิกโพลงในความมืด
จี๊ดๆ! หนูตัวหนึ่งวิ่งฝีเท้าเบากริบข้ามหน้าอกของเขาไปอย่างหน้าตาเฉย
"เฮ้ย!!" เขาสะดุ้งเฮือก ลุกพรวดขึ้นนั่ง
แต่ยังไม่ทันจะได้ตั้งตัวให้หายใ แมลงตัวเล็กบางอย่างก็ร่วงหล่นจากเพดาน แหมะลงบนปลายจมูกของเขาพอดิบพอดี
"อ๊ากก!!" เขาปัดมันทิ้งอย่างรังเกียจ
โชคร้ายยังไม่จบเพียงเท่านั้น กลิ่นคาวปลารมควันที่ชาวบ้านช่วยกันถนอมอาหารเมื่อ่บ่าย ลอยโชยขึ้นมาเตะจมูก มันเป็กลิ่นอับชื้นที่บาดลึกทะลวงเข้าไปถึงเนื้อเยื่อสมอง หนำซ้ำฟางข้าวในที่นอนก็แข็งกระด้างทิ่มแทงแผ่นหลังราวกับมีเข็มพันเล่มคอยทิ่มตำ
"ัวารี... จงเจริญ..." เสียงชาวบ้านละเมอดังแว่วมา
เส้นเืบนหน้าผากของลู่ชิงปูดโปนขึ้นมาทีละเส้น... เขานั่งกอดเข่าตัวสั่นเทิ้มอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ดวงตาแดงก่ำไปด้วยเส้นเืฝอยที่แตกซ่านจากความอดนอน
"...พอแล้ว" เขาพึมพำลอดไรฟัน "...พอกันที กับไอ้ชีวิตอนาถาแบบนี้"
รุ่งอรุณของวันใหม่
ลู่ชิงผลักบานประตูเดินออกจากกระท่อมด้วยใบหน้าดำคล้ำทะมึนราวกับมัจจุราชที่เพิ่งไต่ขึ้นมาจากขุมนรก รอยคล้ำใต้ตาของเขาดำสนิทราวกับหมีแพนด้า รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจนชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต้องผงะถอย
เขาชี้นิ้วที่สั่นเทาไปยังแอ่งโคลนขนาดมหึมาที่เกิดจากน้ำบาดาล
"ผู้ใหญ่บ้าน! อาฝู! ไปเอาดินเหนียวตรงนั้นมา ผสมกับฟางแห้ง ทราย และน้ำ นำมานวดรวมกัน แล้วอัดใส่พิมพ์ไม้ตากแดดให้เป็ก้อนสี่เหลี่ยมเดี๋ยวนี้!"
ชาวบ้านหลายคนกลืนน้ำลายลงคอ อาฝูกระซิบถามด้วยความหวาดหวั่น "ทะ... ท่านเ้าเมืองจะทำค่ายกลอะไรอีกหรือขอรับ?"
ลู่ชิงหันควับกลับมาตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาตพยาบาทต่อ์
"ค่ายกลบ้านเ้าสิ! ข้าจะสร้างกำแพง! เอาอิฐดินผสมฟางพวกนั้นมาก่อเป็กำแพงล้อมรอบกระท่อมข้าให้หนาเป็สองเท่า! ผนังดินดิบที่หนาจะช่วยเป็ฉนวนกันความหนาวเย็น และฟางจะช่วยดูดซับคลื่นเสียง! ข้าจะสร้างห้องนอนที่เก็บเสียงได้เงียบที่สุด อุ่นที่สุด และนุ่มสบายที่สุดในโลกหล้านี้!"
ลู่ชิงหอบหายใจ สันนิษฐานด้วยตรรกะว่าการกางแผนสร้างห้องเก็บเสียง คงไม่มีใครบ้าตีความเป็อย่างอื่นไปได้ ทว่า...
ทันทีที่ผู้ใหญ่บ้านได้ยินคำว่า 'กำแพงหนาสองเท่า' และ 'ดินผสมฟางช่วยดูดซับแรงกระแทกจากคลื่นเสียง' แววตาของชายชราก็พลันเบิกกว้างราวกับบรรลุสัจธรรม!
"์!" ผู้ใหญ่บ้านทรุดตัวลงคุกเข่า "ข้าน้อยโง่เขลาเบาปัญญานัก! ข้าน้อยมัวแต่หลงระเริงกับน้ำบาดาล จนลืมคิดถึงภัยคุกคามที่กำลังจะมาถึง!"
ลู่ชิงขมวดคิ้วยุ่ง "...ภัยคุกคามอะไรของเ้าอีก?"
"ก็าอย่างไรล่ะขอรับ!" ผู้ใหญ่บ้านะโด้วยน้ำเสียงฮึกเหิม "ท่านเ้าเมืองให้ผสมฟางลงในดิน ก็เพื่อให้กำแพงมีความยืดหยุ่น สามารถรับแรงกระแทกจากเครื่องยิงหินของข้าศึกได้! ท่านสั่งให้ล้อมกำแพงให้หนา ก็เพื่อสร้าง 'ป้อมปราการหุ้มเกราะ' เตรียมรับมือกับพวกโจรชั่วที่อาจหวนกลับมาล้างแค้น!"
อาฝูเบิกตากว้างตบเข่าฉาด "์! ท่านเ้าเมืองคาดการณ์ล่วงหน้าไว้หมดแล้ว! ช่างเป็แผนตั้งรับที่ไร้ช่องโหว่ ป้อมปราการหุ้มเกราะจงเจริญ!"
ชาวบ้านนับร้อยที่ได้ยิน ต่างพากันโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม เืรักชาติสูบฉีดพลุ่งพล่าน
"เพื่อป้อมปราการของท่านเ้าเมือง! พวกเราไปย่ำดินเหนียวกันเถอะพวกเรา!!"
ลู่ชิงอ้าปากค้าง สมองรวนไปหมด 'ป้อมปราการหุ้มเกราะบ้าบออะไรกัน... ข้าแค่จะทำห้องเก็บเสียงไว้กันเสียงกรนของพวกเ้าโว้ยยย!'
เขาอ้าปากเตรียมจะแหกปากด่าทอลบความเชื่อผิดๆ นั้น
ทว่า ยังไม่ทันที่เสียงจะหลุดจากลำคอ—
"แย่แล้ว!! เกิดเื่ใหญ่แล้วขอรับ!!"
ทหารยามบนหอสังเกตการณ์ไม้เก่าๆ วิ่งหน้าตื่น ะโลั่นลงมาตามบันได ทุกคนหันขวับไปมองเป็ตาเดียว ทหารยามหน้าซีดเป็ไก่ต้ม ชี้นิ้วอันสั่นเทาไปยังสันเขาทางทิศเหนือ
"โจร! โจรูเาขอรับ!"
บนยอดเขาอันไกลลิบ ปรากฏเงาดำทะมึนของม้าศึกจำนวนนับร้อยตัว ยืนเรียงรายบดบังเส้นขอบฟ้า ธงรบสีดำสนิทโบกสะบัดเกรี้ยวกราดอยู่กลางกระแสลม และ ณ เบื้องหน้าสุดของกองกำลังอันน่าครั่นคร้ามนั้น... คือหัวหน้าโจรที่มีรอยแผลเป็บนใบหน้า!
ชาวบ้านต่างสูดลมหายใจเฮือกด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่ผู้ใหญ่บ้านจะหันมามองลู่ชิงด้วยสายตาศรัทธาที่พุ่งทะลุขีดจำกัด
"เห็นหรือไม่! ท่านเ้าเมืองหยั่งรู้อนาคต! ข้าศึกมาเยือนแล้วจริงๆ!"
ลู่ชิงยืนนิ่งค้าง สายตาจ้องมองภาพกองทัพโจรบนยอดเขา สลับกับหันไปมองกองโคลนและฟางแห้งสำหรับสร้างห้องนอนในฝันของตนเอง
"..."
ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมชายหนุ่ม ดวงตาที่คล้ำเป็หมีแพนด้าของเขาหรี่แคบลงจนกลายเป็เส้นตรง แววตาที่เคยเกียจคร้าน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ความหงุดหงิดระดับสูงสุด
"...ทำไมพวกสวะอย่างพวกแก ถึงชอบแส่หาเื่วุ่นวายมาให้ข้า ตอนที่ข้ากำลังตั้งใจจะซ่อมห้องนอนด้วยฟะ โว้ยยยยยยยยยย!!!"
สายลมหนาวยามค่ำคืนพัดผ่านสันเขาแห้งแล้ง หอบเอาเศษกรวดทรายมากรีดกรายตามโขดหินอย่างโหดร้าย
ภายในค่ายชั่วคราวที่ซ่อนตัวอยู่หลังแนวหินผา บรรยากาศหนักอึ้งราวกับมีหินหมื่นชั่งกดทับจนแทบหายใจไม่ออก
หัวหน้าโจรหน้าบากคุกเข่าตัวสั่นงันงก หน้าผากสากระคายแนบชิดติดผืนดินเย็นเฉียบ เหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลท่วมแผ่นหลัง แม้ว่าอุณหภูมิรอบกายจะหนาวเหน็บจนเข้ากระดูกดำ
เบื้องหน้าของมัน... คือบุรุษสวมเกราะสีดำสนิท นั่งตระหง่านอยู่บนหลังม้าศึกขนาดมหึมา ดวงตาคมปลาบของอีกฝ่ายเยือกเย็นราวกับใบมีดน้ำแข็ง เพียงแค่ถูกสายตานั้นตวัดมอง หัวหน้าโจรก็รู้สึกราวกับถูกบีบคอจนแทบขาดใจ
"เ้าหมายความว่า..." เสียงของแม่ทัพเกราะดำดังขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักอึ้งราวกับขุนเขาที่ถล่มทับ "กองทหารสอดแนมฝีมือเยี่ยมสามสิบคนของข้า... ถูกหมู่บ้านคนอนาถาอดอยากแห่งหนึ่ง เล่นงานจนแตกพ่ายยับเยินกลับมาเช่นนั้นรึ?"
หัวหน้าโจรหน้าบากตัวสั่นสะท้านรุนแรงกว่าเดิม ั้แ่วิ่งหนีตายกลับมา มันแทบข่มตาหลับไม่ได้เลยแม้แต่จิบชาเดียว ทุกครั้งที่หลับตา มันจะเห็นกลุ่มเมฆพิษสีเหลืองอมเขียวพุ่งทะลวงเข้าใส่ใบหน้า กลิ่นฉุนเฉียวและรสขมปร่ายังคงติดอยู่ที่ปลายลิ้น
"ท่านแม่ทัพ... ข้าน้อยมิได้โป้ปดแม้แต่ครึ่งคำ!" หัวหน้าโจรแผดเสียงสั่นเครือ น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลริน "บุรุษผู้นั้นคือจอมขมังเวทแท้จริง! มันใช้วิชาอสูรควบคุมหมอกพิษสังหาร! ลูกน้องของข้าล้มตายราวกับใบไม้ร่วง!"
มันกัดฟันกรอด ยกมือชี้สั่นๆ ลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง
"และเมื่อรุ่งสางวันนี้... พวกเราทุกคนบนเขาก็เห็นเต็มสองตา! เสาน้ำขนาดั์พุ่งทะลวงขึ้นจากพื้นดินสูงเทียมยอดไม้! นั่นคือวิชาเรียกัวารีในตำนานชัดๆ!"
สีหน้าของแม่ทัพเกราะดำเย็นเยียบลงยิ่งกว่าเดิม
เื้ัภารกิจครั้งนี้คือความลับระดับสุดยอดของแคว้น อีกเพียงหนึ่งเดือน กองทัพใหญ่จะกรีธาทัพบุกทะลวงชายแดน หากเส้นทางลำเลียงเสบียงสายทิศเหนือนี้ยังไม่ถูกกวาดล้าง กองทัพหลักนับแสนจะขาดแคลนเสบียงก่อนจะได้ก้าวเข้าสู่สนามรบเสียด้วยซ้ำ
แต่บัดนี้... หมู่บ้านยาจกไร้ชื่อแห่งหนึ่ง กลับกลายเป็ก้างชิ้นใหญ่ที่ขวางคอหอยแผนการทั้งหมด
"หากหมู่บ้านแห่งนั้นคือค่ายทหารลับที่ศัตรูซ่อนไว้จริง..." แม่ทัพเกราะดำหรี่ตาแคบลง รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน "มันต้องถูกถอนรากถอนโคนก่อนที่สัญญาณรบจ