[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

เล่มที่ 6 บทที่ 164 วิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่

        บทที่ 164 วิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่หอกยาวกวัดแกว่งไปที่ใด ล้วนเป็นแผ่นดินของฉันลู่เซิ่ง! (3)

        หอกที่ปรมาจารย์เทพีแห่งสงครามทิ้งไว้มีความยาวราวสามเมตร ปลายหอกหักสะบั้น

        ตัวหอกเป็นสีเทาอ่อนไม่รู้ว่าทำจากวัสดุอะไร หรือสีเดิมของมันเป็นแบบไหน

        ลู่เซิ่งกำมันไว้กลับรู้สึกถึงน้ำหนักที่พอเหมาะ ราวกับมีสายเลือดเชื่อมโยงกัน

        เขาคาดเดาว่าอาจเป็นเพราะได้รับความทรงจำของจ้าวเหลิ่งเสวียนก็เป็นได้

        “ไม่รู้ว่าวิชาอาวุธเย็นจะเริ่มเรียนเมื่อไรบางทีฉันอาจจะลองคุยกับเซี่ยผิงหนานเรื่องนี้ก่อน...”

        อาวุธที่เข้ามือ หายากยิ่งกว่าสิ่งใด

        ปลายหอกหักลากไปบนถนนอันแห้งแล้ง เกิดเสียง“ครืดๆ” ลู่เซิ่งเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งหยุดอยู่ตรงหน้าเงาร่างสูงกว่าสองเมตร รูปร่างกำยำดุจหมี

        ร่างนั้นสวมชุดเกราะรบสีดำสนิท ดูหลวมโพรก

        ลู่เซิ่งรู้ดีว่านั่นเป็นเพราะร่างกายเหี่ยวแห้ง กล้ามเนื้อยุบตัว

        จากสภาพเช่นนี้ พอนึกภาพออกเลยว่าเจ้าของชุดเกราะรบชุดนี้ ก่อนที่จะตาย จะมีรูปร่างใหญ่โตเพียงใด

        คนที่สวมเกราะรบสีดำก้มหน้าลงมองพื้นดินอย่างเงียบงัน สองมือทิ้งลงข้างลำตัวอย่างเป็นธรรมชาติให้ความรู้สึกมั่นคงดุจขุนเขา

        บริเวณหน้าอกและท้องปรากฏร่องรอยบาดแผลที่น่าตกใจถึงแม้จะแห้งกรังไปแล้ว ก็ยังคงน่ากลัว

        เสียงหอกที่ลากไปกับพื้นทำให้ร่างนั้นสนใจ

        เขาเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่แข็งกร้าวทว่าไร้ชีวิตชีวา

        “ปรมาจารย์คนที่สาม!”

        นี่คือคู่ต่อสู้ใหม่ที่ลู่เซิ่งพบเจอในพื้นที่แห่งความฝัน

        ปรมาจารย์ร่างกำยำผู้นี้เป็นนักสู้ปรมาจารย์ที่เน้นการป้องกันเป็นหลัก ซึ่งพบเห็นได้ยาก

        พลังป้องกันแข็งแกร่งจนเกินจริงตรงข้ามกับปรมาจารย์เทพีแห่งสงคราม จ้าวเหลิ่งเสวียนอย่างสิ้นเชิง

        ความแข็งแกร่งก็เหนือกว่าซือเซิ่งหนิงคนแรกมากแต่ก็ไม่น่าจะถึงระดับมหาปรมาจารย์

        มหาปรมาจารย์ลู่เซิ่งเคยเห็นเพียงแค่ร่างเดียวในบริเวณใกล้เคียงสามารถสัมผัสถึงความแตกต่างจากซอมบี้ระดับปรมาจารย์ได้อย่างชัดเจน

        ยิ่งกว่านั้นข้างกายซอมบี้ระดับมหาปรมาจารย์ตัวนั้นยังมีซอมบี้ระดับปรมาจารย์วนเวียนอยู่หลายตัว ลู่เซิ่งจึงไม่กล้าประมือ

        “สับเปลี่ยน ลมหายใจวายุ!”

        ไม่มีคำพูดไร้สาระลู่เซิ่งพุ่งทะยานเข้าหาร่างปรมาจารย์อย่างรวดเร็ว

        สายลมสีทองปรากฏอยู่รอบตัวทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของลู่เซิ่งราวกับมีทรายสีทองติดตามไปด้วย

        คล้ายกับเอฟเฟกต์แสงในเกมออนไลน์ดูโดดเด่นไม่น้อย

        หอกยาวดุจเงา

        ลู่เซิ่งถือหอกด้วยมือเดียวหอกสีเทาดุจงูเลื้อยพุ่งแทง วิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่ก่อเกิดเป็นตาข่ายขนาดมหึมาครอบคลุมร่างปรมาจารย์ไว้ภายใน

        รูปแบบการโจมตีของปรมาจารย์ร่างกำยำก็เป็นเช่นเดียวกับรังสีของเขาทุกครั้งที่ยกแขนชกหมัด ราวกับขุนเขาและท้องทะเลโถมกระหน่ำเข้ามา

        แต่ขุนเขาและทะเลเหล่านั้นยังไม่ทันได้ถาโถมลงมาอย่างสมบูรณ์ ก็ถูกวิชาหอกของลู่เซิ่งแยกย่อยออกเป็นเส้นสายแปรเปลี่ยนให้หายไปอย่างไร้ร่องรอย

        “นี่คือวิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่!”

        ลู่เซิ่งใช้ปรมาจารย์ร่างกำยำเป็นคู่ซ้อมมานานกว่าสองเดือนแล้วเข้าใจในวิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่ของจ้าวเหลิ่งเสวียนอย่างลึกซึ้ง

        “หากบอกว่าวิชาหอกเขตแดนพลังที่สามคือการควบคุมควบคุมทุกส่วนของพลังที่แฝงอยู่ในหอกอย่างสมบูรณ์แบบงั้นวิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่น่าจะเป็น...”

        ประกายเย็นเยียบฉายชัดในดวงตาลู่เซิ่งหอกยาวดุจมังกรแทงออกไป ทำให้ปรมาจารย์ร่างกำยำถอยหลังไปครึ่งก้าว

        ทว่าปลายหอกกลับถูกมือของปรมาจารย์ร่างกำยำยึดไว้แน่นทำให้หอกงอโค้ง

        ลู่เซิ่งสะบัดเล็กน้อยสลัดมือของปรมาจารย์ร่างกำยำออกไป เงาหอกโปรยปรายดั่งสายฝนอีกครั้ง

        “เขตแดน!”

        “วิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่ ควรเป็นเขตแดน!”

        ในเขตแดนที่หอกยาวกวัดแกว่งที่นั่นล้วนเป็นแผ่นดินของลู่เซิ่ง

        เขาเป็นดั่งราชา ทุกสิ่งต้องสยบ!

        “สวบ!”

        หอกยาวกระแทกเข้าที่ไหล่ของปรมาจารย์ร่างกำยำอย่างหนักหน่วงร่างกายปรมาจารย์ร่างกำยำสั่นคลอนเล็กน้อย แต่ไม่สะทกสะท้าน

        แสงสีทองส่องประกายในดวงตาลู่เซิ่งสีหน้าก็เริ่มแสดงออกมากขึ้น

        “ศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์รูปแบบที่หนึ่ง!”

        รังสีรอบกายลู่เซิ่งแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยหอกยาวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง หมุนเป็นเกลียวดุจสว่านส่งถ่ายพลังสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัว

        ภายใต้พลังนั้นร่างกายของปรมาจารย์ร่างกำยำสั่นคลอนรุนแรงยิ่งขึ้น

        “ลมหายใจอัคคี สภาวะสูญกระจ่าง!”

        ในชั่วพริบตาลู่เซิ่งระเบิดพลังอันน่าสะพรึงกลัวดุจภูเขาไฟปะทุ

        เปลวเพลิงสีแดงฉานจำนวนมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากร่างของเขา

        ภายในเวลาเพียงหนึ่งวินาทีกลับหดกลับอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดรวมตัวกันบนหอกยาว

        หอกสีเทาที่ดูธรรมดาก่อนหน้านี้ตอนนี้กลับถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีแดงฉาน ทั้งยังปรากฏลวดลายเปลวเพลิงดุจมังกรพันรอบ

        ราวกับหอกยาวธรรมดาๆกลับกลายเป็นสุดยอดศาสตรา +12 ทันที!

        “ตุ้บ!”

        ปรมาจารย์ร่างกำยำในที่สุดก็ทานทนไม่ไหวคุกเข่าลงกับพื้น

        ลู่เซิ่งอยู่ในท่าทางของราชันหอกกดข่มขบถ...

        กู้โลก!

        “ฮู...”

        ในวินาทีถัดมาพลังทั้งหมดก็มลายหายไปในอากาศ

        ลู่เซิ่งกลับมายืนอยู่ที่เดิมหอกยาวพาดลงบนพื้นถนนอย่างแผ่วเบา สีหน้าสงบนิ่งดังเดิม ราวกับไม่เคยลงมือมาก่อน

        “หากฉันใช้หอกปักษานรกานต์เยือกแข็งนายต้องตาย!”

        ลู่เซิ่งกล่าวอย่างใจเย็นพูดกับปรมาจารย์ร่างกำยำที่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

        น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด

        ลู่เซิ่งก็ไม่ใส่ใจ

        เขามีความสามารถที่จะส่งซอมบี้ปรมาจารย์ร่างกำยำไปสู่ปรโลกได้แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา

        “รอให้ร่างศิลาทองสาดแสงแปรสภาพไปครึ่งหนึ่งก่อนคงใกล้แล้ว...”

        วิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่มอบการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่แก่ลู่เซิ่งมากจริงๆ

        เมื่อรวมกับศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์รูปแบบที่หนึ่งและสภาวะสูญกระจ่างแล้วลู่เซิ่งถึงกับรู้สึกว่า...

        เมื่อมีหอกอยู่ในมือ ฉันก็ไร้เทียมทาน

        วิชาหอกเขตแดนตราบใดที่เข้าใกล้เขตแดนวิชาหอกของเขาการโจมตีที่เกินขีดจำกัดหลายเท่าก็สามารถสลายไปได้เป็นเคล็ดวิชาที่จำเป็นสำหรับการท้าทายคู่ต่อสู้ในระดับที่สูงกว่า

        “วิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่ก็แข็งแกร่งถึงขนาดนี้แล้วแล้วเขตแดนพลังที่ห้าล่ะ หรือกระทั่งเหนือกว่าเขตแดนพลังที่ห้า!”

        ลู่เซิ่งจินตนาการไม่ออกว่ามันจะเป็นเขตแดนแบบไหนกันแน่

        การอบอุ่นร่างกายประจำวันจบลง

        ลู่เซิ่งกวาดสายตาไปตามถนนอีกสองสายสะสมเศษเสี้ยวความทรงจำเต็มหัว จากนั้นก็หาที่สักแห่งเริ่มฝึกฝนทักษะสมาทานจิตแก้วเร่งการแปรสภาพของร่างมนุษย์เพชรไปสู่ร่างศิลาทองสาดแสง

        ...

        วันรุ่งขึ้น

        บนระเบียงเล็กๆ ชั้นสามของวิลล่า

        ลู่เซิ่งมองตรงไปยังดวงอาทิตย์อันเจิดจ้า

        ในความคิดของเขาภาพร่างของดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่กำลังก่อตัวอย่างรวดเร็ว เสริมความแข็งแกร่ง

        รอจนกระทั่งดวงอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นสูงขึ้นแสงสว่างเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น เมื่อลู่เซิ่งรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้วจึงค่อยหันกลับ

        ในเวลานี้ ดวงตาของเขาร้อนแรงดุจไฟภายในลูกตาดุจทองคำ

        มีความรู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์เหนือมนุษย์คล้ายเทพเจ้าแต่กำเนิดอยู่บ้าง

        ปรากฏการณ์ประหลาดนี้คงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ หายไป

        ลู่เซิ่งกำลังจะลงไปข้างล่างทันใดนั้นก็เห็นร่างหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้จากถนนที่อยู่ไกลออกไป

        เขาขยับเท้าก้าวลงมาจากชั้นสามโดยไม่ลังเล

        “โครม” เสียงดังสนั่นล้มลงในลานบ้าน ทิ้งรอยเท้าที่แตกไว้บนกระเบื้องปูพื้นทางเข้า

        ลู่เซิ่งก้าวเดินยกเศษกระเบื้องที่แตกละเอียดขึ้นมา

        “ช่างเถอะเดี๋ยวให้คนจากฝ่ายกิจการนักศึกษามาเปลี่ยนให้ละกัน..”

        เมื่อมองสวนหินผาจำลองที่ถูกเปลี่ยนใหม่ในลานบ้านลู่เซิ่งพึมพำกับตัวเอง

        เดินออกจากประตูรั้วไป หลินเจ๋อมาถึงพอดี

        “พี่เซิ่ง นายออกมาแล้วเหรอฉันกำลังจะมาหานายอยู่พอดี...”

        หลินเจ๋อเห็นเขา ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งและรัศมีของสุนัขรับใช้ก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน

        “พิธีปฐมนิเทศจัดที่ไหน นายรู้ไหม?”

        เรื่องที่รองอธิการบดีกำชับไว้เมื่อวานตอนนี้ก็ใกล้เก้าโมงแล้ว

        “รู้สิ จัดที่หอประชุมที่สามแต่ไม่แน่ใจว่าจะหาทางไปถูกไหม”

        หลินเจ๋อพยักหน้าอย่างตั้งใจ

        “ไปกันเถอะ”

        วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดใหญ่มากคนทั่วไปอาจจะหลงทางได้ง่าย แต่ลู่เซิ่งแผ่พลังจิตออกไปครอบคลุมพื้นที่กว่าหนึ่งกิโลเมตร ค้นหาตำแหน่งของหอประชุมที่สามได้อย่างง่ายดาย

        ที่หน้าประตูมีนักศึกษาใหม่ทยอยเดินเข้าไปอย่างประปราย

        เมื่อลู่เซิ่งและหลินเจ๋อมาถึงก็มีหลายคนสังเกตเห็นพวกเขา

        “ลู่เซิ่งมาแล้ว!”

        “เขาคือลู่เซิ่งเหรอ?”

        “เชอะ...”

        ทันทีที่ลู่เซิ่งและหลินเจ๋อเดินเข้าไปในหอประชุมก็ดึงดูดสายตาของผู้คนมากมาย

        เพิ่งเปิดเทอมวันที่สองชื่อของลู่เซิ่งก็แพร่สะพัดไปทั่วกลุ่มนักศึกษาใหม่รุ่นนี้แล้ว

        ผู้คนหันมามองเขามากขึ้นเรื่อยๆ

        ทั้งอยากรู้อยากเห็น ตกตะลึง เคารพหรือไม่พอใจ...

        มีสายตาหลากหลาย ลู่เซิ่งสีหน้าสงบหลินเจ๋อที่เดินตามหลังเขากลับตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

        มีความสุขกับการถูกจับจ้องจากผู้คนเชิดคางขึ้นสูง แสดงความหมายของคำว่า “สุนัขจิ้งจอกอาศัยบารมีพยัคฆ์”ออกมาอย่างหมดจด

        ลู่เซิ่งหาที่นั่งด้านหน้าอย่างง่ายๆส่วนใหญ่ก็เพราะว่าเดี๋ยวจะต้องขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์จะได้สะดวก

        หลินเจ๋อนั่งลงข้างเขาผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงต่างพากันแยกย้ายไปที่อื่น

        หลายคนเคยเห็นฉากที่ลู่เซิ่งซ้อมอู๋ฝานในโรงอาหารเมื่อวานนี้หรือคนที่ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง วันนี้ก็ได้เห็นอู๋ฝานพันผ้าพันแผลไว้ที่หัวทำให้เข้าใจถึงความโหดร้ายของลู่เซิ่งอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นกลัวว่าคุยกันไม่ถูกคอแล้วจะถูกกดลงบนโต๊ะ

        “ฮั่วตง ลู่เซิ่งมาแล้ว”

        เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินไปหาฮั่วตงกล่าวด้วยเสียงต่ำ

        ฮั่วตงพยักหน้า เขาเห็นแล้ว

        “ได้ยินว่าวันนี้ลู่เซิ่งจะต้องขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ในนามของนักศึกษาใหม่พวกของสวีเจี้ยนเฟยเหมือนจะเตรียมก่อเรื่อง ยังถามว่านายจะร่วมด้วยไหม...”

        เด็กหนุ่มลดเสียงลง

        ดวงตาของฮั่วตงเป็นประกายมองไปยังทิศทางหนึ่ง

        สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มที่ถูกล้อมรอบด้วยผู้คนเช่นกัน

        เด็กหนุ่มคนนั้น ผิวสีทองแดงกล้ามเนื้อบนร่างกายราวกับถูกแกะสลักทีละชิ้น

        ตัดผมสกินเฮด เคี้ยวหมากฝรั่งดูเหมือนนักเลงหัวไม้

        เด็กหนุ่มคนนั้นมองตามแผ่นหลังของลู่เซิ่งตั้งแต่ลู่เซิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับมีประกายในดวงตา

        เขาสังเกตเห็นสายตาของฮั่วตงและยังหันกลับมายิ้มให้เขาด้วย

        ฮั่วตงพยักหน้าตอบเล็กน้อยจากนั้นก็หันกลับไป

        สวีเจี้ยนเฟยถือเป็นคนที่แข็งแกร่งพอสมควรในหมู่นักศึกษาใหม่รุ่นนี้เป็นถึงอันดับหนึ่งของมณฑลใหญ่แห่งหนึ่ง และอยู่ในยี่สิบอันดับแรกของประเทศ

        เมื่อวานตอนที่เข้ามาก็หยิ่งยโสเหมือนกับอู๋ฝานที่ถูกลู่เซิ่งซ้อมได้ประลองกับนักศึกษาใหม่หัวโจกหลายคนเป็นการส่วนตัว

        มีชื่อเสียงพอสมควรในกลุ่มนักศึกษาใหม่เป็นตัวเต็งของทำเนียบนักศึกษาใหม่

        “ไม่ต้องสนใจเขาตอนนี้รอดูสถานการณ์ก่อนแล้วกัน”

        ฮั่วตงกล่าว

        เด็กหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างลังเล“สวีเจี้ยนเฟยดึงคนไปเยอะแล้ว ถ้าพวกเราไม่เข้าร่วมรอให้พวกเขาล้มลู่เซิ่งได้ คาดว่าคนต่อไปที่จะจัดการก็คือนาย...ท้ายที่สุดแล้วคะแนนสอบเข้าของนายดีที่สุดในรุ่นนี้ รองจากลู่เซิ่ง”

        “ล้มลู่เซิ่ง? คิดจริงๆเหรอว่าลู่เซิ่งเป็นจอมปีศาจ?”

        ฮั่วตงส่ายหน้า กล่าวว่า“ยิ่งกว่านั้น ลู่เซิ่งเป็นคนที่ล้มง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?”

        ฮั่วตงมองไปยังทิศทางของลู่เซิ่งไม่รู้ว่าทำไม สัญชาตญาณศิลปะการต่อสู้ของเขาบอกเสมอว่า ต้องอยู่ให้ห่างจากคนคนนี้

        ยิ่งไกลยิ่งดี

        อาจเป็นเพราะเคยเห็นลู่เซิ่งลงมือด้วยตาตัวเองมาสองครั้งแล้วก็เป็นได้

        ฮั่วตงไม่ค่อยแน่ใจ

         

คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน