บทที่ 164 วิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่หอกยาวกวัดแกว่งไปที่ใด ล้วนเป็นแผ่นดินของฉันลู่เซิ่ง! (3)
หอกที่ปรมาจารย์เทพีแห่งสงครามทิ้งไว้มีความยาวราวสามเมตร ปลายหอกหักสะบั้น
ตัวหอกเป็นสีเทาอ่อนไม่รู้ว่าทำจากวัสดุอะไร หรือสีเดิมของมันเป็นแบบไหน
ลู่เซิ่งกำมันไว้กลับรู้สึกถึงน้ำหนักที่พอเหมาะ ราวกับมีสายเลือดเชื่อมโยงกัน
เขาคาดเดาว่าอาจเป็นเพราะได้รับความทรงจำของจ้าวเหลิ่งเสวียนก็เป็นได้
“ไม่รู้ว่าวิชาอาวุธเย็นจะเริ่มเรียนเมื่อไรบางทีฉันอาจจะลองคุยกับเซี่ยผิงหนานเรื่องนี้ก่อน...”
อาวุธที่เข้ามือ หายากยิ่งกว่าสิ่งใด
ปลายหอกหักลากไปบนถนนอันแห้งแล้ง เกิดเสียง“ครืดๆ” ลู่เซิ่งเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งหยุดอยู่ตรงหน้าเงาร่างสูงกว่าสองเมตร รูปร่างกำยำดุจหมี
ร่างนั้นสวมชุดเกราะรบสีดำสนิท ดูหลวมโพรก
ลู่เซิ่งรู้ดีว่านั่นเป็นเพราะร่างกายเหี่ยวแห้ง กล้ามเนื้อยุบตัว
จากสภาพเช่นนี้ พอนึกภาพออกเลยว่าเจ้าของชุดเกราะรบชุดนี้ ก่อนที่จะตาย จะมีรูปร่างใหญ่โตเพียงใด
คนที่สวมเกราะรบสีดำก้มหน้าลงมองพื้นดินอย่างเงียบงัน สองมือทิ้งลงข้างลำตัวอย่างเป็นธรรมชาติให้ความรู้สึกมั่นคงดุจขุนเขา
บริเวณหน้าอกและท้องปรากฏร่องรอยบาดแผลที่น่าตกใจถึงแม้จะแห้งกรังไปแล้ว ก็ยังคงน่ากลัว
เสียงหอกที่ลากไปกับพื้นทำให้ร่างนั้นสนใจ
เขาเงยหน้าขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าที่แข็งกร้าวทว่าไร้ชีวิตชีวา
“ปรมาจารย์คนที่สาม!”
นี่คือคู่ต่อสู้ใหม่ที่ลู่เซิ่งพบเจอในพื้นที่แห่งความฝัน
ปรมาจารย์ร่างกำยำผู้นี้เป็นนักสู้ปรมาจารย์ที่เน้นการป้องกันเป็นหลัก ซึ่งพบเห็นได้ยาก
พลังป้องกันแข็งแกร่งจนเกินจริงตรงข้ามกับปรมาจารย์เทพีแห่งสงคราม จ้าวเหลิ่งเสวียนอย่างสิ้นเชิง
ความแข็งแกร่งก็เหนือกว่าซือเซิ่งหนิงคนแรกมากแต่ก็ไม่น่าจะถึงระดับมหาปรมาจารย์
มหาปรมาจารย์ลู่เซิ่งเคยเห็นเพียงแค่ร่างเดียวในบริเวณใกล้เคียงสามารถสัมผัสถึงความแตกต่างจากซอมบี้ระดับปรมาจารย์ได้อย่างชัดเจน
ยิ่งกว่านั้นข้างกายซอมบี้ระดับมหาปรมาจารย์ตัวนั้นยังมีซอมบี้ระดับปรมาจารย์วนเวียนอยู่หลายตัว ลู่เซิ่งจึงไม่กล้าประมือ
“สับเปลี่ยน ลมหายใจวายุ!”
ไม่มีคำพูดไร้สาระลู่เซิ่งพุ่งทะยานเข้าหาร่างปรมาจารย์อย่างรวดเร็ว
สายลมสีทองปรากฏอยู่รอบตัวทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของลู่เซิ่งราวกับมีทรายสีทองติดตามไปด้วย
คล้ายกับเอฟเฟกต์แสงในเกมออนไลน์ดูโดดเด่นไม่น้อย
หอกยาวดุจเงา
ลู่เซิ่งถือหอกด้วยมือเดียวหอกสีเทาดุจงูเลื้อยพุ่งแทง วิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่ก่อเกิดเป็นตาข่ายขนาดมหึมาครอบคลุมร่างปรมาจารย์ไว้ภายใน
รูปแบบการโจมตีของปรมาจารย์ร่างกำยำก็เป็นเช่นเดียวกับรังสีของเขาทุกครั้งที่ยกแขนชกหมัด ราวกับขุนเขาและท้องทะเลโถมกระหน่ำเข้ามา
แต่ขุนเขาและทะเลเหล่านั้นยังไม่ทันได้ถาโถมลงมาอย่างสมบูรณ์ ก็ถูกวิชาหอกของลู่เซิ่งแยกย่อยออกเป็นเส้นสายแปรเปลี่ยนให้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“นี่คือวิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่!”
ลู่เซิ่งใช้ปรมาจารย์ร่างกำยำเป็นคู่ซ้อมมานานกว่าสองเดือนแล้วเข้าใจในวิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่ของจ้าวเหลิ่งเสวียนอย่างลึกซึ้ง
“หากบอกว่าวิชาหอกเขตแดนพลังที่สามคือการควบคุมควบคุมทุกส่วนของพลังที่แฝงอยู่ในหอกอย่างสมบูรณ์แบบงั้นวิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่น่าจะเป็น...”
ประกายเย็นเยียบฉายชัดในดวงตาลู่เซิ่งหอกยาวดุจมังกรแทงออกไป ทำให้ปรมาจารย์ร่างกำยำถอยหลังไปครึ่งก้าว
ทว่าปลายหอกกลับถูกมือของปรมาจารย์ร่างกำยำยึดไว้แน่นทำให้หอกงอโค้ง
ลู่เซิ่งสะบัดเล็กน้อยสลัดมือของปรมาจารย์ร่างกำยำออกไป เงาหอกโปรยปรายดั่งสายฝนอีกครั้ง
“เขตแดน!”
“วิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่ ควรเป็นเขตแดน!”
ในเขตแดนที่หอกยาวกวัดแกว่งที่นั่นล้วนเป็นแผ่นดินของลู่เซิ่ง
เขาเป็นดั่งราชา ทุกสิ่งต้องสยบ!
“สวบ!”
หอกยาวกระแทกเข้าที่ไหล่ของปรมาจารย์ร่างกำยำอย่างหนักหน่วงร่างกายปรมาจารย์ร่างกำยำสั่นคลอนเล็กน้อย แต่ไม่สะทกสะท้าน
แสงสีทองส่องประกายในดวงตาลู่เซิ่งสีหน้าก็เริ่มแสดงออกมากขึ้น
“ศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์รูปแบบที่หนึ่ง!”
รังสีรอบกายลู่เซิ่งแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยหอกยาวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง หมุนเป็นเกลียวดุจสว่านส่งถ่ายพลังสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัว
ภายใต้พลังนั้นร่างกายของปรมาจารย์ร่างกำยำสั่นคลอนรุนแรงยิ่งขึ้น
“ลมหายใจอัคคี สภาวะสูญกระจ่าง!”
ในชั่วพริบตาลู่เซิ่งระเบิดพลังอันน่าสะพรึงกลัวดุจภูเขาไฟปะทุ
เปลวเพลิงสีแดงฉานจำนวนมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากร่างของเขา
ภายในเวลาเพียงหนึ่งวินาทีกลับหดกลับอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดรวมตัวกันบนหอกยาว
หอกสีเทาที่ดูธรรมดาก่อนหน้านี้ตอนนี้กลับถูกห่อหุ้มด้วยแสงสีแดงฉาน ทั้งยังปรากฏลวดลายเปลวเพลิงดุจมังกรพันรอบ
ราวกับหอกยาวธรรมดาๆกลับกลายเป็นสุดยอดศาสตรา +12 ทันที!
“ตุ้บ!”
ปรมาจารย์ร่างกำยำในที่สุดก็ทานทนไม่ไหวคุกเข่าลงกับพื้น
ลู่เซิ่งอยู่ในท่าทางของราชันหอกกดข่มขบถ...
กู้โลก!
“ฮู...”
ในวินาทีถัดมาพลังทั้งหมดก็มลายหายไปในอากาศ
ลู่เซิ่งกลับมายืนอยู่ที่เดิมหอกยาวพาดลงบนพื้นถนนอย่างแผ่วเบา สีหน้าสงบนิ่งดังเดิม ราวกับไม่เคยลงมือมาก่อน
“หากฉันใช้หอกปักษานรกานต์เยือกแข็งนายต้องตาย!”
ลู่เซิ่งกล่าวอย่างใจเย็นพูดกับปรมาจารย์ร่างกำยำที่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด
ลู่เซิ่งก็ไม่ใส่ใจ
เขามีความสามารถที่จะส่งซอมบี้ปรมาจารย์ร่างกำยำไปสู่ปรโลกได้แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา
“รอให้ร่างศิลาทองสาดแสงแปรสภาพไปครึ่งหนึ่งก่อนคงใกล้แล้ว...”
วิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่มอบการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่แก่ลู่เซิ่งมากจริงๆ
เมื่อรวมกับศิลปะการต่อสู้ขั้นสมบูรณ์รูปแบบที่หนึ่งและสภาวะสูญกระจ่างแล้วลู่เซิ่งถึงกับรู้สึกว่า...
เมื่อมีหอกอยู่ในมือ ฉันก็ไร้เทียมทาน
วิชาหอกเขตแดนตราบใดที่เข้าใกล้เขตแดนวิชาหอกของเขาการโจมตีที่เกินขีดจำกัดหลายเท่าก็สามารถสลายไปได้เป็นเคล็ดวิชาที่จำเป็นสำหรับการท้าทายคู่ต่อสู้ในระดับที่สูงกว่า
“วิชาหอกเขตแดนพลังที่สี่ก็แข็งแกร่งถึงขนาดนี้แล้วแล้วเขตแดนพลังที่ห้าล่ะ หรือกระทั่งเหนือกว่าเขตแดนพลังที่ห้า!”
ลู่เซิ่งจินตนาการไม่ออกว่ามันจะเป็นเขตแดนแบบไหนกันแน่
การอบอุ่นร่างกายประจำวันจบลง
ลู่เซิ่งกวาดสายตาไปตามถนนอีกสองสายสะสมเศษเสี้ยวความทรงจำเต็มหัว จากนั้นก็หาที่สักแห่งเริ่มฝึกฝนทักษะสมาทานจิตแก้วเร่งการแปรสภาพของร่างมนุษย์เพชรไปสู่ร่างศิลาทองสาดแสง
...
วันรุ่งขึ้น
บนระเบียงเล็กๆ ชั้นสามของวิลล่า
ลู่เซิ่งมองตรงไปยังดวงอาทิตย์อันเจิดจ้า
ในความคิดของเขาภาพร่างของดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่กำลังก่อตัวอย่างรวดเร็ว เสริมความแข็งแกร่ง
รอจนกระทั่งดวงอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นสูงขึ้นแสงสว่างเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น เมื่อลู่เซิ่งรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้วจึงค่อยหันกลับ
ในเวลานี้ ดวงตาของเขาร้อนแรงดุจไฟภายในลูกตาดุจทองคำ
มีความรู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์เหนือมนุษย์คล้ายเทพเจ้าแต่กำเนิดอยู่บ้าง
ปรากฏการณ์ประหลาดนี้คงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ หายไป
ลู่เซิ่งกำลังจะลงไปข้างล่างทันใดนั้นก็เห็นร่างหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้จากถนนที่อยู่ไกลออกไป
เขาขยับเท้าก้าวลงมาจากชั้นสามโดยไม่ลังเล
“โครม” เสียงดังสนั่นล้มลงในลานบ้าน ทิ้งรอยเท้าที่แตกไว้บนกระเบื้องปูพื้นทางเข้า
ลู่เซิ่งก้าวเดินยกเศษกระเบื้องที่แตกละเอียดขึ้นมา
“ช่างเถอะเดี๋ยวให้คนจากฝ่ายกิจการนักศึกษามาเปลี่ยนให้ละกัน..”
เมื่อมองสวนหินผาจำลองที่ถูกเปลี่ยนใหม่ในลานบ้านลู่เซิ่งพึมพำกับตัวเอง
เดินออกจากประตูรั้วไป หลินเจ๋อมาถึงพอดี
“พี่เซิ่ง นายออกมาแล้วเหรอฉันกำลังจะมาหานายอยู่พอดี...”
หลินเจ๋อเห็นเขา ก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งและรัศมีของสุนัขรับใช้ก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน
“พิธีปฐมนิเทศจัดที่ไหน นายรู้ไหม?”
เรื่องที่รองอธิการบดีกำชับไว้เมื่อวานตอนนี้ก็ใกล้เก้าโมงแล้ว
“รู้สิ จัดที่หอประชุมที่สามแต่ไม่แน่ใจว่าจะหาทางไปถูกไหม”
หลินเจ๋อพยักหน้าอย่างตั้งใจ
“ไปกันเถอะ”
วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้มหาศักดิ์สิทธิ์แห่งที่เจ็ดใหญ่มากคนทั่วไปอาจจะหลงทางได้ง่าย แต่ลู่เซิ่งแผ่พลังจิตออกไปครอบคลุมพื้นที่กว่าหนึ่งกิโลเมตร ค้นหาตำแหน่งของหอประชุมที่สามได้อย่างง่ายดาย
ที่หน้าประตูมีนักศึกษาใหม่ทยอยเดินเข้าไปอย่างประปราย
เมื่อลู่เซิ่งและหลินเจ๋อมาถึงก็มีหลายคนสังเกตเห็นพวกเขา
“ลู่เซิ่งมาแล้ว!”
“เขาคือลู่เซิ่งเหรอ?”
“เชอะ...”
ทันทีที่ลู่เซิ่งและหลินเจ๋อเดินเข้าไปในหอประชุมก็ดึงดูดสายตาของผู้คนมากมาย
เพิ่งเปิดเทอมวันที่สองชื่อของลู่เซิ่งก็แพร่สะพัดไปทั่วกลุ่มนักศึกษาใหม่รุ่นนี้แล้ว
ผู้คนหันมามองเขามากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งอยากรู้อยากเห็น ตกตะลึง เคารพหรือไม่พอใจ...
มีสายตาหลากหลาย ลู่เซิ่งสีหน้าสงบหลินเจ๋อที่เดินตามหลังเขากลับตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
มีความสุขกับการถูกจับจ้องจากผู้คนเชิดคางขึ้นสูง แสดงความหมายของคำว่า “สุนัขจิ้งจอกอาศัยบารมีพยัคฆ์”ออกมาอย่างหมดจด
ลู่เซิ่งหาที่นั่งด้านหน้าอย่างง่ายๆส่วนใหญ่ก็เพราะว่าเดี๋ยวจะต้องขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์จะได้สะดวก
หลินเจ๋อนั่งลงข้างเขาผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงต่างพากันแยกย้ายไปที่อื่น
หลายคนเคยเห็นฉากที่ลู่เซิ่งซ้อมอู๋ฝานในโรงอาหารเมื่อวานนี้หรือคนที่ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง วันนี้ก็ได้เห็นอู๋ฝานพันผ้าพันแผลไว้ที่หัวทำให้เข้าใจถึงความโหดร้ายของลู่เซิ่งอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นกลัวว่าคุยกันไม่ถูกคอแล้วจะถูกกดลงบนโต๊ะ
“ฮั่วตง ลู่เซิ่งมาแล้ว”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินไปหาฮั่วตงกล่าวด้วยเสียงต่ำ
ฮั่วตงพยักหน้า เขาเห็นแล้ว
“ได้ยินว่าวันนี้ลู่เซิ่งจะต้องขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ในนามของนักศึกษาใหม่พวกของสวีเจี้ยนเฟยเหมือนจะเตรียมก่อเรื่อง ยังถามว่านายจะร่วมด้วยไหม...”
เด็กหนุ่มลดเสียงลง
ดวงตาของฮั่วตงเป็นประกายมองไปยังทิศทางหนึ่ง
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มที่ถูกล้อมรอบด้วยผู้คนเช่นกัน
เด็กหนุ่มคนนั้น ผิวสีทองแดงกล้ามเนื้อบนร่างกายราวกับถูกแกะสลักทีละชิ้น
ตัดผมสกินเฮด เคี้ยวหมากฝรั่งดูเหมือนนักเลงหัวไม้
เด็กหนุ่มคนนั้นมองตามแผ่นหลังของลู่เซิ่งตั้งแต่ลู่เซิ่งเดินเข้ามาพร้อมกับมีประกายในดวงตา
เขาสังเกตเห็นสายตาของฮั่วตงและยังหันกลับมายิ้มให้เขาด้วย
ฮั่วตงพยักหน้าตอบเล็กน้อยจากนั้นก็หันกลับไป
สวีเจี้ยนเฟยถือเป็นคนที่แข็งแกร่งพอสมควรในหมู่นักศึกษาใหม่รุ่นนี้เป็นถึงอันดับหนึ่งของมณฑลใหญ่แห่งหนึ่ง และอยู่ในยี่สิบอันดับแรกของประเทศ
เมื่อวานตอนที่เข้ามาก็หยิ่งยโสเหมือนกับอู๋ฝานที่ถูกลู่เซิ่งซ้อมได้ประลองกับนักศึกษาใหม่หัวโจกหลายคนเป็นการส่วนตัว
มีชื่อเสียงพอสมควรในกลุ่มนักศึกษาใหม่เป็นตัวเต็งของทำเนียบนักศึกษาใหม่
“ไม่ต้องสนใจเขาตอนนี้รอดูสถานการณ์ก่อนแล้วกัน”
ฮั่วตงกล่าว
เด็กหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างลังเล“สวีเจี้ยนเฟยดึงคนไปเยอะแล้ว ถ้าพวกเราไม่เข้าร่วมรอให้พวกเขาล้มลู่เซิ่งได้ คาดว่าคนต่อไปที่จะจัดการก็คือนาย...ท้ายที่สุดแล้วคะแนนสอบเข้าของนายดีที่สุดในรุ่นนี้ รองจากลู่เซิ่ง”
“ล้มลู่เซิ่ง? คิดจริงๆเหรอว่าลู่เซิ่งเป็นจอมปีศาจ?”
ฮั่วตงส่ายหน้า กล่าวว่า“ยิ่งกว่านั้น ลู่เซิ่งเป็นคนที่ล้มง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ฮั่วตงมองไปยังทิศทางของลู่เซิ่งไม่รู้ว่าทำไม สัญชาตญาณศิลปะการต่อสู้ของเขาบอกเสมอว่า ต้องอยู่ให้ห่างจากคนคนนี้
ยิ่งไกลยิ่งดี
อาจเป็นเพราะเคยเห็นลู่เซิ่งลงมือด้วยตาตัวเองมาสองครั้งแล้วก็เป็นได้
ฮั่วตงไม่ค่อยแน่ใจ