ขณะที่หานมิ่งกำลังหันหลังกลับ ตรงมุมหนึ่งของรั้ว พวกหมูทั้งสามตัวต่างจ้องมองเขาไม่วางตา พลางร้อง อู๊ด ๆๆๆ ออกมาเบาๆ เพื่อพูดคุยกัน
หมูตัวพ่อ “เ้ามนุษย์ตัวใหญ่หน้าเหม็นนั่นนิสัยไม่ดี ว่าร้ายแต่พวกเรา”
หมูตัวแม่ “ใช่ พวกเราไม่ได้อาบน้ำแค่สามวัน กล่าวหาว่าพวกเราโสโครก”
ลูกหมู “ท่านพ่อท่านแม่ เ้าม้านั่นโชคร้ายแล้วยังไม่รู้ตัว เอาหัวไปถูไถมนุษย์จากที่แห่งนั้นไปมาอย่างสำนึกบุญคุณ!”
พ่อหมู “ใช่ อีกไม่นานเ้าม้าคงรู้สึกเสียใจเมื่อมาพบมนุษย์ผู้นั้น”
ม้าตัวนั้นพอฟังออกอยู่บ้างว่าพวกหมูพูดอะไรกัน พลางหยุดคลอเคลียจ้าวหยางจื่อ จ้องมองไปที่พวกหมูอย่างน่าฉงน ว่าสิ่งที่พวกหมูพูดหมายถึงอะไรกันแน่?
เสียงร้องอู๊ดๆๆ อย่างไม่พอใจของพวกหมู แม้แต่หานมิ่งก็หยุดเดิน มองไปที่พวกมันอย่างนึกสงสัย สัญชาตญาณของเขาบอกว่าหมูสามตัวพ่อแม่ลูกนี้กำลังก่นด่าเขาอยู่เป็แน่
ขณะเดียวกันจ้าวหยางจื่อก็ไม่ให้ความสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เขาเพิ่งได้ม้าตัวใหม่มาก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจไม่หาย พลางสำรวจรอบๆ ตัวมันไปมาราวกับเด็กเห่อของเล่นชิ้นใหม่ ก่อนจะพึมพำออกมาว่า
“เ้าเป็ตัวเมียหรอกรึนี่! ไม่เป็ไรเดี๋ยวข้าจะซื้อตัวผู้มาเป็คู่ของเ้า จะได้ไม่เหงา”
ระหว่างที่จ้าวหยางจื่อกำลังลูบแผงคอม้าอย่างรักใคร่อยู่นั้น พังพอนขาวก็พุ่งออกมาจากประตูเรือนอย่างฉับพลันด้วยหน้าตาแตกตื่น
ซึ่งซีซวนวิ่งตามมาติดๆ ขณะเดียวกันเสียงใสของเด็กสาวดังกึกก้องกังวาน
“เ้าอาหาร! หยุดเดี๋ยวนี้!!! แม่บอกให้หยุด!!!”
เ้าพังพอนขาวไม่ฟังแต่อย่างใด หยุดให้ก็โง่แล้ว! เมื่อพ้นประตูบ้านมาได้มันก็ะโหลบขึ้นไปบนขอบรั้วเพื่อหนีจากเงื้อมมือปีศาจสาว
ขณะเดียวกันหานมิ่งก็หันไปมองด้วยความสงสัย ทำไมเด็กน้อยคนนั้นถึงส่งแตกตื่นเช่นนั้น
ซีซวนสังเกตเห็นหานมิ่งพอดิบพอดี นางก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างผู้ชนะ ก่อนจะกล่าวว่า
“ท่านน้า!! ท่านช่วยข้าจับเ้าพังพอนนั่นที มันหนีจากเงื้อมมือข้าไป!”
“ได้!” หานมิ่งรักและเอ็นดูซีซวนเป็ทุนเดิมอยู่แล้วย่อมตกลงอย่างว่องไว
หานมิ่งยกธนูหนักยี่สิบจินจากทางด้านหลังง้างออกมาอย่างง่ายดายพลางเล็งไปที่พังพอนขาวที่รั้ว
อย่างฉับพลันเ้าพังพอนขาวขนลุกซู่ชูชันไปทั่วทั้งร่าง เมื่อสัญชาตญาณััสิ่งที่อันตรายถึงชีวิตได้!
จ้าวหยางจื่อเห็นทีท่าไม่ดีก็รีบกู่ร้องขึ้นทันที
“หยุดก่อนครับพี่ใหญ่! เข้าใจผิด! เป็เื่เข้าใจผิดขอรับ!!”
“หือ?” หานมิ่งเหลือบมองจ้าวหยางจื่อด้วยความงุนงง ทว่ายังไม่ลดธนูลงแต่อย่างใด ถ้าปล่อยสัตว์ไปง่ายๆ คงเสียชื่อนักล่าเช่นเขาหมด
“พี่ใหญ่ เ้านั่นเป็สัตว์เลี้ยงของข้าเอง ได้โปรดอย่าทำร้ายมันขอรับ”จ้าวหยางจื่อกล่าวอย่างร้อนรน เมื่อเห็นว่าหานมิ่งไม่ลดธนูลงง่ายๆ
“งั้นรึ?” พอได้ฟังคำอธิบายหานมิ่งก็ยอมลบธนูลง จังหวะนั้นเอง ปลายศรชี้ไปทางพวกหมูพอดี พวกมันต่างร้องอู๊ดๆ อย่างตื่นกลัว
พ่อหมู "ทำไมต้องชี้มาทางนี้ด้วย! ไม่รู้หรือไรมันอันตราย!"
แต่ถึงอย่างนั้นหานมิ่งก็ไม่สนใจพวกมันอยู่ดี ในสายตาของเขาพวกหมูไม่ต่างอะไรจากขยะ เพราะมันกินไม่ได้นั่นเอง
เมื่อเห็นว่ารอดตายแล้ว เ้าพังพอนขาวก็รีบพุ่งมาที่จ้าวหยางจื่อ มีแค่อยู่กับจ้าวหยางจื่อเท่านั้นมันถึงรู้สึกปลอดภัย
หลังจากที่เกาะบนไหล่ของจ้าวหยางจื่อได้อย่างมั่นคง เ้าพังพอนขาวก็ใช้ท้าวเล็กๆ ของมันชี้ไปทางซีซวน แล้วร้อง กิ๊วๆๆ ออกมาไม่หยุด ราวกับฟ้องเขาว่าซีซวนทำอะไรกับมันไว้บ้าง
ซีซวนสังเกตเห็นพังพอนกล่าวร้ายตนเองก็เรียวไข่เล็กๆ ของนางก็เย็นะเื พลันกล่าวด้วยเสียงที่จริงจังว่า
“เ้ากล้าว่าข้าหรือ! แม่จะจับเ้าไปทำอาหารเดี๋ยวนี้แหละ!”
พังพอนขาวรีบมุดเข้าไปในเสื้อของจ้าวหยางจื่ออย่างรวดเร็ว มันเกรงกลัวเด็กสาวตรงหน้าอย่างมาก ว่างเป็ไม่ได้จะจับมันไปทำอาหารท่าเดียว!
จ้าวหยางจื่อ “…”
“ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! แน่จริงเ้าอย่าหลบด้านพี่ข้าสิ!” ซีซวนควานหาพังพอนพลางเดินรอบตัวของจ้าวหยางจื่อ
หานมิ่งสังเกตเห็นเช่นนั้นก็เป็ห่วงไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยเตือนจ้าวหยางจื่อว่า “จื่อหยาง พังพอนเป็สัตว์มีพิษ ยิ่งตัวใหญ่เช่นนี้พิษยิ่งร้ายแรง เ้าเลี้ยงดูจะไม่เป็ไรแน่หรือ?”
“ไม่เป็ไรขอรับ ข้าทำให้มันเชื่องแล้ว?”จ้าวหยางจื่ออธิบาย
“งั้นก็แล้วแต่เ้า แม้พิษของพังพอนจะไม่ได้รุนแรงเท่าพวกงูพิษ แต่ถึงอย่างไรพิษของมันก็ทำให้คนตกตายอยู่ดี เ้าคอยระวังเอาไว้ล่ะ” หานมิ่งยังคงเป็ห่วง ั้แ่เกิดจนถึงบัดนี้เขาเพิ่งเคยเห็นคนเลี้ยงพังพอน ถ้าเป็พวกสุนัขหรือวัวควายเขาจะไม่แปลกใจเลย
ก็จริงตามที่หานมิ่งบอก แม้จะมีวิธีรักษาพิษ แต่ทว่าคนที่รักษาได้กลับมีน้อยมาก ยุคสมัยเช่นนี้พวกหมอเก่งๆ ส่วนมากจะอยู่ในวังหลวง หรือไม่ก็ในเมืองหลวงทั้งนั้น ถ้าพวกชาวบ้านโดนกัด คงต้องเข้าเฝ้ายมบาลอย่างเดียว
“ขอบคุณขอรับที่เป็ห่วง อย่างที่ท่านเห็นเ้านี่ไม่เป็อันตรายขอรับ”
“เฮ้อ งั้นก็แล้วแต่เ้าเถอะ ข้าลาละ”
“เดี๋ยวก่อนขอรับพี่ใหญ่?”
“หือ มีอะไรอีกรึ?”
“ข้าเห็นว่าท่านยิงธนูได้แม่นนัก ท่านช่วยสอนข้าได้หรือไม่ขอรับ?”
“ได้อยู่แล้ว แต่เ้ามีธนูแล้วงั้นหรือ?”
“มีแล้วขอรับ แขวนอยู่ข้างๆ ประตูนั่นไงขอรับ?” จ้าวหยางจื่อพูดพลางชี้ไปที่ธนูไม้ไผ่ที่แขวนอยู่ตรงประตูเรือน
หานมิ่งมองไกลๆ ไม่ค่อยถนัด จึงเดินเข้าไปชมใกล้ๆ ก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยความไม่พอใจว่า
“สิ่งนี้เรียกว่าธนูรึ!? นี่มันไม้จิ้มฟันชัด!ๆ ทำออกมาชุ่ยแบบนี้ยิงกวางป่าไม่เข้าเสียด้วยซ้ำ ช่างคนไหนขายให้เ้า ข้าจะไปถล่มร้านของมัน” หานมิ่งคว้าธนูคันเล็กๆ มาทางจ้าวหยางจื่อด้วยอารมณ์โกรธ
ซีซวนได้ยินหานมิ่งพูดก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้านอย่างรู้ความ นางรู้ดีว่าเป็จ้าวจื่อหยางที่ทำขึ้นมาเอง ไปดีกว่าก่อนพี่ชายจะขายหน้าไปมากกว่านี้
จ้าวหยางจื่อกระอักกระอ่วนอยู่นาน ก่อนจะพูดเสียงเบาว่า
“ข้าทำขึ้นเองขอรับ”
หานมิ่ง “…”
ได้ยินเช่นนั้นหานมิ่งก็กระอักกระอ่วนไม่แพ้กัน ก่อนหน้านี้ว่าไปเยอะด้วยสิ
“เช่นนั้นรึ ข้าคิดว่าช่างไม่มีฝีมือพวกนั้นหลอกขายให้เ้าเสียอีก ดูจากสภาพของไม้แล้วดูท่าธนูคันนี้คงใช้ได้ไม่ถึงสองอาทิตย์ เ้าซื้อคันใหม่ที่ดีกว่านี้มาเถอะ ข้าจึงจะสอนเ้า”
“ขอรับ..”
หลังจากนั้นหานมิ่งก็เดินกลับเรือนตนเอง
ตรงมุมหนึ่งของเรือน หมูสามตัวที่สังเกตเห็นว่ามนุษย์ตัวใหญ่คนนั้นจากไปเสียทีก็ถอนหายใจออกมายาวๆ เวลาที่มนุษย์ตัวใหญ่นั้นจ้องมองมาทีไรทำเอาพวกมันหวาดเสียวทั่วร่าง ราวกับมัจจุราชหมายปองจะเอาชีวิตไม่มีผิด
ฝีมือการล่าสัตว์และการยิงธนูของหานมิ่งเป็ที่เลื่องลือของทั้งหมู่บ้านตระกูลหานมาช้านาน การที่จ้าวหยางจื่อขอให้เขาสอนให้ก็พอเข้าใจได้
แต่ทว่านั่นก็เป็เพียงเปลือกนอก จ้าวหยางจื่อไม่ได้ตั้งใจจะนำการยิงธนูไปใช้ล่าสัตว์ แต่เป็การป้องกันตัวเองต่างหาก..
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็กำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็พระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel