กลางดึกสงัดความมืดของรัตติกาลเข้าปกคลุม ทุกที่ทุกทางมีเพียงเสียงของความเงียบ ผู้คนต่างนอนหลับอยู่ภายในบ้าน อุทัยนั่งกรรมฐานอยู่ภายในห้องอย่างเงียบสงบ
ชัยชนะจากการชกมวยทั้งสามรอบส่งอุทัยโดดเด่นขึ้นเป็นพิเศษ จากอันธพาลน้อยข้างถนนสามารถทะลุเข้ารอบหกสิบสี่คนสุดท้ายของการชกมวยประจำมณฑล พอกลับมาถึงเทวสถานในช่วงเย็นก็ยังไม่ได้พักผ่อน เป็นเจ้าธรรมเกลอรักเซ้าซี้ให้มันสอนแม่ไม้มวยให้จงได้
อุทัยตัดรำคาญจำใจค่อยๆ สอนพื้นฐานมวยเบื้องต้นแก่มัน ลุงชิดก็เห็นดีเห็นงามคอยส่งเสริมนั่งดูเอาใจช่วยเจ้าธรรมร่ำเรียนวิชามวยอยู่ด้านข้าง คาดว่าเจ้าธรรมคงเหนื่อยนักหัวถึงหมอนก็หลับสนิท ส่งลมหายใจเป็นจังหวะแผ่วเบาลึกยาว
“!!!” อุทัยพลันรู้สึกตื่นตัว
พลังจุดหนึ่งเข้ามาในเครือข่ายประสาทสัมผัส นับตั้งแต่มันได้รับถ่ายทอดพลังปราณทั้งสาม ประสาทสัมผัสก็ยืดขยายออกดังใยแมงมุม สามารถรับรู้พลังชีวิตและพลังปราณรอบตัว ยิ่งระดับปราณพัฒนาขึ้นประสาทสัมผัสนี้ยิ่งขยายกว้างและถี่ละเอียดขึ้นตามไปด้วย
“.. ใช่แล้ว” อุทัยอุทานโดยแผ่วเบา พลังชีวิตเป็นอย่างเดียวกันกับที่มันสัมผัสได้เมื่อตอนเย็น
คนผู้หนึ่งพลิกกายเข้ามาในเทวสถาน แล้วตรงมายังเรือนพักที่มันอาศัยอยู่อย่างแม่นยำ
ด้วยสัญชาตญาณอุทัยรีบล้มตัวลงนอนคลุมผ้าห่มแกล้งทำเป็นหลับใหล
คนผู้นั้นมาถึงข้างหน้าต่างลอบสำรวจมองเข้ามา เส้นเสียงของบุรุษสูงวัยถูกส่งถึงอุทัยโดยตรง
“เจ้าทัย .. เจ้าทัย .. อุทัย .. ตื่นเถิด” ชายผู้นั้นส่งเสียงเรียกแผ่วเบา
อุทัยแสร้งเป็นนอนหลับไม่ตื่น คนผู้นั้นจึงหยิบกรวดก้อนเล็กใช้พลังปราณดีดผ่านนิ้วมือไปโดนบริเวณขาของอุทัย
“เจ้าทัย นี่ข้าเอง” ชายผู้นั้นส่งเสียงเรียก .. อุทัยทำเป็นถูกปลุกตื่นงัวเงีย
“เจ้าทัย นี่ข้าเอง” ชายผู้นั้นเรียกหาอีกครั้ง
“ฮืออออ เป็นผู้ใดกัน” อุทัยถามกลับ
“ข้าเอง .. ลุงเอิบ .. ออกมาสิ ..” ชายผู้นั้นตอบ
“!!!” อุทัยใจหายวาบที่แท้ก็คือลุงเอิบ ถึงว่าทำไมมันจึงรู้สึกคุ้นเคยกับพลังชีวิตของคนผู้นี้นัก .. ลุงเอิบ หรือในสถานะหนึ่งก็คืออาจารย์สุรินทร์แห่งสำนักตักสิลา
สุรินทร์พบเห็นอุทัยในวันงานชกมวย นอกจากอุทัยยังไม่ตายแล้ว รูปร่างยังเปลี่ยนแปลงดังชุบกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็นใหม่ รวมทั้งวิชามวยก็ยังก้าวหน้าดังเป็นคนละคน อาจมีบางสิ่งผิดพลาดในวิชา ‘กฤษณะบำเพ็ญ’ จึงติดตามจนมาถึงที่พักของอุทัย เฝ้ารอจนมืดค่ำจึงออกอุบายเข้าหลอกล่อ
อุทัยทะลึ่งตัวลุกขึ้นพรวด ร้องอุทานว่า “ลุงเอิบ !!! ลุงหายไปไหนมาข้าตามหาท่านอยู่เนิ่นนานแล้ว”
ที่มันลอบเข้าสำนักตักสิลาเมื่อคืนก่อนก็ทำให้เข้าใจได้ว่า หลังสุรินทร์ทำร้ายมันในคืนนั้น ก็ไม่กลับมาสำนักในฐานะลุงเอิบอีก
สุรินทร์ส่งเสียง “จุ๊ จุ๊ .. อย่าเอ็ดไปออกมาคุยกันข้างนอกก่อน”
อุทัยกล่าวตอบ “ได้ลุง .. รอข้าแพล๊บบบนึง ..” สุรินทร์จึงถอยออกจากหน้าต่างไป
อุทัยครุ่นคิด ‘ไอ้เฒ่าเจ้าเล่ห์ จะมีแผนการอย่างไรอีก’ มันหยิบฉวยดาบสั้น ‘สยบจักรภพ’ เหน็บซ่อนไว้เบื้องหลังแล้วจึงสวมเสื้อคลุมทับติดตามออกมาอย่างแผ่วเบา
พบเห็นสุรินทร์ยืนอยู่ในความมืดราวกลัวว่าบุคคลอื่นจะพบเห็น อุทัยเดินเข้ามาอย่างปลอดโปร่ง
“ทำลับๆ ล่อๆ หลบผู้ใดกัน .. ท่านหายไปที่ใดมา ..” อุทัยถาม มันใช้ไหวพริบไม่ปล่อยให้สุรินทร์เป็นฝ่ายกำหนด มาถึงมันก็ยิงคำถามเข้าใส่ก่อน
“ข้าถูกบุคคลติดตามทำร้าย ..” สุรินทร์กล่าว
“ตามทำร้าย !!!” อุทัยทำแสร้งแปลกใจกล่าวต่อว่า “เป็นผู้ใดกันกลับมาปองร้าย พ่อครัวเช่นท่าน”
สุรินทร์ตอบ “เป็นบุคคลผู้หนึ่ง .. มีฝีมือสูงส่งยิ่ง ..”
อุทัยกล่าวต่อ “เป็นยอดฝีมือ !!! ท่านขัดแย้งกับยอดฝีมือ !!!”
สุรินทร์เริ่มหงุดหงิดใจ ผู้ที่ควรตั้งคำถามควรเป็นมัน แต่เหตุเด็กผู้นี้ถึงซักไซ้ถามไถ่มันเยี่ยงนี้ จึงกล่าวตัดบทว่า “ค่อยคุยกันหนา .. ออกจากสถานที่นี้ก่อนแล้วข้าจะเล่าให้ฟัง”
อุทัยกล่าวถามต่อ “แล้วท่านจะพาข้าไปที่ใดเล่า”
สุรินทร์กล่าว “ตามข้ามาเถิด แล้วเจ้าจะรู้เอง”
อุทัยพลันเข้าใจขึ้นมา คนผู้นี้จ้าวอุบายความคิดคงหวังหลอกล่อ ให้มันออกไปในสถานที่เปลี่ยวร้างเพื่อกระทำการบางอย่างแล้ว
สุรินทร์ก้าวเดินนำ โบกมือทำท่าให้อุทัยตามมา .. อุทัยครุ่นคิด .. สุรินทร์มีพลังระดับอัคระปราณ ยากแก่การรับมือยิ่ง หากแม้นมันติดตามไปคงไม่รอดกลับมาเป็นแน่แล้ว
.. แต่ ณ สถานที่นี้ ถึงแม่จะดึกดื่นยามวิกาล แต่อย่างไรก็เป็นแหล่งชุมชน มีผู้คนและเจ้าหน้าที่กรมเมืองมากมาย ยังพอมีโอกาสรักษาชีวิตไว้ได้มากกว่า
คิดได้เช่นนั้นอุทัยจึงกล่าวว่า “ท่านไปอยู่ที่ใดมา .. ข้ารอคอยท่านกว่าสองเดือน ..” คำกล่าวนี้ทำสุรินทร์เสียสมาธิ
อุทัยกล่าวก่อกวนจนสุรินทร์เกิดความคิดสับสน ‘มันอาศัยอยู่ที่สำนักมาโดยตลอดหรือ? เป็นข้าที่หายไปผู้เดียวหรือ? ในคืนนั้นเป็นมันที่ตายไปแล้วมิใช่หรือ?’
ด้านหลังของสุรินทร์ อุทัยลอบโคจรปราณอรุณโรจน์อย่างรวดเร็วดวงตาส่องประกายอักขระมนต์สีทองหมุนวนอย่างเร็วรี่ ฝ่ามือถูกส่งออกอย่างบางเบาเงียบกริบไร้เสียง และไม่มีวี่แววแห่งพลัง เดินพลังปราณเหมือนหมัดที่มันเคยใช้ขณะต่อสู้กับสมิงจยอง
แขนเหยียดตรงฝ่ามือของอุทัยสัมผัสถูกแผ่นหลังสุรินทร์โดนแผ่วเบา สุรินทร์กำลังจะเหลียวหน้ากลับมาเร่งรัดให้อุทัยรีบติดตาม
อุทัยค่อยๆ ปล่อยพลังปราณสะสมไว้ที่จุดชีพจรบนฝ่ามือ พลังปราณอัดแน่นจวนจะระเบิดออกแล้ว
‘!!!’ สุรินทร์ที่ด้านหลังของมัน แขนของอุทัยแปร่งประกายอักขระมนต์เป็นสีทองสุกใสส่องแสงเฉิดฉายโดยฉับพลัน
อุทัยแววตาพลันดุร้ายขึ้นมาวูบหนึ่ง มันกระแทกส่งพลังปราณจากภายในทั้งสิบส่วน เกิดพลังปราณปะทุออกที่ฝ่ามือ .. ‘กระบวนท่านี้ ข้าให้ชื่อว่า ..’
.. สุริยะหลบเร้น !!!
กับคนชั่วช้าเช่นนี้ไม่จำเป็นใช้วิธีการเยี่ยงวีระบุรุษหรือผู้กล้าใดๆ ทั้งสิ้น
.. แสงสีทองประกายเจิดจ้าระเบิดออกอย่างรุนแรง .. เปรี้ยงงงงงงง !!!!
สุรินทร์ถูกพลังปราณระเบิดกระแทกจากเบื้องหลัง ปราณคุ้มครองกายแตกสลาย ร่างแอ่นลอยกระเด็น อุทัยร่างไหวกะพริบวูบด้วยท่าร่าง ‘มายาอสูร’ มันย้ายมาอยู่เบื้องหน้าของสุรินทร์
ดวงตาของสุรินทร์เบิกกว้างปากอ้าค้างดังเจอทูตมรณะ ร่างอุทัยสว่างวาบด้วยอักขระมนต์สีทอง มันหมุนกายหนึ่งรอบพร้อมเหวี่ยงสะบัดปลดปล่อยแข้งขวาออก
.. ประหารพยัคฆา !!!
.. เปรี้ยงงงงงงง !!! แข้งขวาของอุทัยเตะเสยเข้าหน้าอกของสุรินทร์อย่างรุนแรงแรง ส่งร่างสุรินทร์ลอยขึ้นด้านบน
ร่างอุทัยกะพริบไหววูบอีกครั้งมาปรากฏอยู่เบื้องบนของสุรินทร์ มันงอเข่าทั้งสองทิ้งดิ่งลงมา
.. ประทับล้มคชสาร !!!
.. เปรี้ยงงงงงงง !!! เข่าคู่ของอุทัยพุ่งทิ้งดิ่งลงมากระแทกด้านหลังของสุรินทร์ มันถูกพลังกระแทกเข้าใส่ดังถูกมือยักษ์ตบฟาดโลหิตสาดกระเซ็นออกจากปาก
.. ตู้มมมมมมมม ... สุรินทร์ร่างร่วงหล่นลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่ว
อุทัยกระโดดฉากออกมาราวสิบก้าว ภายใต้แสงสลัวและความพร่ามัวจากม่านผงฝุ่นกระจาย มันจ้องมองเขม็งยังร่างที่นอนแน่นิ่งไม่มีความเคลื่อนไหวใด
ผ่านไปราวสิบลมหายใจ หัวใจอุทัยพลันหล่นวาบลงตาตุ่ม
ฮิ ฮิ ฮิ ..
ฮิ ฮิ ฮิ ..
ฮิ ฮิ ฮิ ฮา ฮา ..
เสียงหัวเราะชั่วช้าของสุรินทร์ดังเสียดแก้วหู ร่างของมันค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ลมแรงพัดวูบหอบกลุ่มฝุ่นผงพลิ้วหายไป
สุรินทร์ยืนตระหง่านง้ำดวงตาเป็นประกายอัคคี ร่างแผ่พลังระดับอัคระปราณเข้มข้นหนาแน่น เสื้อผ้าท่อนบนถูกพลังปราณของอุทัยทำลายจนไม่เหลือเศษซากเผยให้เห็นเสื้อเกราะอ่อนสีเงินยวง
“ชิบบบบบ ..” อุทัยสบถเบาๆ
เกราะฟ้าเกร็ดมังกร !!! สุรินทร์รอดตายจากการลอบทำร้ายของอุทัยด้วยเกราะอ่อนนี้
แต่ถึงอย่างไรนี้เป็นการระเบิดพลังปราณทำร้ายในระยะประชิด .. สุรินทร์เสียท่าถูกทำร้ายบาดเจ็บแล้ว
.. เกราะนี้เพียงป้องกันพลังกระแทกจากอุทัยเพียงห้าส่วน พลังอีกห้าส่วนชำแรกเข้าทำร้ายเส้นลมปราณและอวัยวะภายในของมัน สุรินทร์จำฝืนระงับความเจ็บปวดทำราวไม่มีเรื่องราวใด
“ผู้อาวุโสที่เคารพ .. ท่านได้รับบาดเจ็บแล้ว ฮ่า ฮ่า” อุทัยจงใจกล่าว สัมผัสถึงพลังปราณที่ไม่สมดุลของสุรินทร์
“ฮ่า ฮ่า .. ไอ้ขี้ครอก .. จะอย่างไรก็สามารถฆ่าเจ้าได้แล้วกัน” สุรินทร์กล่าวด้วยความโกรธแค้น มันเป็นถึงตัวตนระดับอัคระยุทธ์กลับเสียท่าเด็กน้อยผู้นี้
“ข้าจะไม่ให้ท่านมีโอกาสฆ่าข้าเป็นคราที่สองโดยเด็ดขาด ...” อุทัยกล่าว หากกล่าวถึงความคับแค้นเป็นอุทัยที่มีกว่ามากนัก ความคับแค้นที่ตลอดกว่าสามปีที่มันถูกสุรินทร์หลอกใช้และถูกทำร้ายแทบเสียชีวิตลง
สุรินทร์กล่าวเย้ย “ดวงชะตาเจ้าช่างกล้าแข็ง .. แต่ก็เพียงยืดเวลาการตายของเจ้าจนมาถึงคืนนี้เท่านั้น” ความหมายคือคืนนี้อุทัยต้องตายแน่นอน
ขณะกล่าววาจามันหยิบล้วงสิ่งหนึ่งเป็นเม็ดกลมสีแดงเข้มดีดพุ่งเข้าปากมันไป เม็ดยา ‘พิษอัคคีเก้าชีวิต’ โอสถล้ำค่าชนิดหนึ่งช่วยสะกดอาการบาดเจ็บและเพิ่มพลังธาตุอัคคีในคราวเดียวกัน
“ยอมจำนนเสียเถิด .. ดิ้นรนต่อไปก็เปล่าประโยชน์ .. ฮี ฮี” สุรินทร์กล่าวพร้อมเดินลมปราณเร่งเร้าพลังของตัวยา
“ชิ .. เก่งจริงจับข้าให้ได้ซี .. ผู้อาวุโสที่เคารพ .. ฮา ฮา” อุทัยทำปากกล้า แต่หลังของมันกลับชุ่มด้วยเหงื่อ .. สัมผัสได้ถึงพลังปราณของสุรินทร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สุรินทร์เร้าพลังปราณเร่งพลังของตัวโอสถทำการดูดซับอย่างต่อเนื่อง ทันใดกลุ่มอัคคีสีแดงเข้มระเบิดออกรอบกายคนพุ่งตรงเข้าหาอุทัยด้วยความเร็วดุจภูตอัคคี
.. กรงอัคคีขังมังกร !
ทันใดนั้น! รอบกายอุทัยเกิดวงแหวนอัคคี แล้วจึงแปรเปลี่ยนเป็นกำแพงอัคคีพุ่งสูงนับสิบวาเข้ากักตัวอุทัยไว้ .. สุรินทร์พุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วอันน่าตระหนก
เป็นดังอุทัยคาดคิดสุรินทร์หมายจะสยบมันเพื่อเค้นเอาบางสิ่ง ที่ผ่านมาในการชกมวยสองวันอุทัยโดดเด่นเกินไป ผู้คนมากมายต้องการชมเชิงมวยของม้ามืดผู้นี้ยิ่งนัก .. สุรินทร์ก็เป็นหนึ่งในนั้น
สุรินทร์ปักใจเชื่อมาตลอดว่าอุทัยตายไปแล้ว ในห้วงคำนึงไม่ได้มีอุทัยแม้แต่น้อย คราแรกที่พบเห็นอุทัยมันกลับไม่เชื่อสายตาตัวเองว่านี่คือไอ้หน้าโง่ที่มันเคยหลอกลวงใช้เป็นกระถางบ่มพลังปราณวิชา ‘กฤษณะบำเพ็ญ’ อยู่กว่าสามปี
เพียงแค่สองเดือนร่างกายของอุทัยและพลังฝีมือกลับเปลี่ยนเป็นคนละคน สุรินทร์คาดเดาว่าที่เป็นเช่นนี้ประกอบด้วยสองเหตุปัจจัยเท่านั้น หนึ่งคือในกายมันยังคงมีพลังของมุขชำระจิตอยู่และเป็นสัดส่วนที่สูงอย่างยิ่ง อาจเป็นแก่นของพลังบริสุทธิ์เลยทีเดียว
อีกหนึ่งปัจจัยคือมียอดยุทธ์ขั้นปรมาจารย์ช่วยเหลือมันในคืนนั้น และคอยชี้แนะสั่งสอนทำให้ฝีมือและพลังยุทธ์ของมันก้าวหน้าดังติดปีก
สุรินทร์เป็นผู้ละโมบต้องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเต็มที่ มันจึงทำการล่อลวงอุทัยออกจากที่พักไปในสถานที่อันปลอดผู้คนเพื่อกระทำการแย่งชิงพลังขุมนั้น
แต่ร้อยคำนวณกลับไม่ทราบว่าอุทัยรับรู้ถึงศักดิ์ฐานะ ‘ลุงเอิบ’ ที่มันอุปโลกน์ขึ้นมา .. แผนการของมันถูกเปิดโปงแล้ว
กรงอัคคีเป็นวงกว้างนับสิบก้าว เปลวอัคคีร้อนแรงเป็นดังกำแพงแน่นหนา สุรินทร์พุ่งเข้ามาผ่านเปลวอัคคีคนฟาดสันมือออกอย่างรวดเร็ว .. หมายสยบอุทัยให้จงได้
อุทัยก็ว่องไวร่างเปล่งอักขระมนต์สีทองไหววูบขยับฉากไปเบื้องซ้าย เตะออกด้วยแข้งขวาเป้าหมายคือก้านคอของสุรินทร์
ป๊าบบบบ!!! สุรินทร์ไวทายาดรั้งสันมือกลับมารับลูกเตะนี้เอาไว้ อุทัยพลิกตัวส่งศอกซ้ายขวาเป็นชุดฟันตัดเข้าใส่ซอกคอใบหน้าสุรินทร์
.. ป๊าบบบ .. ป๊าบบบ .. ป๊าบบบ!!!
สุรินทร์ใช้แขนเข้าต้านทานรับไว้ แล้วตอบโต้โดยส่งหมัดสั้นซ้ายขวาเข้าลำตัวอุทัย
.. ผลักกก .. ผลักกก!!!
ทั้งคู่ออกอาวุธระยะประชิดใส่เข้าหากันเป็นพัลวัน อุทัยถูกชกนับสิบๆ หมัด มีหมัดหนึ่งเข้าใบหน้าอย่างแรงจนแทบล้มทั้งยืน สุรินทร์ก็ไม่ได้ดีกว่าเท่าไรถูกหมัดเท้าเข่าศอกของอุทัยตอบโต้อย่างเผ็ดร้อน
อุทัยถ่มเลือดจากปากทิ้ง ร่างไหววาบอีกครั้งครานี้มันลอยอยู่เบื้องบนสุรินทร์ทิ้งศอกขวาลงมากลางอากาศ
.. โผล๊ะ !!! .. ปราณคุ้มครองกายของสุรินทร์แตกสลาย ถูกตีศอกลงกลางกระบาลความเจ็บปวดแผ่สภางค์ไปทั่วร่างกาย
สุรินทร์โทสะพุ่งพรวด ที่ผ่านมามันผ่อนมือยั้งแรงไม่ใช้พลังออกเต็มที่ เนื่องจากกลัวว่าอุทัยจะตายเสียก่อน
แต่ยิ่งมาอุทัยยิ่งตอบโต้มันรุนแรง สร้างความเจ็บปวดและเพิ่มอาการบาดเจ็บให้แก่มัน พลันฉวยจับขาอุทัยได้มันเหวี่ยงฟาดอุทัยลงพื้นอย่างเกรี้ยวกราด
.. โครมมมมม .. โครมมมมม .. โครมมมมม!!!
อุทัยถูกฟาดลงพื้นหลายครั้งจนอวัยวะภายในแทบสลับแทนที่กัน การประมือกับยอดยุทธ์ระดับ ‘อัคระปราณ’ ช่างยากลำบากยิ่งนัก
สุรินทร์ใช้เท้าเหยียบหน้าอกอุทัยไว้ ดวงตาดุร้ายจ้องมองกล่าวหัวเราะเยาะ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า หมดฤทธิ์แล้วเหรอ .. ไอ้เด็กโสโครก ..”
มันใช้พลังระดับอัคระปราณทั้งสิบส่วนกดทับไว้ อุทัยรู้สึกดังมีภูเขาทั้งลูกตั้งอยู่บนหน้าอก ดิ้นรนเท่าไรก็ดิ้นไม่หลุด
“ไม่พบเจอกันแค่สองเดือน พลังยุทธ์กลับรุดหน้าถึงขั้นมัธยะปราณ .. ฮี ฮี”
สุรินทร์กล่าวไปหัวเราะไป มันสะใจที่เห็นอุทัยอยู่ภายใต้อุ้งเท้า ตัดสินใจจะเผาอุทัยด้วยพลังอัคคี มันกำลังเร่งเร้าพลังปราณเพื่อปลดปล่อยอัคคีผ่านฝ่ามือ
“กูจะเผามึง .. เอาพอเกรียมๆ .. ไม่ตายหรอก .. ฮ่า ฮ่า” สุรินทร์ยื่นสองมือจ่อเข้าหาอุทัย
‘แย่แล้ว!!!’ อุทัยดิ้นรนอย่างแรงจนเกิดเป็นช่องว่างที่พื้นดินพอสอดมือเข้าไปได้ มันพลันหยิบฉวยดาบสั้น ‘สยบจักรภพ’ ออกมาจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว
ที่สองมือสุรินทร์เกิดเปลวอัคคีร้อนแรงปะทุระเบิดออกมา
.. อัคคีเผาผลาญ !
เปลวอัคคีสีแดงเข้มร้อนลวกระเบิดเป็นสายพุ่งเข้าหาอุทัย อุทัยไขว้แขนเป็นกากบาทนำดาบสั้นแนบกับท่อนแขนแผ่พลังปราณเข้าไปตั้งใจปล่อยโล่ปราณเข้าป้องกัน
.. แต่!!!
.. เปลวอัคคีกลับถูกหยุดยั้งอยู่กลางทาง !!!
ดวงตาสุรินทร์เบิ่งกว้างด้วยความตกใจ !!!
..ดังมีกำแพงไร้สภาพกั้นขวางเอาไว้ พลังอัคคีร้อนแรงไม่สามารถฝ่าผ่านม่านพลังนั้นออกมาได้ เบื้องหน้าของอุทัยปรากฏม่านปราณสีฟ้าใส มีรูปสัญลักษณ์สามเหลี่ยมซ้อนทับกันเป็นรูปดาวหกแฉกอยู่ในวงอักขระโบราณส่องประกายสีน้ำเงินวูบวาบ
.. กำแพงปราณป้องกันมันเอาไว้จากเปลวอัคคีร้อนแรงนั้น
“!!!” อุทัย
“???” สุรินทร์
บรรยากาศที่ร้อนลวกจากกรงอัคคีพลันลดอุณหภูมิลงอย่างรวดเร็ว เปลวเพลิงบนกรงอัคคีแข็งค้างแล้วแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าดังเกล็ดน้ำแข็ง
มนตราเยือกแข็ง !!! .. เป็นมนตราเยือกแข็งโบราณขั้นสุดยอด
กรงอัคคีทั้งกรงแปลเปลี่ยนเป็นกระบอกน้ำแข็งสีฟ้าอันหนึ่ง!!! สุรินทร์ใจหายวาบสิ่งที่มันคาดคิดไว้และไม่อยากพบเจอได้เกิดขึ้นแล้ว!!!