บทที่ 46 แม่สามีผู้พิถีพิถัน
“ท่านแม่?!” จูปาเม่ยสะดุ้งโหยง
นางนึกว่าท่านแม่ไปท้ายเรือนแล้วเสียอีก ทำไมถึงมาโผล่อยู่ข้างหลังนางได้ล่ะ?!
“การถักปมที่ข้าสอนเจ้าไปเมื่อตอนบ่าย เจ้าทำเป็นแล้วหรือ?” เย่อวี๋หรานถามขึ้น แสร้งทำเหมือนไม่ได้ยินว่าก่อนหน้านี้พวกนางพูดอะไรกัน
จูปาเม่ยหดคอลงทันควัน “ยังเจ้าค่ะ...”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ามายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้? ฝีมืออ่อนหัดแล้วยังมาเอ้อระเหยอยู่ที่นี่ เจ้าคิดว่าทักษะจะเป็นเหมือนขนมยัดไส้ที่หล่นลงมาจากฟ้า[1] ไม่ต้องฝึกฝนก็เก่งเองอย่างนั้นรึ?” เย่อวี๋หรานพูด “ถ้ายังไม่มั่นใจก็ไม่ต้องรีบใช้แถบผ้ามาฝึกฝีมือ ให้หาพวกฟางข้าวหรือใบจงมาฝึกไปก่อน ฝึกจนคล่องมือ จำได้ขึ้นใจแล้วค่อยเปลี่ยนไปใช้แถบผ้า”
“ใช้ใบจงได้ด้วยหรือเจ้าคะ?” จูปาเม่ยคิดขึ้นมาได้ทันทีว่าใกล้ ๆ กับเรือนของนางมีต้นใบจงที่สูงมากอยู่ต้นหนึ่ง
ที่จริงแล้วต้นใบจงเป็นคำเรียกท้องถิ่น ชื่อทางการของมันคือต้นจง นอกจากนี้ยังเรียกว่าต้นจงหลี่ว์[2] ลำต้นมีลักษณะเป็นทรงกระบอกสูง ไม่แตกกิ่งก้านสาขา มีวงแหวนรอบลำต้น บนวงแหวนยังมีก้านใบแก่ที่ไม่หลุดร่วงไปง่าย ๆ หลงเหลืออยู่
ใบของมันจะเกิดเฉพาะตรงยอด แผ่กว้างออกไปจากลำต้นเป็นรูปใบพัดหรือใบพัดกลม ยาวประมาณครึ่งหนึ่งของก้าน
“ใช้ได้สิ” เย่อวี๋หรานตอบ “ปกติเราก็ใช้ใบจงมาสานพัดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเจ้าจะใช้มันมาฝึกฝนฝีมือไม่ได้? อีกทั้งถ้าถักดี ๆ ก็จะไม่พังง่าย ถ้าเจ้าทำออกมาได้ดียังสามารถไปให้พวกพี่สะใภ้ใส่เล่นได้ด้วย”
เย่อวี๋หรานอิดหนาระอาใจกับความฉลาดทางอารมณ์ของจูปาเม่ยแล้ว บอกไปตั้งกี่ครั้งว่าให้จูปาเม่ยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับบรรดาพี่สะใภ้ แต่ผลสุดท้ายแล้วจูปาเม่ยทำอะไรบ้าง?
ตอนนี้นางเป็นน้องสามี แถมยังเป็นน้องสามีที่พี่สะใภ้อุ้มชู แต่นั่นก็เป็นเพราะนางได้รับความรักความเอ็นดูจากคนเป็นแม่สามี ส่วนบรรดาพี่สะใภ้ก็ถูกแม่สามีข่มเอาไว้ จึงจำต้องเอาใจน้องสามีอย่างนาง
เย่อวี๋หรานย่อมแก่ตัวลงในสักวัน จูปาเม่ยสุดท้ายแล้วก็ต้องออกเรือนไป ในภายภาคหน้าจูปาเม่ยจะมีชีวิตอย่างไร นอกจากจะขึ้นอยู่กับบ้านสามีแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับทางฝั่งบ้านมารดาด้วย
ถ้าความสัมพันธ์กับพี่สะใภ้ย่ำแย่ จูปาเม่ยคิดจริง ๆ หรือว่าออกเรือนไปแล้วหากเผชิญปัญหาอะไรเข้าจะมีคนยอมช่วยนาง?
“วันละชิ้น ไม่มีปัญหาใช่ไหม?” สุดท้ายเย่อวี๋หรานก็มอบหมาย ‘ภารกิจ’ ให้จูปาเม่ย เลี่ยงไม่ให้เด็กคนนี้ได้ใจจนเหลิง และล่วงเกินพี่สะใภ้จนผูกปมแค้นขึ้นมา
จูปาเม่ยคอตก พยักหน้า “เจ้าค่ะ ท่านแม่”
แม้นางอยากถามท่านแม่ยิ่งนักว่าทำไมต้องทำให้พี่สะใภ้ด้วย แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่ ‘ไร้อารมณ์ความรู้สึก’ ของอีกฝ่ายแล้ว นางก็พูดไม่ออก
นางกลัวว่าพูดไปแล้วอาจถูกสวดเอาได้
เย่อวี๋หรานยังถลึงตาใส่หลี่ซื่อ เจ้าคนช่างหาเรื่อง!
หลี่ซื่อหดคอ แลบลิ้น
“เมียเจ้าสี่” เย่อวี๋หรานร้องเรียก
หลี่ซื่อใจเต้นโครมคราม ไม่นะ จะถูกสวดแล้วหรือ?!
“ท่านแม่...” นางรีบขานรับเร็วพลัน ใจเต้นไม่เป็นส่ำ
นางรู้แก่ใจว่าตนเองเจตนาหาเรื่องจูปาเม่ย ทำให้จูปาเม่ยพูดออกมาแบบนั้น แต่นั่นไม่ใช่...
คิดไม่ถึงว่าเย่อวี๋หรานกลับไม่พูดถึงเรื่องนี้ แต่ถามว่า “ปูที่ข้าให้เจ้าเอาไปเก็บตอนเที่ยงอยู่ที่ไหน?”
“ปู?” ตอนแรกหลี่ซื่อยังคิดไม่ออก จึงไล่เรียงว่าตอนเที่ยงตนเองทำอะไรไปบ้าง ค่อยนึกออกว่าสิ่งที่แม่สามีพูดถึงก็คือ ‘เจ้าอัปลักษณ์’ พวกนั้นนั่นเอง นางตอบไปว่า “วางไว้ท้ายเรือน อยู่ในรังน้ำเจ้าค่ะ ข้ายังเติมน้ำลงไปด้วย”
“ข้าหาไม่เจอ เจ้าพาข้าไปดูหน่อย”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” หลี่ซื่อส่งงานที่ทำอยู่ในมือให้คนอื่นไป แล้วเดินไปท้ายเรือนกับเย่อวี๋หราน
ที่แท้ ‘รังน้ำ’ ที่หลี่ซื่อพูดถึง หาได้เป็น ‘รางน้ำ’ อย่างที่เย่อวี๋หรานเข้าใจ นางจึงไปหาผิดที่
เย่อวี๋หรานใจหายไปยกหนึ่ง นึกว่างานที่ตนทำมาตลอดช่วงเช้าจะอันตรธานไปหมดสิ้น หากเป็นเช่นนั้นคงน่าเสียดายมาก
ปูเต็มตะกร้าแบบนี้ไม่ได้จับได้ง่าย ๆ ใครจะทราบว่านิ้วทองคำจะแสดงอิทธิฤทธิ์ขึ้นมาอีกทีตอนไหน?
แต่ว่ากันตามตรงแล้ว หลังจากที่นางมาถึงโลกนี้ ก็ดูเหมือนว่านิ้วทองคำจะแสดงอานุภาพถี่ยิ่งขึ้น?
เย่อวี๋หรานคิดเหตุผลไม่ออกก็ไม่ไปคิดถึงมันอีก นางหาอ่างมาใบหนึ่ง สอนหลี่ซื่อว่าต้องล้างปูอย่างไร
ปูเทียบกับสัตว์จำพวกปลาแม่น้ำไม่ได้ ถึงมันจะไม่มีก้าง แต่ถ้าไม่ได้ล้างให้สะอาดหรือทำไม่สุก คนที่ร่างกายอ่อนแอกินเข้าไปแล้วก็อาจท้องเสียได้
“ของพวกนี้มีฤทธิ์เย็น คนท้องกินไม่ได้”
หลี่ซื่อเบะปาก “หา! ข้ากินไม่ได้หรือเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานมองนางแล้วพูดว่า “เจ้าจะลองชิมดูก็ได้ แต่ถ้าเจ้าอยากจะคลอดเด็กในท้องออกมาอย่างปลอดภัย ดีที่สุดก็คือห้ามกิน ของพวกนี้เทียบได้กับยาขับเลือด กินแล้วจะแท้งง่าย”
หลี่ซื่อสูดหายใจอย่างหนาวเหน็บ “ไม่กระมัง?!”
“ใช่น่ะสิ นอกจากคนท้องจะกินไม่ได้แล้ว คนที่ค่อนข้างอ้วนหรือคนที่ร่างกายไม่แข็งแรงก็กินไม่ได้เช่นกัน คนแก่และเด็กก็จัดอยู่ในกลุ่มคนร่างกายอ่อนแอด้วย กินได้เพียงปริมาณน้อย กินมากไปจะทำให้ปวดท้องหรือท้องร่วงได้ง่าย หนักหน่อยก็ต้องไปหาหมอ”
หลี่ซื่อมองแม่สามีอย่างระมัดระวัง “แบบนั้นท่านแม่ก็กินไม่ได้เหมือนกันน่ะสิเจ้าคะ?”
“อื้ม! ข้าได้แต่ชิมนิดหน่อย” สาเหตุสำคัญก็คือในครอบครัวมีคนหนุ่มสาวที่ร่างกายแข็งแรงหลายคน ไม่อย่างนั้นนางก็คร้านจะลงแรงไปจับปู “ม้ามและกระเพาะไม่ถูกกับอาหารที่มีฤทธิ์เย็น คนที่ลำไส้และกระเพาะอาหารอ่อนแอก็กินไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีคนที่เป็นลมพิษ หอบหืด ผิวหนังอักเสบ ผื่นแดง กลากเกลื้อน ตุ่มแดงอักเสบ คนเป็นภูมิแพ้...”
หลี่ซื่อได้ยินแม่สามีไล่เรียงคนที่กินไม่ได้ออกมาตั้งมากมาย ก็คล้ายจะเข้าใจขึ้นมาแล้วว่าทำไมถึงมีคำเล่าลือว่ามีคนตายเพราะกินเจ้าอัปลักษณ์พวกนี้
ก็ถูกแล้วนี่นา คนที่กินไม่ได้มีเยอะแยะปานนั้น คนที่ร่างกายไม่แข็งแรงหน่อยกินแล้วก็เกิดเรื่องได้ง่าย ๆ ใครจะรู้ว่าตนเองเหมาะหรือไม่เหมาะที่จะกินปู?
ถ้าไม่รู้ว่าตนเองกินไม่ได้ แล้วเผลอไปกินเข้า...
เพียงแค่คิด หลี่ซื่อก็ทราบจุดจบแล้ว
อันที่จริง การทำความสะอาดปูโดยการแช่ไว้ในเหล้าขาวครู่หนึ่งนั้นเป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็วที่สุด เพราะไม่เพียงสามารถมอมพวกปูให้สลบ แต่ยังขจัดกลิ่นคาวของปูได้อีกด้วย สะดวกต่อการล้างหลังจากนั้น ทั้งยังทำให้ปูอาเจียนสิ่งสกปรกออกมาได้อีก
แต่เย่อวี๋หรานตระหนักดีว่าในเรือนคงไม่มีอะไรแบบนี้แน่ นางจึงใช้น้ำอุ่นร้อนลวกพวกมันให้สลบ
จากนั้นก็ให้หลี่ซื่อทำตามนาง มือซ้ายใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้กดสองด้านของตัวปูเอาไว้ หงายท้องปูเข้าหาตนเอง แล้วใช้แปรงขัด
แปรงขัดในสมัยโบราณไม่เหมือนกับสมัยปัจจุบันที่มีแปรงฟันอะไรพวกนี้ พวกเขาใช้แปรงไม้ไผ่ หรือก็คือแปรงล้างกระทะไม้ไผ่แบบที่ใช้กันบนเตาตามหมู่บ้านชนบทนั่นแหละ ซึ่งก็พอใช้กล้อมแกล้มไปได้
“เห็นหรือยัง อันนี้คือก้ามปู บนก้ามปูจะมีขนที่ง่ายต่อการสะสมสิ่งสกปรก ต้องแปรงหลาย ๆ ที”
“ยังมีตรงนี้อีก ต้องจับก้ามใหญ่ของมันไว้ให้แน่น ง้างตะปิ้ง[3] ที่อยู่ตรงหน้าท้องปูออกมา”
“ระวังอย่าให้มันหนีบมือ จากนั้นก็อาศัยช่วงที่ตะปิ้งยังอ้าอยู่ รีบแปรงอีกหลายที แปรงจนสะอาดก็สามารถเอาลงหม้อทำอาหารได้แล้ว”
“ต้มจนถึงตอนที่กระดองปูเปลี่ยนเป็นสีแดง ก็หมายความว่าสุกแล้ว”
หลี่ซื่อฟังพลางพยักหน้า ขณะเดียวกันก็ทำไปพร้อมกับเย่อวี๋หราน
นางคิดไม่ถึงเลยว่าการล้างปูจะมีรายละเอียดยิบย่อยมากขนาดนี้
“ท่านแม่ ท่านบอกว่าถ้าล้างไม่สะอาด ปรุงไม่สุก คนที่ร่างกายอ่อนแอกินแล้วจะแสดงอาการผิดปกติได้ใช่ไหมเจ้าคะ?” หลี่ซื่อพูด “งั้นถ้าล้างไม่สะอาดก็คงล้มป่วยได้ง่าย ๆ เลยสิเจ้าคะ?”
ตั้งแต่เล็กจนโต นางไม่เคยรู้เลยว่าการจะล้างอะไรสักอย่างต้องพิถีพิถันปานนี้ คงมีเพียงแม่สามีผู้นี้ที่เคยเป็นสาวใช้บ้านสกุลใหญ่มาก่อนจึงรู้วิธีทำ
[1] ขนมยัดไส้ที่หล่นลงมาจากฟ้า เป็นคำอุปมาถึงสิ่งที่ได้มาง่าย ๆ โดยไม่ต้องลงแรง
[2] ต้นจง 棕树 หรือต้นจงหลี่ว์ 棕榈 หมายถึง ต้นตาล ใบจง หมายถึง ใบตาล
[3] ตะปิ้งปู (หรือจับปิ้ง) หมายถึง แผ่นปิดหน้าท้องปู สามารถใช้ระบุเพศปูได้ ปูตัวผู้ตะปิ้งจะเป็นรูปสามเหลี่ยมยอดแหลม แต่ปูตัวเมียตะปิ้งตรงหน้าท้องจะมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมที่อ้วนกลมกว่า