คนทั้งหมดสบตากัน “ซีอิ๊วดำคืออะไรหรือ? ก่อนหน้านี้เราก็เคยคิดอยากใส่ซีอิ๊วเข้าไปแต่กลับใช้ไม่ได้!”
“ก่อนหน้านี้ซีอิ๊วที่พวกเจ้าทดลองทำออกมายังมีอยู่หรือไม่?”
คนของโรงผลิตรีบขนไหใบหนึ่งมา “ซีอิ๊วคือของดีจริงๆเวลานำไปผัดกับผักทำให้มีกลิ่นหอมอย่างยิ่ง ตอนนำไปคลุกกับเส้นบะหมี่ก็คงจะดีงามนัก”
พอเห็นท่าทางดีใจของพวกเขาก็รู้ว่าคงได้ลิ้มชิมรสของซีอิ๊วไปแล้ว
“ซีอิ๊วที่ทำออกมาหลังจากผ่านไปสองถึงสามเดือนก็จะกลายมาเป็นซีอิ๊วดำ การใช้ทำอาหารของซีอิ๊วดำนั้นมีไม่มากนักส่วนมากล้วนใช้สำหรับแต่งสีของอาหาร” ชีเหนียงกล่าวเช่นนี้หนึ่งในนั้นก็ตบหน้าตักทันใด
“ข้ายังคิดอยู่ว่าซีอิ๊วครั้งที่แล้วสีดำเกินไปอาจจะเสียคิดไม่ถึงว่านี่คือซีอิ๊วดำ! น่าเสียดาย! เสียดายจริงๆ!”
ซีอิ๊วดำที่คิดว่าเสียและทิ้งไปครั้งนั้นมีจำนวนไม่น้อยตอนนี้พวกเขาถึงกับเจ็บปวดใจ
“ไม่เป็นไรทำใหม่ก็พอ ตอนนี้ซีอิ๊วประสบความสำเร็จ สามารถปล่อยขายได้ก่อน”
ชีเหนียงมองดูซีอิ๊วและชิมรสชาติจากนั้นให้พยักหน้าว่าผ่าน
อันอีรู้แผนของนางจึงถาม
“ฮูหยิน? ท่านต้องการเปิดตัวซีอิ๊วดำที่ใด? แล้วชื่อของซีอิ๊วจะใช้ว่าอย่างไรดีขอรับ?”
“แน่นอนว่าซีอิ๊วต้องเริ่มปล่อยขายในอำเภอเฉาของเราก่อนหลังจากมีชื่อเสียง ค่อยให้ตัวแทนพันธมิตรในกลุ่มพ่อค้าจากสมาคมการค้ามารับสินค้าที่อำเภอเฉารอจนมีกำลังที่เพียงพอ ค่อยเปิดสาขาที่อื่นๆ เพิ่มเติม ส่วนชื่อก็ใช้ว่า ‘เครื่องปรุงสกุลลั่ว’ ก็แล้วกัน”
ชีเหนียงคิดไว้ดีแล้วอันอีได้ฟังก็จดไว้
เมื่อเห็นโรงผลิตทะเลเริ่มวิจัยผลิตภัณฑ์ได้หนึ่งอย่างทั้งน้ำมันหอยนางรมกับซีอิ๊วดำก็สำเร็จแล้ว แม้ว่าตอนนี้ต้นทุนจะยังสูงแต่ช้าเร็วสักวันต้องลดลงได้แน่
รอจนชีเหนียงกลับไปถึงห้องก็พบว่ามีสตรีผู้หนึ่งเดินออกมาจากมุมอับ
สตรีผู้นั้นยืนตรงข้ามนางพอนางยกยิ้มมุมปาก คนผู้นั้นก็ยกยิ้มมุมปาก ไม่ว่านางจะทำท่าทางอะไรคนผู้นั้นก็เลียนแบบได้เหมือนยิ่งนัก
“เจ้าคือคนที่คนผู้นั้นส่งมาหรือ?”
เมื่อชีเหนียงถามหญิงผู้นั้นก็คุกเข่าลงหนึ่งข้าง “ผู้น้อยหงหนี่ว์ ได้รับคำสั่งจากนายน้อยให้มาช่วยเหลือฮูหยินเจ้าค่ะ”
สตรีนามว่าหงหนี่ว์มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายกับชีเหนียงกระทั่งเสียงก็ใกล้เคียงกับนางเป็นอย่างมาก
“ต่อไปเรื่องในอำเภอเฉาผู้น้อยจะทำตามคำสั่งของฮูหยิน” ตอนที่หงหนี่ว์ได้รับคำสั่งก็ไม่ได้รู้สึกสนใจอันใดนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดอันอีจึงให้นางมาเลียนแบบสตรีผู้นี้ยิ่งไม่รู้ว่าเหตุใดอันอีจึงบอกว่านี่คือคำสั่งของนายน้อย จวบจนมาถึงที่นี่นางถึงยินดีช่วยเหลือชีเหนียงอย่างเต็มใจ
ขณะที่ชีเหนียงยังคิดหนักว่าจะหาใครมาแทนตัวเองดีชายสวมหน้ากากกลับส่งคนมาให้นางถึงที่ เหตุใดชายผู้นั้นจึงใส่ใจนางถึงเพียงนี้? หรือเป็นเพราะมีศัตรูคนเดียวกันอย่างจี้ฉงเหวินจริงๆ? ระหว่างชายสวมหน้ากากกับจี้ฉงเหวินต้องมีความแค้นหนักหนาเพียงใดถึงได้ทำให้เขายอมหันมาช่วยนางขนาดนี้
หรือเพราะของบนตัวนาง? นอกจากนี้แล้วยังมีอะไรให้เขาต้องการอีก!
โรงผลิตทะเล! ใช่แล้วต้องเป็นโรงผลิตไม่ผิดแน่ ชายสวมหน้ากากเคยเอ่ยถึงโรงผลิตทะเลเวลานั้นนางคิดว่าบังเอิญ แต่จากที่ดูตอนนี้ เขาจะต้องรู้แผนการของตนแน่ ตอนนี้คนทั้งหมดคือคนของเขาอีกทั้งเขายังคิดหาทางช่วยลดต้นทุนของอาหารทะเลเขาคาดคะเนแผนการของนางได้อย่างชัดเจนตั้งแต่แรก
ตอนนี้เครื่องปรุงทะเลราคาสูงลิ่วคงเพราะระยะทางขนส่งวัตถุดิบอันยาวไกลแต่หากลดต้นทุนตรงนี้ได้เครื่องปรุงเหล่านี้จะกลายเป็นวัตถุดิบที่ทุกครัวเรือนสามารถจับจ่ายได้ถึงเวลานั้น ขอเพียงคนที่เคยได้ใช้เครื่องปรุง จะต้องหยุดใช้ไม่ได้แน่ เพราะรสชาติเป็นเลิศของมันที่ผู้คนมิอาจต่อต้านได้ ครั้นเมื่อกลายเป็นของจำเป็นขึ้นมา ลำพังแค่เครื่องปรุงชนิดนี้พวกเขาก็สามารถกลายเป็นมหาเศรษฐีในแผ่นดินได้ กระทั่งสูตรลับที่มีอยู่ในมือคนรอบข้างแม้มีใจอยากครอบครอง ก็ไม่กล้าทำการใหญ่โตแน่
แม้ว่าจะอยากมีคนมาแบ่งปันสักเล็กน้อยแต่ก็ต้องประเมินตนเองให้ดี เงินคือรากฐานของแผ่นดินตอนนี้ขอเพียงนางกุมหนทางหาเงินนี้ไว้ได้ก็ไม่ต้องกลัวจะรับมือคนคิดไม่ซื่อที่คิดเล่นงานนางในที่ลับเหล่านั้นแต่ตอนนี้ความคิดของนางกลับถูกคนแปลกหน้าอ่านออกทั้งหมด นอกจากนี้คนวิจัยเครื่องปรุงทั้งหมดยังคือคนของเขานี่เท่ากับว่าเขาเป็นคนกำสูตรลับไว้ในมือ ส่วนนางก็อาจถูกควบคุมอีกที
หลังจากชีเหนียงคิดถึงเหตุผลต่างๆนานาออกมา ใบหน้าก็ซีดเผือด ดีที่หงหนี่ว์ก้มหน้าตลอดจึงไม่ทันสังเกตเห็นนางเสียอาการ
“นับตั้งแต่วันนี้ผู้น้อยจะติดตามข้างกายฮูหยินและฝึกกิริยาท่าทางของฮูหยินทุกอย่างจนคนนอกไม่อาจแยกเราสองคนได้” คำพูดของหงหนี่ว์เดิมทีแค่อยากบอกกับชีเหนียงให้ชัดเจนแต่ชีเหนียงกลับรู้สึกว่าคำพูดของหงหนี่ว์ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
หากคนนอกไม่อาจแยกแยะพวกนางได้ชัดเจนเช่นนั้นนางก็จะถูกแทนที่ได้ทุกเมื่อ
“ข้าขอพบนายน้อยของพวกเจ้าก่อน” ชีเหนียงมองหงหนี่ว์อีกครั้งด้วยแววตาเรียบเฉยไม่เหมือนก่อนหน้านี้แต่กลับแทนที่ด้วยความระแวงและระวังตัวมากกว่าเดิม
หงหนี่ว์ไม่รู้ว่าตนเองพูดผิดตรงไหนจึงทำให้ฮูหยินไม่พอใจ นางจึงได้แต่รับคำสั่งกลับไปรายงานอันอี
……
ทางด้านอันอีก็นำสถานการณ์ของชีเหนียงไปรายงานจ้าวจือชิงต่อจ้าวจือชิงในขณะนี้เพิ่งผ่านการต่อสู้อันหนักหน่วงมาก่อนที่เยี่ยนฉู่กับเฝิงเจิ้งชูใกล้จะถึงเมืองหลวงทันใดนั้นก็มีคนมาแอบลอบสังหารพวกเขาจริงๆ
…...
พวกเขาสังหารคนส่วนใหญ่ไปแต่ยังมีส่วนหนึ่งที่มาล้อมเยี่ยนฉู่กับเฝิงเจิ้งชูไว้
“ข้าอยากเห็นนักว่าคนเหล่านี้คิดจะทำอะไรกันแน่? สังหารว่าที่จักรพรรดิมีประโยชน์อะไรกับพวกเขา?”
เฝิงเจิ้งชูบังเยี่ยนฉู่ไว้ด้านหลังเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ข้างกายมีบาดแผลตรงแขน กระทั่งจั่วตงก็มีเลือดเปื้อนเต็มตัว
“ท่านอาจารย์ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้หากสวรรค์ลิขิตเช่นนี้ ข้าก็น้อมรับ” เยี่ยนฉู่เห็นคนมากมายต้องตายและหลั่งเลือดเพื่อปกป้องเขามาตั้งแต่เด็กตอนนี้กระทั่งท่านอาจารย์ก็ต้องรับเคราะห์ไปด้วย เขาเจ็บปวดใจยิ่งนัก จึงยินดีให้ตนเองตายไปเช่นนี้แต่ไม่อยากเห็นคนอื่นๆ ต้องมารับกรรมเพราะเขาอีกแล้ว
“ในเมื่อพวกเจ้าอยากเอาชีวิตข้าก็เข้ามาหาข้าสิ!” ขณะที่เยี่ยนฉู่พูดก็พุ่งตัวออกไป แต่กลับถูกเฝิงเจิ้งชูดึงไว้
“ท่านคิดว่าท่านไปแล้วพวกเขาจะปล่อยพวกข้าหรือ? หลายปีมานี้องค์รัชทายาทยังไม่เข้าใจการกระทำของพวกเขาอีกหรือพ่ะย่ะค่ะการกำจัดถอนรากถอนโคน ไม่ใช่แค่เรื่องล้อเล่นนะพ่ะย่ะค่ะ” ถึงแม้เยี่ยนฉู่ตายไปเขาที่เคยให้การอบรมสั่งสอนเยี่ยนฉู่หรือแม้แต่คนที่เคยใกล้ชิดกับเยี่ยนฉู่จะต้องกระจัดกระจายและถูกกำจัดเพราะการจากไปของเยี่ยนฉู่เป็นแน่
เยี่ยนฉู่รู้ว่าเขาพูดถูกต้องทุกประการแต่เขาอยากเอาแต่ใจ เขาอยากหลบเลี่ยง เขาไม่อยากเป็นเช่นนี้อีกต่อไปแล้ว
“องค์รัชทายาทผู้เฒ่าเฝิง พวกท่านหลบไปก่อน ข้าจะคุ้มกันด้านหลังเองขอรับ” จั่วตงผลักพวกเขาไปด้านหลัง “เสี่ยวเอ้อร์ปกป้องพวกเขาให้ดี!”
เสี่ยวเอ้อร์แม้จะดูเอ้อระเหยลอยชายแต่ก็มีวรยุทธ์ที่ดีมิเช่นนั้นเขาคงไม่อาจได้รับอนุญาตให้ติดตามเฝิงเจิ้งชูเพียงเพราะการประจบประแจงแน่เมื่อถึงเวลาจำเป็น เขาก็ทุ่มสุดตัวเพื่อทำหน้าที่ปกป้องเฝิงเจิ้งชู
จั่วตงต้านศัตรูไว้เพียงลำพังส่วนทางด้านเฝิงเจิ้งชูกับเยี่ยนฉู่หนีกันอย่างทุลักทุเลจังหวะที่มือสังหารวิ่งไล่ตามมาจวนเจียนจะถึงตัวพวกเขา จ้าวจือชิงก็พาคนมาได้ทันท่วงทีแล้วช่วยพวกเขาจากคมดาบไว้ได้
เฝิงเจิ้งชูจ้องเงาที่ร่อนลงมาจากฟ้าและเห็นเขาสวมหน้ากากเขี้ยวมัจจุราชสีดำทันใดนั้นก็ตกตะลึงอยู่กับที่ แม้แต่เยี่ยนฉู่เองก็แทบไม่อยากจะเชื่อสายตา
“ท่านอาจารย์นั่นใช่เขาหรือไม่? ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม?”
“น่าจะใช่บนโลกนี้ นอกจากเขาแล้ว ยังมีผู้ใดกล้าสวมหน้ากากเขี้ยวมัจจุราชสีนิลอีก”
-----