ตอนที่ 172 แปะ
ลานกว้างภายในสุสานยามนี้เผยคมเขี้ยวที่แท้จริงของมันออกมา เป้าหมายของลานกว้างนี้คือการจัดการกับผู้ที่บุกรุกเข้ามากลุ่มใหญ่ สัตว์อสูรจำนวนมากผิดปกติและกลไกที่ทำงานด้วยเสียงคือตัวพิสูจน์อย่างดี
นิทานสันนิษฐานเพิ่มว่ามันสมควรตรวจจับเสียงพูดคุยเท่านั้น ไม่เช่นนั้นหากสัตว์อสูรเหล่านี้เกิดคำรามขึ้นมา กับดักก็คงใช้ไม่ได้ผลไปแล้ว หลักการเบื้องหลังเมื่อคิดไปแล้วก็ไม่มีอะไรซับซ้อนแต่อย่างใด
เมื่อมีผู้บุกรุกกลุ่มใหญ่เข้ามา พวกเขาเหล่านั้นย่อมไม่กล้าผ่านห้องนี้ไปโดยง่ายเพราะจำนวนสัตว์อสูรในกรง แต่เมื่อพวกเขาทดสอบเดินผ่านไปแล้วพบว่าไม่มีอันตราย พวกเขาก็จะเริ่มขนกันผ่านมา และเมื่อมีคนกลุ่มใหญ่ที่ย่ามใจเช่นนั้น เป็นเรื่องธรรมดามากที่จะเกิดการพูดคุยกัน
กับดักลวก ๆ ไปหน่อยนะเนี่ย ผ่านไปได้ตั้งหลายกลุ่ม ไม่เหมือนผู้แสวงวิถีเป็นคนคิดเลยแฮะ พวกฉลาด ๆ ไม่น่าคิดอะไรตื้น ๆ แค่นี้ นิทานพึมพำ เขาคิดว่ากับดักนี้ดูมีช่องโหว่มากเกินไป ดูไม่เหมือนว่าผู้แสวงวิถีเป็นผู้คิดค้นเลย
แต่ว่าได้เหรอ พวกเราก็ติดกับดักเต็ม ๆ เลย เขาหัวเราะ แม้พวกเขาจะโดนกับดักเข้าเต็ม ๆ แต่นิทานไม่มีความกังวลแม้แต่น้อย คนที่มีท่าทีกังวลมีเพียงฟาง หมิง เห็นได้ชัดว่าเธอไม่มีประสบการณ์ภาคสนามจริงมากนัก
แม้จะมีจำนวนเกือบสิบตัวแต่สัตว์อสูรเหล่านี้แข็งแกร่งสุดก็แค่ระดับนักสลักเอกเท่านั้น อิซึมิกับนิทานไม่จำเป็นต้องเตรียมพร้อมด้วยซ้ำ พวกเขานั่งรอกันอย่างสบายรอชมฝีมือของชายผู้ที่คนกล่าวขานกันว่าเป็นมือดีที่สุดของรัตนชาติคนเล็ก เพชฌฆาตเพียงคนเดียวมุ่งเข้าไปหาฝูงสัตว์อสูรแล้ว
ดาบของเพชฌฆาตที่เขาใช้ในยามนี้เป็นดาบสีดำเปื้อนโลหิตที่แห้งกรัง ดูแล้วไม่น่าพิสมัยแม้แต่น้อย ยิ่งตัวดาบแผ่กลิ่นอายความอาฆาตและความเกลียดชังออกมาอยู่ตลอดเวลา
ร่างของเพชฌฆาตยามนี้ได้รับการเสริมพลังจนมีระดับใกล้นักสลักโทอีกครั้ง สร้อยบนร่างของเขาหายไปสามเส้น เพียงตวัดดาบครั้งเดียวสัตว์อสูรมากมายก็ล้มตายโดยไม่อาจต่อต้าน อักษรโบราณบนร่างของเขาเรืองแสงบางเบากว่าปกติ สมควรเป็นเพราะพลังกดทับนั่น
หลังฟันออกไปดาบหนึ่งจนสัตว์อสูรหลายตัวล้มตาย เขามองดาบในมือของตนอย่างมึนงง แล้วจึงหันมาทางพวกนิทาน
“คุณเลโอครับ แสงขาว ๆ นี่ฝีมือคุณรึเปล่าครับ!” เขาโบกไม้โบกมือตะโกนถามมา
เลโอที่ยืนถือคทาอยู่หลุดหัวเราะน้อย ๆ เธอโบกคทาหย็อย ๆ เผยให้เห็นว่าแสงสีขาวนั่นเป็นพลังของเธอ
“สุดยอดเลยครับ! ขอบคุณมาก!” เพชฌฆาตตะโกนตอบ แล้วจึงหันไปตวัดอีกดาบ จัดการสัตว์อสูรทั้งหมดที่เหลือ
อิซึมิมองความสามารถของเพชฌฆาตพร้อมกับลอบทึ่งในใจ แม้เขาและเพชฌฆาตจะเป็นหน่วยต่อสู้แนวหน้าเหมือนกันแต่เขาไม่คิดว่าตนสามารถสังหารสัตว์อสูรระดับนักสลักเอกได้ในการโจมตีทีเดียว เขาอาจจะทำได้หากจังหวะและโอกาสเป็นใจ แต่ก็คงไม่ดูง่ายเช่นนี้
“ดาบนั่น วัตถุสลักคำสินะครับ” นิทานพูดขึ้น เขารู้ดีกว่าใครว่าเพชฌฆาตแข็งแกร่ง ความสนใจของเขาจึงจับจ้องไปยังดาบสีดำเล่มนั้น เขาไม่สามารถเห็นได้ว่าคำแห่งพลังถูกสลักอยู่ที่ใด อาจเป็นเพราะคราบเลือดแห้งกรังนั้นบดบังใบดาบไว้จนสิ้น
“ใช่ครับ ดาบตัดเศียร เป็นอาวุธประจำตัวของคุณเพชฌฆาต โด่งดังมากเลยนะครับ” โฮโจเป็นผู้ตอบ เขาสืบค้นเรื่องของสมาชิกทุกคนมาแล้ว
แต่ไอพลังชั่วร้ายมากเลย เป็นประเภทเดียวกับทัณฑ์สีขจีรึเปล่านะที่มีข้อเสีย นิทานคิด กลิ่นอายความชั่วร้ายนั้นทำให้เขานึกถึงความอาฆาตของหมีขนมรกตที่เขาสัมผัสได้ในทัณฑ์สีขจี
เมื่อสัตว์อสูรทั้งหมดตายสิ้น เพชฌฆาตจึงตวัดดาบอีกครั้งไปที่หินก้อนยักษ์ที่ขวางทางออก มันขาดเป็นสองซีกอย่างง่ายดาย เพชฌฆาตผิวปากหวิวเมื่อเห็นว่าขอบประตูไม่มีร่องรอยเลยแม้แต่น้อย เป็นความแข็งที่ไม่เหมาะสมกับสภาพหินธรรมดา ๆ ของพวกมันสักนิด
“ผมใช้มันตัดคอพวกคนชั่วตอนที่ทำงานกับองค์หญิงมาตลอดน่ะครับ ตอนที่ใช้มันฆ่านักสลักโทคนหนึ่ง คำแห่งพลังของเขาก็เลยมาสลักอยู่ที่ดาบ” เพชฌฆาตที่เดินกลับมาพลิกดาบให้ชม
เพียงแต่เมื่อยิ่งเข้าใกล้ นิทานกลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความอาฆาตได้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเขาคลื่นไส้
“ไม่คลื่นไส้บ้างเหรอครับ ไอชั่วร้ายฟุ้งมากเลยนะ” นิทานถามพลางยิ้มแหย ๆ เขาไม่ชอบดาบนี้เลยแม้แต่น้อย
“ไม่นะครับ มันแข็งแกร่งขึ้นมาก คมสุด ๆ แถมข้อเสียก็เล็กน้อยมากเลย แค่ตอนผมใช้มันฆ่าอะไร ภาพความโกรธแค้นอาฆาตของสิ่งที่โดนฆ่าจะปรากฏในหัวผมเท่านั้นเองครับ” เพชฌฆาตยิ้ม แต่ท่าทางของเพชฌฆาตทำให้นิทานขนลุก
ไม่เห็นจะน้อยตรงไหนเลย ประสาทกินพอดี นิทานกลืนน้ำลาย เขานึกขอบคุณหมีขนมรกตทันทีที่ไม่ได้ทิ้งข้อเสียร้ายแรงเช่นนี้ไว้กับทัณฑ์สีขจี
เลโอได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว เธอชี้คทามาทางเพชฌฆาต พลังสีขาวบริสุทธิ์อาบร่างของเขาอีกครั้ง ขจัดคราบเลือดและความสกปรกบนร่างออกไป
“ร้ายแรงมากนะคะผลเสียแบบนั้น ส่งผลต่อจิตใจด้วย ฉันจะช่วยชำระจิตมืดของครั้งนี้ให้ค่ะ” เลโอกล่าว พลังสีขาวของเธอส่องประกายเล็กน้อยจนสีหน้าของเพชฌฆาตดูใสกระจ่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรอกครับ ผมไม่ได้อึดอัดเลยนะ เพราะคนที่โดนดาบตัดเศียรฆ่าก็ไม่มีใครไม่สมควรตายอยู่แล้ว” เพชฌฆาตหัวเราะ หากเขาก็ไม่ได้ขัดขืนพลังของเลโอแต่อย่างใด เพียงรับน้ำใจจากสหายคนใหม่ด้วยความยินดี
นี่ล่ะมั้งทำไมถึงถูกเรียกว่าเพชฌฆาต นิทานจดจำไว้ในใจว่าเพชฌฆาตเป็นคนหนึ่งที่เขาไม่ควรทำให้โมโหหรือหาเรื่องโดยเด็ดขาด แม้จะเป็นคนดีแต่ก็มีความโหดเหี้ยมแบบหนึ่งที่ฝังลึกอยู่ในร่าง
“ไปกันต่อเถอะครับ อย่างน้อยก่อนพักคืนนี้ผมอยากไปเจอทางเชื่อมลงส่วนกลางที่ระบุไว้ในแผนที่” นิทานเอ่ยนำ ทั้งกลุ่มไม่มีใครคัดค้าน การต่อสู้ระดับเพียงแค่นี้ไม่ได้ทำให้พวกเขารู้สึกล้าด้วยซ้ำ ย่อมมีเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงถูกเลือกให้เป็นสมาชิกกลุ่มขุดค้นที่แบกความหวังไว้บนบ่า
ทางเดินตัดผ่านนั้นไม่มีอะไรยากแม้แต่น้อย พวกเขาเพียงเดินตามทางที่ระบุไว้ในแผนที่ มีครั้งหรือสองครั้งที่นิทานเอ่ยปากห้ามไม่ให้สมาชิกกลุ่มเดินเหยียบพื้นบางช่วง คีตาสัมผัสได้ว่าตรงนั้นมีกับดักง่าย ๆ อยู่ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ข้อมูลจะมีไม่ละเอียดบ้าง ด้วยทางเดินกว้างที่สามารถให้รถม้าหลายคันเรียงหน้ากระดานกันได้เป็นเรื่องปกติหากจะมีบางจุดที่ไม่มีใครโดนกับดักจึงไม่ทราบ
แปะ เสียงตบมือของนิทานเรียกให้สมาชิกกลุ่มหันมามอง หากนิทานกลับไม่ได้พูดอะไร เพียงส่งยิ้มน้อย ๆ ให้เดินต่อเท่านั้น
ผ่านไปอีกหลายช่วงของการเดินฝ่าเขาวงกต กลุ่มขุดค้นครั้งนี้เลือกจะเดินตามเส้นทางที่บันทึกไว้ ส่วนนิทานคอยตรวจสอบระหว่างทางโดยไม่ประมาทเพื่อความมั่นใจเรื่องกับดักและความปลอดภัย
“แข็งมากจริง ๆ นะครับกำแพงพวกนี้ ทั้ง ๆ ที่ดูยังไงก็เป็นแค่ศิลาธรรมดา ๆ แท้ ๆ” อิซึมิพูดขึ้นหลังจากที่หอกของเขาแทงทะลุหัวของสัตว์อสูรคล้ายค้างคาวผสมเต่าตัวหนึ่ง
หอกนี้แทงทะลุตั้งแต่หัวยันกระดองบนหลังของมัน แสดงให้เห็นถึงพลังของอิซึมิที่แม้แต่สัตว์อสูรระดับนักสลักเอกที่มีกระดองหนาเขาก็สามารถทะลวงได้ไม่ยาก ร่างของมันไม่ปักเข้ากับกำแพงอย่างที่อิซึมิหมายไว้ หอกของเขาไม่อาจเจาะเข้าเนื้อหินบนกำแพงได้เลย
“ม่านพลังพวกนั้นน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องนะคะ” ฟาง หมิงพูดขึ้น มือของเธอลูบไปตามกำแพง เธอพยายามมีส่วนร่วมกับการสนทนาของกลุ่ม
“ผู้แสวงวิถี เป็นระดับที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ นะครับ” นิทานเป็นคนหนึ่งที่พยายามพูดโต้ตอบกับฟาง หมิง แม้เขาจะไม่เชื่อใจเธอเต็มที่แต่เธอก็เป็นคนแรก ๆ ที่แนะนำเขาเรื่องชีวิตในนครรัตนะ นิทานไม่คิดว่าเธอเป็นคนไม่ดีอะไร และด้วยความพยายามของนิทานตลอดทาง คนในกลุ่มจึงค่อย ๆ คุยกับเธอมากขึ้นและแน่นอนว่าคนที่คุยเก่งที่สุดย่อมเป็นเพชฌฆาต
“จากที่ผมเคยได้ยินอริยะแปลงเพลิงเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่าระดับผู้แสวงวิถีเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพครับ ไม่เหมือนอริยะอย่างนักสลักไตร นักสลักจตุร นักสลักเบญจ ที่โดยพื้นฐานแล้วเป็นความเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ เพราะงั้นจะมีพลังแปลก ๆ ที่ส่งผลข้ามกาลเวลาเป็นร้อยปีได้ผมก็ไม่แปลกใจนักหรอกครับ ขนาดอริยะขั้นปลายยังสามารถทำลายภูเขามหึมาทั้งลูกได้ด้วยตัวคนเดียวเลย แล้วผู้แสวงวิถีแข็งแกร่งกว่านั้นมาก” เพชฌฆาตร่ายยาวตามนิสัยของเขา แต่ก็พอจะมีข้อดีตรงที่ครั้งนี้เป็นข้อมูลใหม่ที่นิทานไม่รู้
แปะ
ตลอดทางเดินนิทานตบมือของตนเป็นบางช่วงของการเดินทาง บางคนก็สะดุ้งหันมามองแต่นิทานก็ไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษ เพียงยิ้มน้อย ๆ ตอบกลับเท่านั้น
ตามเส้นทางยังคงปรากฏสัตว์อสูรประปราย หากไม่มีสัตว์อสูรระดับนักสลักโทปรากฏขึ้นเลย อิซึมิและเพชฌฆาตสังเกตเห็นเรื่องนี้ พวกเขาจึงกังวลน้อย ๆ ที่ดูจะมีบางอย่างผิดปกติ
เป็นเช่นนี้ตลอดหลายชั่วโมงของการเดินทาง เพียงมีสัตว์อสูรกระจอก ๆ โผล่เข้ามาบ้างเท่านั้น จากข้อมูลที่ระบุไว้ ยิ่งเข้ามาลึกเช่นนี้ยิ่งมีสัตว์อสูรระดับนักสลักโทมากขึ้น
พวกสัตว์อสูรเหล่านี้มักได้กลิ่นกลุ่มขุดค้นตั้งแต่ไกล ๆ หน่วยกล้าตายชุดแรก ๆ ต่างเสียชีวิตกันเพราะเหตุนี้ ยิ่งเขาวงกตเหล่านี้มีทางแยกมากมายที่พวกมันสามารถเข้ามาได้ด้วยแล้ว
สิ่งที่หน่วยกล้าตายชุดต่อ ๆ มาทำคือการพกกำยานแบบพิเศษที่มีสรรพคุณไล่สัตว์อสูร จึงได้เหลือรอดกลุ่มที่ปลอดภัยมาบ้าง นิทานก็กำลังใช้กำยานชนิดนี้อยู่เช่นกัน แต่ก็ไม่สมควรจะไม่เจอเลยแม้แต่ตัวเดียวเช่นนี้
พวกเขามีสีหน้าเคร่งเครียด ความผิดปกตินี้ไม่ใช่อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นห้องกับดักก่อนหน้าที่มีเพียงระดับนักสลักเอก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสัตว์อสูรระดับนักสลักโทเช่นนี้ไม่ใช่อะไรที่พวกเขาจะปล่อยผ่านได้
แปะ
นิทานตบมืออีกครั้ง นี่ก็ 4-5ครั้งแล้วที่เขาตบระหว่างเดินจนฟาง หมิงสะดุ้ง และดูเหมือนการตบมือครั้งนี้จะกระทบถูกประสาทที่ตึงเครียดของอิซึมิเข้า
“คุณนิทานครับ ไม่มีสัตว์อสูรที่อาจเป็นอันตรายจริง ๆ เหรอครับ” อิซึมิถามขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาเคยถามแล้วครั้งหนึ่งเนื่องจากความผิดปกติ
“ไม่มีครับ” นิทานตอบ ยังคงเป็นคำตอบเดิมกับเมื่อหลายชั่วโมงที่ผ่านมา
“นี่มันผิดปกติแล้วนะครับ” โฮโจขมวดคิ้ว เขาพูดสิ่งที่อยู่ในใจของทุกคน
เพชฌฆาตพยักหน้า เขาก็มีสังหรณ์ไม่ค่อยดีนัก
“โดนไล่ที่หรือเปล่าครับ หรือไม่ก็โดนจัดการไปแล้ว” โฮโจสีหน้าเคร่งขรึม สัตว์อสูรที่มีพลังในระดับนักสลักโทจำนวนมากเช่นนั้น ไม่สมเหตุสมผลเลยที่พวกมันจะหายไปเฉย ๆ
“คุณนิทานบอกว่าไม่เจอเลยทั้ง ๆ ที่อย่างน้อยต้องมีบางตัวโผล่มาบ้างแล้ว ทางแยกเยอะขนาดนี้อีก แปลกมากค่ะ” เลโอถือคทาไว้ในมือมั่น
แปะ
“มีไม่กี่เหตุผลหรอกครับที่สัตว์อสูรจะหายไปเสียเฉย ๆ ย้ายที่อยู่ตัดไปได้เลย นี่มันในสุสาน ระบบนิเวศแบบปิดนะ” เพชฌฆาตชักดาบเตรียมพร้อม
“ไม่งั้นก็โดนสิ่งที่เหนือกว่ามาก ๆ ขู่ให้หนีมา” โฮโจชักธนูของเขาเตรียมพร้อม
แปะ
“เหนือกว่านักสลักโทมาก ๆ ก็คงมีแต่อริยะแล้วล่ะครับ” อิซึมิกระชับหอก
“อริยะ? แต่ตามข้อมูลถ้าจะเจอก็ควรจะเป็นส่วนกลางนี่คะ” ฟาง หมิงมีสีหน้ากังวล เธอไม่ชอบบรรยากาศกดดันเช่นนี้เลย
แปะ
“ไม่แน่ชัดนักหรอกครับ เขาวงกตใหญ่ขนาดนี้สำรวจยังไงก็ไม่น่าถึงครึ่งหรอก คุณนิทานครับ คุณคิดว่ายังไงบ้างครับ” เพชฌฆาต
แปะ นิทานตบมืออีกครั้งหนึ่งในขณะที่ทุกคนกำลังกังวลกับสถานการณ์ เพียงแต่ครั้งนี้เขาดูจะออกแรงตบมากกว่าครั้งก่อน ๆ เขามีท่าทีอ่อนล้าเล็กน้อยราวกับไม่ได้ฟังสิ่งที่พวกเขากำลังกังวลกันอยู่เลยแม้แต่น้อย
เลโอหางคิ้วกระตุกน้อย ๆ การกระทำอันแปลกประหลาดของนิทานทำเธอต้องคอยระแวงมากกว่าเดิม
“เอ่อ มันก็มีตามปกตินั่นแหละครับ ไม่ได้ถูกไล่ที่ไปไหนหรอก แค่มันถูกจัดการก่อนจะมาถึงพวกเราเฉย ๆ ครับ” นิทานไม่ได้ตั้งใจฟังพวกเขาพูดกันนัก พอถูกเรียกซ้ำจึงได้ตอบออกไป
“จัดการ? นั่นสัตว์อสูรระดับนักสลักโทนะครับ หรือว่า… มีสัตว์อสูรระดับอริยะหรือว่าซอเด็ต เอเทลอยู่แถวนี้เหรอครับคุณนิทาน!” อิซึมิตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้ เขาวงกตใหญ่ขนาดนี้ยังจะได้เจอกันอีก โอกาสเท่าใดกันเชียว
นิทานเอียงคอสงสัย เขายอมรับว่าแทบไม่ได้ฟังคนอื่นคุยกันเลย เป็นคีตาที่บอกต่อถึงสิ่งที่คนที่เหลือคุยกันให้เขาทางกระแสจิต เขาจึงร้องอ้อเสียงดัง
“สัตว์อสูรระดับอริยะไม่มีหรอกครับ ซอเด็ตก็ไม่ได้อยู่แถวนี้ ดูจากไอพลังเราน่าจะอยู่คนละฟากกันเลย” นิทานอธิบาย
“งั้นสัตว์อสูรหายไปไหนหมดละครับ”
“แยกข้างหน้านี้เราต้องเลี้ยวขวา เดียวก็เห็นเองแหละครับ” นิทานยิ้มน้อย ๆ เขาหยิบโอสถฟื้นฟูขึ้นมาเติมพลังจิตวิญญาณที่ร่อยหรอของตน
ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียด คำพูดของนิทานไม่ต่างกับบอกให้พวกเขาเตรียมพร้อมต่อสู้
อิซึมิและเพชฌฆาตเดินขึ้นหน้า พวกเขาเตรียมพลังให้พร้อมกับแยกข้างหน้า หากภาพที่เห็นหลังแยกนั้นกลับเป็นเพียงซากของสัตว์อสูรตัวหนึ่ง ร่างกายของมันโดนขยี้จนเป็นแผ่นบาง ก้อนเนื้อและโลหิตที่ไหลโชกทำให้คนที่เห็นคิดว่ามันถูกหินขนาดใหญ่หล่นทับ
แต่ละคนต่างกระจายตัวออกตั้งท่าเตรียมต่อสู้ ระดับพลังของสัตว์อสูรตัวนี้เป็นนักสลักโทอย่างแน่นอน สิ่งที่สามารถจัดการสัตว์อสูรระดับนักสลักโทเช่นนี้ได้โดยที่มันมีสภาพเละเทะไม่อาจตอบโต้ได้เลยคงมีแค่ไม่กี่อย่างเท่านั้น และไม่ว่าจะเป็นอะไรมันก็เป็นอันตรายต่อพวกเขาทั้งสิ้น
ทุกคนอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อม ลับสติและสัญชาตญาณให้เฉียบคม จัดการสัตว์อสูรระดับนักสลักโทได้เช่นนี้ ศึกใหญ่สมควรรอคอยพวกเขาอยู่ ไม่มีใครประมาททั้งสิ้น
มีเพียงเพชฌฆาตที่หันมามองนิทานอย่างรวดเร็ว เขาจำสภาพศพของสัตว์อสูรตัวนั้นได้เป็นอย่างดี ท่าทางคล้ายกับการโดนบีบอัดอย่างรุนแรงจนร่างกายแหลกเหลวเช่นนี้ เขาคุ้นเคยกับมันเสียเหลือเกิน
“ตัวนี้มันอยู่ในเส้นทางพอดีน่ะครับ เลยต้องมาเจอซาก” นิทานยิ้มบาง เพชฌฆาตเข้าใจในทันทีว่าที่นิทานตบมือมาตลอดทางคือสิ่งใด