ทันทีที่มองเห็นอัศวินเด็กสวมเกราะทองแต่ไกลๆดวงตาของผู้ดูแลเรดแนปป์ก็เบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตะลึงเขาอุทานออกมาอย่างตื่นตกใจว่า “ที่แท้ก็เป็นเขา...ไม่อยากจะเชื่อเลย!”
“ท่านรู้จักเขาด้วยหรือ? เขาเป็นใคร?” ซุนเฟยถาม
“อัศวินแห่งราชอาณาจักรเขาอยู่ในอันดับที่สิบของสิบอัศวินผู้ตัดสิน เขาเรียกตัวเองว่าอัศวินพระอาทิตย์สีทอง คริส ซัตตัน เขาถือได้ว่าเป็นอัศวินอายุน้อยที่มีพรสวรรค์ที่สุดในราชอาณาจักรเซนิทปีนี้อายุได้สิบหกปีแล้วเด็กในวัยเดียวกันกับเขาแค่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้เป็นอัศวิน แต่เขากลับได้เป็นอัศวินจริงๆ ซัตตันมีพรสวรรค์ในการต่อสู้ที่โดดเด่นมากดังนั้นเขาจึงถูกจักรพรรดิยาชินแต่งตั้งขึ้นเป็นหนึ่งในสิบอัศวินผู้ตัดสินด้วยพระองค์เองเขาเป็นดาวที่เจิดจรัสของราชอาณาจักรเซนิทในเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีขุนนางและชนชั้นสูงมากมายที่เชื่อมั่นว่าเขาจะกลายเป็นสุดยอดนักรบในอนาคตของราชอาณาจักร...พูดง่ายๆ ก็คือตัวตนของเขาค่อนข้างที่จะจัดการได้ยาก...”
ในขณะที่เรดแนปป์แนะนำเด็กผู้ชายชุดเกราะสีทองอยู่นั้น เขาเน้นหนักไปที่ตำแหน่งสวยหรูของเด็กคนนั้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังเห็นได้ชัดว่า อัศวินเด็กหนุ่มคนนี้มีชื่อเสียงที่น่าเกรงขามในราชอาณาจักรมากแต่ประโยคสุดท้าย ผู้ดูแลชุดดำพลันหัวเราะออกมาเบาๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไปจังหวะหนึ่ง“แต่อัจฉริยะน้อยที่เรียกตัวเองว่าเป็นพระอาทิตย์สีทองคนนั้น เป็นพวกอารมณ์ร้อนยึดถือความคิดของตัวเองเป็นหลัก โหดเหี้ยม หยิ่งยโสและไม่ชอบให้ใครมาขัดใจเขาซึ่งข้าเดาว่าพวกที่แอบซุ่มโจมตีพวกเราตามรายทางก่อนหน้านี้ไม่ใช่เขาเป็นผู้ส่งมาอย่างแน่นอน เพราะเขาเป็นคนที่หยิ่งทระนงในตัวเองสูงดังนั้นเขาไม่มีทางทำเรื่องจำพวกลอบทำร้ายคนอื่นลับหลังอย่างแน่นอนแต่ดูจากท่าทางของเขาแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะมาที่นี่เพื่อรอพบฝ่าบาทโดยเฉพาะดังนั้นฝ่าบาทโปรดระวังตัวด้วยขอรับ!”
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืนเอ๊ย ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำซะแล้ว ฮึๆๆ ขอให้พระเจ้าคุ้มครองเจ้าก็แล้วกันอย่าได้บังอาจมายุ่งกับข้าเชียว!” ซุนเฟยแสยะยิ้มออกมา
ด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้ของคนเถื่อนที่เฉียบคมทำให้ซุนเฟยรับรู้ได้ถึงความเป็นศัตรูจากเด็กหนุ่มตรงหน้าได้เป็นอย่างดีท่าทางเป็นปรปักษ์แบบนี้ทำให้ซุนเฟยรู้สึกแปลกใจอย่างเสียไม่ได้เพราะพวกเขาทั้งสองคนไม่เคยพบกันมาก่อน ดังนั้นก็ไม่น่าจะมีความแค้นอะไรกันแต่ไม่รู้ทำไม เด็กหนุ่มตรงหน้าถึงได้มีเจตนาที่จะเป็นศัตรูกับเขานี่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกหดหู่และโมโหยิ่งกว่าเดิม สุนัขดีไม่ขวางทาง ในเมื่อเจ้าไม่ไว้หน้าข้าข้าก็ไม่ไว้หน้าเจ้าเช่นกันบิดาไม่สนใจหรอกว่าเจ้าจะเป็นอัจฉริยะมาจากไหนหรือจะเป็นสุนัขอาทิตย์สีทองเฮงซวยอะไรนั่นแต่ถ้ามายุ่งกับบิดา ก็อย่าหาว่าบิดาโหดร้ายแล้วกัน
ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายก็ค่อยๆ หดลงเรื่อยๆ ทุกคนเริ่มรู้สึกได้ถึงบรรยากาศความเป็นอริกันจางๆ
สุดท้าย ต่างฝ่ายต่างก็รู้สึกถึงการคุกคามซึ่งกันและกัน
ดวงตาของ ‘ลมกรดทมิฬ’ เริ่มแข็งกร้าวขึ้นมา มันส่งเสียงขู่ในลำคอออกมาอย่างต่อเนื่อง มือซ้ายของราชองครักษ์เฟร์นันโดตอร์เรสดึงลูกธนูสามดอกออกมาจากกระบอกอย่างเงียบๆ ใบหน้าของพัศดีโอเลเกร์ก็ดูดุดันขึ้น และไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่หมัดของเขามีถุงมือเกราะสีดำปรากฏขึ้นมาส่วนแปเตอร์ แช็คก็ออกคำสั่งให้เหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์ทั้งยี่สิบห้าคนเริ่มจัดขบวนทัพรูปลิ่ม กีบเท้าของเฟลมมิ่งบีตส์ที่พวกเขาขี่อยู่ก็เริ่มแผ่เวทมนตร์ออกมาจางๆเห็นได้ชัดจากกีบเท้าของมันเริ่มมีเปลวเพลิงสีแดงจางๆ ปรากฏขึ้น...
ส่วนอัศวินเกราะทองพวกนั้นมีปฏิกิริยาอะไรนะหรือแน่นอนว่าใบหน้ายโสของพวกเขาแสยะยิ้มดูถูกออกมาน่ะสิ นี่คือท่าทางของคนชนชั้นสูงที่กำลังดูแคลนคนที่อยู่ต่ำกว่าพวกเขาก็ถอดหมวกเกราะออกมาแล้วยกหอกอัศวินขึ้น โดยที่ปลายหอกเอียงประมาณสี่สิบห้าองศา บนร่างของพวกเขาปรากฏคลื่นพลังธาตุทองออกมาจางๆปกคลุมไปทั่วหอกอัศวินและม้าศึกที่พวกเขาขี่อยู่ราวกับว่าทั้งคนและม้าเป็นหนึ่งเดียวกัน บวกกับชุดเกราะสีทองบนร่างที่เสริมให้พวกเขาดูโดดเด่นยิ่งกว่าเดิมจนทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปได้ มองไกลๆ แล้วเหมือนกระแสน้ำสีทองไม่มีผิด เพียงเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าสุดออกคำสั่งพวกเขาก็พร้อมที่จะควบม้าพุ่งออกไปบดขยี้ศัตรูที่อยู่ตรงหน้า
ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดทั้งสองฝ่ายก็ค่อยๆ เข้าใกล้กันมากขึ้น ไม่มีใครละสายตาออกจากกันแม้แต่คนเดียวจนในที่สุดระยะห่างของพวกเขาก็เหลือไม่ถึงยี่สิบเมตร
ซุนเฟยโบกมือกองทัพเมืองแซมบอร์ดและกองคาราวานจึงหยุดลง
หลังจากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุม
“เจ้าได้ละเมิดกฎหมายของราชอาณาจักร โจมตีอาณาจักรบริวารด้วยกันตามอำเภอใจราชาอเล็กซานเดอร์แห่งเมืองแซมบอร์ด เจ้าไม่กล้าเกินไปหน่อยหรือ?”
เด็กหนุ่มเกราะทองเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน
เขายกมือตบหัวสัตว์อสูรที่ดูคล้ายหมาป่าแต่ก็ไม่ใช่หมาป่าเพราะมันมีเขาแหลมคมงอกออกมาตรงหัว ขนของมันเป็นสีเหลืองทองและมีโซ่พันรอบตัวสัตว์อสูรตัวนั้นก็ค่อยๆ เดินตรงมาด้านหน้าทีละก้าว น้ำเสียงที่พูดก็ดูเย่อหยิ่งแฝงไปด้วยความหมายในเชิงท้าทายและตั้งคำถามราวกับว่าตัวเองเป็นพระเจ้าที่กุมชะตาชีวิตของผู้คนนับหมื่นและมีสิทธิ์ที่จะตัดสินบาปของคนบนโลกนี้ได้
“เรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันหรือเปล่าท่านคริส...”
ผู้ดูแลเรดแนปป์ได้ยินคำพูดของซัตตันที่ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรผิดไปก็รีบกะพริบตาส่งสัญญาณให้ซุนเฟยอย่าเพิ่งผลีผลามทำอะไรลงไปเรดแนปป์กระตุ้นให้ม้าตัวเองเดินไปข้างหน้าพลางพูดอย่างยิ้มๆ ว่า “นายท่านตัวราชาเมืองแซมบอร์ดเองก็เคยพบเหตุการณ์ลอบโจมตีและถูกบีบคั้นมาหลายครั้งเช่นกันมันก็เป็นแค่การตอบโต้กลับเท่านั้นเอง...” จากนั้นเขาก็เล่าในสิ่งที่ตัวเองพบในระหว่างทางที่ร่วมเดินทางกันมาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาเหตุที่กองทัพเมืองแซมบอร์ดได้โจมตีป้อมปราการเมืองแบล็กสโตนและพฤติกรรมที่ชั่วร้ายของราชาเมืองแบล็กสโตนที่คิดจะสังหารหมู่ทาสเมืองแซมบอร์ดและเน้นย้ำประโยคสุดท้ายว่า “เรื่องนี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นผู้ผิดแต่ราชาเมืองแบล็กสโตนก็ผิดที่ไปลักพาตัวชาวเมืองแซมบอร์ดมาเป็นทาสทั้งยังคิดจะทำการสังหารหมู่อย่างเหี้ยมโหด ดังนั้นนายท่านคริส ได้โปรดพิจารณาอย่างถี่ถ้วนอีกสักที”
“อ้อที่แท้ก็เป็นผู้ดูแลเรดแนปป์ไม่ได้พบกันนานเลยนะ...” เด็กหนุ่มในชุดเกราะทองพยักหน้าเล็กน้อย กลุ่มการค้าโซรอสเป็นหนึ่งในมหาอำนาจของแผ่นดินอาเซรอทและในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ดูแลกลุ่มการค้าที่มีอิทธิพลในราชอาณาจักรเซนิท แฮร์รี่เรดแนปป์ก็ถือได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แม้ว่าคริสซัตตันทระนงตนไม่ค่อยเห็นหัวใครก็ยังต้องรักษามารยาท แต่เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย“แต่ข้าแปลกใจจริงๆทำไมท่านผู้ดูแลแฮร์รี่ถึงได้แก้ต่างให้ไอ้ราชาปัญญาอ่อนบ้านนอกกับพวกป่าเถื่อนนี้ด้วย?”
แน่นอนว่าคำพูดของซัตตันไม่ปกปิดน้ำเสียงเหยียดหยามเลยสักนิดเขาจงใจเน้นหนักตรงคำว่า ‘บ้านนอก พวกป่าเถื่อนและราชาปัญญาอ่อน’ กระแทกหน้าซุนเฟยฉับพลันทหารในกองทัพเมืองแซมบอร์ดก็โกรธขึ้นมา โดยเฉพาะตอร์เรส พัศดีโอเลเกร์และแช็ค ร่างของพวกเขาปรากฏเปลวไฟ คลื่นพลังที่พลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่งไปทั่วร่าง...
ซุนเฟยโบกมือเบาๆ เป็นเชิงห้าม
ทว่ารอยยิ้มของเขากลับเย็นชา เขามองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบๆ
“ท่านคริส เรื่องนี้ราชาเมืองแบล็กสโตนก็มีส่วนผิด...” เรดแนปป์พยายามพูดแทนซุนเฟย
“พอเถอะท่านผู้ดูแลแฮร์รี่ข้าคิดว่าท่านควรจะเตือนตัวเองถึงฐานะของท่านน่าจะดีกว่านะตามประเพณีตั้งแต่โบราณกาลของแผ่นดินการละเมิดกฎหมายของราชอาณาจักรและเข้าโจมตีอาณาจักรบริวารด้วยกันไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายผิดข้าก็ไม่สนใจ ทุกอย่างเป็นไปตามการตัดสินใจของอัศวินผู้ตัดสิน และมันไม่ใช่เรื่องที่พวกท่านกลุ่มการค้าโซรอสจะเข้ามาแทรก”
คริส ซัตตันเอ่ยตัดบทเรดแนปป์เขากวาดสายตามองไปยังกลุ่มทหารเมืองแซมบอร์ดก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “และแม้ว่าทุกอย่างที่พูดจะเป็นความจริงก็ต้องจับพวกบ้านนอกสกปรกพวกนี้ไปขังไว้ในเรือนจำอัศวินก่อนหากมีหลักฐานพิสูจน์ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ก็ค่อยปล่อยออกมา”
“จับไปขังที่เรือนจำอัศวิน?” เรดแนปป์พลันตื่นตกใจ “จะเป็นไปได้อย่างไร ราชาเมืองแซมบอร์ดเป็นสายเลือดราชวงศ์บริสุทธิ์ที่จักรพรรดิยาชินยอมรับ...” ใครๆ ก็รู้ว่านักโทษที่จะถูกคุมขังในเรือนจำอัศวินจะต้องเป็นพวกราชากบฏหรือไม่ก็เป็นนักโทษที่ก่อคดีร้ายแรงและตั้งแต่ก่อตั้งราชอาณาจักรเซนิทขึ้นมายังไม่เคยมีใครที่ถูกจับไปขังที่นั้นแล้วจะได้กลับออกมาทั้งยังมีชีวิตเลยสักราย ความหมายของคริส ซัตตันก็คือต้องการกำจัดราชาแซมบอร์ดทำไมเขาถึงคิดที่จะทำแบบนั้นกัน?
“ฮ่าๆๆๆน่าขำ! น่าขำเสียจริงๆ! สายเลือดราชวงศ์บริสุทธิ์หรือ?” ท่าทางของอัศวินเด็กหนุ่มราวกับได้ฟังเรื่องตลกขบขันเรื่องหนึ่งเด็กหนุ่มคนนั้นใช้ปลายหอกชี้ไปที่หน้าของซุนเฟยพลางพูดอย่างเหยียดหยามว่า“มันก็แค่ราชาบ้านนอกชั้นต่ำคนหนึ่งและพวกกลุ่มคนป่าเถื่อนฝูงหนึ่งเท่านั้นเองมันจะคู่ควรเป็นราชวงศ์ที่สูงศักดิ์ได้อย่างไร? พวกมันก็แค่หัวขโมยที่สวมหัวโขนเป็นราชวงศ์เท่านั้นพวกมันเป็นเพียงสิ่งสกปรกสำหรับราชอาณาจักรและข้าจะเป็นผู้ทำความสะอาดสิ่งสกปรกนั่นด้วยมือของข้าเอง!”
อัศวินเกราะทองไม่สนใจคำพูดของเรดแนปป์เขากระตุ้นสัตว์อสูรของของเขาให้เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าซุนเฟยและคนอื่นๆดวงตาสุกสกาวราวกับดวงดาวบนท้องฟ้าปรายตามองซุนเฟยอย่างเหยียดหยามก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจองหองว่า“ข้าจะเมตตามอบโอกาสให้พวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย วางอาวุธลงเสีย และส่งเฟลมมิ่งบีตส์มาให้ข้า แล้วข้าจะไม่สังหารพวกเจ้าชั่วคราว...นี่เป็นคำเตือน เร็วๆความอดทนข้าไม่ค่อยดีเท่าไรหรอกนะ”
“ไอ้โง่!” ซุนเฟยแสยะยิ้มออกมา
“เจ้า เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
คริส ซัตตันพลันชะงักไปครู่หนึ่งเขาแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน มันกล้าพูดประโยคนั้นต่อหน้าเขา?
เขามองไปที่ใบหน้าของราชาเมืองแซมบอร์ดที่กำลังแสยะยิ้มดูถูกออกมาอย่างไม่ปิดบังลมหายใจของเขาถี่ขึ้นมาด้วยความโมโห รังสีฆ่าฟันพุ่งทะยานออกมาดวงตาสุกสกาวเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธเขาจ้องหน้าซุนเฟยพลางเคล้นคำพูดออกมาว่า “เจ้าลองพูดอีกทีสิ?”
“ไอ้โง่! ไอ้โง่! ไอ้โง่!!! ไอ้โง่!!!!...” ซุนเฟยกรอกตาเล็กน้อยก่อนจะบิดขี้เกียจแล้วพูดว่า “นี่ ไอ้หัวกระเทียมเจ้าคิดว่าตัวเองใหญ่มาจากไหนกันฮะ!ถ้าบิดาอยากจะพูดอีกสักร้อยครั้งแล้วเจ้าจะทำไม?”
“เจ้า...ดี! สุดท้ายก็เป็นแค่พวกป่าเถื่อนสมองน้อยไม่รู้จักที่ตายจริงๆ ข้าจะสังหารเจ้าเสีย!”
เด็กหนุ่มโมโหจนหน้าแดงหอกสีเหลืองทองในมือสั่นระริก
“ติ้ง” มีเสียงดังขึ้นมาเบาๆ
แสงสีทองเหลือบเงินพุ่งออกมาจากหอกสีทอง ทะยานไปด้านหน้า
คลื่นพลังสีทองเหลือบเงินควบแน่นจนกลายเป็นหอกยาวสีเงินประมานสิบเมตรที่แหลมคม ทุกที่ที่มันทะยานผ่านจะต้องปรากฏรอยถากลึกถึงครึ่งเมตรเป็นทางยาวภูเขาหินแตกกระจาย พื้นดินสั่นสะเทือน หอกสีเงินพุ่งเข้าหาซุนเฟยอย่างไร้ความปรานี
เมื่อยอดฝีมือลงมือจึงจะรู้ว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่คู่ควรหรือไม่
ทันทีที่คริส ซัตตันลงมือผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างก็พากันหน้าเปลี่ยนสีคลื่นพลังสีเงินที่ปกคลุมหอกยาวได้เปลี่ยนสายลมที่อยู่รอบๆ ให้กลายเป็นใบมีดที่แหลมคมกรีดลงบนผิวหนังของผู้คนที่อยู่รอบๆจนรู้สึกเจ็บปวด คนที่มีพลังต่ำกว่าต้องรีบถอยห่างออกมาร่างของพวกเขาเป็นรอยเลือดทางยาวอย่างเห็นได้ชัด
ต้องเป็นยอดฝีมือระดับห้าดาวขึ้นไปถึงจะสามารถทำแบบนี้ได้
ทุกคนต่างรู้สึกว่าคลื่นพลังที่ควบแน่นจนกลายเป็นหอกสีเงินดูเหมือนเป็นการลงทัณฑ์จากสวรรค์ ที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจรอดพ้นไปได้
ดูท่าว่า อัศวินผู้ตัดสินแห่งราชอาณาจักรจะมีชื่อเสียงสมคำร่ำลือจริงๆ
ซุนเฟยที่ตกเป็นเป้าหมายก็รับรู้ได้ถึงพลังคุกคามขนาดใหญ่แต่เขาก็ไม่คิดที่จะถอยหนีเขานั่งนิ่งๆ อยู่บนหลังสุนัขยักษ์สีดำ รอให้หอกสีเงินพุ่งเข้ามาหาตัวเองในระยะยี่สิบถึงสามสิบเซนติเมตรจึงปล่อยหมัดออกไป
หมัดนี้ไม่ได้แฝงคลื่นพลังอันยิ่งใหญ่อะไร
แต่มันกลับสร้างเรื่องที่น่าอัศจรรย์ขึ้นมาได้ ทันทีที่หมัดปะทะเข้ากับหอกสีเงิน ตัวหอกก็หยุดชะงักกลางอากาศราวกับว่ามันได้พบกับแรงต้านที่ไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้ มันสั่นเล็กน้อยไม่อาจเคลื่อนที่ไปด้านหน้าได้
วินาทีต่อมาก็เกิดเสียงระเบิดดังตูม
หอกสีเงินเหมือนจะต้านรับพลังมหาศาลที่ชกเข้ามาไม่ไหวตัวหอกก็เกิดรอยปริแตกนับไม่ถ้วน ก่อนจะระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยหอกที่แตกออกเหมือนกับเศษมีดที่แหลมคมจำนวนนับไม่ถ้วนก้อนหินและต้นไม้ที่อยู่รอบๆ พลันพังทลายลงมากลายเป็นพื้นที่โล่งเตียนขนาดย่อมๆฝุ่นควันคลุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ พลังมหาศาลเช่นนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่โดยรอบพากันตกใจ
แต่เรื่องที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือผลพ่วงจากการระเบิดของหอกยาวสีเงิน กลับไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้คนที่อยู่ด้านหลังซุนเฟยแม้แต่นิดเดียวราวกับว่าพวกเขาถูกปกป้องด้วยกำแพงที่มองไม่เห็น ซุนเฟยที่นั่งอยู่บนหลัง ‘ลมกรดทมิฬ’ ทั้งร่างก็ไม่มีรอยเปื้อนฝุ่นสักนิดแม้แต่ขนสักเส้นก็ไม่ขยับ
หลังจากหมอกฝุ่นกระจายหายไป
“เอ๋? เยี่ยม เจ้ามีคุณสมบัติที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของข้า...” เมื่อเห็นฉากตรงหน้าเด็กหนุ่มในเกราะทองก็พลันชะงักไปครู่หนึ่ง เหมือนกับว่าเหนือความคาดหมายเล็กน้อยแต่วินาทีต่อมา ใบหน้าของเขาก็เผยท่าทีหยิ่งผยองเหมือนเดิม“ข้าเกิดมาในตระกูลคริสที่สูงส่ง อายุสองขวบก็จับหอกอัศวินได้ สามขวบก็สามารถรวบรวมคลื่นพลังระดับดาวได้ หกขวบเป็นอัศวินฝึกหัด สิบขวบได้เลื่อนขั้นเป็นอัศวิน อายุสิบสี่ได้เข้าร่วมรบสงคราม อายุสิบห้าได้เข้าร่วมกองกำลังอัศวินพิทักษ์กฎหมายแห่งราชอาณาจักรเซนิท อายุสิบหกได้เข้าสู่ตำแหน่งอัศวินผู้ตัดสิน ข้าคือนักรบในอนาคตของราชอาณาจักร การที่เจ้ารับหอกของข้าได้หนึ่งกระบวนท่าก็จงภูมิใจเสียเถอะแต่ไม่ว่าอย่างไร การมีอยู่ของพวกป่าเถื่อนเช่นพวกเจ้าก็รังแต่จะทำให้เกียรติยศแห่งราชอาณาจักรต้องมัวหมอง!เจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
เด็กหนุ่มผมทองก้าวเข้ามาใกล้พลางเชิดหน้าอย่างโอ้อวดขณะที่พล่ามประวัติความเป็นมาที่แสนน่าภาคภูมิใจของตัวเองราวกับว่าจะให้มันทำลายความมั่นใจของซุนเฟยไปทีละนิด
“เฮอะแค่นี่ก็คิดจะมาเทียบชั้นกับข้างั้นหรือ?” ซุนเฟยแสยะยิ้มพลางส่งสายตาดูถูกไปให้“บิดาเกิดที่โรงพยาบาลชุมชนด้วยการผ่าคลอด สามขวบเข้าอนุบาล หกขวบเลื่อนชั้นเป็นเด็กประถม สิบสองขวบเรียนมัธยมต้น สิบห้าปีเรียนมัธยมปลาย สิบแปดปีเข้ามหาลัยและยังเป็นนักเรียนสามดี1ทุกปีด้วย แถมยังเป็นหัวหน้าห้องที่ยอดเยี่ยมอีกต่างหาก ไม่เคยซ้ำชั้นเรียนเลยสักปี คะแนนสอบไม่เคยต่ำกว่าเก้าสิบเก้าคะแนนทุกครั้งที่มีการประชุมผู้ปกครองไม่มีครั้งไหนที่อาจารย์จะไม่ชมข้าต่อหน้าพ่อแม่และตอนเรียนมหาลัยข้าเรียนตั้งสิบเอ็ดวิชา...” ซุนเฟยโม้จนน้ำลายแตกฟอง สีหน้าเย่อหยิ่งจองหองยิ่งกว่าเด็กหนุ่มในชุดเกราะสีทอง“เห็นไหม ฟังดูแล้วข้าเก่งกว่าเจ้าเสียอีก อย่างเจ้ายังกล้ามาเทียบข้าอีกหรือ?”
แม้ว่าเด็กหนุ่มจะไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดอะไรแต่ฟังๆ ดูแล้วมันน่าจะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากแต่นั่นไม่น่าเจ็บใจเท่ากับที่อีกฝ่ายปรายตามองตัวเองแบบเหยียดหยาม
“ดี!วันนี้ข้าจะให้โอกาสเจ้าได้ประลองกับข้าอย่างยุติธรรมข้าจะทำให้พวกป่าเถื่อนอย่างพวกเจ้าได้เข้าใจว่าการต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์ไม่ใช่เรื่องที่พวกป่าเถื่อนอย่างพวกเจ้าจะเข้ามาแส่ได้ข้าจะใช้นิ้วก้อยของข้าบดขยี้เจ้าให้เละเลย”
ร่างของเด็กหนุ่มก็กลายเป็นแสงสีเงินพุ่งทะยานไปบนฟ้า เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงบนยอดหอคอยคู่ เขายืนตระหง่านต้านลมประหนึ่งเทพผู้ยิ่งใหญ่
“ฮ่าๆๆๆ ดีข้าก็จะรู้ว่านิ้วก้อยเล็กๆ ของเจ้าจะบดขยี้ข้าได้อย่างไร!”
ซุนเฟยตอบรับคำท้าจิตวิญญาณการต่อสู้เหมือนกับถูกกระตุ้นจนไม่อาจควบคุมไว้ได้ตั้งแต่ที่เขาทะลุมิติมาที่แผ่นดินอาเซรอทและกลายเป็นราชาแซมบอร์ดอัศวินเด็กหนุ่มจอมโอหังตรงหน้าก็ถือได้ว่าเป็นตัวอันตรายพอๆ กับ ‘หนึ่งดาบ’ ชายชราผมขาวและองค์ชายอาร์ชาวินเมื่อเทียบกับคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอก่อนหน้านี้แล้ว เด็กหนุ่มตรงหน้าถึงจะเป็นคู่ต่อสู้ที่กระตุ้นความกระหายการต่อสู้ที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดของคนเถื่อนซุนเฟยขึ้นมาเขาหัวเราะออกมาเสียงดัง ถึงแม้ว่าร่างของเขาจะไม่มีเปลวไฟหรือคลื่นพลังใดๆแต่ก็สามารถทะยานขึ้นไปบนยอดหอคอยคู่ได้อย่างง่ายดาย
บนยอดหอคอยคู่สองนักรบผู้แข็งแกร่งยืนประจันหน้ากัน
ยอดหอคอยทิศใต้มีร่างของเด็กผู้ชายในชุดเกราะสีทองที่กำลังปลดปล่อยความแข็งแกร่งของตัวเองออกมาอย่างบ้าคลั่ง
คลื่นพลังสีทองเหลือบเงินกะพริบบนร่างสูงโปร่งของเขาและมันก็ค่อยๆ ขยายออกเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่องราวกับไม่มีที่สิ้นสุดคลื่นพลังนี้ดูรุนแรงมากและยังดูเหมือนผ้าไหมที่กำลังโบกสะบัดไปตามลม พร้อมกับส่งเสียงแหลมคมเหมือนเสียงโลหะออกมา ในตอนนั้นเอง มีนกตัวหนึ่งบินผ่านร่างเขาทันใดนั้นนกตัวนั้นก็ส่งเสียงร้องออกมาก่อนที่ร่างจะแตกกระจายกลายเป็นหมอกเลือดความจริงแล้วมันถูกคลื่นพลังสีทองเหลือบเงินที่แผ่กระจายอยู่ทั่วยอดหอคอยทางทิศใต้ฟันร่างของมันจนแตกกระจาย
บนยอดหอคอยทิศเหนือซุนเฟยส่งเสียงออกมาเบาๆ
ทันใดนั้นบนร่างของเขาก็เกิดแสงสว่างสีสันสดใสขึ้นมา พลังเวทเริ่มพลุ่งพล่าน ทันใดนั้นก็ปรากฏชุดเกราะลึกลับออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ ชุดเกราะนี้ไม่ได้มีรูปทรงเทอะทะ ชิ้นส่วนของชุดเกราะเกาะติดตามร่างของเขาอย่างแน่นหนาและมันยิ่งเสริมให้ซุนเฟยดูสง่างามมากขึ้น ชุดเกราะนี้เต็มไปด้วยลวดลายอักขระเวทลึกลับ และยัังแผ่กลิ่นอายที่น่าเกรงขามออกมา ราวกับว่ามันไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของเขา
ความแข็งแกร่งที่ทั้งสองคนเผยออกมาทำให้ทุกคนที่อยู่ใต้หอคอยต่างตื่นตะลึง
แปเตอร์ตอร์เรสและโอเลเกร์ต่างพากันตั้งตารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงหนึ่งในสิบอัศวินผู้ตัดสินที่มีพลังแข็งแกร่งเกินใครแต่ในใจของพวกเขาก็ยังเชื่อมั่นว่าราชาของพวกเขาจะไม่มีวันพ่ายแพ้อย่างแน่นอน แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนสนิทก็ยังไม่สามารถคาดเดาความแข็งแกร่งที่แท้จริงของราชาได้เลยความรู้สึกลึกๆ ของพวกเขาได้บอกว่าบางทีวันนี้อาจจะเป็นโอกาสที่ดีในการแสดงความแข็งแกร่งของราชาพวกเขาให้คนอื่นได้ประจักษ์แก่สายตา
เช่นเดียวกับเหล่าอัศวินเกราะทองนับร้อยคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพวกเขาพากันจ้องไปที่บนยอดเขาหอคอยคู่อย่างตั้งอกตั้งใจ พวกเขาก็เหมือนแช็คและคนอื่นที่มีความเชื่อมั่นต่อผู้นำของตัวเอง แต่ชายชราที่นั่งอยู่บนหลังม้าสีดำที่อยู่ด้านหลังของกองทัพอัศวินเกราะทองกลับมองไปที่บนยอดหอคอยด้วยสายตาแปลกๆไม่มีใครรู้ว่าชายชราเคราแพะคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่
ในขณะเดียวกันผู้ดูแลเรดแนปป์และคนของกองคาราวานต่างก็จ้องเขม็งไปที่ด้านบนส่วนบนรถม้าเวทมนตร์ นี่เป็นครั้งแรกที่รถม้าเวทมนตร์ขององค์หญิงเปิดหน้าต่างออกมา องค์หญิงแองเจล่าและเจ็มม่า ทั้งสามคนต่างเงยหน้าขึ้นไปมองบนยอดหอคอยคู่อย่างเงียบๆ
……
……
เมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก
ในป้อมปราการสีดำขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้าทันใดนั้นคิ้วรูปดาบของบุรุษผู้หนึ่งพลันขมวดขึ้นมาเขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ก่อนที่จะลุกขึ้นเดินไปทางหน้าต่างดวงตาคมจ้องทะลุผ่านม่านเมฆราวกับกำลังมองอะไรบางอย่าง“ใครกันนะที่สามารถทำให้ซัตตันน้อยต้องระเบิดคลื่นพลังออกมาทั้งหมด? น่าสงสัยจริงๆ!”
ในขณะเดียวกัน ผู้แข็งแกร่งในเมืองหลวงคนอื่นๆ ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยกำลังระเบิดพลังออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง
“เอ๋? ดูเหมือนว่าซัตตันน้อยจะพบคู่ต่อสู้ที่สูสีน่าดูนะ...”
“ฮึๆๆทะเลสงบยอดกะลาสีก็ไม่ปรากฏ ให้เจ้าเด็กโอหังนั่นได้พบอุปสรรคบ้างก็ดี...”
“ใครกันนะ? ที่กำลังต่อกรกับไอ้เด็กเวรนั่น? ฮึๆๆ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ฆ่ามันเสีย!”
ความคิดมากมายต่างไหลทะลักออกมานับไม่ถ้วน
เมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่ก่อสร้างมาได้ร้อยปีความภาคภูมิใจของราชอาณาจักรเซนิทก็คือสมญานามที่เรียกขานเมืองขนาดใหญ่ของพวกเขาว่า‘ป้อมปราการที่ไม่มีวันถูกตีแตก’ หากไม่มีดอกไม้และแสงแดดที่ส่องสว่าง ก็จะไม่รู้ว่าทำไมครึ่งเดือนนี้ถึงได้มีเมฆครึ้มเข้าปกคลุมสภาพอากาศที่มืดครึ้มและหนาวเย็น ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเมืองหลวงรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยและแรงกดดันบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
……
……
“ไอ้คนป่าเถื่อน หวังว่าความแข็งแกร่งของเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ!”
อัศวินเกราะทองผู้องอาจแสยะยิ้มออกมา ก่อนจะตวัดหอกอัศวินในมืออย่างรวดเร็ว ทำให้คลื่นพลังสีทองเหลือบเงินกลายเป็นหอกยาวลอยอยู่กลางอากาศเพียงชั่วพริบตาหอกนั่นก็พุ่งไปหาซุนเฟย หอกสีเงินราวกับจะฉีกกระชากอากาศมันส่งเสียงร้องดังกึกก้องออกมา
วิ้งๆ!
ซุนเฟยตั้งท่าขึ้นมาก่อนจะปล่อยหมัดออกไปเสียงหมัดยามแหวกลมประหนึ่งเสียงโลหะกระทบกัน
สองมือของเขาสวมไอเทมสีทองระดับหกของโลก Diablo ไว้ ถุงมือนี้มีชื่อว่า ‘ถุงมือไตตัน’ บนถุงมือสีดำมีลวดลายอักขระเวทมนตร์มากมาย บนตัวถุงมือเหมือนมีเกล็ดมังกรซ้อนทับกันไว้เพื่อปกป้องมือและแขนของเขาเทียบกันแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรกับอาวุธวิเศษถุงมือนี้จะเพิ่มพลังโจมตีของหมัดคนเถื่อนได้ถึงหนึ่งเท่าพลังที่น่าเกรงขามปะทะกันกลางอากาศ หอกสีเงินไม่สามารถเข้ามาใกล้ซุนเฟยภายในรัศมีห้าเมตรนี้ได้ และยังระเบิดเป็นเสี่ยงๆ กลางอากาศอีกด้วย!
“เจ้าคนเถื่อนหยิบอาวุธของเจ้าออกมาเสีย ไม่อย่างนั้นเจ้าก็ไม่ใช่คู่มือข้า!”
อัศวินเด็กหนุ่มตะโกนออกมาขณะที่กระโดดขึ้นไปลอยกลางอากาศสองมือของเขาจับทวนอัศวินยาวแน่นก่อนจะขยับทวนอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเพียงภาพติดตา พลังโจมตีของเขาพุ่งทะยานไปทางซุนเฟยอย่างรวดเร็วเสียงร้องแหลมคมดังขึ้นราวกับมีอาวุธจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งมาหาเขา ประหนึ่งพายุฝนที่พัดโหมกระหน่ำ
“อาวุธของข้าก็คือหมัด!”
ซุนเฟยหัวเราะออกมาเสียงดังอย่างไม่กลัวเกรง เขาชกหมัดออกไปกลางอากาศในจังหวะที่ไม่ช้าไม่เร็ว ราวกับว่าไม่มีพลังใดๆ แต่หอกสีเงินที่กระจายอยู่เต็มท้องฟ้าก็เหมือนกับหิมะที่โดนความร้อนจากพระอาทิตย์จนระเหยกลายเป็นไอ เมื่อฝุ่นจางหายไปก็พบว่าการโจมตีในครั้งนี้ไม่แม้แต่จะทำให้เส้นผมสักเส้นของซุนเฟยขยับได้เลย
สีหน้าของอัศวินเด็กก็เปลี่ยนไปเขาครางเสียงต่ำออกมาอย่างหงุดหงิด กระชับทวนอัศวินยาวในมือแน่นก่อนที่เงาร่างของเขาจะพุ่งลงมากลายเป็นสายรุ้งสีทองเหลือบเงิน ทะลวงผ่านพลังป้องกันที่เกิดจากหมัดของซุนเฟย ปลายหอกของเขาเกิดประกายไฟขึ้นมาเพราะแรงเสียดทานด้วยความเร็วสูงสุดท้ายก็กลายเป็นเปลวไฟที่ลุกไหม้ขณะที่เล็งไปที่หัวใจของซุนเฟย!
-----------------------------