สิบห้าวันต่อมาก็ได้ฤกษ์งามยามดีที่รองแม่ทัพจะแต่งงานกับบุตรสาวสกุลเหอ บรรดาแเื่ต่างร่วมแสดงความยินดีแม้จะรู้สึกว่าการแต่งงานครั้งนี้เหมือนมีเื้ั
รองแม่ทัพกองรบที่สิบได้แต่งงานกับบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ ทั้งยังได้รับสมรสพระราชทานให้ครองคู่กับบุตรสาวขุนนางใหญ่ฝั่งซ้ายอีกด้วย
มู่หรงเซียวร่วมงานด้วยความจำเป็ พยายามไม่เป็ที่สนใจของใครเหมือนตัวประกอบในนิยายแล้วดูบรรยากาศงานรื่นเริงที่นางเป็คนจัดการด้วยความภาคภูมิใจ
“เมิ่งเซียง เห็นไหมเล่าว่าจัดดอกไม้ตรงนั้นสวยกว่า” นางชี้ไปที่มุมหนึ่งของจวน
“สวยจริง ๆ ด้วยเ้าค่ะ ฮูหยินจัดงานได้ยอดเยี่ยมที่สุด” สาวใช้เอ่ยชมเ้านายเพราะหลายวันที่ผ่านมาวิ่งวุ่นทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่อยากให้งานในวันนี้ขาดตกบกพร่อง
รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้า พูดคุยกับสาวให้อย่างร่าเริงผิดกับฮูหยินจวนอื่น ๆ ที่มักจะร้อนรนใจกลัวว่าสามีจะให้ความสนใจหลงใหลคนที่แต่งเข้ามาใหม่มากกว่า
ดวงตาสีทับทิมพลันเหลือบเห็นร่างสูงมองมาทางตนเองด้วยแววตาโกรธเคืองอีกแล้ว คราวนี้ไม่ยอมเบือนหน้าหนีแต่เดินไปหาเขาไม่รีรอ
ร่างระหงนวยนาดเข้ามาหาฮูหยินรองย่อมเป็ที่จับตามองของแขกในจวนเพราะทั้งสองต่างเป็บุตรสาวคนใหญ่คนโต แทนที่จะหน้าบึ้งบอกบุญไม่รับกลับยิ้มแย้มยิ่งทำให้สายตารองแม่ทัพหยางแข็งกร้าวมากกว่าเดิม
“คุณหนูเหอถูกใจงานแต่งวันนี้หรือไม่” นางเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้า ไม่มีทีท่ามุ่งร้ายต่อคนที่มาใหม่
“ขอบคุณฮูหยินที่ช่วยจัดการจนทุกอย่างเสร็จราบรื่น” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาน แสดงอย่างเป็มิตรแต่มู่หรงเซียวรู้ดีว่านางเก็บซ่อนอารมณ์เอาไว้คิดวางแผนเป็ขั้นตอนเพื่อดึงความสนใจหยางเสวี่ยเฟยมาที่ตัวเอง
เ้าสาวพูดไปพลางเกาะแขนคนข้างกายไปด้วย “ท่านพี่ ข้าอยากไปหาท่านพ่อเ้าค่ะ”
รองแม่ทัพหยางมองฮูหยินที่เรียบเฉยไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่คู่แข่งออดอ้อนสามี นิ่วหน้าแล้วบอกกับเหออันเหลียนว่า “อืม ข้ากำลังมีเื่ต้องปรึกษาใต้เท้าอยู่พอดี พวกเราไปตรงนั้นกันเถอะ”
“ท่านพี่…” นางเอียงคอยิ้มหวานราวกับยั่วยวนคิดว่าหยางเสวี่ยเฟยเต็มใจแต่งงานด้วยเพราะตลอด่เช้าที่ผ่านมาได้อยู่เคียงข้างกันไม่ห่างหาย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ อีกฝ่ายเอาแต่หลบหน้าทำเหมือนนางไม่มีตัวตนเสียอย่างนั้น
คล้อยหลังทั้งสอง มู่หรงเซียวส่ายหน้าแล้วคิดในใจ ดูทำเข้า สมแล้วที่เป็นางร้ายลำดับที่สองของนิยายเื่นี้ เหออันเหลียน คนที่เ้าควรหึงหวงไม่ใช่ข้าหรอก เสิ่นอวี้หลานต่างหากที่อยู่ในใจเขา ข้าน่ะอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่กว่าเ้าอีก
จังหวะนั้น หยางเสวี่ยฮวากำลังยืนมองพี่สะใภ้คนใหม่ของตัวเอง ไม่ชอบใจยิ่งนักที่เหออันเหลียนเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของสกุลหยาง นึกอยากล่มงานแต่งให้พังราบคาบแต่พี่ชายห้ามไว้ราวกับรู้ทัน
“คุณหนู ใจเย็น ๆ ก่อนนะเ้าคะ” ผิงเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทเอ่ยเตือนไม่ให้เ้านายผลีผลามก่อเื่ ฉะนั้นแล้วคนที่เป็ที่รองรับอารมณ์ของนางจึงเป็หญิงสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก
“ข้าเห็นเ้ามั่นใจนักหนาว่าท่านพี่รักเ้า แต่ดูสิ ท่านพี่แต่งภรรยาใหม่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มปานนั้นเชียว” เด็กสาวยิ้มมุมปากรอดูท่าทีพี่สะใภ้
นางนึกว่าจะได้เห็นแววตาเชือดเฉือนหรือการปะทะฝีปากของบุตรสาวขุนนางใหญ่ทั้งสองแต่บรรยากาศในงานกลับผ่านไปด้วยความเรียบง่าย
มู่หรงเซียวไม่รู้ว่าจะทะเลาะกับเด็กน้อยไปทำไมจึงยอมให้นางเป็ฝ่ายชนะ “แม้วันนี้เขาจะไม่รักข้าแล้วแต่ถึงอย่างไรข้าก็เป็พี่สะใภ้ของเ้าอยู่ดี”
นางเถียงไม่ออกและรู้ดีว่าพวกเขาไม่อาจหย่าได้ตามใจจึงทำฟืดฟาดแล้วพูดว่า “ทำไมข้าต้องเห็นหน้าพวกเ้าลอยไปลอยมาอยู่ในจวนด้วย คนที่ท่านพี่ควรจะแต่งงานด้วยต้องเป็ท่านพี่อวี้หลานแท้ ๆ แต่นี่อะไรกัน…”
“เสี่ยวฮวา…” แม้ว่าหยางเสวี่ยฮวาจะต่อต้านไม่พอใจนางมากเพียงใดแต่มู่หรงเซียวก็รู้สึกเอ็นดูเด็กเอาแต่ใจคนนี้ไม่น้อยราวกับปลงตก “พี่ชายเ้าอยากได้สิ่งใดก็ต้องได้ เขาไม่มีทางยอมแพ้ที่จะได้ครองคู่กับคุณหนูเสิ่นหรอก”
เด็กสาวหันมองหน้าคนข้างกาย “ต้องเป็เช่นนั้นอยู่แล้ว ข้าก็จะช่วยท่านพี่โน้มน้าวใจท่านพี่อวี้หลานอีกทาง” ความมุ่งมั่นของนางไม่เคยเปลี่ยน นิสัยส่วนนี้เหมือนพี่ชายไม่ผิดเพี้ยน สีหน้าสดใสขึ้นมาทันใด
มู่หรงเซียวมองไปที่อีกมุมหนึ่งของงานจึงได้เห็นว่าแม่ทัพหลี่จ้องหยางเสวี่ยเฟยอยู่ ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มองตามราวกับได้รับคำสั่งให้มาจับตามองเขา
สีหน้านั้นแสดงออกชัดเจนว่าเป็ปรปักษ์กันแม้ว่าจะเป็ผู้นำในกองรบที่สิบด้วยกันก็ตาม
“ข้ากำลังดูละครหรืออย่างไร” มู่หรงเซียวยิ้มบางเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า “อืม... เสร็จจากงานนี้แม่ทัพหลี่คงจะไปพบเสิ่นอวี้หลานกระมัง”
“…” หยางเสวี่ยฮวากำลังงงว่าพี่สะใภ้พูดอะไรพึมพำอยู่คนเดียวแต่ไม่ได้ใส่ใจเื่ของนางมากนักเพราะไม่ชอบเป็ลำดับที่สองรองจากเหออันเหลียน
ครั้นเวลาผ่านไประยะหนึ่งก็ถึงคราวเข้าห้องหอครั้งแรกของเ้าสาวคนใหม่ นางตื่นเต้นเสียจนใบหน้าฉายความรู้สึกได้ชัดเจน ยิ่งเห็นมู่หรงเซียวที่เป็ศัตรูหัวใจอยู่ใกล้ ๆ ก็รีบเกาะแขนเ้าบ่าวไว้แน่นแล้วเดินมาที่ห้องนอนราวกับเป็ผู้ชนะ
“ฮูหยินจัดการห้องหอดีหรือไม่” เ้าของจวนเอ่ยถาม ดวงตาสีดำขลับจ้องไม่วางตาราวกับคาดคั้นบางสิ่งบางอย่างที่แม้แต่คนโดนจ้องยังคาดเดาไม่ถูก
“เ้าอย่าได้กังวล ข้าเตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมแล้ว” มู่หรงเซียวตอบตามความจริงไม่ใส่อารมณ์ใด ๆ เพราะรู้สึกอยากนอนพักผ่อนเอาแรงเต็มที
ภาษากายของนางทำใครบางคนหงุดหงิดเป็ทวีคูณ จึงเอ่ยขึ้นมา “อันเหลียน…”
“เ้าคะ” นางตอบด้วยน้ำเสียงเอียงอาย ไม่คิดว่าจะได้ยินคนที่แอบชอบมานานเรียกเช่นนี้ ใบหน้าอิ่มเอมไปด้วยความสุข รู้สึกว่าดีแล้วที่ทูลขอเหอกุ้ยเฟยผู้เป็น้าทางฝั่งพ่อให้ช่วยแล้วอีกฝ่ายเห็นดีเห็นงามด้วย
กระนั้นก็ยังกังวลกลัวว่าเข้าห้องหอคืนนี้นางจะทำได้ไม่ดีจึงทำสีหน้าออเซาะให้อีกฝ่ายเอ็นดู
“อันเหลียน อย่ารอช้าอยู่เลย” เขาพูดจบแล้วเดินไปที่ห้องหอไม่รีรอ ในขณะที่เหออันเหลียนหันมามองหน้าฮูหยินที่ถูกลืมแล้วแสยะยิ้มกว้างสะใจ
“อยากทำสิ่งใดก็ตามใจเ้าเถิด”
เมิ่งเซียงได้ยินเสียงพึมพำก็คิดว่าเ้านายกำลังเศร้าจึงจับมือบีบเบา ๆ ให้กำลังใจแต่กลับได้ยินนางพูดว่า “นึกว่าจะเสร็จงานช้าเสียแล้ว เมิ่งเซียง ไปเที่ยวหอราตรีกันเถอะ”
“ไปไหนนะเ้าคะ” นางไม่คิดว่าคุณหนูตัวเองจะทำตัวเหมือนไม่มีเื่ใดในใจ อาจจะแกล้งทำเป็เข้มแข็งก็ได้
“ไปหาเซียงเซียง ได้ยินเสียงกู่ฉินของนางคงทำให้ข้านอนหลับฝันดี” หญิงสาวยิ้มแป้นแล้วรีบบอกอีกว่า “เมิ่งเซียงเ้าไปหยิบถุงทองมาสองถุง คืนนี้ข้าจะจ่ายให้เซียงเซียงดีดกู่ฉินให้ข้าฟังเป็การส่วนตัว”
มู่หรงเซียวไม่จำเป็ต้องใส่ใจเื่ราวในจวนสกุลหยางเพราะนับจากนี้ไปพวกเขาคงจะทำเหมือนนางไม่มีตัวตน ่เวลาก่อนที่จะเกิดเื่แท้งจึงกลายเป็เวลาว่างให้มู่หรงเซียวได้ทำอะไรตามใจอีกครั้ง
เสียงบรรเลงจากกู่ฉินไพเราะเสียจนหญิงสาวเผลอหลับลึกด้วยความเหนื่อยล้าเพราะงานแต่งครั้งที่สองของหยางเสวี่ยเฟยในวันนี้
เวลานั้น เมิ่งเซียงออกไปเตรียมข้าวของข้างนอกจึงมีเพียงพวกเขาสองคน มือเรียวของเซียงเซียงเอื้อมแตะแก้มแดงระเรื่อของหญิงสาว
ใบหน้างามของเซียงเซียงต้องแสงจันทร์ ลำคอระหงมีลูกกระเดือกปรากฏ พลันยิ้มมุมปากเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“หลับแล้วหรือ” หากแต่ไม่ได้ทำสิ่งใดมากไปกว่านั้นเพราะััได้ถึงเงามืดที่ยืนอยู่เื้ัขยับใกล้เข้ามาจึงเอ่ยอย่างแ่เบาราวกับกลัวว่านางจะตื่น “นางงดงามเพียงนี้ ข้าจะอดใจไหวได้อย่างไรเล่า เสียดายที่นางมีเ้าของแล้ว แถมยังเป็คนโฉดโหดร้าย มิเช่นนั้น ข้าจะแต่งตั้งนางเป็พระชายาของซวงเหวิน”
“…” อีกฝ่ายไม่พูดสิ่งใดแต่ยื่นกระบี่ที่อยู่ในฝักจ่อลำคอคนตรงหน้า
“ข้ารู้แล้ว ยอมถอยแล้วก็ได้”
เซียงเซียงหรือหลินชิงหรู องค์ชายห้าของแคว้นซวงเหวินคือองค์ชายที่หนีจากแคว้นของตัวเองเพราะไม่อยากขึ้นครองบัลลังก์ บุรุษรูปงามหลงใหลในเสียงดนตรีและความสำราญจึงแอบแฝงตัวอยู่ในต่างแดน เที่ยวเล่นไปเรื่อยเปื่อยตามประสา
ครั้นได้เห็นหน้าบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ในคราแรกนึกถูกชะตา อยากทำความรู้จักมักจี่แต่กลับโดนขัดขวางอยู่ร่ำไป ครานี้ก็เช่นกัน เขาจำต้องถอยโดยปริยาย
เมื่อหลินชิงหรูออกไปจากห้องแล้ว ร่างบางถูกอุ้มขึ้นนอนบนเตียง ห่มผ้าให้แล้วก้มลงจุมพิตริมฝีปากบางอย่างแ่เบา
ดวงตาสีดำขลับจ้องคนตรงหน้าไม่วางตา นิ้วเรียวไล้กรอบหน้าพลางขมวดคิ้วมุ่นนึกสงสัยเื่ที่ค้างคาใจแล้วโน้มใบหน้าเข้าหามู่หรงเซียวอีกครั้ง ซุกไซ้ลำคอระหง สูดดมกลิ่นคุ้นเคยแล้วดูดเม้มลำคอจนเป็รอยแดงพลันจุมพิตนางก่อนหายไปได้ทันเวลาที่เมิ่งเซียงกลับเข้ามาในห้องพอดี
เปลือกตาหญิงสาวลืมขึ้นอย่างช้า ๆ ปลายจมูกยังคงได้กลิ่นหอมที่ใครบางคนทิ้งเอาไว้จึงพึมพำด้วยความสะลึมสะลือ “หยางเสวี่ยเฟย ข้าเพียงแค่ฝันไปหรอกหรือ”