“ เสี่ยวหลันดีจริงที่เธอฟื้นแล้วแม่เป็นห่วงเธอจะแย่ที่เธอหมดสติไปอีกครั้งแล้วไม่ฟื้นขึ้นนานมาก ทำเอาแม่ตกใจมากเลยกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไปอีกครั้ง แต่ตอนนี้เธอให้นมลูกก่อนเถอะ ดูสิเจ้าเด็กตะกละนี่ร้องไห้จนหน้าแดงก่ำไปหมดแล้ว ” หลิงซื่อถามลูกสะใภ้ด้วยความรู้สึกดีใจและหมดความกังวลที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ตั้งแต่ลูกสะใภ้สลบไปอีกครั้ง และแกล้งแซวหยอกล้อหลานชายด้วยความเอ็นดู
“ ค่ะแม่ ขอบคุณมากที่เป็นห่วงหนู ตอนนี้หนูรู้สึกดีขึ้นมากแล้วค่ะ แม่ส่งลูกมาให้หนูได้เลยค่ะ เด็..เอ้ยลูกคงหิวนมแย่แล้ว ”
มู่เสี่ยวหลันรับลูกมาอุ้มดูท่าทางเก้กัง แม่เว่ยจึงเข้ามาช่วยจัดท่าทางให้ แล้วยังใจดีจะช่วยปลดกระดุมเสื้อที่สวมอยู่ให้เธออีกด้วย
“ เดี๋ยววววก่อนค่ะแม่ รอเดี๋ยว ” มู่เสี่ยวหลันรีบห้ามตาเหลือก ก็ในห้องนี้ยังมีผู้ชายอยู่ด้วยอีกคนหนึ่ง จะให้เธอเปิดเสื้อให้นมลูกต่อหน้าผู้ชายที่เธอเพิ่งรู้จักวันแรกเนี่ยนะ
“ อี้หานคุณช่วยเอ่อ…. ออกไปก่อนได้ไหมคะ รอให้ฉันให้นมลูกเสร็จแล้วคุณค่อยเข้ามา ”
“ อะ เอ่อ ได้สิ ถ้าอย่างนั้นผมจะไปดูเสี่ยวเป่าที่ห้องพ่อแม่ก่อน ให้แม่อยู่ที่นี่ช่วยคุณก่อนก็แล้วกัน ” เว่ยอี้หานคิดว่าภรรยาคงจะรู้สึกเขินอายตอนที่ให้นมลูก เพราะเธอดูตกใจและเขินอายมากตอนที่รู้ว่าลูกกินนมตอนที่เธอยังไม่ได้สติอยู่และเขาก็อยู่ในห้องด้วย
แม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะแต่งงานกันมาปีกว่าแล้วแต่ก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกันน้อยมากเพราะเว่ยอี้หานต้องพักอยู่ในกองทัพส่วนหมู่เสี่ยวหลันก็ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่บ้านเดียวกับครอบครัวของสามีหลังจากแต่งงานแล้ว และไม่ได้ติดตามเขาไปอยู่ในกองทัพ
เรื่องใกล้ชิดฉันท์สามีภรรยาจึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ยิ่งพักหลังมานี้มู่เสี่ยวหลันไม่พอใจที่เขาลาออกจากทหารมาทำให้เขาและภรรยายิ่งห่างเหินกันมากขึ้น แม้ว่าเขาจะยังพยายามดูแลภรรยาที่กำลังตั้งท้องให้ดีที่สุดแล้วก็ตามที เว่ยอี้หานจึงเข้าใจไปเองว่าว่ามู่เสี่ยวหลันคงจะรู้สึกอายและไม่สะดวกใจที่ให้นมลูกต่อหน้าเขาจึงยอมออกจากห้องไปแต่โดยดีในระหว่างนี้เพราะแม่ของเขาก็คอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง
“ อี้หานลูกแวะไปดูเสี่ยวเป่าให้แม่ที่ห้องก็ดีเหมือนกันต้าเป่าหิวแล้ว เสี่ยวเป่าก็น่าจะตื่นเพราะหิวเร็ว ๆ นี้แหละ หากเสี่ยวเป่ายังไม่ตื่นลูกก็ไปจุดเตาไฟแล้วต้มน้ำร้อนไว้รอ เผื่ออีกสักพักต้องใช้ทำความสะอาดเด็ก ๆ แล้วไปปลุกให้ชิงชิงกับอิงอิงลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าเพราะตอนนี้ก็เกือบจะตีห้าแล้ว หกโมงเช้าคงมีเสียงแตรสัญญาณเรียกลงนาแล้ว เดี๋ยวทำอาหารเช้าเสร็จไม่ทันแล้วลูกกับพ่อจะไม่ได้กินอาหารเช้าก่อนไปทำงานกันพอดี ” นางหลิงซื่อบอกกับลูกชายคนโตก่อนที่เขาจะเดินออกไปด้านนอก
“ ครับแม่ ” เว่ยอี้หานรับคำสั่งยาวเหยียดจากแม่เสร็จก็รีบออกจากห้องไปทันทีเพราะเสียงร้องอันทรงพลังของเด็กทารกตัวน้อยนี้ ที่เหมือนจะต้องการไล่พ่อของเขาให้รีบๆ ออกไปเสียทีเพราะตอนนี้หิวนมจะแย่อยู่แล้ว
ด้านแม่สามีกับลูกสะใภ้ที่เหลืออยู่ในห้องเมื่อปลดกระดุมเสื้อหมดแล้ว มู่เสี่ยวหลันก็ข่มความรู้สึกกระดากอายและความรู้สึกแปลกๆ ยกมือจับสาบเสื้อให้แยกออกด้านข้างแล้วเช็ดทำความสะอาดหัวนมแล้วอุ้มลูกขึ้นมาให้นม
วินาทีที่ปากน้อย ๆ อ้าปากงับไปที่หัวนมของเธอ มู่เสี่ยวหลันก็ขนลุกซู่ขึ้นทันที เธอทำหน้าแหย ๆ ร้องไห้ไม่ออกบอกไม่ถูกที่จู่ ๆ ก็ถูกเด็กน้อยดูดนม เมื่อไม่กี่วันที่แล้วเธอยังเป็นสาวโสดวัยสามสิบเก้าสุดเฟี้ยวอยู่เลย แต่ดูเธอตอนนี้สิ....
“ อ๋า ฮ่าฮ่าฮ่า มันจักจี้นะ ดูดดี ๆ สิเด็กน้อย กินแล้วก็รีบ ๆ โตนะ ดูสิตอนนี้ตัวเล็กนิดเดียว ดูเหี่ยว ๆ ย่น ๆ เหมือนคนแก่เลยนะเราน่ะ ฮิฮิ ” เสี่ยวหลันเอานิ้วมือจิ้มที่แก้มและพูดหยอกล้อกับลูกชายหมาด ๆ ในอ้อมแขนของเธอ เธอรู้สึกว่ามันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดและพิเศษมาก
“ ฮ่าฮ่าฮ่า เด็กทารกเพิ่งคลอดก็ตัวเล็กแล้วก็ผิวย่นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละจ้ะ เดี๋ยวอีกไม่กี่วันหลังจากที่เธอให้เด็ก ๆ ได้กินนมเยอะหน่อย เดี๋ยวตัวก็อ้วนขึ้นและไม่เหี่ยวแบบนี้แล้วล่ะ เนอะต้าเป่าเด็กดีของย่า ” แม่เว่ยเมื่อเห็นลูกสะใภ้กำลังหยอกล้อกับหลานชายตัวน้อย ๆ ของนางก็เอ่ยขึ้นด้วยความเอ็นดู
เมื่อก่อนนางเองก็ยังนึกเป็นห่วงว่าอนาคตครอบครัวของลูกชายคนโตว่าอาจจะไปไม่รอด แต่เมื่อเด็กทั้งสองคนคลอดออกมาแล้ว เธอก็หวังว่าลูกจะช่วยประสานรอยร้าวระหว่างพ่อแม่ได้ อีกทั้งหลังจากที่ลูกสะใภ้ของนางนั้นคลอดลูกแล้วแม้ว่าจะดูแปลกตาไปบ้างแต่ก็ดูไม่เย็นชาห่างเหินเหมือนกับแต่ก่อนหน้านี้
เนื่องจากนางหลิงซื่อไม่รู้ว่ามู่เสี่ยวหลันนั้นเคยมีประสบการณ์ช่วยเลี้ยงเด็กทารกที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาอย่างโชกโชนในชีวิตก่อน และสิ่งเดียวที่เธอเพิ่งจะเคยทำเป็นครั้งแรกก็คือการให้นมจากเต้านี่แหละ พอต้าเป่าดูดนมจนอิ่มแล้ว นางจึงอุ้มหลานชายขึ้นมาสาธิตวิธีทำให้เด็กเรอหลังดื่มนมให้มู่เสี่ยวหลันดู
“ เวลาลูกกินนมอิ่มแล้วเธอก็อุ้มลูกพาดบ่าแล้วก็ทำเหมือนที่แม่ทำให้ดู ลูบไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเรอ เด็กๆ จะได้ไม่ปวดท้องเพราะไม่สบายตัว ” นางหลิงซื่ออุ้มหลานชายพาดที่บ่าแล้วลูบหลังเบา ๆ จนต้าเป่าเรอเอาอากาศออกมาเบาๆ นางจึงได้หยุดมือ
“ ขอบคุณนะคะแล้วหนูจะจำไว้ รอให้นมเสี่ยวเป่าเสร็จ แล้วหนูจะลองทำดูค่ะ ” พอพูดจบมู่เสี่ยวหลันก็ได้ยินเสียงเด็กน้อยอีกคนร้องดังขึ้นมาทันที เสียงร้องค่อย ๆ ดังชัดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเว่ยอี้หานกำลังอุ้มลูกคนเล็กเดินมาจนถึงที่ห้องนอนตัวเอง
“ ก๊อก ก๊อก ”
“ ผมเข้าไปได้ไหม ” เว่ยอี้หานส่งเสียงถามก่อนที่จะเปิดประตูเพราะเขาไม่แน่ใจว่าภรรยาให้นมลูกเสร็จแล้วหรือยัง
“ ค่ะ คุณเข้ามาได้เลยฉันให้นมต้าเป่าเสร็จแล้ว ” มู่เสี่ยวหลันร้องบอกออกไป
เด็กน้อยทั้งสองคนเกิดมายังไม่มีชื่อคนเป็นย่าจึงเรียกแฝดคนพี่ว่าต้าเป่า ส่วนคนน้องก็เรียกว่าเสี่ยวเป่าจนกว่าพวกเขาจะมีชื่ออย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นจะเรียกหรือตั้งชื่อจริงให้ว่าอย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกที เพราะถึงเด็ก ๆ จะมีชื่อจริงแล้วแต่ผู้ใหญ่ในตระกูลก็ยังนิยมเรียกพวกเขาเช่นนี้ไปจนกว่าจะโตเป็นหนุ่มน้อยเลยทีเดียว
“ แม่คุณละคะ ” มู่เสี่ยวหลันถามเมื่อไม่เห็นแม่สามีอยู่ในห้อง ไม่รู้ว่านางออกไปตั้งแต่ตอนไหน เพราะสมาธิของเธอก่อนหน้านี้จดจ่ออยู่ที่ลูกชายจนไม่ทันได้สังเกตว่านางออกจากห้องไปแล้วนั่นเอง
“ ผมให้กลับไปนอนพักแล้วน่ะ เพราะท่านแทบจะยังไม่ได้พักเลยตั้งแต่เมื่อเช้าวาน ส่วนลูกเดี๋ยวผมจะเป็นคนดูแลเอง คุณนอนต่อเถอะ ”
“ ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ฉันไม่ง่วง คุณจะนอนต่ออีกสักนิดหรือจะไปทำอะไรอย่างอื่นก็ได้นะ ฉันจะดูเด็ก ๆ เอง ” มู่เสี่ยวหลันบอกเมื่อเห็ว่ายังมีเวลาอีกเกือบชั่วโมงถึงจะหกโมงเช้าซึ่งเป็นเวลาออกไปทำงานของสองพ่อลูกในช่วงนี้
“ ถ้าอย่างนั้นก็ดูช่วยกัน ”
“ อืมก็ได้ค่ะ แต่วันนี้คุณต้องไปทำงานแต่เช้าไม่ใช่เหรอ คุณนอนพักอีกสักงีบเถอะ ลูก ๆ ก็นอนอยู่ข้าง ๆ นี่เอง ตอนนี้พวกเขายังทำอะไรไม่ได้นอกจากกินกับนอน เดี๋ยวพอหิวเราก็ได้ยินเสียงร้องอยู่ดี คุณไม่จำเป็นต้องถ่างตาดูพวกเขาตลอดเวลาหรอกนะคะ ” มู่เสี่ยวหลันบอกกับอีกฝ่ายเพราะจริยธรรมล้วน ๆ ไม่ใช่เพราะว่าเขาหน้าตาดีเธอจึงรู้สึกห่วงใยเป็นพิเศษแต่อย่างใด จริงจริงนะ
เว่ยอี้หานได้ฟังที่มู่เสี่ยวหลันพูดก็เห็นด้วยอยู่ในใจเพราะเช้านี้เขายังต้องไปทำงานแต่เช้าตรู่เพราะปากท้องของครอบครัวขึ้นอยู่กับเขาและผู้เป็นพ่อซึ่งเป็นแรงงานหลักของบ้านในตอนนี้นั่นเอง “ ถ้าอย่างนั้นหากคุณมีอะไรอยากให้ผมช่วยก็ปลุกผมได้เลยนะ ”
“ โอ เอ้ย ได้ค่ะ ถ้าฉันต้องการความช่วยเหลือจากคุณรับรองว่าจะปลุกคุณทันที ” มู่หลันหรือมู่เสี่ยวหลันในตอนนี้เกือบเผลอพูดคำว่าโอเคออกไปด้วยความเคยชิน แต่โชคดีว่าเธอหยุดปากเอาไว้ได้ทัน ส่วนเว่ยอี้หานก็ล้มตัวนอนที่ขอบเตียงอีกด้านโดยที่ลูกชายทั้งสองคนนอนอยู่ตรงกลางระหว่างคนทั้งคู่
……….
เพิ่งจะหกโมงเช้าเสียงแตรสัญญาณรวมพลก็ดังขึ้นอีกครั้ง ผู้เป็นปู่กับพ่อที่เป็นเสาหลักของครอบครัวแม้ว่าอยากจะหยุดอยู่บ้านกับเด็กแฝดมากแค่ไหนแต่ก็ไม่ทำได้ เพราะปากท้องของคนทั้งครอบครัวขึ้นอยู่กับทั้งสองคน
หลังจากที่กินอาหารเช้าที่มีเพียงวัววัวโถว(อาหารชนิดหนึ่งที่ทำจากแป้งข้าวโพดชนิดหยาบมีราคาถูก ทำเป็นรูปทรงโคนมีรูอยู่ตรงกลางคนจีนกินเป็นอาหารหลักคล้ายกับหมั่นโถว) และกะหล่ำปลีผัดแล้ว
ก่อนออกจากบ้านแม้ว่าพ่อเว่ยอยากจะเข้าไปดูหลานชายตัวน้อยทั้งสองคนในห้องลูกชายและภรรยาก่อนออกไปทำงานมากแค่ไหน แต่ด้วยความเหมาะสมจึงได้แต่ตัดใจปล่อยให้ลูกชายเข้าไปหาสามคนแม่ลูกในห้องเพียงคนเดียว
แม้ว่าจะนอนด้วยกันมาทั้งคืนแล้วก็ตาม แต่คุณปู่หมาด ๆ ผู้เห่อหลานแฝดคู่แรกของครอบครัวทั้งที่ยังไม่ได้ออกไปทำงานแต่ก็คิดถึงหลานชายตัวน้อยทั้งสองคนเสียแล้ว เว่ยชิงเทียนรู้สึกว่าการที่จะต้องออกไปทำงานในเช้านี้มันช่างทรมานใจเสียจริง ๆ
ทางด้านปู่ยังอาลัยอาวรณ์ขนาดนี้ ผู้เป็นสามีและพ่อลูกอ่อนอย่างเว่ยอี้หานก็ต้องตัดใจออกไปทำงานด้วยจิตใจพะว้าพะวังเป็นห่วงสามแม่ลูกด้วยเช่นกัน แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่จำใจทำตามหน้าที่เพราะอยู่ในช่วงเร่งรีบเก็บเกี่ยวผลผลิตในนาข้าวพวกเขาจึงไม่สามารถที่จะหยุดงานได้ เพราะถ้าหยุดก็หมายถึงครอบครัวต้องอดเพราะได้ส่วนแบ่งอาหารน้อยลง เว่ยอี้หานจึงได้แต่ฝากฝังลูกเมียกับนางหลิงฟางผู้เป็นแม่ให้ดูแลลูก ๆ และภรรยาแทนตนเอง
“แม่ครับผมฝากแม่ดูแลทั้งสามคนด้วยนะครับ หลังจากเสร็จงานที่นาแล้วผมจะรีบกลับมา ”
“ ได้จ้ะ ลูกไม่ต้องห่วงหรอกนี่ก็ลูกสะใภ้และหลาน ๆ ของแม่นะ แม่รับรองว่าจะดูแลให้เป็นอย่างดีเลย ชิงชิงกับอิงอิงเตรียมห่อข้าวให้ลูกกับพ่อแล้วใช่ไหม? วันนี้นอกจากแม่ต้องดูแลต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าแล้วก็ต้องดูแลให้เสี่ยวหลันอยู่ไฟหลังคลอดด้วย แม่คงไม่มีเวลาเอาอาหารไปส่งให้พ่อกับพี่ชายของลูกที่นาข้าวในตอนเที่ยงหรอกนะ ”
“ สองคนนั้นเตรียมไว้ให้หมดแล้วครับ แม่ไม่ต้องเป็นห่วง ทางนี้ต้องรบกวนให้แม่ดูแลแล้ว ”
“ วุ้ย ลูกคนนี้นี่ จะรบกงรบกวนอะไร พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันก็ต้องช่วยดูแลกันอยู่แล้ว ลูกกับพ่อรีบไปเถอะ เดี๋ยวจะไปถึงช้าเอา ”
มู่เสี่ยวหลันได้ยินที่สองแม่ลูกคุยกันก็นึกดีใจที่อย่างน้อย เธอก็ได้มาอยู่ในครอบครัวที่ดี ตอนนี้แม่สามี สามีและลูก ๆ ทั้งสองเธอได้เจอพวกเขาแล้ว ที่ยังไม่ได้เจอหน้าก็เหลือพ่อสามีและน้อง ๆ สามีทั้งสามคน
ซึ่งมู่เสี่ยวหลันก็หวังว่าเธอจะสามารถเข้ากับทุก ๆ คนในครอบครัวนี้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นมันคงเป็นการทรมานและอึดอัดใจมากที่ต้องมาทนอยู่ร่วมบ้านกับคนที่มีนิสัยเข้ากันไม่ได้ หรือหากเข้ากันไม่ได้จริง ๆ ในกรณีที่แย่สุด ๆ เธอก็คงต้องรีบหาวิธีหาเงินแล้วแยกบ้านออกไปอยู่เอง
ส่วนจะแยกไปอยู่เดี่ยวคนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวคงต้องดูสถานการณ์ระหว่างเธอกับเว่ยอี้หานอีกที แม้ว่าเธอจะพอใจในบุคลิกนิสัยใจคอและรูปลักษณ์ภายนอกของเขาที่เห็นตอนนี้เป็นอย่างมาก แต่มู่เสี่ยวหลันก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถใช้ชีวิตคู่ฉันสามีภรรยากับเขาได้
โดยเฉพาะเธอเป็นผู้มาจากอนาคต วิถีชีวิตและความเชื่อย่อมแตกต่างจากคนในยุคนี้ เธอไม่แน่ใจว่าจะสามารถเข้ากันได้กับเว่ยอี้หานหรือไม่ หรือหากวันหนึ่งเว่ยอี้หานรู้ว่าเธอไม่ใช่มู่เสี่ยวหลันตัวจริงเขาอาจจะรับไม่ได้กับเรื่องเหลือเชื่อแบบนี้ก็ได้ เรื่องนี้คงต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
“ เสี่ยวหลันผมขอโทษที่ไม่ได้อยู่ดูแลคุณและลูก ๆแต่หลังจากที่ทำงานเสร็จแล้วผมจะรีบกลับมาดูแลพวกคุณนะ ”
“ ฉันดีขึ้นมากแล้ว ที่บ้านก็มีคุณแม่คอยดูแลพวกเราอยู่ คุณไปทำงานอย่างสบายใจเถอะค่ะ พวกเราทุก ๆ คนในบ้านยังต้องพึ่งพาเสาหลักของครอบครัวอย่างคุณและคุณพ่อนะคะ ”
มู่เสี่ยวหลันได้ยินก็ได้แต่บอกให้เว่ยอี้หานตั้งใจทำงานไม่ต้องเป็นห่วงเธอ เธอเข้าว่าสภาพความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนี้นั้นแย่แค่ไหน ทุกคนต้องต่อสู้ทำงานหนักเพื่อความอยู่รอดกันทั้งนั้น
“ อื้ม แล้วผมจะรีบกลับมา ” เว่ยอี้หานมองหน้าภรรยาและเอื้อมมือไปลูบหัวลูบแก้มของลูก ๆ เบา ๆ ด้วยความรักและทะนุถนอม ก่อนที่เขาจะตัดใจเดินออกไปจากห้องนอนเพื่อไปสมทบกับพ่อเว่ยที่ยืนรอเขาอยู่ที่หน้าบ้านในตอนนี้