ตลาดในเเคว้นตงหนาน มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ต่างได้ยินเสียงบรรดาพ่อค้า แม่ค้าและลูกค้าต่างพูดคุยซื้อขายกันอย่างหนาหู ผู้คนเดินผ่านไปมาต่างจับจ่ายซื้อของกันอย่าง คับคั่ง ตลาดเเห่งนี้จึงดูครึกครื้นยิ่งนัก
เหมยหลัน ที่ยืนขายบะหมี่อยู่ตรงมุมข้างทา ต่างคอยเรียกผู้คนที่เดินผ่านไปมา ให้มาซื้อบะหมี่ของตน ซึ่งก็ได้ผล วันนี้นางขายบะหมี่ใกล้จะหมดแล้ว นางจึงยิ้มออกมาอย่างดีใจ จนสายตาเหลือบไปเห็น เด็กผู้ชายที่เนื้อตัวมอมแมม ยืนอยู่ด้านหน้า ก่อนจะเอ่ยทักทายเด็กชายผู้นั้น อย่างคุ้นเคย
"วันนี้เหตุใดถึงออกมาช้าล่ะ...รู้หรือเปล่า...หากเ้ามาช้าอีกนิดเดียว...เ้าคงอดกินบะหมี่เเล้ว" นางกล่าวถาม เด็กชายในวันเพียงเจ็ดขวบ ที่มีนามว่า ชงเปา มีฐานะทางบ้านยากจน เด็กคนนี้อยู่กับมารดาเพียงสองคน ส่วนบิดาของเด็กผู้นี้เป็ฝ่าย ทิ้งพวกเขาไปอย่างไร้ร่องรอย
เป็เพราะร่างกายมารดาของชงเปาอ่อนเเอเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่บ่อยครั้ง เป็สาเหตุทำให้ออกมาทำงานหาเงินไม่ค่อยได้
เหมยหลันสงสารชงเปาที่อดมื้อกินมื้อจึงต้องยอมช่วยเหลือพวกเขา โดยให้บะหมี่เเก่ชงเปาโดยไม่ได้เก็บเงิน ทุกครั้งที่ชงเปาออกมาหานาง ชงเปาจะได้กินบะหมี่ทุกครั้ง ซ้ำยังห่อบะหมี่ให้ชงเปานำกลับไปฝากผู้เป็มารดาอีกด้วย แต่นางสังเกตเเล้วว่า หากวันใดที่ชงเปาออกมาหานางเเต่เช้า วันนั้นเเทบทั้งวัน มักจะไม่ค่อยมีลูกค้าเข้าร้าน อาจเป็เพราะเห็นชงเปาที่เนื้อตัวมอมแมม นั่งกินอยู่ภายในร้านของนาง ซึ่งบางคนอาจจะรังเกียจ แต่นางก็ไม่ค่อยจะสนใจสักเท่าไรนัก เพราะนางเต็มใจที่จะช่วยเหลือชงเปาผู้น่าสงสาร
"พอดี...ข้าพึ่งก่อฟืนหุ้งน้ำเสร็จ...ก็เลยรีบออกมา" ชงเปากล่าวออกมา พร้อมมองไปยังเส้นบะหมี่ ที่เหมยหลันกำลังลวกอยู่อย่างจดจอ เพราะตอนนี้รู้สึกหิวเหลือเกิน
"ชงเปา...เ้าเข้าไปนั่งก่อนเถอะ...เดี๋ยวพี่สาวจะยกบะหมี่ไปให้เ้าเอง"
ชงเปาพยักหน้ารับ ก่อนจะเข้าไปนั่งโต๊ะข้างใน พร้อมทั้งรอบะหมี่อย่างใจจอ ว่าเมื่อไรจะได้กินบะหมี่
ไม่นานนัก บะหมี่ก็ถูกยกมาอยู่ตรงหน้า ชงเปาจับตะเกียบขึ้นมาคีบเส้นบะหมี่เข้าปากอย่างเร่งรีบ จนเหมยหลันที่มองดูอยู่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นมาด้วยความเป็ห่วง เพราะเกรงว่าหากกินเช่นนี้ มีหวังจะสำสักเส้นบะหมีเป็เเน่
"ช้าๆ หน่อยเถอะ...ชงเปา เดี๋ยวเส้นบะหมี่จะติดคอเอาได้"
"ฮือ!!!.ก็ข้าหิวนิ" ชงเปาเอ่ยตอบ ทั้งๆ ที่ยังมีเส้นบะหมี่อยู่เต็มปาก
"เอาเถอะ...เ้ากินไป...ข้าไม่กวนเ้าแล้ว...เดี๋ยวข้าจะไปทำบะหมี่ ให้เ้านำกับไปฝากแม่ของเ้าด้วยแล้วกัน" นางกล่าวจบจึงเดินไปลวกเส้นบะหมี่ต่อ โดยไม่ได้สังเกต ว่ามีบุรุษ รูปร่างสูงโปรง ใส่อาภรณ์ชุดธรรมดาสีน้ำตาล บนใบหน้าของบุรุษผู้นี้มีรอยเปื้อนดิน ดูเหมือนคนยากไร้ ยืนมองนางอยู่สักพักแล้ว
นางห่อบะหมี่ให้ชงเปาเสร็จ แล้วเงยหน้าขึ้นมา เห็นบุรุษคนดังกล่าวที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก กำลังยืนมองนาง เมื่อเห็นสภาพบุรุษผู้นี้ จึงนึกสงสาร นางจึงลวกบะหมี่ต่อ จากนั้นเมื่อทำบะหมี่เสร็จ นางจึงกวักมือเรียกบุรุษผู้ยากไร้คนนั้นให้เข้ามา
"ท่าน...มาสิ!...มารับบะหมี่ถ้วยนี้..."
บุรุษที่มองนางอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเห็นนางเรียกเขาเข้ามา เขาทำท่าทางหันมองซ้ายและทางขวา อย่างไม่แน่ใจว่านางกวักมือเรียกตนเองหรือไม่ แต่เห็นนางชี้ชัดมาทางตน จึงส่งยิ้มให้อย่างดีใจ เพราะคิดไม่ถึงว่านางจะกวักมือเรียกเขา
"เเม่นาง...บะหมี่ถ้วยนี้เท่าไหร่กัน" เขาเอ่ยถาม ก่อนจะเอื้อมมือไปรับบะหมี่ถ้วยดังกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มเเย้ม
"ไม่เป็ไร...ข้าให้ท่านกิน...โดยไม่คิดเงิน...เข้าไปนั่งข้างในเถอะ"
"แต่ว่า...ข้ามีเงินจ่าย..." เขาพยายามล้วงเงินในอกเสื้อ แล้วยื่นให้กับนาง เเต่ดูเหมือนว่านางจะปฏิเสธ เเม้เงินที่เขายื่นให้จะมากกว่า ราคาบะหมี่ของนางที่ขายอยู่ เพราะนางคิดว่าคงเป็เงินที่เหลือเก็บของเขา เนื่องจากดูสภาพแล้ว เขาน่าจะเป็คนยากไร้จริงๆ เพราะเห็นอาภรณ์ที่เขาสวมใส่อยู่ มีรอยขาด ซ้ำยังเนื้อตัวมอมเเมมอีก นางจะกล้ารับเงินจากเขาได้เช่นไรกัน
"ท่านเก็บเงินไว้เถอะ...ข้าบอกแล้ว...ว่าไม่ต้องก็คือข้าไม่เก็บเงินจากท่าน"
เมื่อเห็นว่าแม่นางผู้นี้ไม่ยอมรับเงินจากเขา จึงได้เเต่ยิ้มเจื่อนๆ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณ ก่อนจะเข้าไปนั่งข้างใน
พอจับตะเกียบได้จึงคีบบะหมี่เข้าปาก เขาต้องยอมรับว่าบะหมี่ถ้วยนี้ ช่างอร่อยเสียจริง จนเขานึกอยากกินอีกสักถ้วย แต่เมื่อนึกถึง ว่าเเม่นางผู้นี้ไม่คิดจะเก็บเงินจากเขา จึงคิดเกรงใจ ไม่กล้าเอ่ยปากร้องขอ ทั้งที่เขามีเงินจะจ่ายให้นางแต่นางกับไม่ยอมรับเงินจากเขา คิดไปเเล้วก็น่าละอายใจตนเองอยู่เหมือนกัน
"จริงสิ! ท่านมีชื่อหรือไม่" นางเอ่ยถามเขา เมื่อเห็นว่าเขากินบะหมี่หมดถ้วยแล้ว
"อ้อ! เรียกข้าว่า เซียนฟาง ก็ได้"
"อืม! ชื่อไพเราะดีนิ"
"แล้ว...แม่นาง...ให้ข้าเรียกเช่นไรดี?" เขาเอ่ยถามนาง พร้อมกับจ้องไปยังใบหน้าของนาง ด้วยสายตาไม่กระพริบ
"ข้า มีชื่อว่าเหมยหลัน"
"ให้ข้าเรียก...หลันเอ๋อร์ ได้หรือไม่" เขาเอ่ยออกมาไม่ทันได้คิดอะไร เเต่ดูเหมือนว่านางมิอยากให้เขาเรียกนางเช่นนั้น
"หลันเอ๋อร์...มีเเต่ท่านพ่อข้าเรียก ข้าว่าท่านเรียกข้าว่า เหมยหลันดีกว่า"
"อ้อ! ได้ เช่นนั้น ข้าจะเรียกแม่นาง ...ว่าเหมยหลัน ก็แล้วกัน"
"ท่านอยากได้บะหมี่อีกถ้วยหรือไม่" นางถามเขา เมื่อเห็นเขาก้มมองถ้วยบะหมี่ที่กินหมดแล้วอยู่บ่อยครั้ง จนนางอดที่จะเอ่ยถามเขามิได้ และยิ่งเห็นอาการท่าทางลำบากใจของเขา ดูเหมือนว่าเขาจะเกรงใจนางอยู่ นางรู้สึกได้ถึงท่าทางที่เขาเเสดงออกมา
"จะดีหรือ...ข้าว่า...เก็บไว้ขายเถอะ!" เขากล่าวออกมาอย่างรู้สึกซาบซึ้ง ไม่คิดว่าหญิงสาวผู้นี้จะใจดีกับตนเช่นนี้
"ไม่เป็ไร...บะหมี่เหลือไม่มากแล้ว นี้ก็สายแล้วคงไม่มีใครซื้อแล้วล่ะ เดี๋ยวข้าจะไปทำให้อีกสักถ้วยก็เเล้วกัน จะได้อิ่มมากขึ้น"
นางกล่าวจบจึงเดินไปหยิบบะหมี่ที่ห่อไว้ ไปหาชงเปาที่นั่งอีกโต๊ะมุมหนึ่ง
"ชงเปานี้ก็สายแล้ว...นี้บะหมี่เอากับไปให้แม่ของเ้ากินได้เเล้วล่ะ...ออกมานานเเบบนี้...เดี๋ยวเเม่ของเ้าจะเป็ห่วง"
"นั่น!ข้าไปก่อนล่ะ ขอบคุณพี่สาวมาก ขอรับ" ชงเปาเอ่ยขอบคุณ พลางหิ้วห่อบะหมี่ จากนั้นจึงเดินออกจากร้านไป
เมื่อชงเปากลับไปแล้ว นางจึงไปทำบะหมี่อีกถ้วย เเล้วตรงไปยังโต๊ะของเซียนฟาง ก่อนวางบะหมี่บนโต๊ะตรงหน้าของเขา
"เซียนฟาง...ท่านกินให้อิ่มนะ หากวันใดที่ท่านหิว...ก็เเวะมาที่นี้ได้ ข้ายินดีเลี้ยงบะหมี่ท่านโดยไม่เก็บเงิน"
เซียนฟางเห็น นางกล่าวเช่นนั้นออกมา ก็รู้สึกซาบซึ้งภายในใจ ไม่คิดว่าสตรีเช่นนางจะแสดงความมีน้ำใจให้กับเขา
ในขณะที่ภายในใจของเขามีความรู้สึกบางอย่าง ตั้งเเต่มองเห็นนางครั้งเเรก เขายอมรับว่าเขาถูกชะตากับนางยิ่งนัก ความจริงแล้วเขาไม่ได้เป็อย่างที่นางคิด แต่ตอนนี้เขาไม่กล้าบอกความจริงบางอย่างกับนาง จึงได้เเต่ปิดบังฐานะที่แท้จริงเอาไว้