พ่อนักดนตรีเนื้อทองยืนอยู่เต็มความสูงที่หน้ากระทรวงการต่างประเทศ ดูสง่าผ่าเผยในเสื้อราชปะแตนสีขาวเอี่ยมอ่อง เข้าชุดกับผ้าม่วงและรองเท้าหนังสีดำขลับ สวมหมวกสีขาวบนศีรษะ มืออีกข้างถือกระเป๋าราชการ กำลังเฝ้าชะเง้อคอยใครสักคน
กระทรวงต่างประเทศนี้เป็สำนักงานที่ตั้งอยู่ ณ พระราชวังสราญรมย์ ถนนสามไชย อยู่ระหว่างพระบรมมหาราชวัง และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ใช้เป็ที่ทำการภายในกระทรวง และเป็ที่พักรับรองแก่พระราชอาคันตุกะด้วย จึงล้วนมีแต่บุคคลสำคัญของชาติบ้านเมือง ทั้งไทยและเทศ
เป็ที่ประหลาดใจ ว่าเพราะเหตุใดขุนนางจากกระทรวงการคลังถึงได้มาป้วนเปี้ยนอยู่บริเวณนี้ได้ ทั้งที่แต่ก่อนแทบไม่เคยย่างกรายใกล้ แต่หลังจากที่เขาได้รู้จักกับท่านชายเดียว ไม่ทันไร เห็นจะต้องมาบ่อยขึ้น
ที่นี่มีให้เห็นทั้งหญิงสยาม หญิงต่างชาติ พวกเธอเ่าั้ไม่เพียงเดินผ่านหน้าไปโดยเปล่า ส่งรอยยิ้มละไมและแววตาพร่างพรายมาให้ เหมือนที่เขาเคยมีแด่ท่านชายเดียว แต่ครั้งนี้โดนเองบ้าง กลับอึดอัดใจ
1. ไม่นานนัก หม่อมเ้าชายก็เสด็จออกมาจากในกระทรวง ทอดเนตรเห็นชายร่างสูงยืนไพล่หลังรออยู่ ไม่แน่หทัย จึงตรัสเรียก
“ด้าว”
เ้าของชื่อหันมาโดยไว เนื่องด้วยจำน้ำเสียงที่ชัดถ้อยนั้นได้ เขาสบแววเนตร และเผลอยิ้มกริ่มออกมาโดยไม่รู้ตัว จากนั้นจึงเฉียดกายเข้าไปใกล้ ก่อนจะถอดหมวกออกแล้วโคงคำนับถวายบังคม
“ฝ่าา กระหม่อมมารอรับกระหม่อม”
“ขอบใจ แต่เธอไม่เห็นต้องลำบากมารับฉันถึงที่นี่เลย ฉันกะว่าจะไปหาที่กระทรวงการคลังอยู่แล้ว มีเื่ต้องคุยกับชายปิ๋วด้วย”
“มิได้ฝ่าา กระหม่อมเป็ผู้น้อย จะให้เ้านายไปรอได้อย่างไร” เขาก็ยังเป็ดังเดิม นอบน้อมเสียจนท่านชายเองทรงเกรงหทัยแทน ชายหนุ่มผายมือไปยังรถเจ๊กที่จ้างมาโดยจำเพาะ “เชิญเสด็จกระหม่อม ขอประทานอภัยหากไม่โปรด กระหม่อมไม่มีรถนอกอย่างใครเขา”
หม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าวมิใคร่ใส่หทัยนัก เพราะไม่ทรงทนงองค์ ตรัสว่าดีเสียอีก ได้มีโอกาสขึ้นบ้าง เพราะเมื่อครั้งเสด็จไปศึกษาที่อีหรอบนั้นไม่ค่อยได้ทรงเท่าใดนัก
รถเจ๊ก หรือจะเรียกอีกชื่อ คือรถลาก มีลักษณะเป็เกวียนสองล้อ มีประทุนบังแดดฝน เป็พาหนะที่ใช้แรงคนลาก โดยส่วนมากเป็ชาวจีน เริ่มมีในสมัยรัชกาลที่สี่ พอถึงสมัยนี้ แม้จะมีเครื่องยนต์เข้ามาในสยามมากแล้ว แต่ก็ยังเป็ที่นิยมกันอยู่ไม่น้อย
“ขึ้นมาสิด้าว มา ฉันช่วยเอง” เมื่อทรงวางโสณีลงนั่ง ก็ทรงหันมารับสั่งอีกคนที่ยืนเก้กังอยู่ ทรงยื่นวรกรไปรับเ้าคนหน้าเหลอหลา “เร็วเข้าซี มานั่งข้างฉันนี่”
พันวาจาสิทธิ์นึกอางขนาง จะให้นั่งเทียมเ้านายก็กระไรอยู่ แต่ท่านก็รับสั่งมาอย่างนั้น จะเมินเฉยก็ไม่สุภาพ จนแล้วจนรอด ก็ตัดสินใจยื่นมือกระชับฝ่าหัตถ์เนียนนุ่ม ก่อนจะก้าวขึ้นนั่งด้านข้าง
“ขอประทานอนุญาตนะฝ่าา หากทรงเห็นว่าไม่สมควร”
ทรงสรวลที่เห็นครูดนตรีประหม่าจนเกินเหตุ แล้วตรัสให้คลายกังวลว่า “ฉันสั่งเธอแท้ ๆ จะไปว่าอะไรเล่า พ่อคนนี้”
ชายหนุ่มพอคลี่ยิ้มได้ ก็เกาท้ายทอยแก้เขินไปที ทั้งยังเพ้อในใจไปมั่วซั่วเสียอีกด้วย ‘เป็บุญของเราแท้ ๆ ได้ชิดใกล้เพียงนี้ ก็สุขล้นแล้ว’
จำต้องหลุดจากฝันหวานทุกที เมื่อกุลีจีนลากรถร้องทักด้วยสำเนียงออกจะแปล่งหู “จะไปที่ไหนล่ะพ่อหนุ่ม รีบแจ้งมา”
“ย่านนางเลิ้งขอรับจีน”
หลังจากจ่ายเบี้ยค่ารถเจ๊กที่หน้าเรือนไม้หลังใหญ่แล้ว พันวาจาสิทธิ์ก็ทำหน้าที่เชิญเสด็จหม่อมเ้าชายขึ้นไปประทับบนเรือน วันนี้ไม่เห็นบ่าวของแม่มาลัยรออยู่ด้านล่าง หมายความว่าเธอไม่ได้มา ซึ่งก็ดีไป ไม่วุ่นวาย เขานึกอยากขอบคุณฟ้าเสียจริงที่ดลบันดาล
“บ้านเธอเป็เรือนไทย น่าอยู่จริง ๆ” ท่านชายเดียวตรัสขึ้นระหว่างที่ดำเนินทอดเนตรดูรอบตัวเรือน
แต่ใครจะคาดถึง ว่าคำตอบจากอีกฝ่ายจะตรงเกินไปเช่นนี้
“หากโปรด ฝ่าาเสด็จมาประทับที่นี่ก็ได้นะกระหม่อม ถือว่าเป็พลับพลา กระหม่อมจะได้เล่นดนตรีถวายด้วย”
“เธอก็ช่างว่าไป ฉันติดบ้านจะตาย ไม่รบกวนเกินเหตุหรอก เก็บห้องหับไว้ให้คนที่เธอจะแต่งเข้าเถอะพ่อคุณ” ท่านชายก็ตรัสหยั่งเชิงแกล้งไป ทรงรู้ทั้งรู้ว่าว่าเขาเคยทูลไปแล้วว่าไม่เคยมีนางพวกนั้น
“ฝ่าา…” ชายหนุ่มลากปลายเสียง ต่อประโยคแ่เบาในลำคอว่า “หากเป็เช่นนั้นจริง ขอเป็ฝ่าาเสียยังดีกว่า”
“ฮะ? เมื่อครู่เธอว่าอย่างไร ได้ยินไม่ถนัดหู”
“ไม่มีอะไรกระหม่อม พระกรรณ์คงแว่วไปล่ะัะหม่อมว่า”
“หรือ? ฉันไม่ยักจะรู้ ว่าตัวเองหูแว่วแต่ตอนไหน ช่างเถอะ แล้วนี่ไม่มีใครอยู่เลยหรือ ไปไหนกันหมด”
“คุณแม่กระหม่อมน่าจะง่วนอยู่ในครัว เชิญฝ่าาประทับนั่งก่อน ประเดี๋ยวกระหม่อมนำเครื่องว่างมาถวาย”
ชายหนุ่มจัดแจงเื่ทางนี้เสร็จสรรพ ก็ลงไปที่เรือนไฟด้านล่างต่อ เพื่อแจ้งแก่มารดา และตระเตรียเครื่องเสวยเล่นขึ้นถวาย
ทางด้านหม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าวนั้นทรงคอยไปพลางทางทอดเนตรดูสิ่งน่าสนใจ เรือนหลังนี้น่าอยู่อาศัยเหมือนเรือนปั้นหยาจริงอย่างว่า ด้วยโปรดสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมอย่างไทยนี้เป็พิเศษ แม้จะมีพระโลหิตเป็สยามอยู่แค่ครึ่ง แต่เข้มข้นกว่า
กลิ่นหอมโชยมาตามกระแสลมตลบอวลติดปลายนาสิก ไม่ใช่กลิ่นจากไม้ดอกที่ชูช่ออยู่รอบเรือน ทว่าเป็ความหอมจากเครื่องอบน้ำปรุงที่วางอยู่บนตั่งใกล้ ๆ นี่เอง กลิ่นมีรสหอมหวาน เย็นชื่น ไม่ฉุนเกินไป ต่างจากน้ำหอมนอกที่ทรงใช้อยู่
เมื่อนั้น จึงมีหทัยระลึกไปถึงกลิ่นจากซับพระพักตร์ที่พันวาจาสิทธิ์นำถวายคืน เป็กลิ่นนี้แน่ไม่ผิดเพี้ยน มันช่างหอมเกินหักห้าม ทรงพลั้งเผลอหยิบมาดอมดมตามประสงค์
จะว่าไปก็คล้ายกลิ่นกายของครูสอนดนตรีคนนั้นเหมือนกัน
พระนึกคนึงนางทางประพาส รุกขชาติที่ในสะตาหมัน
พิกุลกรรณิการ์สารพัน ดอกหล่นปนกันอยู่กลางทราย
‘มีเสน่ห์และยังเนื้อตัวหอมอีกนะ พ่อเนื้อทอง’
ทรงนึกถึงใบหน้าคมคายของเขา แล้วเป็อันว่าหุบโอษฐ์ไม่ลงทุกที ก็แค่ขุนนางชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง ถึงจะอย่างไร ก็ไม่น่ามีอิทธิพลต่อหทัยถึงขนาดนี้
แปลก แต่เป็จริงไปเสียแล้ว
“ฝ่าา มาแล้วกระหม่อม” บุตรชายเ้าของเรือนยกถาดน้ำชาพร้อมด้วยขนมหวานขึ้นมาด้วยตนเอง ก่อนจะรินลงแก้วถวาย
“ด้าว น้ำปรุงนี่ ใครทำไว้หรือ หอมดี”
“คุณแม่ขอรับ หากฝ่าาโปรด กระหม่อมจะแบ่งถวายให้” พันวาจาสิทธิ์ทูล ไม่คาดคิดว่าท่านชายเดียวจะโปรดเครื่องหอมอย่างนี้ด้วย
ต่อจากนั้นไม่ได้นาน อำแดงวาดหล่อนก็ขึ้นมาพร้อมนางน้อย ๆ ติดสอยห้อยตาม ครั้นเห็นหม่อมเ้าชายประทับนั่งอยู่ เธอก็เข้าไปหมอบถวายบังคมตามจารีต ให้เกียรติด้วยการนั่งลดหลั่นกันไปตามศักดิ์ มิได้ทำทัดเทียมเ้านายแต่อย่างใด
“หม่อมฉันชื่อว่าวาดนะเพคะ เป็แม่ของพ่อด้าว เป็พระกรุณาที่ได้เข้าเฝ้าเพคะฝ่าา”
แม้ท่านชายจะทรงเกรงหทัยเหลือคณา แต่มิอาจค้านอะไร
“ท่ายชายทรงสิริโฉมอย่างที่พ่อด้าวเล่าให้หม่อมฉันฟังไม่มีผิดเลยนะเพคะ หม่อมฉันก็เองก็ไม่เคยเห็นเ้านายลูกครึ่ง พอได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว ไม่เกินจริงอย่างที่ว่าเลยเพคะ” นางกล่าวสรรเสริญ มิได้เท็จทูลเพื่อเอาหน้าเช่นเดียวกันกับบุตรชาย
“ไม่ขนาดนั้นกระมัง” ท่านชายเดียวทรงตงิดหทัย หวั่นว่าจะเป็แค่ลมปาก “จริงหรือด้าว เธอพูดถึงฉันลับหลังอย่างนั้นน่ะหรือ”
เ้าคนถูกถามอมพะนำ ทูลอย่างเขอะเขิน “ด้วยสัจจริงกระหม่อม”
“ลูกชายของคุณวาดคงจะเที่ยวพูดอย่างนี้กับทุกคน จริงไหม”
“ไม่ใช่หรอกเพคะท่านชาย พ่อคนนี้นี่ ปริปากชมใครเป็เสียที่ไหน ไม่รู้จักเกี้ยว ไม่รู้จักเล่นสาว ขนาดหม่อมฉันหาหญิงมาให้ตั้งมาก พ่อด้าวยังไม่เหลียวแลเลยเพคะ หากไม่มีลูกชายอีกคน เห็นทีหม่อมฉันจะไม่มีหลานให้อุ้มเพคะ” อำแดงวาดเปรยระคนขำ หล่อนไม่ได้สาวไส้ให้กากิน แต่อยากทูลให้ท่านชายทรงทราบ เผื่อจะทรงช่วยหาสาว ๆ ให้อีกทาง
แต่สำหรับท่านชายเดียวกลับทรงเปรมหทัยเมื่อหล่อนกล่าวเช่นนั้น กล่าวคือ เมื่อลูกชายเรือนนี้ไม่คิดออกเรือนกับนางใด นั่นก็หมายความว่า… ทรงหวังอะไรได้ลึก ๆ
“คุณแม่ขอรับ กระผมอายเ้านายท่านนะขอรับ พูดอย่างนี้”
“จะมัวอายอะไรเล่าพ่อด้าว เพราะอย่างนี้เอง ถึงได้ตัดรอนหญิงที่แม่หามาให้นัก” หล่อนดุบุตรชาย แล้วหันไปทูลฟ้องผู้ทรงศักดิ์ “ท่านชายเพคะ อย่างไรหม่อมฉันวานทรงช่วยพูดอีกแรงนะเพคะ ท่านชายปิ๋วก็ทรงพูดให้แล้ว ก็ไม่เป็ผลเลยเพคะ”
“เอ่อ… ฉันว่า ปล่อยให้เขาได้เลือกเองเถอะนะ อย่าบังคับใจกันเลย” ท่านชายเดียวทรงไม่รู้จะตรัสอะไร หทัยหนึ่งก็ประสงค์ช่วย หทัยสองก็คิดว่าเป็แบบนี้นี่ดีอยู่แล้ว
ไม่อยากให้อีกคนมีคู่หมาย เพราะเหตุใดก็ยังทรงหาคำตอบไม่ได้
“โธ่ ท่านชายเพคะ หม่อมฉันรอไม่ไหวแล้วนี่เพคะ”
“ไม่เอาน่าขอรับ กระผมว่าอย่าคุณแม่อย่าเสียเวลาคุยเื่นี้เลย กระผมไปเอาดนตรีมาเล่นถวายท่านชายดีกว่า” ชายหนุ่มหาทางหนีทีไล่ รีบเลี่ยงความสนใจไปทางอื่นเสีย ก่อนจะโดนโน้มน้าวไปกว่านี้
ผู้เป็มารดามองตามพลางส่ายหัวอย่างเสียดายยิ่ง พรั่นใจว่าลูกชายคนสุดท้องจะหาเมียไม่ได้ ถึงได้ ก็ไม่รู้จะไปคว้าเอาหญิงไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่ไหนมาให้ขายหน้าวันละห้าเบี้ยหรือไม่
ถ้าหญิงนั้นเป็แม่มาลัย หล่อนก็พอโล่งใจได้บ้าง
“เชิญท่านชายเสวยเครื่องหวานไปนะเพคะ พ่อด้าวจะเล่นเพลงถวาย หม่อมฉันขอทูลลาไปจัดการงานที่ด้านล่างก่อนนะเพคะ” เ้าเรือนกล่าว ทำความเคารพ แล้วพาร่างท้วมของหล่อนเยื้องกรายลงเรือนไป
หม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าวแย้มสรวลพอหทัย ที่เรือนให้ความร่มรื่นน่าอยู่มากทีเดียว การต้อนรับนั้นก็ดียิ่ง สำรับว่างที่นำมาให้ก็รสชาติโอชาถูกโอษฐ์ ฝีมือไม่ต่างจากในรั้ววัง
ทรงใช้ส้อมอย่างฝรั่งตักขนมหม้อแกงเสวย สำราญรื่นไปอย่างห้ามพระอารมณ์ไม่อยู่ในท่วงทำนองเพลงลาวกระทบไม้ที่พันวาจาสิทธิ์บรรเลงด้วยระนาดเอกถวาย ฝีมือเขายังคงชำนาญด้านนี้เสมอ เช่นเดียวกันกับสายตาพราวพร่างที่มักมีให้ในทุกครั้ง จึงอดที่จะดำริไม่ได้ว่า
‘เล่นหูเล่นตาเก่งจริงพ่อคุณ เล่นเข้าไปซี ใครสอนเธอกัน’