บทที่ 2 : พันธสัญญาแห่งดวงดาว
เปลวเพลิงที่บ้าคลั่งในห้องโถงปราสาทสุริยะอัสนีสงบลงแล้ว เหลือเพียงร่องรอยของการเผาไหม้ที่ปรากฏอยู่บนผนังและพื้นศิลา อัคคีทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความอ่อนแรง พลังที่เคยปั่นป่วนในกายเริ่มคงที่มากขึ้น แม้จะยังไม่สมบูรณ์ แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงสติที่กลับคืนมาเต็มที่ ออร่าสีแดงเพลิงของเขากลับมาสว่างไสวอีกครั้ง แม้จะยังคงมีริ้วสีดำเล็กๆ แทรกซึมอยู่เป็บางส่วนก็ตาม
เมษาถอนพลังราศีกุมภ์ที่ใช้ในการบอบช้ำ ออร่าสีฟ้าครามของเธอยังคงเปล่งประกายอย่างสงบและบริสุทธิ์ เธอเดินไปหาอัคคีที่กำลังหอบหายใจอย่างหนัก
"ท่านรู้สึกดีขึ้นไหมคะ?" เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ไม่มีความเย่อหยิ่งหรือความตื่นตระหนกใดๆ ในน้ำเสียงนั้น
อัคคีเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวผู้ซึ่งสามารถหยุดยั้งความบ้าคลั่งของเขาได้ เขาไม่เคยคิดว่าจะมีใครสามารถทำเช่นนี้ได้ ดวงตาสีอำพันที่เคยฉายแววดุดัน ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความซับซ้อน
"พลังของเ้า... มันเป็พลังแบบไหนกันแน่?" อัคคีเอ่ยถาม เสียงของเขายังคงแหบพร่า
"พลังแห่งราศีกุมภ์ค่ะ" เมษาตอบ "ข้าสามารถบิดเบือนกระแสพลังงาน และรับรู้ถึงความผิดปกติของออร่าได้"
เทียนฟงรีบเข้ามาพยุงอัคคีให้ลุกขึ้น "ท่านอัคคี โปรดเชื่อเถอะพะยะค่ะ ท่านเมษาคือผู้ถือโฉลกแห่งดวงดาวที่ตำราโบราณได้ทำนายไว้ว่าท่านจะต้องพบเจอ พวกท่านคือสองดวงดาวที่ต่างกัน แต่มีชะตากรรมผูกพันกันเพื่อกอบกู้โลกนี้"
อัคคีปัดมือเทียนฟงออกเบาๆ เขาพยายามพยุงตัวเองให้ยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ความหยิ่งทะนงในตัวเขายังคงสูงส่ง แม้จะเพิ่งถูกช่วยเหลือมาก็ตาม
"พันธสัญญาอะไรกัน! ข้าไม่เคยได้ยินเื่ไร้สาระแบบนี้!" อัคคีกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "และข้าไม่จำเป็ต้องพึ่งพาใคร ข้าสามารถจัดการกับเงามืดได้ด้วยพลังของข้าเอง!"
เมษาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของเธอฉายประกายความไม่เห็นด้วย เธอััได้ถึงกระแสอารมณ์ที่ยังคงปั่นป่วนภายใต้ความเย่อหยิ่งของอัคคี และเธอก็รู้ว่าหากเขายังคงเป็เช่นนี้ จะไม่มีทางเอาชนะเงามืดได้
"หากท่านสามารถจัดการได้ด้วยตัวเอง อาณาจักรอัคคีเทพคงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้" เมษาเอ่ยตอบตรงไปตรงมา น้ำเสียงของเธอแม้จะนิ่งเรียบ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความจริงที่ยากจะปฏิเสธ
คำพูดของเมษาทำให้อัคคีชะงักงัน ใบหน้าคมสันของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธ แต่ก็เจือด้วยความอับอายเช่นกัน การที่นางกล้าพูดจาเช่นนี้กับเขา ราชันย์เพลิงผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรสิงห์ถือเป็เื่ที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน
"เ้า! เ้ากล้าดียังไง!" อัคคีพยายามจะก้าวเข้าไปหาเมษา แต่ร่างกายที่อ่อนแรงก็ทำให้เขาเซถอยหลังไปเล็กน้อย
"พลังของท่านยังไม่คงที่" เมษาเอ่ยเตือน "และบุคลิกของท่านก็กำลังถูกกัดกินด้วยเงามืด ท่านมัวแต่เชื่อในความแข็งแกร่งของตนเอง จนมองข้ามความจริงที่ว่าความหยิ่งทะนงและโทสะของท่านกำลังเป็ช่องทางให้เงามืดเข้าควบคุม"
"เ้าไม่มีสิทธิ์มาตัดสินข้า!" อัคคีคำราม
"แต่ท่านมีสิทธิ์ที่จะเลือกค่ะ" เมษาตอบอย่างใจเย็น "เลือกว่าจะยอมให้เงามืดครอบงำไปเรื่อยๆ หรือจะร่วมมือกับข้าเพื่อกอบกู้โลกนี้"
เทียนฟงรีบเข้ามาห้ามทัพ "ท่านอัคคี! ท่านเมษา! โปรดใจเย็นๆ ก่อนเถิดพะยะค่ะ! ตอนนี้สถานการณ์ของท่านราชันย์สุริยะไม่สู้ดีแล้ว เราต้องหาทางแก้ไขโดยเร็วที่สุด"
คำพูดของเทียนฟงทำให้อัคคีหันไปมองบิดาที่นอนนิ่งอยู่บนแท่นบรรทม ใบหน้าของราชันย์สุริยะซีดเซียว ออร่าสีส้มแดงของท่านหม่นหมองลงไปมาก และมีริ้วสีดำวิ่งผ่านอย่างน่ากลัว ความกังวลแล่นเข้ามาในใจของอัคคี
"ท่านพ่อ..." อัคคีพึมพำ
เมษาััได้ถึงกระแสความกังวลและความกลัวที่ปะทุขึ้นจากอัคคี เธอก้าวเข้าไปใกล้ราชันย์สุริยะ และยื่นมือออกไปััหน้าผากของท่านเบาๆ ออร่าสีฟ้าครามของเธอเปล่งประกายจางๆ เธอกำลังใช้พลังของราศีกุมภ์เพื่อวิเคราะห์อาการ
"เงามืดได้กัดกินพลังชีวิตของท่านราชันย์ไปมากแล้วพะยะค่ะ" เมษากล่าว "เราต้องรีบหยุดยั้งการแพร่กระจายของเงามืดที่ดวงแก้วปฐมธาตุ ไม่อย่างนั้นโลกนี้จะล่มสลาย และท่านราชันย์ก็อาจจะ..." เมษาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ไม่มีทางฟื้น"
คำพูดของเมษาดุจค้อนที่ฟาดลงกลางใจของอัคคี เขาไม่เคยคิดว่าบิดาจะอาการหนักถึงเพียงนี้ ความคิดที่ว่าอาจจะต้องสูญเสียบิดาทำให้ความหยิ่งทะนงของเขาถูกบดบังด้วยความเ็ปและความกลัว
"แล้วเราจะทำอย่างไรกัน!" อัคคีหันไปถามเมษาด้วยน้ำเสียงที่ลดความกราดเกรี้ยวลงไปมาก
"เราต้องเดินทางไปยัง 'ใจกลางโลก' ที่ซึ่งดวงแก้วปฐมธาตุตั้งอยู่" เมษาตอบ "ตำราโบราณกล่าวไว้ว่า มีเพียงผู้ถือโฉลกแห่งดวงดาวเท่านั้นที่จะสามารถปลุกพลังที่แท้จริงของดวงแก้วปฐมธาตุให้กลับคืนมาได้"
การเดินทางไปยังใจกลางโลกไม่ใช่เื่ง่าย มันเต็มไปด้วยอันตรายจากสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วทุกทิศทาง
"หนทางไปใจกลางโลกนั้นเต็มไปด้วยอันตราย" อัคคีกล่าว "เราต้องผ่าน 'ป่าแห่งมรณะ' 'ูเาแห่งการทรมาน' และ 'ทะเลสาบแห่งภาพลวงตา' ดินแดนเ่าั้เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ถูกเงามืดครอบงำ และพลังของพวกมันก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ"
"ข้าทราบดีค่ะ" เมษาตอบอย่างสงบ "แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว"
อัคคีถอนหายใจยาว เขายอมรับว่าความแข็งแกร่งของเขาเพียงลำพังอาจไม่เพียงพอที่จะผ่านพ้นอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพที่พลังของเขายังคงไม่เสถียร
"แล้วเ้าจะทำอย่างไรกับพลังที่บ้าคลั่งของข้า?" อัคคีถาม "หากมันปะทุขึ้นมาอีกระหว่างทาง เราอาจจะต้องจบสิ้นกันหมด"
เมษาจ้องมองเขาด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง "พลังราศีกุมภ์ของข้าสามารถ 'บิดเบือน' และ 'ปรับสมดุล' พลังงานได้ในระดับหนึ่ง เมื่อท่านอยู่ในภาวะที่พลังปั่นป่วน ข้าจะช่วยดึงสติท่านกลับมา และสอนให้ท่านเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ ซึ่งเป็กุญแจสำคัญในการควบคุมพลังราศีสิงห์ของท่าน"
"สอนข้าอย่างนั้นรึ!" อัคคีขมวดคิ้ว "เ้าคิดว่าตัวเองมีดีอะไรถึงจะมาสอนราชันย์เพลิงอย่างข้าได้!"
"ข้าไม่ได้คิดว่าข้าดีกว่าท่าน" เมษาตอบอย่างใจเย็น "แต่ข้าเข้าใจพลังของท่าน และข้าเห็นสิ่งที่ท่านมองไม่เห็น" เธอหยุดเล็กน้อย "ท่านมัวแต่ใช้พลังด้วยความโกรธและความมั่นใจในตัวเอง จนลืมไปว่าพลังของราศีสิงห์ที่แท้จริงนั้นคือ 'การเป็ผู้นำด้วยหัวใจที่สงบและกล้าหาญ' ไม่ใช่ด้วยโทสะที่ไร้การควบคุม และสีแดงของท่านก็คือพลังแห่งความหลงใหล ไม่ใช่ความบ้าคลั่ง"
คำพูดของเมษาทำให้หัวใจของอัคคีกระตุก เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกได้ถึงพลังที่สงบแต่หนักแน่นจากหญิงสาวตรงหน้า มันเป็ความรู้สึกที่แปลกใหม่และน่าประหลาดใจ
"ตกลง" อัคคีเอ่ยขึ้นในที่สุด น้ำเสียงของเขายังคงติดหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความจำยอมที่ยากจะปฏิเสธ "ข้าจะร่วมเดินทางไปกับเ้า แต่มีข้อแม้... เ้าต้องสาบานว่าจะต้องช่วยให้ข้าควบคุมพลังของข้าให้ได้ และช่วยบิดาของข้าให้กลับมาเป็ปกติ"
"นั่นคือหน้าที่ของผู้ถือโฉลกแห่งดวงดาวอยู่แล้วค่ะ" เมษาตอบ "และข้าเองก็มีข้อแม้เช่นกัน... ท่านต้องเชื่อฟังคำแนะนำของข้าในระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะยากแค่ไหนก็ตาม"
อัคคีสบถเบาๆ ในลำคอ "ข้าไม่เคยต้องเชื่อฟังใครมาก่อน!"
"แล้วท่านจะเริ่มต้นตอนนี้แหละค่ะ" เมษากล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น แววตาของเธอมั่นใจในตัวเองไม่แพ้อัคคีเลย
เทียนฟงรู้สึกโล่งใจอย่างที่สุดที่ทั้งสองตกลงกันได้ เขารู้ดีว่าภารกิจนี้สำคัญเพียงใด และการที่ราชันย์เพลิงอัคคียอมร่วมมือกับท่านเมษา ถือเป็แสงสว่างแห่งความหวัง
"ถ้าอย่างนั้น เราจะเตรียมการเดินทางภายในสามวันพะยะค่ะ" เทียนฟงกล่าว
"ไม่!" อัคคีขัดขึ้น "เราจะออกเดินทางพรุ่งนี้เช้า! ไม่มีเวลาให้เสียแล้ว! ทุกนาทีที่เสียไปคือชีวิตของท่านพ่อและโลกนี้!"
เมษาไม่ตอบ เธอเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย แม้เธอจะเป็คนรอบคอบ แต่ก็เข้าใจในความเร่งด่วนของสถานการณ์ดี
รุ่งเช้าของอีกวัน การเตรียมการเดินทางเป็ไปอย่างรวดเร็วและเป็ความลับที่สุด อัคคีและเมษาพร้อมด้วยองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์อีกจำนวนหนึ่งจากทั้งสองอาณาจักร (ที่เทียนฟงจัดการให้) ได้ออกเดินทางจากปราสาทสุริยะอัสนี มุ่งหน้าสู่ใจกลางโลก
บรรยากาศระหว่างอัคคีกับเมษานั้นตึงเครียด อัคคียังคงไม่พอใจที่ต้องยอมจำนนต่อหญิงสาวที่ดูเยือกเย็นและสั่งการเขาได้ถึงเพียงนี้ ในขณะที่เมษาก็ยังคงนิ่งเฉยและจับตามองทุกการกระทำของอัคคี
"เราจะใช้เส้นทางนี้" อัคคีชี้ไปยังเส้นทางที่เต็มไปด้วยหุบเหวและโขดหินแหลมคม "มันเป็เส้นทางที่เร็วที่สุด แต่ก็อันตรายที่สุดเช่นกัน"
"เราควรเลือกเส้นทางที่ปลอดภัยกว่านี้ เพื่อถนอมพลังไว้สำหรับการต่อสู้ที่แท้จริง" เมษาแย้งทันที
"เสียเวลา! เ้าคิดว่าข้าอ่อนแอถึงขนาดที่ต้องเลือกเส้นทางง่ายๆ อย่างนั้นรึ!" อัคคีหันไปจ้องนางด้วยความไม่พอใจ
"ข้าไม่ได้บอกว่าท่านอ่อนแอ" เมษาตอบอย่างใจเย็น "แต่การใช้พลังอย่างไร้ประโยชน์คือความโง่เขลาต่างหาก พลังของท่านควรถูกเก็บไว้เพื่อเผชิญหน้ากับเงามืด ไม่ใช่ใช้กับการเดินทางที่ไม่จำเป็"
"พลังของข้า...!" อัคคีพยายามจะเถียง แต่คำพูดของเมษาทำให้เขาชะงัก พลังราศีสิงห์ของเขาคือไฟที่รุนแรง หากใช้ไม่ถูกที่ถูกทางก็อาจจะหมดไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือยิ่งทำให้เงามืดที่เกาะกุมอยู่ในตัวเขาขยายตัว
"เราจะใช้เส้นทางอ้อมค่ะ" เมษาตัดสินใจโดยไม่สนใจปฏิกิริยาของอัคคี เธอชี้ไปยังเส้นทางที่ดูจะอ้อมและใช้เวลานานกว่า
อัคคีรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า แต่เขาก็จำคำพูดของตัวเองที่ให้คำมั่นไว้ว่าจะเชื่อฟังคำแนะนำของเธอได้ เขาจึงได้แต่กัดฟันและพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ
การเดินทางในวันแรกผ่านไปอย่างช้าๆ อัคคียังคงแสดงออกถึงความไม่พอใจและมักจะโต้เถียงกับเมษาในทุกเื่ ั้แ่การเลือกเส้นทาง การตั้งค่ายพักแรม ไปจนถึงการจัดเวรยาม
"นี่เ้าไม่เคยหยุดพูดสักนาทีเลยหรือไง!" อัคคีหันไปคำรามใส่เมษา เมื่อนางกำลังชี้แนะการจัดวางบาเรียป้องกันในยามค่ำคืน
"ข้ากำลังให้คำแนะนำที่เป็ประโยชน์ต่อความปลอดภัยของคณะเดินทาง" เมษาตอบอย่างใจเย็นราวกับน้ำแข็ง
"เ้ามันเ็าเกินไป!"
"ท่านมันร้อนแรงเกินไป" เมษากล่าวตอบกลับอย่างฉับไว ทำเอาอัคคีถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
แต่ถึงกระนั้น ในการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ ระหว่างการเดินทาง เมษาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าคำแนะนำของเธอมีประโยชน์จริง เธอสามารถััถึงสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดที่ซ่อนตัวอยู่ได้ก่อนใคร และพลังราศีกุมภ์ของเธอก็สามารถสร้างสนามพลังป้องกันที่ยืดหยุ่น และยังสามารถบิดเบือนการโจมตีของศัตรูได้อีกด้วย
มีอยู่ครั้งหนึ่ง สิ่งมีชีวิตแห่งเงามืดขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาโจมตีอย่างไม่คาดคิด พลังของมันรุนแรงจนบาเรียที่องครักษ์สร้างขึ้นเริ่มสั่นคลอน อัคคีรีบจะพุ่งเข้าโจมตีด้วยเปลวเพลิงที่รุนแรง แต่เมษาคว้าแขนเขาไว้ทัน
"รอ!" เธอเอ่ยเสียงหนักแน่น "จงมองดูรูปแบบการโจมตีของมัน ท่านใช้พลังของท่านผิดจุดประสงค์!"
อัคคีรู้สึกหงุดหงิดที่ถูกห้าม แต่เขาก็เชื่อในสัญชาตญาณของเธอที่ช่วยเขาไว้ครั้งก่อน
เมษาชี้ไปยังจุดอ่อนที่มองไม่เห็นของสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืด "โจมตีจุดนั้น ด้วยพลังไฟที่รุนแรง แต่แม่นยำ!"
อัคคีมองตามที่เมษาชี้ เขาเห็นแสงจางๆ ของพลังงานที่กำลังปั่นป่วนตรงจุดนั้น ซึ่งเป็จุดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหากไม่สังเกตด้วยพลังพิเศษ อัคคีรวบรวมพลังเพลิงทั้งหมด ยิงลำแสงไฟสีแดงเพลิงพุ่งตรงไปยังจุดนั้นอย่างแม่นยำ เปลวเพลิงที่รุนแรงปะทะเข้ากับจุดอ่อนของสิ่งมีชีวิตแห่งเงามืด ทำให้มันกรีดร้องด้วยความเ็ปและสลายไปในทันที
"เ้าทำได้อย่างไร!" อัคคีมองเมษาด้วยความประหลาดใจ
"พลังราศีกุมภ์ของข้าช่วยให้ข้ามองเห็นกระแสพลังงานที่ซ่อนอยู่" เมษาตอบ "รวมถึงจุดอ่อนของศัตรูด้วย"
อัคคีมองมือของตัวเอง พลังของเขาที่เคยใช้แต่ความรุนแรง บัดนี้ได้ถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้คำแนะนำของเธอ
ระหว่างการเดินทางที่ยาวนาน ทั้งสองค่อยๆ เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกัน แม้จะยังมีข้อโต้แย้งอยู่บ้าง แต่ทุกครั้งที่เมษาให้คำแนะนำ อัคคีก็เริ่มเชื่อฟังมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว เขารู้สึกได้ว่าพลังของเขากำลังมั่นคงขึ้น และริ้วสีดำในออร่าของเขาก็ดูเหมือนจะจางลงเล็กน้อยด้วย
และในยามค่ำคืน เมื่อดวงดาวส่องแสง เมษาจะใช้พลังราศีกุมภ์ของเธอเพื่ออ่านกระแสพลังงานจากดวงดาวและดวงแก้วปฐมธาตุ ทำให้เธอสามารถบอกทิศทางและอันตรายที่รออยู่ข้างหน้าได้อย่างแม่นยำ
คืนหนึ่ง ขณะที่ทุกคนพักผ่อนอยู่รอบกองไฟ อัคคีมองดูเมษาที่กำลังจดจ่อกับการอ่านตำราโบราณที่เปล่งแสงสีฟ้าอ่อน ออร่าสีฟ้าครามของเธอส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของป่า ทำให้เธอดูเหมือนนางฟ้าที่หลุดออกมาจากภาพวาด
เขายอมรับว่าเธอเป็คนที่ฉลาดและมีความสามารถอย่างที่เขาไม่เคยเจอมาก่อน และถึงแม้เธอจะเยือกเย็นและดูห่างเหิน แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่จะช่วยโลกนี้อย่างแท้จริง
ขณะที่เขามองดูเธออยู่นั้น เมษาก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาพอดี ดวงตาสีครามของเธอเปล่งประกายภายใต้แสงดาว อัคคีรู้สึกประหลาดใจกับแรงดึงดูดที่ไม่คาดคิดที่เขาััได้... ราวกับเปลวเพลิงที่ถูกสายลมพัดเบาๆ ให้โอนเอนตาม
นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตราย ความท้าทาย และความรู้สึกที่กำลังจะก่อตัวขึ้น...