เปรี้ยง!
ใบหน้าได้รับาเ็จ้าวหลงโดนเตะเข้าจนเซ
“เอ่อ…เอ่อ…” บรรดาศิษย์ที่ต่างกำลังเฝ้าดูอยู่ด้านล่างนั้นต่างก็เบิกตากว้าง การประจัญกันบนลานประลองนั้นรวดเร็วยิ่งนักจนพวกเขาแทบจะไม่ทันได้มีปฏิกิริยาใดๆ และถึงกับไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจ้าวหลงนั้นถูกเตะได้อย่างไร
“เย่เฉิน เ้าสมควรตาย” เสียงคำรามของจ้าวหลงดังขึ้นบนลานประลอง
เพียงแต่เมื่อเขากำลังจะทรงตัวขึ้นได้ เย่เฉินก็ได้จู่โจมเข้ามาใกล้อีกครั้ง
“ข้าจะฆ่าเ้า” ใบหน้าของจ้าวหลงดูน่ากลัวจนน่าใจากนั้นจึงโบกมือทำท่ามุทราเปล่งแสงออกมา
“ข้อบกพร่องมากมายยิ่งนัก” เย่เฉินเยาะเย้ยเขาใช้เคล็ดวิชาอสูรเดือดดาลพุ่งทะยานไปดุจพยัคฆ์ หลบหลีกฝ่ามือนั้นและมุ่งตรงไปสังหารจ้าวหลงทันที
“ถูกข้าประชิดตัวเช่นนี้ เ้าจะต้องจบอย่างน่าเวทนาแน่นอน”
เสียงอันเยือกเย็นดังผ่านทะลุไปในอากาศเืทั่วร่างกายเขาก็ยิ่งไหลเวียนเร็วขึ้นพลังปราณทั่วทั้งร่างทั้งกล้ามเนื้อและกระดูกแทบจะะเิออกมาแล้วเหวี่ยงหมัดออกไปกระทบบนหน้าอกของจ้าวหลง
เฮือก!
เย่เฉินเหวี่ยงหมัดออกไปจนจ้าวหลงกระอักเืออกมา พลังของเขานั้นไม่ได้กระจอกอย่างที่คิดไว้
“ไม่นึกเลยว่าเ้า...”
“ไม่นึกเลยว่าข้าทำไม”เย่เฉินไม่ทันรอให้จ้าวหลงตอบโต้กลับ เขาได้พุ่งเข้าไปจัดการจ้าวหลงอีกครั้ง
เขาเปรียบเหมือนอสูรร้ายที่ออกมาจากป่าวิธีการลงมือของเขานั้นดูแปลกตาชวนฉงนยิ่งนัก บางคราก็ดูเหมือนพยัคฆ์บางคราก็เหมือนวานรที่ดุร้าย บางคราก็ดูเหมือนราชสีห์ และบางคราก็เหมือนดั่งหมาป่ามีท่วงท่าการเคลื่อนไหวทั้ง คว้า จับ ตระปบ ตี กระชาก ใช้มือ เท้า เข่า และไหล่รวมกันได้อย่างลงตัว ข้อต่อส่วนต่างๆ ของร่างกายล้วนกลายเป็อาวุธอันร้ายแรงจ้าวหลงได้แต่ล่าถอยอย่างพ่ายแพ้ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยรอยมือและรอยเท้า
“นี่...นี่เป็วิธีการโจมตีแบบใดกัน”ฉากที่เห็นอยู่บนลานประลอง ทำเอาบรรดาศิษย์ที่คอยรับชมอยู่เบื้องล่างถึงกับตกตะลึงวิธีการโจมตีของเย่เฉินนั้นลบล้างความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อเย่เฉินไปอย่างสิ้นเชิง
วิชาลับที่งดงาม? หรือจะเป็ ท่วงท่าอันน่าตื่นตา?
ทั้งหมดล้วนไม่เคยมีมาก่อนมีเพียงแต่การใช้วิชาการต่อสู้ห้ำหั่นแบบดั้งเดิม เพราะวิชาการต่อสู้ที่เป็พื้นฐานที่สุดนี้ทำให้จ้าวหลงได้รับความทุกข์ทรมานเช่นนี้
โอ๊ย...!
ตอนนี้จ้าวหลงได้แต่ส่งเสียงร้องอยู่บนลานประลอง
เมื่อไม่นานก่อนหน้านี้ศิษย์พี่ผู้นี้ยังแสดงความหยิ่งยโสพูดจาโอ้อวดกับเขาอยู่เลยตอนนี้กลับต้องมาตกอยู่ในสภาพที่น่าอับอายเช่นนี้เมื่อเผชิญหน้ากันตัวต่อตัวเขาฝึกตนสำเร็จขั้นรวมพลังชั้นที่หกแต่สุดท้ายเขากลับถูกโจมตีจากผู้ฝึกตนขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่ง
โฮก!
เสียงคำรามของหมาป่าได้ดังขึ้นขัดจังหวะเสียงที่ดังอยู่ด้านล่าง จ้าวหลงใช้วิชาลับของตนกำปั้นของเขาเกิดเป็ภาพมายารูปของหมาป่าครอบหุ้มไว้ ขณะปล่อยหมัดออกมาก็มีเสียงร้องคำรามของหมาป่าดังกึกก้องออกมา
“หมัดหมาป่าสีคราม”ดวงตาของผู้ชมการประลองที่อยู่รอบบริเวณล้วนลุกโชนดังเปลวเพลิงดูเหมือนว่าพวกเขาจะได้เห็นความเก่งกาจของวิชาลึกลับของจ้าวหลง“ไม่นึกเลยว่าปรมาจารย์แห่งยอดเขาตี้หยางจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับนี้ให้กับจ้าวหลงแล้ว”
“ไปตายซะเถอะ!” ใบหน้าของจ้าวหลงดูอำมหิตยิ่งนัก เขายกกำปั้นขึ้นมา
ฝ่ามืออสุนีบาต!
เพียงได้ยินน้ำเสียงอันเยือกเย็นเย่เฉินก็เหยียดฝ่ามือออกไป ระหว่างนิ้วมีแสงเปล่งประกายของสายฟ้าพลังอันดุร้ายยิ่งครอบงำมากขึ้น
ระหว่างสลับฝ่ามือไปมาก็เกิดเสียงดังเปรี้ยง
เฮือก!
จ้าวหลงกระอักเืออกมาและเซออกไปด้านหลัง
“เป็ไปได้...อย่างไรกัน”ระหว่างถอยหลังไป จ้าวหลงก็มองไปยังเย่เฉินอย่างเหลือเชื่อเขาััได้ชัดเจนว่าพลังฝ่ามือของเย่เฉินนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยสักนิด
หมัดหมาป่าสีครามเป็หนึ่งในวิชาลับวิชาหนึ่งของยอดเขาตี้หยางเขาใช้วิชาลับนี้เพื่อเอาชนะศิษย์นอกสำนักมาแล้วมากมาย
แต่ตอนนี้เขากลับถูกทำร้ายโดยศิษย์ฝึกหัดที่อยู่แค่ระดับขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่ง นี่เป็สิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้
เขาอยู่ระดับขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งจริงหรือ?
ตอนนี้ไม่ใช่เพียงจ้าวหลง แม้แต่บรรดาศิษย์ที่ชมอยู่ด้านล่างก็ล้วนแต่ตกอยู่ในความงุนงงเพียงชั่วพริบตา
“เ้าเด็กนี่ช่างน่าประหลาดแท้”เสียงอุทานหนึ่งดังขึ้นมาจากฝูงชน ทั้งสีหน้าก็อยู่ในสภาวะตกตะลึงอย่างที่สุด
“อะไรกัน? ยังสู้กันอยู่อีก?” ด้านนอกฝูงชนฝูงชนกลุ่มหนึ่งได้ย้อนกลับเข้ามาดูอีกครั้ง ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่าเป็กลุ่มคนที่ได้เดินออกไปจากลานประลองก่อนหน้านี้แต่เมื่อได้ยินว่าการประลองนั้นยังไม่มีการตัดสินผู้แพ้ชนะจึงได้รีบกลับมาดูอีกครั้ง และเมื่อได้เห็นเย่เฉินที่กำลังแสดงท่าทางดุร้ายถึงกับตกตะลึงอย่างไม่เชื่อสายตา
เพียงแต่พวกเขาจะรู้เบื้องลึกเื้ัของเย่เฉินได้อย่างไร
ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งยังอยู่ที่สำนักเจิ้งหยาง เย่เฉินอยู่ในระดับขั้นรวมพลังชั้นที่สามซึ่งสามารถต่อสู้กับสัตว์อสูรได้และเมื่อถึงขั้นรวมพลังชั้นที่สี่ก็สามารถต่อกรกับผู้อยู่ในขั้นพลังธาตุได้ด้วยประสบการณ์อันโชกโชนนี้ ก็นับว่าเขานั้นมีความสามารถอันแข็งแกร่งทางการต่อสู้มากกว่าจ้าวหลงเสียอีก
ยิ่งตอนนี้เย่เฉินมีทะเลลมปราณที่กว้างใหญ่ยิ่งนัก ปริมาณของพลังลมปราณก็มากกว่าจ้าวหลงร่างกายได้ผ่านการฝึกฝนมาจนทรงพลังยิ่งกว่าจ้าวหลงอีกทั้งยังมีเคล็ดวิชาการต่อสู้ในระยะประชิดอย่างอสูรเดือดดาลดังนั้นเรียกได้ว่าการพ่ายแพ้อย่างน่าสังเวชของจ้าวหลงนั้นถูกกำหนดไว้แล้วั้แ่ต้นแล้ว
โอ๊ย...
จ้าวหลงส่งเสียงคำรามร้องไปทั่วทั้งลานประลองแต่ไม่ว่าเขาจะโกรธเพียงใด ตัวเขาเองก็ยังคงต้องถูกเย่เฉินเป็ผู้ชี้ชะตา
“มันจบแล้ว”เสียงขู่คำรามของเย่เฉินดังขึ้น จากนั้นเขาก้าวลงมา และพุ่งตัวออกไปกระบี่เทียนเชวียอันดุร้ายนั้นได้ถูกยกขึ้นเหนือศีรษะของเขา ท่าทางยิ่งใหญ่ทรงพลังทุกอย่างดูชัดเจนเรียบร้อย
วึบ!
เสียงอันหนักหน่วงของกระบี่เทียนเชวียกระแทกไปบนอากาศ
เมื่อเห็นเช่นนี้สีหน้าของจ้าวหลงก็เปลี่ยนไป รีบดึงกระบี่ทองออกมาขวางไว้จากนั้นก็บรรจุพลังปราณเข้าไปอย่างสุดกำลัง
ตูม!เปรี้ยง!
เย่เฉินฟาดกระบี่เทียนเชวียลงไปบนกระบี่ิญญานั้น
ตูม!
จ้าวหลงที่ยืนอยู่เมื่อครู่นี้เมื่อถูกแรงกระบี่ของเย่เฉินฟาดลงไปจึงถึงกับทรุดนั่งลงกับพื้นเขาถึงกับได้ยินเสียงกระดูกแขนของตนเองที่กำลังหัก
เฮือก!
ทันใดนั้นจ้าวหลงก็กระอักเืออกมาอีกครั้ง
เวลานี้เงียบสนิทเงียบจนน่าแปลกใจ
เสียงที่ดังอึกทึกอยู่ด้านล่างของลานประลองเมื่อไม่นานนี้กลับเงียบสงบลง จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจฉากนี้บนลานประลองทำให้ผู้ชมล้วนแข็งทื่อเป็หิน
จ้าวหลงผู้ฝึกตนได้ขั้นรวมพลังชั้นที่ห้าท้ายที่สุดก็ถูกศิษย์ฝึกหัดที่อยู่เพียงขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่งใช้กระบวนท่ากระบี่ฟาดจนทรุดลงไปกองกับพื้น
“เ้าแพ้แล้ว”
“เป็ไปไม่ได้”จ้าวหลงแผดเสียงร้องดัง เขาพยายามลุกขึ้นยืนด้วยขาทั้งสองที่สั่นแต่กลับถูกเย่เฉินใช้กระบี่กดเอาไว้
“ชีวิตของเ้ามันจบแล้ว” เย่เฉินกล่าวตอบจ้าวหลง ด้วยน้ำเสียงที่เ็า
ในตอนนี้ด้านล่างของลานประลองล้วนแต่ถูกปลุกขึ้นจากความฝัน
ราวกับเดิมพันนั้นมันคือชีวิตของพวกเขาเอง
“นี่...เย่เฉินคงจะไม่ฆ่าจ้าวหลงจริงๆใช่ไหม ไม่มีทาง!ถึงแม้จ้าวหลงจะเป็ศิษย์ของปรมาจารย์แห่งยอดเขาตี้หยางแต่หากถูกเย่เฉินฟาดดาบลงมา เขาก็คงไม่อาจมีชีวิตรอด”
“แต่ข้าดูจากท่าทีของเย่เฉินแล้วเป็ไปได้ว่าเขาต้องสังหารจ้าวหลงเป็แน่!”
“ข้าเป็ศิษย์ของยอดเขาตี้หยางเ้ากล้าสังหารข้าหรือ?”ดูเหมือนว่าจ้าวหลงจะไม่ตระหนักถึงชะตากรรมที่กำลังเผชิญอยู่ขณะนี้จึงได้เงยหน้าขึ้นกล่าวออกมาอย่างหยิ่งยโส
การเดิมพันหรือการเดิมพันด้วยชีวิต ในสายตาของเขาแล้ว ก็ล้วนแต่เป็เื่ตลกแม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเขาจะต้องยอมมอบชีวิตให้เป็เพราะเขามีผู้มีอำนาจสนับสนุนอยู่เื้ัเขาจึงกล้าที่จะทำเื่อัปยศเช่นนี้
“หากเ้ากล้าสังหารศิษย์พี่ละก็ท่านอาจารย์คงจะไม่ปรานีเ้าเป็แน่” บรรดาศิษย์ที่อยู่เบื้องล่าง ได้ะโออกมาแต่ด้วยความกลัวต่อพละกำลังของเย่เฉิน จึงไม่มีผู้ใดกล้าที่จะก้าวขึ้นมา
“เดิมพันต้องมาก่อนเขาต้องตาย” เย่เฉินตอบอย่างเ็า
“ศิษย์น้องผู้นี้ทุกสิ่งล้วนก็เป็เพียงการเรียนรู้ ควรจะอดทนและให้อภัยกันเสียจะดีกว่า”เสียงที่ดูไม่แยแสดังขึ้นมาศิษย์สตรีนางหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนได้มองไปยังเย่เฉิน
หญิงสาวผู้เป็ศิษย์สตรีนี้มีความงดงามยิ่งนักดวงตาสวยงามกระจ่างใส เส้นผมมันวาวพลิ้วไหวดั่งคลื่นน้ำ เสื้อคลุมสีขาวปลิวไสวเหมือนดั่งดอกบัวที่กำลังบานสะพรั่งดอกหนึ่งบรรดาบุรุษเพศที่คอยชมอยู่ด้านล่างต่างมองนางด้วยสายตาที่เป็ประกาย
“ซูซินเยว่แห่งยอดเขาเหรินหยาง”
“นางมาด้วยหรือก่อนหน้านี้ไม่เห็นนางมาก่อนเลย”
เย่เฉินหันไปด้านข้างมองไปยังซูซินเยว่ “ศิษย์พี่หญิงผู้นี้ หากวันนี้ผู้แพ้คือข้าเย่เฉินเ้ายังจะกล่าวเช่นนี้หรือไม่”
“หากเ้ายังคง้าปลิดชีวิตผู้อื่นอยู่ก็คงจะยากที่จะสำเร็จ” ซูซินเยว่ยังคงกล่าวอย่างไม่แยแส แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางฝูงชนแต่กลับมีท่าทางที่ดูสูงส่งกว่าทุกคนวาจาเหล่านี้ที่เอื้อนเอ่ยออกมาเป็เหมือนการตัดสินหนทางในอนาคตของเย่เฉิน
“ศิษย์พี่หมายถึงให้ข้าปล่อยเขาไปนะหรือ?” เย่เฉินยิ้มเยาะอย่างเ็าอดกลั้นความโกรธเอาไว้ สุดท้ายก็ไม่ได้ะเิออกมา
ความโกรธเช่นนี้ไม่เพียงเพราะจ้าวหลงตามทำร้ายพวกจางเฟิงเหนียนเพียงเท่านั้นแต่เป็เพราะการวางมาดของนางที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับจีหนิงซวงเป็อย่างมากทั้งการวางท่าให้ดูสูงส่งเหนือผู้อื่นและการแสร้งทำให้ดูว่าน่าสงสารอันแสนเ้าเล่ห์นั้น
“ข้าเพียง้าให้เ้าอยู่ในหนทางที่ถูกต้องอย่าได้เป็...”
“เ้ามีญาติพี่น้องไหม?” เย่เฉินพูดขัดซูซินเยว่ขึ้น ดวงตาอันแดงก่ำคู่นั้นจ้องมองไปยังนางราวกับกำลังตั้งคำถาม
เมื่อถูกขัดจังหวะคำพูดซูซินเยว่ก็ขมวดคิ้วขึ้นมา และไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเพราะเหตุใดเย่เฉินจึงถามเช่นนี้
“หากว่าข้าจับญาติพี่น้องของเ้าสักคนไปแขวนห้อยไว้หนึ่งวันหนึ่งคืนเ้าจะสังหารข้าหรือไม่” เย่เฉินตั้งคำถาม มองซูซินเยว่ด้วยสายตาที่เย้ยหยัน“ถ้าหากว่าเ้าก็้าทำเช่นนั้น ก็อย่าแสดงท่าทีเสแสร้งว่าเป็คนดีที่สงสารสรรพสัตว์อีกเลย”
“เ้า...”เมื่อถูกตำหนิขึ้นเช่นนี้ ใบหน้าอันแสนงดงามของซูซินเยว่ก็เย็นวาบขึ้นในพริบตา
ในตอนนี้ความเฉยเมยของนาง ยิ่งทำให้หน้าบิดเบี้ยวขยับขึ้นลงอย่างรุนแรงนางเป็ถึงศิษย์ของปรมาจารย์แห่งยอดเขาเหรินหยาง อีกทั้งยังเปรียบดั่งดอกไม้งามแห่งสำนักเหิงเยว่จึงไม่เคยถูกผู้ใดต่อว่าเช่นนี้มาก่อนอีกทั้งอีกฝ่ายยังเป็เพียงศิษย์ฝึกหัดระดับขั้นรวมพลังชั้นที่หนึ่ง
บนลานประลองเย่เฉินหันสายตากลับไป ยกฝ่ามือขึ้นเพื่อรวมพลังลมปราณ
หากฝ่ามือนี้ของเย่เฉินถูกปล่อยออกไปจ้าวหลงจะต้องตายอย่างแน่นอน
แต่ทว่าในเวลานี้พลังปราณอันทรงพลังได้พุ่งออกมา ปรากฏขึ้นบนลานประลองแปลงเป็เงาร่างของคนที่ถือแส้เอาไว้ในมือ
คนผู้นี้เมื่อมองดูอย่างละเอียด เขาคือเก๋อหงปรมาจารย์แห่งยอดเขาตี้หยางหรือไม่?