“แม่นมเชื่อมั่นในคุณหนูของแม่นมหรือไม่” มู่อวิ๋นฮวาขมวดคิ้ว
“แน่นอนเ้าค่ะ” ไม่ว่าคุณหนูจะเลือกทำหรือกล่าวสิ่งใด นางย่อมเชื่อมั่นในตัวคุณหนู
“หากเชื่อในตัวข้าก็ปล่อยให้ข้าจัดการแล้วตามมาทางนี้” มู่อวิ๋นฮวาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม เพียงถามถึงความเชื่อใจจากแม่นม
หญิงชราทำได้เพียงยอมทำตามคำสั่ง แม้จะยังเป็กังวลแต่ก็แข็งใจเดินตามคุณหนูไปยังประตูหน้าของคฤหาสน์ตระกูลมู่
ทุกก้าวที่พวกนางเดินผ่าน บ่าวไพร่และข้ารับใช้ตระกูลมู่ต่างมองตามเป็ตาเดียวพร้อมอ้าปากค้างราวกับเห็นผี ไม่มีใครคาดคิดว่ามู่อวิ๋นฮวาจะกล้าแบกหน้าออกจากเรือนด้วยซ้ำ ทว่านี่ถึงขั้นเดินมาถึงลานหน้าคฤหาสน์
ช่างไร้ยางอายเสียจริง
“หากข้าเป็คุณหนูรองคงเอาหัวโขกกำแพงตายหนีอายไปแล้ว ไม่อยู่เป็ขี้ปากผู้อื่นเช่นนี้หรอก”
“จริงด้วย ขนาดข้าออกไปซื้อของข้างนอกยังถูกคนข้างทางหัวเราะเยาะเย้ยเพราะนาง”
“น่าสงสัยนักว่าคนรักลับ ๆ ของนางคือผู้ใดกันแน่”
“ใครจะไปรู้ นางไม่เคยโผล่หน้าออกมาพ้นชานเรือนด้วยซ้ำ อาจซ่อนใครสักคนไว้ที่นั่นก็เป็ได้”
“คนรักของนางก็คงไม่พ้นพวกอัปลักษณ์น่าขยะแขยง ไม่เช่นนั้นจะมาสนใจสตรีตกต่ำเช่นนี้หรือ”
เหล่าสาวใช้ต่างรวมหัวกันนินทาว่าร้ายมู่อวิ๋นฮวาลับหลัง อีกทั้งเสียงก็ไม่ได้เบานัก เห็นชัดเจนว่าพวกนางหาได้เกรงกลัวว่าคุณหนูรองจะได้ยิน
แม่นมโกรธจนตัวสั่น แต่ทำได้เพียงคาดโทษสาวใช้เ่าั้ไว้ในใจแล้วหันไปปลอบมู่อวิ๋นฮวาแทน “อย่าใส่ใจเสียงนกเสียงกาเลยเ้าค่ะ คนเหล่านี้มีปากไว้เพียงพูดเื่สกปรกโสมมเท่านั้น”
มู่อวิ๋นฮวาเหลือบมองไปทางสาวใช้ที่ยืนกระซิบกระซาบกันอยู่ด้วยแววตาเกลียดชังพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “พวกปากหอยปากปู พูดจาให้ร้ายผู้อื่น ตลบตะแลงเสแสร้งกันทุกคน เมื่อตายตกไปแล้วก็ไม่พ้นต้องลงนรก ถูกดึงลิ้นอย่างเ็ปทรมาน สาสมกับความเลวระยำที่ทำกับผู้อื่น”
“ปีศาจในขุมนรกจะง้างปากให้เปิดออก ใช้คีมเหล็กหนีบลิ้นแล้วค่อย ๆ ดึงให้ยืดยาว...และก่อนจะเ็ปจนสิ้นสติ มันก็จะใช้กรรไกรตัด ฉับ”
นางกล่าวถึงกรรไกรคมกริบได้อย่างน่าสยดสยองผ่านสายตาที่สะท้อนความเหี้ยมโหดและรัศมีเย็นเยียบ บรรดาสาวใช้ปากมากพากันเงียบกริบ สีหน้าแข็งค้าง ร่างทั้งร่างถูกตรึงอยู่กับที่
คุณหนูรองแม้เอ่ยลอย ๆ ไม่ได้เจาะจงถึงผู้ใด ทว่าความเ็าน่าเกรงขามกลับพุ่งเข้ามาทิ่มแทงพวกนางโดยตรง
“คุณหนูเ้าคะ....” เสียงของแม่นมสั่นเล็กน้อย “คุณหนู เื่นี้ค่อนข้างจะน่ากลัว”
“อย่างนั้นหรือ” มู่อวิ๋นฮวาส่ายหน้า “ยังไม่หมดเพียงเท่านี้นะ ข้ายังมองเห็นอีกด้วยว่าผู้ใดจะถูกส่งไปลงนรกหลังจากสิ้นชีพ...”
ความจริงแล้วสำนักเทียนเต้าที่นางได้รับสืบทอดวิชามานั้นทำหน้าที่เป็ทูตเชื่อมระหว่างแดนมนุษย์และยมโลก การเผชิญหน้ากับยมทูตหัววัวและยมทูตหัวม้าจึงไม่ใช่เื่แปลกใหม่ และมู่อวิ๋นฮวายังรู้แจ้งอย่างถ่องแท้ด้วยว่ามีสิ่งน่าสะพรึงกลัวเช่นไรที่รุ์ผู้ชั่วช้าอยู่หลังประตูยมโลก
เพียงนางขยับมือกรีดนิ้วเรียวของตนเองเบา ๆ ไปที่ใคร มนุษย์ผู้นั้นก็จะรู้สึกถึงสายลมหนาวเหน็บที่พัดผ่าน ชวนหวาดผวาราวกับต้องไอิญญาร้าย แม้เวลานี้อากาศจะสดใสไร้ลมหนาว แต่กลับทำให้คนรู้สึกเสียวสันหลังสั่นสะท้านถึงกระดูกดำไปตาม ๆ กัน
“หึ” มู่อวิ๋นฮวาเหยียดยิ้ม ไม่สนใจว่าคนเหล่านี้จะข่มตาหลับลงหรือไม่ นางเพียงหันกลับไปตามทางพร้อมกับแม่นมที่อยู่ข้างกาย
และในคราวนี้ กลับไม่มีบ่าวไพร่คนใดหรือิญญาแม้แต่ดวงเดียวกล้าเอ่ยปากว่าร้ายนางลับหลังอีก
มู่อวิ๋นฮวากับแม่นมเดินตามทางไปอย่างราบรื่น แต่ถูกยามหน้าประตูขวางไว้ไม่ให้ออกไปดังคาด
“อย่าคิดเลยว่าจะออกไปได้ ฮูหยินสั่งไว้ว่าห้ามผู้ใดออกนอกคฤหาสน์ระหว่างที่นายท่านยังไม่อยู่” ยามเฝ้าประตูนายแรกประกาศกร้าว น้ำเสียงของเขาหยาบกระด้าง ทว่ายังไม่เท่ากับยามอีกนายหนึ่ง “เหตุใดต้องเสียเวลาพูดกับคนโง่เช่นนางด้วย พูดไปก็ไม่มีปัญญาเข้าใจหรอก”
“นี่ มีปัญญาพอจะเข้าใจที่พูดหรือไม่ กลับเรือนไปเสีย อย่าให้จับได้ว่ามาที่นี่อีกล่ะ ไม่เช่นนั้นจะถูกข้าหักขาแน่นอน”
ยามเฝ้าประตูใช้กระบองเคาะศีรษะของมู่อวิ๋นฮวาราวกับนางเป็เพียงแมลงวันน่ารำคาญตัวหนึ่ง
“เป็เพียงบ่าวไพร่บังอาจกล่าวเช่นนี้กับคุณหนูได้อย่างไร” แม่นมอาจทนฟังมู่อวี่เหยาเรียกนายของนางว่านังโง่ได้ เพราะอีกฝ่ายเป็คุณหนูสามผู้มีอำนาจในคฤหาสน์ ไม่ใช่คนที่ควรจะมีปัญหาด้วย แต่ชายเหล่านี้ฐานะต้อยต่ำ เป็เพียงยามหน้าประตูในคฤหาสน์ แต่กลับบังอาจพูดจาดูิ่ว่าคุณหนูของนางไร้สติปัญญา นางจะยอมได้อย่างไร
“บ่าวไพร่รอบ ๆ นี้ล้วนพูดเช่นนี้ทั้งสิ้น แล้วข้าจะพูดบ้างไม่ได้หรือ” ยามนายที่สองยิ้มเยาะ ซ้ำยังใช้กระบองกระทุ้งที่ไหล่ของมู่อวิ๋นฮวาค่อนข้างแรง
ร่างของมู่อวิ๋นฮวาเซไปตามแรงกระแทก แต่สองเท้าของนางยังมั่นคง ไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ยามหน้าประตูไม่คิดว่ามู่อวิ๋นฮวาจะยืนหยัดอยู่ได้ นี่เขาใช้แรงน้อยเกินไปหรือ
“ลองอีกสักครั้งแล้วกัน” ยามคนเดิมพึมพำกับตนเอง แล้วใช้กระบองดันมู่อวิ๋นฮวาอีกครั้ง “เห็นหรือไม่ คุณหนูที่อ่อนแอของเ้า แค่ข้าออกแรงเบา ๆ ก็...หา หมายความอย่างไรเนี่ย”
ประโยคเย้ยหยันของยามขาดห้วงไป รวมทั้งมือที่จับกระบองเพื่อหวังจะกระแทกนางอีกครั้งก็ชะงัก
“ว่าต่อไปสิ เหตุใดถึงเงียบล่ะ” มือเรียวของมู่อวิ๋นฮวาคว้ากระบองที่กำลังจู่โจมมาที่ไหล่ของนางเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย
และไม่ว่ายามหน้าประตูจะพยายามยื้อแย่งกลับไปเช่นไร กระบองนั่นก็ไม่ขยับแม้แต่น้อย ราวกับว่ามันกำลังติดอยู่ในซอกหินอันแข็งแกร่งที่มองไม่เห็น
น่าแปลกเกินไปแล้ว
แม่นมมองเหตุการณ์นี้ด้วยความประหลาดใจเช่นกัน ทั้ง ๆ ที่ท่าทางของยามเฝ้าประตูก็ดูจะทุ่มแรงทั้งหมดเท่าที่มีแล้ว แต่กระบองกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยเหมือนมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น
“เ้ามัวมองอะไรอยู่ รีบเข้ามาช่วยข้าดึงสิ เร็วเข้า” เหงื่อเย็นผุดพรายไปทั่วทั้งหน้าผากของยามปากเสีย เรี่ยวแรงที่แข็งแกร่งของเขาดูราวกับกำลังจะหมดลงอย่างรวดเร็ว เขาไม่สามารถแย่งชิงกระบองออกมาจากกำมือของสตรีร่างบางอย่างมู่อวิ๋นฮวาได้ จึงต้องร้องเรียกยามคนอื่นให้เข้ามาช่วยจนเสียงดังลั่น
ทว่าไม่ทันที่ยามคนอื่นจะเข้ามาช่วย มู่อวิ๋นฮวาก็ค่อย ๆ กางนิ้วและปล่อยมือจากกระบอง “อยากได้คืนหรือ เช่นนั้นข้าก็จะคืนให้ แต่...”
เปลวไฟสีเขียวลุกโชนอยู่ในแววตาอันน่าเกรงขามของคุณหนูรอง เป็ภาพที่ชวนขนลุกขนพองอย่างยิ่งสำหรับผู้พบเห็น ทำเอาพวกเขาใจนแทบสิ้นสติ “อย่าลืมจับไว้แน่น ๆ ล่ะ”
ระหว่างที่หญิงสาวปล่อยนิ้วสุดท้ายออก นางก็ก้าวถอยหลังขณะที่ตาจ้องเขม็งไปที่ยามคนเดิม อีกฝ่ายยังออกแรงดึงกระบองอยู่ ทว่าแทนที่มันจะถูกดึงกลับไปได้ กระบองกลับนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ ในขณะที่ยามเฝ้าประตูยังคงพยายามออกแรงดึงสุดกำลัง จากนั้นไม่นาน ปลายกระบองอีกด้านที่หญิงสาวเคยจับไว้ก็ค่อย ๆ เอียงลงไปที่พื้นราวกับว่ามีพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังดึงปลายด้านนั้นลงสู่พื้น
ในขณะเดียวกัน ยามเฝ้าประตูก็พยายามฝืนดึงกระบองอย่างสุดแรงเพื่อให้มันยกขึ้น ราวกับว่าหากปล่อยให้มันตกพื้นจะต้องเกิดหายนะใหญ่หลวง “ฮึบ!” “อ๊ากกก” เหงื่อกาฬของชายผู้นั้นหลั่งรินไปถึงแผ่นหลัง เหมือนกำลังยกของหนักนับพันชั่ง หรือไม่ก็ถูกใช้งานอย่างหนักอยู่ก็ไม่ปาน
“นี่มัน เกิดอะไรขึ้นกับเ้า” ยามอีกนายหนึ่งถามด้วยความไม่เข้าใจ ไม่เพียงผู้ที่มองดูอยู่เท่านั้นที่งงงวย แม้แต่เ้าตัวที่พยายามดึงกระบองขึ้นก็ยังไม่อาจหาคำตอบได้ ว่าเหตุใดจู่ ๆ กระบองในมือของเขาก็หนักอึ้งราวกับแท่งตะกั่ว และมือทั้งสองข้างยังแข็งค้าง ไม่สามารถปล่อยจากกระบอง อีกทั้งในใจยังหวาดกลัว ราวกับว่าหากปล่อยให้มันตกพื้นจะต้องเกิดเื่เลวร้ายบางอย่าง
ดังนั้นแล้วสิ่งที่เขาทำได้ในเวลานี้จึงมีเพียงพยายามออกแรงทั้งหมดที่มีอย่างเอาเป็เอาตายเพื่อไม่ให้กระบองััโดนพื้น แต่น้ำหนักของมันกลับมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งถึงจุดที่เขาไม่อาจจะยื้อไหว...
“อ๊ากกก”