คัมภีร์หมัดสยบฟ้า

    ตอนที่ 28 หญิงคลั่งชุดแดง

    บนลานประลองศิลา ชายฉกรรจ์ในชุดสีเหลือง ซึ่งมีอักษร ‘愚’ ปักหราอยู่กลางหลัง ยืนหยัดตั้งตระหง่านดุจขุนเขา ร่างกายที่สูงใหญ่เกือบเจ็ดฉื่ออุดมไปด้วยกล้ามเนื้อกำยำ ส่งผลให้หนิงกงซีที่ปกติก็มีรูปร่างเล็กบอบบางอยู่แล้ว กลับดูเล็กลงไปอีก

    “โง่? (愚 )” เซิ่งมู่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อเห็นอักษรประหลาดบนเสื้อของอีกฝ่าย 

    “เจ้าเคยได้ยินนิทานเรื่อง ‘เฒ่าโง่ย้ายภูเขา’ หรือไม่?” โม่หนิงเอ่ยถาม

    เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบรับเบาๆ ชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำข้างกายจึงสะบัดหุบพัดในมือ ก่อนจะใช้ปลายพัดชี้ไปยังบุรุษร่างยักษ์เบื้องล่าง “ผู้ก่อตั้งพรรคย้ายภูผา ก็คือลูกหลานตระกูลตาเฒ่าในนิทานเรื่องนั้นนั่นแหละ” 

    เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นจึงหันขวับมาถามด้วยความประหลาดใจ “มิใช่ว่าตาเฒ่านั้นเป็นเพียงคนธรรมดาหรอกหรือ? เหตุใดลูกหลานกลับมีความสามารถจนสร้างพรรคใหญ่เช่นนี้ได้”

    “นี่แหละคือสิ่งที่ไม่มีในเรื่องเล่า แท้จริงแล้วลูกหลานของตาเฒ่าคนหนึ่ง เกิดมาพร้อมฐานกระดูกที่ล้ำเลิศจนไปเข้าตาเทพสงครามคนหนึ่งเข้า คนผู้นั้นจึงย้ายภูเขาทั้งสองลูกออกไปให้เพื่อเป็นของขวัญรับศิษย์” โม่หนิงอธิบาย “ภายหลังฝึกฝนวรยุทธจนแตะขอบเขตเก้า จึงเริ่มก่อตั้งพรรคเป็นของตัวเอง”

    “แล้วเรื่อง…” เซิ่งมู่ชี้ไปยังอักษรที่อยู่หลังเสื้อชายร่างกำยำ

    โม่หนิงยิ้มทะเล้น “รู้ไหมว่าเหตุใดนิทานเรื่องนี้ถึงชื่อว่าเฒ่าโง่ย้ายภูเขา?”

    เซิ่งมู่จับคางครุ่นคิดครู่นึง ก่อนจะพยายามเปิดปากตอบเชิงถามด้วยความไม่มั่นใจ “ตาแก่นั่นแซ่หยู?”

    โม่หนิงหัวเราะออกมาเสียงดัง พร้อมกับพยักหน้ารัวๆ “น่าเหลือเชื่อใช่ไหมเล่า? ฮ่าๆๆ!”

    เด็กหนุ่มรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ถึงอย่างไรเรื่องเล่าเฒ่าโง่ย้ายภูเขาที่เขาได้ยินจากคนล่างภูเขา ก็มิได้เหมือนผู้คนบนภูเขาเสียเท่าไหร่ หากตาเฒ่าในนิทานจะแซ่หยูก็คงไม่เกินจริงนัก

    เวลาล่วงเลยไปราวสิบกว่าลมหายใจ ผู้ดูแลเฒ่าก็โบกมือหนึ่งครา ป้ายไม้ที่ลอยคว้างอยู่เหนือเวทีประลองพลันปรากฏตัวเลขยอดเดิมพันของทั้งสองฝั่งให้เห็นเด่นชัด

    กองเงินฝ่ายเสวียนเฟิงมีผู้ลงเดิมพันไปมากกว่าห้าเรียญวิญญาณ ในขณะที่ฝ่ายของหนิงกงซีหากไม่นับเหรียญวิญญาณของโม่หนิง ก็มีจำนวนเพียงสองเหรียญนภาเพียงเท่านั้น

    ดูจากท่าทีของผู้คนโดยรอบ หากโม่หนิงมิได้ทุ่มเงินเดิมพันจนหมดหน้าตักเช่นนั้น ฝั่งของสตรีชุดแดงก็คงแทบไม่มีผู้ใดกล้าลงเงินด้วยถึงเพียงนี้ แม้ท่าทางของหนิงกงซีและโม่หนิงจะคลับคล้ายคลับคลายอดฝีมือที่ปกปิดตัวตน ทว่าหอประลองไป๋ซางก็มีเรื่องเช่นนี้เกิดจนชินตา แรกเริ่มผู้คนมักจะทุ่มเดิมพันกับบุรุษสตรีที่ไม่รู้ที่แสดงท่าทีโอหังมั่นใจ แต่ท้ายที่สุดมักพบว่าคนเหล่านั้นเป็นเพียงพวกหลงตัวเองที่กระหายชื่อเสียง ฝีมือหาได้ลึกล้ำเฉกเช่นภูมิหลังที่พยายามสร้างขึ้นไม่ นานวันเข้าผู้ชมจึงเลิกให้ความสนใจไปเอง

    เมื่อตัวเลขการเดิมพันเป็นที่ยุติ ผู้ดูแลเฒ่าจึงขยับมือประกบมุทราอย่างรวดเร็วเพื่อเรียกใช้งานค่ายกลคุ้มภัยสามสิบชั้น ม่านพลังโปร่งแสงปรากฏขึ้นปิดกั้นพื้นที่ต่อสู้จากทั้งภายนอกและภายในอย่างสมบูรณ์  ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยเสียงอันดัง

    “เริ่มการประลองได้!”

    “แม้แม่นางหนิงจะสูงเพียงห้าฉื่อ แต่กลับมีสรีระที่ดูคล่องแคล่วปราดเปรียว เป็นไปได้หรือไม่ว่าอาวุธประจำกายของนางอาจจะเป็นมีดสั้นคู่? มิเช่นนั้นเหตุใดสตรีร่างเล็กเช่นนางถึงกล้าท้าประลองกับบุรุษที่ตัวใหญ่กว่าถึงเพียงนี้”

    เซิ่งมู่จับคางครุ่นคิดกับตนเอง ทว่าหลังจับคางครุ่นคิดได้ไม่ทันไร ดวงตาของเขาก็ต้องเบิกกว้างเมื่อเห็นเหตุการณ์เบื้องล่าง “บ้าไปแล้ว!”

    โม่หนิงที่เห็นปฏิกิริยาตื่นตระหนกของคนด้านข้าง ทำเพียงแค่คลี่ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี

    เนั่นเป็นเพราะทันทีที่สิ้นคำประกาศ เสวียนเฟิงที่ยืนนิ่งสงบมาตลอดพลันพุ่งทะยานหายไปจากจุดเดิมด้วยความเร็วที่ขัดกับรูปร่าง เขากระโจนเข้าประชิดพร้อมกับเหวี่ยงหมัดขวาอันหนักหน่วงที่แฝงไว้ด้วยพลังของขอบเขตเจ็ดไปยังสตรีร่างเล็กเบื้องหน้าตน

    ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ผู้ชมทั่วทั้งอัฒจันทร์ต่างคิดว่าผู้ท้าประลองจะต้องหลบหลีกหรือเรียกอาวุธประจำกายออกมารับมือ พวกเขากลับเห็นนางทำเพียงยิ้มเหี้ยมเกรียมพร้อมแววตาอันดุดัน นางไม่เพียงไม่หลบ แต่กลับกำหมัดซ้ายแน่นแล้วพุ่งสวนหมัดเข้าปะทะกับบุรุษร่างยักษ์ตรงๆ อย่างไม่กลัวตาย!

    “นี่สินะ… นางถึงบอกว่าจะต่อยให้กระเด็นทั้งคนทั้งง้าว” เซิ่งมู่พึมพำกับตนเองด้วยความตื่นตะลึง

    หลังการปะทะครั้งแรก เสวียนเฟิงซึ่งเป็นฝ่ายพุ่งเข้าโจมตีก่อนกลับกลายเป็นผู้ที่ต้องซวนเซถอยหลังไปถึงห้าก้าว ในขณะที่หนิงกงซีซึ่งมีตบะเป็นรองอยู่ถึงหนึ่งขั้นเต็มๆ กลับยืนปักหลักนิ่งสนิทอยู่กับที่ ราวกับขุนเขาที่ไม่สะท้านต่อสายลม

    “เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วหรือ?” นางแค่นเสียงถามด้วยเสียงที่ไม่ดังนัก ทว่ากลับดังก้องไปทั่วลานประลอง 

    เสวียนเฟิงที่มั่นใจในวิชาหมัดย้ายภูผาของตนเริ่มมีท่าทีไม่สู้ดีนัก โชคยังดีที่การโจมตีเมื่อครู่เป็นเพียงการหยั่งเชิง เขาจึงยังไม่ได้รีดเร้นพลังออกมาจนหมด หากเขาลงมือรุนแรงกว่านี้ ด้วยแรงตีกลับที่เขาได้รับ อาจทำให้เขาถึงขั้นบาดเจ็บหนักตั้งแต่กระบวนท่าแรกก็เป็นได้

    ไร้ซึ่งคำโต้ตอบ ชายร่างยักษ์เปลี่ยนกระบวนท่า เริ่มร่ายรำเพลงหมัดประจำพรรคย้ายภูผาอันหนักแน่นของตน พลังชีวิตอันทรงพลังของผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ดพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย

    “รับมือ!” สิ้นเสียงคำราม เสวียนเฟิงจึงเริ่มก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปยังหนิงกงซี ทว่าทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนสนามประลอง กลับยิ่งทวีคูณพลังหมัดของให้เพิ่มสูงขึ้น

    เมื่อหญิงสาวเห็นภาพนั้น นางไม่เพียงไม่แสดงความหวาดหวั่น แต่กลับฉีกยิ้มกว้างอย่างบ้าคลั่ง นัยน์ตาทอประกายพึงพอใจจนแทบจะกลบภาพลักษณ์สตรีโฉมงามไปเสียสิ้น

    เสวียนเฟิงรวบรวมพลังชีวิตทั้งหมดไปไว้ที่กำปั้น จนมวลอากาศรอบๆ หมัดบิดเบี้ยวให้เห็นด้วยตาเปล่า ก่อนจะตัดสินใจปลดปล่อยการโจมตีอันทรงพลังนั้นพุ่งตรงเข้าใส่ศีรษะของคู่ต่อสู้อย่างเกรี้ยวกราด

    “หากทุบเหล็กไม่แตก ก็ต้องใช้แรงให้มากกว่าเดิม!” เขาตะโกนก้องในใจ ก่อนที่กำปั้นลุ่นๆ จะปะทะเข้ากับใบหน้าของนางอย่างจัง โดยที่อีกฝ่ายไม่มีแม้แต่ท่าทีจะปัดป้อง

    ปั้ง!!!

    เสียงการปะทะอันกึกก้องกัมปนาทดังลั่นไปทั่วบริเวณ คลื่นพลังชีวิตมากมายพุ่งพริ้วไปทั่วสนาม หากมิได้มีค่ายกลระดับสูงกางกั้นเอาไว้ คาดว่าคงมีผู้ชมบนอัฒจันทร์บาดเจ็บล้มตายไปนับร้อยชีวิตเป็นแน่

    “มิใช่นางตายไปแล้วหรือ!?” เสียงฮือฮาเซ็งแซ่ดังไปทั่ว แม้หอประลองไป๋ซางจะมีกฎห้ามสังหารผู้เข้าร่วมคนอื่น ทว่าอุบัติเหตุพลั้งมือจนถึงแก่ชีวิตก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น

    ทว่าเมื่อฝุ่นควันที่คละคลุ้งบนเวทีเริ่มจางลง ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้ผู้ชมทั้งสนามต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้าง

    สตรีสาวในชุดแดงไม่เพียงยังมีลมหายใจ ทว่าร่างกายกลับสมบูรณ์ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนใดๆ สิ่งเดียวที่ดูผิดแปลกไปคือบริเวณแก้มซ้ายของนาง ที่บัดนี้มีกำปั้นยักษ์ของเสวียนเฟิงแนบชิดติดอยู่

    ชายชุดเหลืองเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึงสุดขีด ก่อนจะถีบตัวพุ่งถอยมาอย่างรวดเร็ว เม็ดเหงื่อเย็นเยียบเริ่มผุดซึมชื้นเต็มใบหน้า บ่งบอกถึงความกังวล ความสับสน และความหวาดหวั่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจ

    “เจ้าปกปิดขอบเขตตัวเอง…” เขาถามด้วยน้ำเสียงอันสงสัย

    หนิงกงซีทำเพียงเอียงคอไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้า เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบดังขึ้นเบาๆ “เปล่า… ข้าก็เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธขอบเขตหกนี่แหละ”

    เสวียนเฟิงทำสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง “หมัดเมื่อครู่ของข้า แม้จะเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตเจ็ดขั้นสูงสุดยังต้องถอยร่น…”

    สตรีชุดแดงเท้าเอวหัวเราะด้วยความสะใจ “ขอบเขตจะสำคัญอันใดหากพื้นฐานเจ้าปวกเปียกเพียงนี้”

    ชายร่างกำยำขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ พรรคย้ายภูผาของตนเป็นถึงพรรคที่ก่อตั้งโดยผู้ฝึกยุทธขอบเขตเก้า รากฐานการฝึกยุทธย่อมไม่อ่อนด้อย หากมิใช่ว่าภาพเบื้องหน้าทำให้เขาจำใจต้องยอมรับ ต่อให้คนทั้งชิงอวิ๋นมาพูดแบบนี้ต่อหน้า แม้ปกติเขาไม่ชอบรังแกใคร ทว่าก็คงต้องขอสั่งสอนให้รู้สำนึกจนตบะร่วงหล่นสักขอบเขตถึงจะพอใจ

    “ทีนี้... ถึงตาข้าบ้างแล้วหรือยัง?” นางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางเอ่ยถาม

    สิ้นคำ เสวียนเฟิงจึงรีบขยับท่าเท้า พยายามยกแขนขึ้นมาตั้งท่าป้องกันไว้หน้าตน 

    หยิงกงซีเห็นเช่นนั้น นางจึงฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะพุ่งตัวด้วยความเร็วไปยังชายร่างสูง

    ทว่าแทนที่จะหาช่องโหว่เพื่อโจมตี สิ่งที่นางทำกลับเป็นการประเคนหมัดไปยังท่อนแขนที่หนาดังเหล็กกล้าของเสวียนเฟิงอย่างบ้าคลั่ง!

    แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!!! เสียงปะทะที่ดังกึกก้องหาใช่เสียงของเนื้อหนังและท่อนกระดูกกระทบกัน หากแต่ฟังดูคล้ายมนุษย์สองคนกำลังนำแท่งเหล็กกล้าฟาดฟันใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย จะต่างกันตรงที่เหล็กของฝั่งบุรุษร่างยักษ์ดูจะเปราะบางกว่าเล็กน้อย

    หลังผ่านการแลกหมัดไปนับร้อยกระบวนท่าในชั่วอึดใจ พลังสภาวะของหนิงกงซีไม่เพียงไม่ถดถอย แต่กลับพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง กลิ่นอายพลังชีวิตของขอบเขตเจ็ดครึ่งก้าวเริ่มแผ่ซ่านออกมา เป็นสัญญาณของการพยายามทะลวงผ่านคอขวดที่อั้นมาเนิ่นนาน

    “นี่นาง... กำลังใช้การต่อสู้เพื่อทะลวงคอขวดงั้นหรือ?” เซิ่งมู่เอ่ยถามอย่างลืมตัว

    โม่หนิงที่นั่งอยู่ข้างกายพยักหน้าเบาๆ “นางติดอยู่ที่ขอบเขตหกมาหลายปีแล้ว แรกเริ่มเพราะต้องการสร้างรากฐานให้แข็งแกร่ง แต่เมื่อรากฐานยิ่งมั่นคงมากเท่าไหร่ การทะลวงกลับเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว”

    เซิ่งมู่หันไปประสานมือขอบคุณชายที่นั่งข้างตน ก่อนที่โม่หนิงจะรีบประสานมือตอบ “เรื่องเล็กน้อย มิต้องเกรงใจ”

    เมื่อเวลาผ่านไปอีกไม่กี่อึดใจ เสวียนเฟิงที่ทนตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียวเริ่มตระหนักว่าขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาต้องพ่ายแพ้แน่ จึงตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นตาต่อตาฟันต่อฟัน เขาสวนหมัดกลับเข้าใส่หนิงกงซีอย่างไม่ลดละ ส่งผลให้สภาพร่างกายของเขาเริ่มสะบักสะบอม โลหิตสดๆ สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนอาภรณ์สีเหลืองและใบหน้าจนดูไม่ได้ เกราะหนังที่สวมหุ้มแขนถูกกระชากโยนทิ้งไปเพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มความเร็วในการออกหมัด

    ในทางกลับกัน หนิงกงซีที่เปิดหน้ารับหมัดไปนับร้อยหมัด กลับยังมีใบหน้าที่ยิ้มแย้มดังเดิม

    ข้าต่อยเจ้า... เจ้าไม่หลบ! เช่นนั้นข้าก็จะยืนให้เจ้าต่อยบ้าง!

    แม้ไม่มีคำกล่าวใดหลุดออกจากปาก ทว่าสีหน้าและแววตาของนางก็บ่งบอกถึงความบ้าระห่ำนั้นออกมาจนหมดสิ้น

    ภาพในสนามตอนนี้จึงเป็นภาพสตรีตัวเล็กคนหนึ่งแลกหมัดกับบุรุษร่างสูงกำยำอย่างสะใจ

    จนกระทั่งเมื่อกลิ่นอายขอบเขตของหนิงกงซีเริ่มคงที่ ไม่มีทีท่าว่าจะทะลวงต่อไปได้อีกแล้ว นางจึงตัดสินใจรวบรวมพลังชีวิตทั้งหมดไปยังหมัดขวา ก่อนปล่อยหมัดนั้นปะทะไปยังกำปั้นอันแข็งแกร่งของเสวียนเฟิงอย่างเต็มแรง!

    กร๊อบ!

    เสียงกระดูกแตกหักบาดหูชวนให้ผู้คนรอบข้างขนลุกซู่ ดังลั่นงออกมาอย่างสยดสยอง เสวียนเฟิงที่ท่อนแขนขวาบิดเบี้ยวผิดรูปจนกระดูกขาวโผล่เป็นท่อน ถูกแรงกระแทกมหาศาลซัดกระเด็นลอยละลิ่วถอยหลังไปไกลหลายจั้ง เขาพยายามฝืนกัดฟันยันร่างลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ดวงตาเบิกกว้างจดจำใบหน้าของสตรีเบื้องหน้าเอาไว้ในใจ ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะดับวูบลง ร่างใหญ่โตล้มตึงกระแทกพื้นหมดสติไปในที่สุด

    หนิงกงซีเหยียดยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจในผลงาน ก่อนจะหันขวับไปมองยังผู้ดูแลเฒ่า

    หนิงกงซี… เป็นฝ่ายชนะ!” ผู้ดูแลเฒ่าประกาศก้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความประหลาดใจใดๆ

    เมื่อได้ยินคำตัดสิน นางก็หัวเราะร่าอย่างมีความสุข ก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อเดินหายลับเข้าไปยังห้องพักของผู้เข้าร่วมประลอง

    “พวกเราไปรับเงินเดิมพันกันดีกว่า” โม่หนิงฉีกยิ้มอย่างมีความสุข

    เซิ่งมู่จึงลุกขึ้นเดินตามไปเงียบๆ แม้ลึกๆ ในใจจะยังคงสั่นสะท้านกับความดุดันของการต่อสู้เมื่อครู่อยู่ไม่หาย

    …

    ในขณะที่กำลังยืนรอโม่หนิงแลกเงินเซียน หนิงกงซีที่ทำความสะอาดหน้าตาและร่างกายแล้วจึงเดินนวยนาดเข้ามาหาเด็กหนุ่ม

    “ข้าเห็นเจ้าอยู่กับโม่หนิงบนที่นั่งคนดู เขาหายไปไหนเสียแล้วล่ะ” นางเอ่ยถาม พลางกวาดสายตามอง

    “ไปเอาเงินที่ชนะเดิมพัน คาดว่าคงใกล้กลับมาแล้วกระมัง?” เซิ่งมู่ตอบกลับ

    ขณะเดียวกันสายตาของเขาก็ลอบสังเกตหาร่องรอยบาดแผลบนเรือนร่างของอีกฝ่ายไปด้วย เขาแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเอง แม้จะโดนพายุหมัดกระหน่ำซัดใส่มากมายถึงเพียงนั้น แต่สตรีร่างเล็กเบื้องหน้ากลับยังคงผิวพรรณผุดผ่องไร้ซึ่งรอยฟกช้ำหรือรอยขีดข่วนใดๆ ราวกับเพิ่งเดินเล่นในสวนบุษบามาเสียอย่างนั้น

    หนิงกงซีที่เห็นเซิ่งมู่ลอบมองตนจึงขยับกายเข้าไปใกล้เขาอย่างหยอกล้อ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “นี่เจ้า... กำลังแอบสำรวจเรือนร่างของข้าอยู่หรือ?”

    เซิ่งมู่ที่เพิ่งรู้ตัวว่าเสียมารยาท พลันดีดตัวออกห่างพลางประสานมือ “ขออภัย ข้าแค่อยากรู้ว่าแม่นางได้บาดเจ็บมากหรือไม่?”

    ตรีชุดแดงยังคงไม่ยอมหุบยิ้ม ทั้งยังขยับเข้าไปใกล้และเอ่ยเย้าแหย่ไม่เลิก “นี่เจ้ากำลังเป็นห่วงข้าด้วยงั้นหรือ?”

    ได้ยินดังนั้น เด็กหนุ่มก็ส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนขมวดคิ้วแล้วพยักหน้ายอมรับ แต่พอพยักหน้าเสร็จ เขากลับยิ่งขมวดคิ้วหนักกว่าเดิมราวกับสับสนในตัวเอง

    “ใช้คำว่า ‘สงสัย’ จะตรงกว่ากระมัง… แม่นางหนิง โปรดเลิกกลั่นแกล้งข้าเถอะ” เซิ่งมู่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ

    หนิงกงซีจึงหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข ทว่าในจังหวะนั้นเอง ทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงอ่อนหวานอีกเสียงหนึ่งดังมาจากข้างหลัง

    “สตรีคลั่ง เจ้ามาแล้วหรือ?” โม่หนิงเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงหาเรื่อง

    เมื่อหนิงกงซีได้ยินคำพูดของชายชุดดำ นางจึงแค่นเสียงไม่พอใจ ก่อนเอ่ยสบถออกมา “มารดาเจ้าน่ะสิที่เป็นหญิงคลั่ง”

    โม่หนิงได้ยินดังนั้นไม่เพียงไม่โกรธ แต่กลับยิ้มแย้มพร้อมเอ่ยตอบ “คราแรกข้าจะบอกว่าเจ้ามิใช่มารดาข้า แต่ข้าเกือบลืมไปว่าเจ้าคงไม่มีทางได้เป็นมารดาของใคร”

    บทสนทนาที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำเอาเซิ่งมู่ถึงกับคิ้วกระตุก “มิใช่ว่าทั้งสองเป็นสหายกันหรอกหรือ? หากมาสู้กันตรงนี้ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามตัวเล็กๆ อย่างข้าจะทำเช่นไรได้?”

    “หากมิใช่ว่ามีคุณชายเซิ่งยืนอยู่ตรงนี้ เจ้าคงได้ไปวิ่งเล่นในภาพวาดขุนเขาของข้าแล้ว” โม่หนิงเอ่ยอย่างวางอำนาจ

    “หากมิใช่ว่าคุณชายเซิ่งอยู่ตรงนี้ ข้าก็จะทุบเจ้าให้เดินไม่ได้ไปสักสิบเดือน!” หนิงกงซีทำท่าทางไม่สบอารมณ์ พร้อมชี้นิ้วด่าโม่หนิงที่ยืนหลบอยู่หลังเซิ่งมู่

    “ท่านรู้ใช่ไหมว่าข้าอยู่ขอบเขตสาม…” เขากระซิบบอกชายข้างหลังเบาๆ

    ทว่าบุรุษชุดดำกลับทำเพียงไหวไหล่อย่างไม่ยี่หระแทนคำตอบ

    เมื่อเห็นดังนั้นหนิงกงซีจึงกรอกตาไปมาด้วยความเอือมระอา ก่อนเอ่ยถามเซิ่งมู่ “คุณชายเซิ่งมีธุระอื่นใดต่อหรือไม่? หากยังพอมีเวลาว่าง ข้าอยากจะขอประลองกับคุณชายสักครา”

    เด็กหนุ่มยกแขนซ้ายที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลจนหนาเตอะให้นางดู ก่อนเอ่ยตอบ “ข้ายังไม่หายดีจากอาการบาดเจ็บ ถึงไม่นับเรื่องนี้ข้ากับแม่นางหนิงตบะก็ห่างกันถึงสามขอบเขตอยู่ดี”

    “มิใช่ประลองในสนาม” นางเอ่ย “เป็นการประลองเคล็ดวิชา”

    “ประลองเคล็ดวิชา? หมายถึงการประลองรูปแบบใดกัน?” เขาเอ่ยถาม

    “เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง” นางตอบกลับ พลางหันหลังเดินนำหน้าพาทั้งสองมุ่งตรงไปยังโถงกลางของหอประลอง

    นิยายแนะนำ

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    ระบบคัดลอกพรสวรรค์ (Your Talent Is Mine) 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.91M 3613
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    จอมกระบี่กบฏสวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    5.35M 1277
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    ระบบเปลี่ยนชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    627K 658
    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613