บทที่ 35 โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์รับสมัครงาน
ร้านอาหารของรัฐยังคงคึกคักเหมือนเดิม แม้จะมีกฎว่าห้ามสั่งอาหารตามใจชอบแล้ว แต่สวีเถาเถาก็ยังคงวุ่นวายจนแทบไม่มีเวลาได้หยุดพักอยู่ดี
พี่ก่วงซุ่นเรียนรู้อย่างขยันขันแข็ง ตอนนี้เขาสามารถทำอาหารเมนูง่าย ๆ ได้หลายอย่างแล้ว แม้รสชาติจะยังสู้สวีเถาเถาไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ทำให้เสียชื่อเสียงในฐานะลูกศิษย์ครึ่งหนึ่งของเธอ
สวีเถาเถาวางตะเกียบลง มองไปยังก่วงซุ่นซึ่งกำลังจ้องมองมาที่เธออย่างคาดหวัง
"ใช้ได้นะ แต่ใส่ต้นหอม ขิง แล้วก็กระเทียมมากไป ใส่พริกน้อยไป เวลาที่ใช้หมักเนื้อปลาสั้นก็ไป แก้ไขตรงนี้หน่อย แต่ปลาต้มผักดองนี่ก็ถือว่าใช้ได้แล้วละ"
ใบหน้าที่เคร่งเครียดของก่วงซุ่นเริ่มมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาเล็กน้อย "คราวหน้าผมจะระวังมากขึ้น! ขอบคุณอาจารย์สวีที่ชี้แนะครับ! ภรรยาผมบอกว่าคุณช่วยผมไว้มากทีเดียว อาทิตย์นี้ก็เลยอยากเชิญคุณไปทานข้าวที่บ้าน คุณว่างวันไหนบ้างครับ"
"เรื่องกินข้าวน่ะไม่ต้องหรอก" สวีเถาเถายักไหล่ "ฉันไม่ได้ช่วยพี่สักหน่อย ฉันช่วยตัวเองต่างหาก ถ้าพี่เรียนรู้ได้เร็ว ฉันก็จะทำงานได้สบายขึ้น"
สวีเถาเถาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอต้องการจะอู้งานอยู่ตลอดเวลา แต่ในสายตาของก่วงซุ่นกลับมองว่าสวีเถาเถาไม่ใช่คนหวงวิชาเลย แม้แต่วิชาทำอาหารที่สืบทอดต่อกันมาภายในครอบครัว เธอก็ยังยอมสอนให้เขา
ถ้าไม่ใช่เพราะสวีเถาเถาบอกว่าจะไม่รับใครเป็นศิษย์เด็ดขาด ป่านนี้เขาคงคุกเข่าขอเป็นศิษย์ตรงหน้าเธอไปแล้ว
"เอาละ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ฉันมีธุระต้องลาครึ่งวัน ช่วงเช้าพี่ช่วยทำแทนฉันหน่อยนะ ส่วนช่วงบ่ายฉันจะมาทำต่อเอง"
สวีเถาเถาพูดอย่างสบาย ๆ แต่ก่วงซุ่นกลับตกใจจนชะงักงัน
"ผม… ผมเหรอ?"
เขาชี้มาที่ตัวเอง มีแต่ความรู้สึกประหลาดใจและไม่อยากจะเชื่ออยู่บนใบหน้า
สวีเถาเถามองเขาอย่างแปลกใจ "ก็ใช่น่ะสิ ถ้าฉันไม่อยู่ ก็ต้องเป็นพี่ที่ทำแทนฉันอยู่แล้ว อีกอย่างพี่ก่วงซุ่นก็เรียนทำอาหารมาไม่น้อยแล้ว พรุ่งนี้ก็เป็นโอกาสดีที่จะได้ลงมือทำจริง ๆ ทำให้ฉันกินแค่คนเดียวไม่ได้หรอก การทำอาหารให้ถูกปากลูกค้าต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญของการเป็นพ่อครัว"
พูดจบ เธอก็ถอดผ้ากันเปื้อนออก แล้วคว้ากระเป๋าก่อนเดินจากไป
ทิ้งให้ก่วงซุ่นยืนอึ้งคนเดียวอยู่นาน
วันรุ่งขึ้น สวีเถาเถาตื่นแต่เช้าพร้อมกับพี่ชายและพี่สาว ทั้งสี่คนไปเข้าร่วมการสอบคัดเลือกเพื่อเป็นพนักงานที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์
การรับสมัครพนักงานของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ในวันนี้ พวกผู้บริหารและพนักงานที่มีเส้นสายต่างก็ได้รู้ข่าวกันมาก่อนแล้ว
ส่วนข่าวที่ว่ามาถึงหูของครอบครัวสวีได้ยังไงนั้น เป็นผู้อำนวยการเจียงที่บอกกับจ้าวซิ่วหลานด้วยตัวเอง สวีต้ากวงลองมาคิดดูแล้วจึงบอกให้ลูกทั้งสามคนไปเข้าร่วมด้วย
ตอนแรกสวีเถาเถาถูกตัดออกไปก่อน เพราะเธอไม่เคยบอกครอบครัวเรื่องที่อยากเปลี่ยนงาน
ในสายตาของสวีต้ากวงและภรรยา งานหัวหน้าแม่ครัวที่ร้านอาหารของรัฐนั้นช่างไร้ที่ติ สวีเถาเถากลัวว่าถ้าพูดเรื่องอยากเปลี่ยนงานออกไป จะโดนทั้งพ่อและแม่รุมทึ้งเอาได้
แต่โอกาสแบบนี้ค่อนข้างหาได้ยาก เธอเองก็ไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไป จึงบอกครอบครัวว่าอยากลองสอบเล่น ๆ เพราะพวกพี่ ๆ ก็ไปกันหมด ครอบครัวสวีทำอะไรก็ต้องพร้อมหน้ากัน เธอจึงขอไปเข้าร่วมด้วย
จ้าวซิ่วหลานคิดว่าเธอกำลังทำอะไรแบบเด็กเอาแต่ใจ แต่พอสวีเถาเถาออดอ้อนเข้าหน่อย จ้าวซิ่วหลานก็ใจอ่อนยวบทันที สุดท้ายจึงต้องยอมให้เธอไป
ครั้งนี้โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์รับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น มีโควตาแค่หนึ่งคน แบ่งเป็นสองรอบคือสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ มีคนแย่งตำแหน่งนี้กันมากมาย จ้าวซิ่วหลานเองก็รู้ดีว่าลูก ๆ ของเธอคงสอบไม่ติดอยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าลูกสาวคนเล็กอยากไปเข้าร่วมการสอบแข่งขันก็ปล่อยให้ไปเถอะ
สวีเถาเถาคิดว่าดีแล้ว การสอบคัดเลือกเพื่อรับคนเข้าทำงานครั้งนี้เป็นการสอบภายในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ คนน่าจะไม่เยอะขนาดนั้น แต่พอไปถึงที่โรงงานแล้วสวีเถาเถาถึงได้รู้ว่าตัวเองคงประเมินสถานการณ์ต่ำไป
เธอมองไปรอบ ๆ เห็นผู้คนมากมายแน่นขนัด มีทั้งหมดประมาณร้อยกว่าคน ทั้งคนในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์เองและคนนอก ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนภายในอย่างที่เขาว่ากัน
พี่น้องทั้งสี่ของสวีเถาเถา เห็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาหลายคน ทั้งหมดล้วนเป็นคนจากบ้านพักคนงานเดียวกัน ครั้งนี้ลูก ๆ ของพนักงานโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ที่ยังไม่ได้รับการบรรจุให้เป็นพนักงานประจำต่างก็มาเข้าร่วมกันหมด
สวีลี่ลี่เห็นเหยาจินฮวา จึงโบกมือเรียกเธออย่างตื่นเต้น "จินฮวา! ทางนี้! จินฮวา!"
เหยาจินฮวา ยืนอยู่ข้าง ๆ อันซู่เซิง เสียงเรียกของสวีลี่ลี่ ดึงดูดความสนใจของทั้งสองคน พวกเขาฝ่าฝูงชนที่เบียดเสียดกันเข้ามาหาอย่างยากลำบาก
เหยาจินฮวาใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อที่ขมับพลางบ่นว่า "คนเยอะเกินไปแล้ว เบียดกันจนเหงื่อท่วมเลย ฉันคอแห้งจัง ซู่เซิง คุณเอาน้ำมาด้วยหรือเปล่า?"
อันซู่เซิงล้วงมือไปในกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง มองซ้ายมองขวาอย่างสนใจความครึกครื้นวุ่นวายที่อยู่ด้านหน้า แต่พอได้ยินคำถามของเหยาจินฮวา เขาก็เอามือออกมา
"ฉันดูเหมือนคนที่จะพกน้ำมาด้วยหรือไง?"
เหยาจินฮวาเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้าง "...แล้วคุณมาทำอะไรกันแน่!"
อันซู่เซิงถามอย่างแปลกใจ "ก็ไม่ใช่คุณหรือไงที่ขอให้ผมมาเป็นเพื่อนน่ะ"
เหยาจินฮวา "..."
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนมีท่าทีเหมือนกำลังจะทะเลาะกัน สวีลี่ลี่จึงรีบยื่นกระติกน้ำของตัวเองให้เหยาจินฮวา
"จินฮวา ฉันพกน้ำมานะ เธอดื่มสิ"
"ขอบใจนะลี่ลี่"
เหยาจินฮวาฝืนยิ้มแล้วรับกระติกน้ำมาดื่มไปสองอึก
เมื่อบังเอิญเห็นสวีเถาเถาที่ยืนเงียบ ๆ อยู่ข้างสวีลี่ลี่ เหยาจินฮวาก็ตกใจจนเกือบทำกระติกน้ำหลุดมือ
ไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่ สวีเถาเถาเปลี่ยนไปมากจริง ๆ เป็นอย่างที่ทุกคนพูดกันไม่มีผิด!
ตอนนี้ผิวของเธอขาวมาก ขาวใสอย่างกับกระเบื้องเคลือบ ส่วนเหยาจินฮวาเองมีผิวเหลือง เธอเลยอิจฉาคนที่มีผิวขาว แถมบนใบหน้าของเธอยังมีสิวอีกต่างหาก เพียงแต่ใช้แป้งปกปิดไว้จนมองไม่เห็น
และไม่ว่าเหยาจินฮวาจะจ้องมองด้วยสายตาที่ร้ายกาจหรือจ้องจับผิดยังไง เธอก็ไม่พบตำหนิใด ๆ บนใบหน้าของสวีเถาเถาเลย ใบหน้าของเธอทั้งขาวและเรียบเนียน
เหยาจินฮวาเหลือบมองไปที่ดวงตาของสวีเถาเถาด้วยความอิจฉา นึกแปลกใจที่เธอไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยว่าดวงตาน้องสาวคนเล็กของสวีลี่ลี่จะสวยขนาดนี้
ดวงตาคู่นั้นของเธอเป็นประกายราวกับมีธารน้ำใสซ่อนอยู่ข้างใน เมื่อมองมาที่เธอทีไร ก็รู้สึกสดใสเป็นประกาย งดงามอย่างบอกไม่ถูก
นี่คือลูกสาวแสนน่าเกลียดของตระกูลสวีที่ทุกคนพูดถึงจริง ๆ เหรอ?
เหยาจินฮวากดความรู้สึกไม่สบายใจของตัวเองเอาไว้ในใจ แล้วฝืนยิ้มถามว่า "เถาเถา ช่วงนี้เธอดูสวยขึ้นมากเลยนี่ ผิวก็ไม่คล้ำเหมือนแต่ก่อนแล้วด้วย เธอได้ทาครีมอะไรดี ๆ หรือเปล่า?"
สวีเถาเถาจับสังเกตสายตาที่แอบมองเธออย่างจงใจของเหยาจินฮวาได้
"ก็ไม่มีอะไรหรอก"
ผิวตอนนี้ต่างหากที่เป็นของเธอจริง ๆ ระบบแค่คืนมันกลับมาให้เธอเท่านั้น
"แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงขาวขึ้นปุบปับแบบนี้ล่ะ ก่อนหน้านี้เธอดำมากเลยนะ" เหยาจินฮวาพูดอย่างเคลือบแคลงใจ
คำพูดนั้นช่างไม่สุภาพเอาเสียเลย สวีเถาเถาจึงแอบกลอกตาในใจ
อันซู่เซิงรู้สึกอึดอัดจึงกระตุกแขนของเหยาจินฮวาเบา ๆ "ฮ่า ๆ จินฮวา พูดอะไรแบบนั้นเล่า เมื่อก่อนน้องเถาเถาก็ไม่ได้ดำขนาดนั้นสักหน่อย ฮ่า ๆ ๆ ๆ "
แม้เขาจะพยายามกลบเกลื่อนสถานการณ์ แต่เหยาจินฮวาก็ยังกัดไม่ยอมปล่อย
"เถาเถา พวกเราเป็นเพื่อนสนิทกันนี่นา ถึงเธอจะไม่บอกฉัน แต่ก็ควรจะบอกพี่สาวเธอบ้างสิ เธอขาวขึ้นแล้ว แต่พี่สาวเธอยังดำอยู่แบบนี้ เป็นพี่น้องกันแท้ ๆ แต่กลับเก็บเอาไว้คนเดียว เหมือนกลัวว่าพวกเราจะมาแย่งของดีจากเธอไปอย่างนั้นแหละ"
เธอหันไปถามสวีลี่ลี่ "ลี่ลี่ ทำไมเธอไม่ลองถามน้องสาวเธอบ้างล่ะว่ามีเคล็ดลับอะไรถึงขาวขึ้นมาได้?"
แม้สวีลี่ลี่จะเป็นคนตรง ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่รู้ว่าเหยาจินฮวากำลังยุแยง เธอจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก
"น้องสาวฉันก็เหมือนฉันนั่นแหละ ทาแค่ครีมหิมะเท่านั้น การที่ขาวขึ้นก็ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษ แค่เธอโตขึ้น แม่บอกว่าเธอหน้าเหมือนคุณทวดที่เสียไปแล้ว อีกอย่างถ้าน้องฉันมีเคล็ดลับที่ทำให้ขาวขึ้นจริง คิดว่าเธอจะไม่บอกฉันหรือไง?"
น้องสาวของเธออุตส่าห์ควักเงินก้อนโตซื้อครีมบำรุงผิวให้เธอและพี่ชายทั้งสองคน แต่เรื่องนี้เธอจะไม่บอกเหยาจินฮวาหรอก เพราะกลัวว่าเหยาจินฮวาจะอยากได้ไปด้วย
ของดีแบบนี้ จะให้คนนอกรู้ได้ยังไงกัน!