หลุมประหลาดนั้นมีความลึกเป็อย่างมากใน่เวลาที่ตกลงมาเมอร์ลินนั้นต้องเผชิญกับความมืดมิด ร่างกายของเขานั้นไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวใดๆได้เลย คล้ายกับว่ามีพลังบางอย่างกำลังตรึงร่างเขาอยู่
เมอร์ลินใช้เวลาในการตกลงไปในหลุมประหลาดนั้นนานนับเกือบครึ่งชั่วโมงราวกับว่าภายในสถานที่แห่งนี้นั้นมีแต่ความว่างเปล่า
ในขณะนั้นเองการขอคอยของเขาก็สิ้นสุด
ในที่สุดเมอร์ลินก็ตกถึงพื้น
ตุบ!
ก่อนที่จะััได้ถึงพื้นดินเมอร์ลินได้รีดเร้นพลังปราณเซียนให้ห่อหุ้มทั้งร่าง เมื่อตกถึงพื้นพลังปราณเซียนนั้นช่วยให้เขาถึงพื้นอย่างปลอดภัย
เมอร์ลินลุกขึ้นและกวาดสายตาสำรวจพื้นที่แห่งนี้
ภายในพื้นที่แห่งนี้นั้นเป็พื้นที่แห้งแล้งมันเต็มไปด้วยดินหินที่แตกร้าว ผืนฟ้าประกอบด้วยหมู่ดาวและดวงจันทร์ ในนภาอันกว้างใหญ่
รอบตัวเขานั้นเต็มไปด้วยซากโครงกระดูกของเหล่าสัตว์อสูรมากมายที่แห่งนี้นั้นปราศจากสิ่งมีชีวิต มันสามารถกล่าวได้ว่าเขาคืุ์เพียงคนเดียวที่อยู่ที่นี่
สถานที่แห่งนี้ราวกับว่าเป็โลกอีกโลกหนึ่งคล้ายกับว่าหลุมประหลาดนั้นนำพาเขาให้ข้ามมิติ
แต่กระนั้นนับว่าเขานั้นยังมีโชคอยู่บ้าง ซากสัตว์อสูรเ่าั้ยังคงหลงเหลือสิ่งหนึ่งที่เป็ประโยชน์แก่เขา มันคือสิ่งที่ผู้คนฝันหา
สิ่งที่อยู่กับซากสัตว์อสูรเ่าั้คือ"จิตเวทย์"
“นับว่า์ยังเมตตาข้าอยู่บ้าง”
เมอร์ลินรู้สึกยินดีไม่น้อยที่ได้พบจิตเวทย์มากมายที่นี่จากนั้นเขาทะยานไปสำรวจรอบๆ บริเวณ
เมอร์ลินใช้วิชาตัวเบาเดินชมจันทร์ทะยานตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปเกือบครึ่งวันเขาก็พบว่าสถานที่แห่งนี้มีขอบเขตจากศูนย์กลางอยู่ที่10กิโลเมตร
ทุกๆ พื้นที่ล้วนปรากฏซากหินและซากสัตว์อสูรระดับ2และ 3 จำนวนมาก
สัตว์อสูรเหล่านี้นับว่าอ่อนแอ จากสภาพการตายของพวกมันแล้วพวกมันล้วนตายเพราะขาดอาหาร
สถานที่แห่งนี้นั้นไร้ซึ่งต้นไม้พืชพรรณหรือทรัพยากรที่จะใช้ในการดื่มกิน
เมอร์ลินพบซากสัตว์อสูรที่ไม่สมบูรณ์เขาคาดว่ามันอาจจะมาจากการกัดกินพวกเดียวกันเอง
เขาเคยอ่านหนังสือจากห้องสมุดโรงเรียนเวทย์วอเดอร์เซี่ยนสัตว์อสูรที่มีนิสัยกลืนกินสัตว์อสูรด้วยกันสัตว์อสูรตนนั้นจะสามารถพัฒนาร่างของมันเองให้เพิ่มระดับขึ้นไปได้
จากซากศพพวกนี้เห็นได้ชัดว่าสัตว์อสูรระดับ3 ส่วนใหญ่นั้นพัฒนามาจากการกลืนกินพวกเดียวกัน
แต่ทว่าพื้นที่แห่งนี้นั้นมีจำกัดพวกสัตว์อสูรก็เช่นเดียวกัน ไม่นานที่มันกัดกินพวกเดียวกันจนหมดสุดท้ายแล้วแม้จะแข็งแกร่งเพียงใดมันก็ต้องตายอยู่ดี
เมอร์ลินหลับตาลงและวิเคราะห์อย่างใจเย็น
“ที่แห่งนี้อาจจะเกิดจากการตัดแบ่งของตัวตนที่ยิ่งใหญ่เขานั้นจะต้องเป็ผู้มีพลังเวทย์ที่ทรงพลังเป็อย่างมากถึงสามารถตัดแบ่งแผ่นดินให้มาอยู่ในมิตินี้ได้”
แม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีอันตรายใดๆ แต่สิ่งที่เป็ภัยคือขาดทรัพยากรในการดื่มกิน
หากเมอร์ลินไม่ได้บรรลุถึงขอบเขตระดับ 7ของการรวบรวมปราณที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ดื่มกินแล้วล่ะก็ ไม่แน่ว่าจะเป็อีกตัวตนหนึ่งที่จะต้องมีชะตากรรมเดียวกันกับสัตว์อสูรเหล่านี้
ตราบใดที่เขามีพลังปราณเซียน เขานั้นสามารถมีชีวิตได้โดยไม่ดื่มกินที่แห่งนี้เต็มไปด้วยจิตเวทย์ที่สามารถกลั่นให้กลายเป็พลังปราณเซียนได้ทรัพยากรของเขาจึงนับว่าไม่ขาดแคลน
สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือบริเวณขอบเขตสิ้นสุดของแผ่นดิน
ที่แห่งนั้นปรากฏม่านพลังอันแข็งแกร่งและทรงพลัง
เมอร์ลินได้ใช้ดวงตาเลเมเกทันในการวิเคราะห์ข้อมูลสิ่งที่เขาพบนั้นทำให้เขาตกตะลึงเป็อย่างมาก
ม่านพลังนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยพลังอักขระเวทย์ขั้นสีดำ
์! นอกจากผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าและสีเขียวแล้วมันยังมีระดับของอักขระเวทย์ที่เหนือกว่าอยู่อีก
เมอร์ลินตั้งสมาธิแล้วใช้ดวงตาเลเมเกทันตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง
สารานุกรมความรู้ในดวงตานั้นถูกเปิดออกความรู้เกี่ยวกับอักขระเวทย์หลั่งไหลเข้ามาในสมองของเขา
เมอร์ลินพบว่าพลังของอักขระเวทย์นั้นสามารถแบ่งออกได้ถึง5ระดับด้วยกัน
ระดับที่ 1 คือสีฟ้า
ระดับที่ 2 คือสีเขียว
ระดับที่ 3 คือสีม่วง
ระดับที่ 4 คือสีคราม
ระดับที่ 5 คือสีดำ
เท่าที่เขาทราบในปัจจุบันดินแดนแห่งนี้นั้นมีผู้ใช้อักขระที่แข็งแกร่งที่สุดเพียงขั้นสีเขียวเท่านั้น
เพียงแค่พลังขั้นสีเขียว คนผู้นั้นก็แทบจะกลายเป็ตัวตนที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่มากแล้ว
มันสามารถเรียกได้ว่าตัวตนของผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวนั้นมีฐานะที่สูงกว่ากษัตริย์ทั่วไปเสียด้วยซ้ำ
เมอร์ลินคาดไม่ถึงเลยว่าอักขระเวทย์นั้นจะยังมีอยู่อีกหลายขั้น
สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างด้วยอักขระขั้นสีดำซึ่งเป็ขั้นสูงสุดด้วยประสบการณ์ผ่านโลกมานับร้อยปีของเขา มันสามารถคาดเดาได้ว่าสถานที่แห่งนี้จะต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
“แต่เื่ที่สำคัญที่สุดคือข้าจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร?” เมอร์ลินสูดหายใจเข้าลึกและเอ่ยอย่างทอดถอนในอารมณ์
เมอร์ลินทดลองใช้วิชาเดินชมจันทร์ทะยานไต่ขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยพลังระดับ 7 ของการรวบรวมปราณ ทำให้เขาสามารถใช้วิชาเดินชมจันทร์ไต่ขึ้นกลางอากาศได้ถึง50 ก้าว
เมื่อเขาทะยานไปถึงขอบเขต ปรากฏว่าเขาถูกม่านพลังอันแข็งแกร่งกระแทกให้ห่างออกมาอย่างรุนแรงเขาไม่สามารถก้าวผ่านม่านพลังนี้ได้
เวลาผ่านไปถึง 3วัน แม้เมอร์ลินจะพยายามทุกวิถีทางแต่เขาก็ไม่สามารถหาทางออกไปจากที่แห่งนี้ได้
ที่แห่งนี้ไม่มีค่ายกล ไม่มีทั้งกลไกใดๆ นอกจากซากสัตว์อสูรและม่านพลังแล้วที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยความว่างเปล่า
แม้ว่าเมอร์ลินจะเป็ผู้ใช้อักขระผู้หนึ่งแต่ผู้ใช้อักขระขั้นสีฟ้าเช่นเขานั้นก็ไม่อาจต่อต้านอักขระขั้นสีดำที่ดูเหมือนเป็ขั้นสูงสุดของศาสตร์นี้ได้
พลังของขั้นสีฟ้าและขั้นสีดำนั้นเป็ช่องว่างขนาดใหญ่ในระดับชั้นความห่างของมันนั้นเทียบได้กับนรกและ์
ความเป็ไปได้หนึ่งเดียวในตอนนี้คือ เมอร์ลินจำเป็ต้องบรรลุอักขระขั้นสีดำและทำลายที่แห่งนี้ซึ่งนั้นเป็สิ่งที่แทบเป็ไปไม่ได้
เพียงขั้นสีเขียวในระดับต่อไป เมอร์ลินในตอนนี้ก็ยังไม่มีปัญญาที่จะทะลวงไปได้นั่นเพราะศาสตร์นี้ลึกล้ำเกินไปเขาไม่มีความรู้ในเส้นทางของมัน
แม้เมอร์ลินจะสามารถอยู่ได้โดยไม่ดื่มกิน แต่ผู้ฝึกตนทุกคนล้วนมีอายุขัยนั่นหมายความว่าเขาอาจตายที่นี่ได้ โดยการหมดอายุไข
เมอร์ลินในตอนนี้รู้สึกหมดหวังและไร้พลัง
ผ่านไป 1เดือน
เมื่อเมอร์ลินไม่สามารถค้นหาวิธีอื่นนอกจากการเป็ผู้ใช้อักขระชั้นสีดำได้เขานั้นจึงได้แต่ปลงและทำใจ
ในแต่ละวันเมอร์ลินได้ทำการเก็บรวมรวบจิตเวทย์จากซากสัตว์อสูรที่กระจายอยู่ทั่วพื้นที่
เขานั้นใช้จิตเวทย์เหล่านี้เป็ทรัพยากรในการฝึกตน
แม้จะสิ้นหวังแต่เมอร์ลินนั้นก็ยังอยากที่จะมีชีวิตอยู่หากเขายังมีชีวิต มันยังมีโอกาสที่จะหาทางรอดต่อไปได้
สำหรับผู้ฝึกตนการทะลวงระดับขั้นนั้นถือเป็การยืดอายุไขและลดความเยาว์วัยของร่างกาย
ในขั้นรวบรวมลมปราณนั้นผู้ฝึกตนจะมีอายุไขยาวนานกว่ามนุษย์ทั่วไปถึง150 ปีและหากเขาสามารถบรรลุถึงขั้นก่อลำต้นได้เขาก็จะได้มีอายุขัยถึง 300 ปี นั่นถือเป็สองเท่าของขั้นรวบรวมลมปราณ
ยามนี้เมอร์ลินอยู่ในระดับ7 ของการรวบรวมลมปราณอีกเพียงไม่กี่ขั้นเขาก็จะสามารถทะลวงผ่านเส้นทางการก่อลำต้นได้แล้ว
จิตเวทย์จำนวนมากเหล่านี้นั้นสามารถทำให้เขาทะลวงผ่านการก่อลำต้นได้อย่างแน่นอน
ไม่รู้วันเวลาผ่านไปนานเท่าใด เมอร์ลินอาศัยอยู่ที่แห่งนี้จนลืมนับวันนับคืนนั่นเพราะที่แห่งนี้นั้นมีแต่่เวลากลางคืน บนท้องฟ้านั้นมีเพียงแต่ดวงดาวกับพระจันทร์
สถานที่แห่งนี้ไร้ซึ่งแสงอาทิตย์สาดส่องนี่จึงเป็อีกสิ่งหนึ่งที่ประหลาดของที่แห่งนี้
ครืน!
เสียงประหลาดพลันดังออกมาจากร่างของเมอร์ลิน เวลานี้ร่างของเด็กน้อยในตอนนี้นั้นดูเติบใหญ่ขึ้น
สถานที่แห่งนี้ไร้ซึ่งแสงตะวันและสายลม นั่นจึงทำให้ผิวของเด็กน้อยในตอนนี้ปรากฏเป็ขาวซีดแต่กระนั้นมันยังเต่งตึงคล้ายยังสุขภาพดี นั่นเป็เพราะผลจากการฝึกตน
แน่นอนว่าร่างเด็กน้อยเบื้องหน้านี้ไม่ได้ปุถุชนคนธรรมดาเขานั้นเป็มนุษย์ผู้หนึ่งที่สามารถฝึกตนได้ถึงขั้นก่อลำต้น
ถูกต้องแล้ว!มันคือขั้นก่อลำต้น
ทั้งเืเนื้อและอวัยวะทุกส่วนของเขาถูกขัดเกลาจนพ้นขีดความเป็มนุษย์
การก่อลำต้นนับเป็ก้าวแรกของเส้นทางของเซียนอย่างแท้จริง
ร่างของเมอร์ลินลอยขึ้นกลางอากาศ เสียงครืนๆ นั้นยังคงดังออกมาจากร่างของเขา
เสียงนั้นคือเสียงของเสาพลังปราณเซียนทั้งเก้าต้นที่อยู่ภายในร่าง
ภายในร่างของเมอร์ลินนั้นปรากฏเสาพลังปราณเซียนทั้งเก้าต้นณ ยอดเสาทั้งเก้าต้นนั้นยังปรากฏฐานอาสนะสีทองอร่ามที่วางเทิดไว้
เสียงครืนๆ นั้นส่งเสียงดังอย่างต่อเนื่อง
เสียงครืนๆ นั้นเป็เสียงของเสาพลังปราณเซียนทั้งเก้าต้น
เสาทั้งเก้านั้นยังคงเคลื่อนไหวไปมา การเคลื่อนไหวนั้นคือการจัดเรียงพื้นฐานลมปราณเซียน
อาสนะสีทองหนึ่งผืนที่เทิดไว้ ณ เสาทั้งเก้าต้นเป็สัญลักษณ์ว่าตอนนี้เขาได้เข้าสู่ระดับก่อลำต้นเรียบร้อยแล้ว
ร่างกายของเมอร์ลินในตอนนี้กำลังจัดเรียงเส้นทางของการก่อลำต้น
ทันใดนั้นเองเมอร์ลินก็ลืมตาตื่นขึ้นมา
ปัง!
คลื่นพลังที่ทรงอำนาจถูกส่งออกมาราวกับละลอกคลื่นคลื่นนี้ถูกส่งออกไปราวกับพื้นผิวของน้ำที่ขยับเป็วงกว้างท่ามกลางมหาสมุทร
เมื่อดวงตาของเด็กน้อยลืมตาขึ้น ดวงตานั้นแสดงเห็นความเด็ดเดี่ยวและเลื่อนลอย
ร่างของเด็กน้อยเริ่มขยับอีกครั้ง เท้านั้นก้าวเหยียบบนอากาศราวกับเดินบนพื้นดิน
ถูกต้องแล้ว! บัดนี้เมอร์ลินนั้นสามารถลอยตัวอยู่กลางอากาศได้อย่างอิสระ เขานั้นไม่จำเป็ต้องใช้วิชาตัวเบาอีกต่อไป
ตัวตนของเมอร์ลินนั้นเป็หมอกหนา อำนาจลี้ลับแผ่ออกมาจากร่างกายของเขาเขานั้นเต็มไปด้วยความสง่างาม เมื่อเหยียบย่างบนอากาศเขานั้นสง่างามราวกับทวยเทพจาก์
สิ่งเหล่านี้คือความสามารถของขั้นก่อลำต้นร่างของเมอร์ลินนั้นหลอมรวมกับพลังปราณเซียนที่ประกอบอยู่เป็ส่วนหนึ่งของอากาศ
โดยปกติแล้วหากอยู่ในขั้นรวบรวมปราณ การเหาะบนท้องฟ้าจำเป็จะต้องใช้อาวุธไสยเวทย์ในการบิน
อาวุธไสยเวทย์นั้นคืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อพลังปราณเซียนในร่างกายกับอากาศเข้าด้วยกัน
แต่เมื่อผู้ฝึกตนผู้หนึ่งได้เข้าถึงขั้นก่อลำต้นการเหาะเหินในอากาศนั้นจึงไม่จำเป็ต้องใช้อาวุธไสยเวทย์อีกต่อไปเว้นเสียแต่ว่าอาวุธไสยเวทย์ระดับสูงที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มอำนาจความเร็วในการบิน
ร่างของเมอร์ลินนั้นลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ เขาปล่อยแขนทั้งสองข้างอย่างผ่อนคลายออกจากลำตัวพลันบังเกิดคลื่นพลังอันยิ่งใหญ่
ฮ่อง!
คลื่นพลังนั้นเปล่งเสียงดังกังวานออกมาดั่งฆ้องั์
เมื่อเมอร์ลินขยับปลายนิ้ว จิตเวทย์ทั้งจำนวนมากที่เหลืออยู่ก็ปรากฏออกมาจากแหวนเวทย์ของเขา
จิตเวทย์เ่าั้ถูกควบคุมให้ลอยอยู่รอบๆ ตัวของเขา
เมอร์ลินสะบัดมือซ้ายเพียงครั้งเดียวจิตเวทย์ทั้งหลายนั้นก็ปลดปล่อยพลังเวทย์ออกมาออกมาอย่างบ้าคลั่ง จนกลายเป็กระแสพลังเวทย์อันไหววูบ
เมอร์ลินสูดเอาพลังเวทย์ทั้งหมดที่กระจายเป็ริ้วแสงรอบๆตัวของเขาเข้าสู่ร่างกาย
เมื่อเขาได้บรรลุถึงขั้นก่อลำต้นแล้วเป้าหมายเดิมของเขาจึงได้บรรลุแล้วเช่นเดียวกัน
ฐานแห่งเต๋านั้นถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ ฐาน์นั้นถูกสร้างภายในร่างกายของเขาอย่างแข็งแกร่งเขานั้นจึงสามารถที่จะฝึกพลังในอีกเส้นหนึ่งได้ไร้ซึ่งปัญหา
ห่วงแห่งความกังวลนั้นถูกปลดเปลื้องออกแล้วสิ้นเชิงเขานั้นไม่จำเป็ต้องกังวลในเื่เสาแห่งเต๋าจะมีมลทินอีกต่อไป
พลังเวทย์ทั้งหมดที่ออกมาจากจิตเวทย์ถูกดึงดูดเข้าสู่ร่างพลังเ่าั้ถูกซักนำเข้าสู่หัวใจ ปรากฏเป็จักรวาลที่เวิ้งว้าง
หัวใจที่เป็อวัยวะที่ซึ่งเป็แห่งกักเก็บพลังของเหล่าผู้ใช้เวทมนต์พลังเ่าั้ไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็พลังปราณเซียนเข้าสู่จุดตันเถียนอีกต่อไป
พลังนั้นไหลลื่นดุจดั่งแม่น้ำผ่านมาในระยะเวลาหนึ่งจนในที่สุดพลังเวทย์ที่กักเก็บไว้ที่หัวใจมันถึงขอบเขต
คนผู้หนึ่งที่้าจะเป็ผู้ใช้เวทมนต์เริ่มแรกเขาผู้นั้นจะต้องััถึงพลังเวทย์ให้ได้เสียก่อนจากนั้นผู้ใช้เวทมนต์จึงจะทำการรวบรวมพลังเวทย์ พลังเวทย์นั้นจะกักเก็บไว้ที่หัวใจ
เส้นทางของผู้ใช้เวทมนต์นั้นมีหลายระดับชั้นก้าวแรกของผู้ใช้เวทมนต์นั้นคือผู้ฝึกหัดเวทย์
เมื่อผู้ฝึกหัดเวทย์นั้นสามารถรวบรวมพลังจนแข็งแกร่งถึงขอบเขตได้แล้วคนผู้นั้นจะต้องทะลวงในระดับถัดไป นั่นคือระดับขั้นผู้ใช้เวทย์
การทะลวงขอบเขตผู้ใช้เวทย์นั้นมีเงื่อนไขเพียงเล็กน้อยคือเมื่อรวบรวมพลังเวทย์จนถึงขีดสุดได้แล้ว ผู้ใช้เวทมนต์ผู้นั้นจะต้องทำการรวมพวกมันให้เป็หนึ่งเดียว
ปัง!
คลื่นพลังเวทย์ะเิออกภายในร่างของเมอร์ลินคลื่นพลังนี้ส่งผลแค่ระยะสั้นๆ เพียงหนึ่งเมตร
แน่นอนว่าบัดนี้เมอร์ลินนั้นได้บรรลุเข้าถึงขั้นผู้ใช้เวทย์เรียบร้อยแล้ว หากผู้คนในดินแดนนี้ทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้พวกเขาจะต้องใแทบสิ้นชีพเป็แน่ เด็กน้อยผู้หนึ่งสามารถทะลวงขั้นผู้ใช้เวทย์ได้เพียงเวลาสั้นในประวัติศาสตร์ความสามารถเช่นนี้ไม่เคยมีตัวตนใดที่สามารถทำได้
เด็กน้อยผู้หนึ่งสามารถเข้าใจเจตวิถีแห่งเวทมนต์ในระยะเวลาอันสั้นมันนับเป็เื่ที่เหลือเชื่อ
ในความเป็จริงผู้คนในตระกูลอันสูงศักดิ์อาจจะสามารถเสาะหาทรัพยากรในการบ่มเพาะที่มีคุณภาพมาใช้เพื่อการบ่มเพาะให้ทายาทของพวกเขาได้แต่การที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทะลวงเข้าสู่ในแต่ละระดับนั้นหาใช่เื่ง่าย
ในแต่ละขั้นของพลังเวทย์นั้นจะมีการแบ่งระดับพลังออกเป็5ระดับด้วยกัน การบ่มเพาะให้ถึงระดับ 5 ขั้นสูงสุดนั้นว่ายากแล้วแต่การทะลวงขอบเขตของระดับขั้นนั้นยากเสียยิ่งกว่า
แต่สำหรับเมอร์ลินเื่เหล่านี้หาใช่ปัญหาของเขาไม่เพราะด้วยความสามารถของดวงตาเลเมเกทันที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับพลังเวทย์ บวกกับประสบการณ์การฝึกตนของเขาสิ่งเหล่านี้นั้นทำให้เขาสามารถนำพวกมันมาใช้ในการสร้างความเข้าใจในการบ่มเพาะพลังเวทย์ได้
"เห้อ ..."
เมอร์ลินทอดถอนหายใจออกมา แม้ว่าเขาจะสามารถบรรลุการบ่มเพาะปราณเซียนขั้นก่อลำต้นหรือบ่มเพาะพลังเวทย์ขั้นผู้ใช้เวทย์ได้ แต่ความสำเร็จเหล่านี้เมื่ออยู่ที่นี่พวกมันนั้นล้วนไร้ค่า
เพราะถึงแม้ว่าเขาจะบรรลุได้ถึงระดับใดแต่มันก็ยังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะสามารถทำให้เขาออกไปจากที่นี่ได้
ใน่เวลาที่ผ่านมา นอกจากที่เมอร์ลินจะทำการบ่มเพราะพลังแล้วเขายังใช้เวลาที่เหลือค้นหาความลับของสถานที่แห่งนี้
วันคืนผ่านไปแม้ว่าตัวตนเช่นเมอร์ลินจะไม่จำเป็ต้องนอนหลับพักผ่อนแต่ด้วยความเหนื่อยล้าทางใจในการหาหนทางที่จะออกไปจากที่นี่ ก็ทำให้เขาอดที่จะนอนลงไปท่ามกลางพื้นดินไม่ได้
ปัญหาของเมอร์ลินในตอนนี้นั้นมีความมืดสนิททั้งแปดด้านเขานั้นไร้ซึ่งหนทางในการแก้ไข เขาได้แต่ทอดสายตาจ้องมองไปบนท้องฟ้า สมองของเขาพยายามค้นคิดหาทางแก้ปัญหา จนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เขานั้นได้แต่จ้องมองท้องฟ้าอยู่เช่นเดิม
แต่ในทันใดนั้นเองก็มีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในสมอง
เมื่อเมอร์ลินได้จ้องไปยังดวงจันทร์ที่อยู่บนท้องฟ้ามันมีสิ่งหนึ่งที่ผิดปกติ
ดวงจันทร์ดวงนั้นมันไม่เคลื่อนไหวไปในทิศทางใดเลยนับั้แ่วันที่เขาเข้ามามันยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งผิดกับดวงดาวดวงอื่นๆ ที่เคลื่อนที่ล้อมรอบดวงจันทร์เป็ศูนย์กลาง
ดวงจันทร์ดวงนั้นจึงเป็สิ่งหนึ่งที่ผิดปกติมันนั้นต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
เมื่อคิดย้อนไปถึงตอนเหตุการณ์ก่อนที่เมอร์ลินจะเข้ามาณ สถานที่แห่งนี้ เหตุการณ์ต่างๆ นั้นมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเขาทั้งเื่ของประตูห้องลับและเื่ของหลุมประหลาดที่ปรากฏออกมา
เมื่อคิดให้ดีสิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเกี่ยวเนื่องกับการเ็ปที่ดวงตาข้างขวาของเขา
ดวงตาเลเมเกทันนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้และมันอาจเป็ไปได้ว่าดวงจันทร์ดวงนั้นกับดวงตาเลเมเกทันจะต้องเกี่ยวข้องกัน