โจรถ่อย
นางใช้สองมือแหวกดงไม้หนาทึบแล้วเดินเข้าไปในป่าเรื่อยๆ ด้วยความรวดเร็ว ชุดที่นางสวมใส่ทำให้เคลื่อนที่ได้ไม่สะดวกนัก แขนเสื้อกว้างถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนขาดเป็ริ้ว ผมเผ้าของนางดูไม่ได้ มีเศษใบไม้ติดอยู่บนหัว รองเท้าปักลายและถุงเท้ามีคราบดินเลอะเปรอะเปื้อนไปหมด
นางไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ตรงส่วนไหนของเมืองผิงอัน รู้แค่เพียงว่าในนิยายต่งเสียนต้องพานางมาทิ้งไว้ที่ริมถนนห่างจากหมู่บ้านไปราวๆ สามถึงสี่ลี้
ยังนับว่าโชคดีที่นางเอาตัวรอดจากต่งเสียนมาได้ นึกไม่ออกเลยว่าผู้หญิงคนหนึ่งเพิ่งถูกพรากพรหมจารีโดยญาติสนิท แล้วก็ตกเป็เชลยของผู้ชายอีกคนซ้ำสอง หากต้องตกเป็ของเล่นของตวนอ๋องตัวนางจะมีสภาพอเนจอนาถขนาดไหน
ในนิยายตอนถัดมา ซูฝูเสี่ยวเขียนให้หลินอีอีถูกตวนอ๋องหนีบขึ้นม้าแล้วพาบุกเข้าไปปล้นฆ่าชิงเสบียงตามหมู่บ้านของเมืองผิงอัน แน่นอนว่าหมู่บ้านของหลินอีอีก็ไม่รอดเงื้อมมือของตวนอ๋องเช่นกัน ต่งเสียนถูกฆ่าตายคาบ้านรวมถึงอาหญิงของหลินอีอีด้วย
ราชนิกุลหนุ่มมีรูปร่างสูงใหญ่สง่างาม โครงหน้าหน้ามีเส้นสายเด่นชัดคมสัน ดูดุดันและเ็าเหมือนกับบุรุษในตระกูลมู่หรงทุกคน
ตระกูลมู่หรงเป็ตระกูลใหญ่ บุรุษในตระกูลล้วนแต่เป็นักรบที่ห้าวหาญ แล้วก็แน่นอนว่าต้องมีนิสัยโเี้ไร้ความปรานี ดังเช่นสิ่งที่ตวนอ๋องทำอยู่เป็ประจำ
ครั้งนั้นเขาพาหลินอีอีขี่ม้าเข้าไปปล้นฆ่าคนในหมู่บ้าน ทหารของตวนอ๋องนั่งอยู่บนหลังม้าถือดาบยาวควบม้าตะลุยเข้าเข่นฆ่าผู้คนในหมู่บ้าน เขาตวัดดาบครั้งหนึ่งหัวของผู้เคราะห์ร้ายก็กระเด็นหลุดออกจากลำตัว เืสีแดงพุ่งกระฉูดขึ้นมาเปรอะเปื้อนตามตัวของหลินอีอี นางจึงได้แต่ก้มตัวหมอบไปกับแผงคอม้า เกาะคอของมันไว้แน่นแล้วหลับตาลง หวีดร้องเสียงแหลมอยู่ในใจ
จนกระทั่งการฆ่าฟันสิ้นสุดลง ตวนอ๋องสั่งให้ทหารของตนขนเสบียงอาหารและของมีค่าจากไปอย่างรวดเร็ว พอปล้นได้ข้าวของจนพอใจแล้วเขาก็นำทหารของตนกลับไปที่ค่ายแล้วถอนกำลังออกจากเขตแดนของตงจิ้นทันที หนีกลับเข้าแคว้นต้าเอี้ยนของตัวเอง
ตลอดสิบวันที่ถูกขับตัวไป หลินอีอีถูกตวนอ๋องข่มเหงซ้ำแล้วซ้ำอีกในค่ายทหารของเขาด้วยสารพัดวิธีที่บุรุษจะสรรหามาละเล่นกับสตรีที่เป็นางบำเรอของตนเอง
พอนึกถึงแท่งหยกขนาดน้อยใหญ่กับของเล่นแปลกประหลาดที่นางเขียนให้ตวนอ๋องเอามาใช้กับนางเอกของเื่ นางก็ตัวสั่นสะท้านคล้ายกับคนหวาดกลัวเวรกรรมที่กำลังตามสนอง
ยิ่งบุกเข้าไปในป่าลึกขึ้นเรื่อยๆ หลินอีอีก็ยิ่งฟุ้งซ่าน นางคิดไปเรื่อยเปื่อยแถมยังเดินสะเปะสะปะโดยที่ไม่ได้รู้ตัวเลยว่า กำลังถูกสะกดรอยตามมาติดๆ จากเสือดาวตัวใหญ่ที่กำลังตามติดเหยื่อตาไม่กะพริบรอเพียงโอกาสกระโจนเข้าตะครุบตัวเหยื่อแสนสวย
เขาเห็นนางนานแล้วั้แ่ตอนที่นางวิ่งเข้ามาหยุดยืนเหนื่อยหอบที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เขาดักซุ่มอยู่บนต้นไม้ต้นนั้นั้แ่เมื่อคืนคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวตรงเส้นขอบฟ้าข้างหน้า
ต้นไม้ต้นนี้เป็ต้นไม้ที่สูงที่สุดในเขตถงหลินของเมืองผิงอัน แต่เขาไม่คิดเลยว่าขณะที่กำลังจดจ่อสมาธิอยู่ที่ขอบฟ้าเบื้องหน้า ก็พลันมีสตรีคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหยุดหายใจเหนื่อยหอบอยู่ใต้ต้นไม้
เขามองดูนางอยู่นาน ได้ยินเื่ที่นางพร่ำบ่นทุกประโยคแต่ฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก เขาคิดว่าสตรีนางนี้ดูน่าสนใจมาก ทำให้เขาเกิดความรู้สึกอยากทำความรู้จักกับนางให้มากกว่านี้
แล้วอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ...นางดูสวยมาก สวยจนเขาอดแปลกใจไม่ได้ว่าหมู่บ้านชายแดนแคว้นตงจิ้นที่แสนจะทุรกันดาร มีหญิงงามบาดตาบาดใจเช่นนี้ด้วยหรือ
ความอยากรู้อยากเห็นทำให้เขาลงจากต้นไม้โดยไม่รู้ตัวแล้วสะกดรอยตามนางไป ทิ้งจุดสีดำจุดใหญ่ที่กำลังปรากฏตัวขึ้นตรงเส้นขอบฟ้า เขาเดินตามนางไปเรื่อยๆ โดยแทบไม่ต้องใช้ความสามารถในการพรางตัวแต่อย่างใด เพราะผู้หญิงคนนี้ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังมีคนเดินตามอยู่ข้างหลัง ความสามารถในการระวังภัยของนางต่ำมาก
เขาเดินตามนางไปเงียบๆ ได้ยินนางบ่นพึมพำพูดเกี่ยวกับเื่อะไรสักอย่างที่เขาฟังไม่เข้าใจ แล้วก็เดินสะเปะสะปะแหวกต้นไม้เข้าไปในป่าหนาทึบ จุดหมายที่นางกำลังมุ่งหน้าเข้าไป ก็เป็ที่กบดานของเขาพอดี
หลินอีอีแหวกต้นไม้เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ในป่าแห่งนี้ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ ต้นไม้ก็ยิ่งแน่นขนัดขึ้น เสื้อผ้าของนางถูกเกี่ยวจนขาด แขนขาและลำคอถูกบาดจนเป็แผลหลายรอย แต่นางก็ยังเดินฝ่าเข้าไปโดยไม่เกรงกลัวอะไรสักนิด เพราะความหวาดกลัวตวนอ๋องในใจมีมากกว่าจนทำให้ลืมไปว่า ในป่าก็มีอันตรายไม่น้อย
ครึ่งชั่วยามหลินอีอีเร่งฝีเท้าโดยไม่ได้หยุดพัก จนเดินเลยป่า่ที่มีดงไม้หนาทึบ เข้าสู่เขตป่าโปร่งที่มีต้นไม้บางตากว่า่แรก แล้วนางก็ได้ยินเสียงกิ่งไม้ถูกเหยียบดังมาจากด้านหลัง
“กร๊อบ!”
หลินอีอีชะงักกึกด้วยความใ จึงหยุดเดินกะทันหันหมุนตัวกลับมาทำหน้าเลิ่กลั่ก สอดส่ายสายตาด้วยความหวาดระแวง แต่ก็มองไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ นางทำท่าหวาดระแวงแล้วก็หมุนตัวกลับไปก้าวเท้าออกเดินต่อ คราวนี้นางเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างแล้วจึงผ่อนฝีเท้าให้ช้าลงแล้วเงี่ยหูคอยฟังเสียงความเคลื่อนไหวรอบตัวไปด้วย
หลินอีอีหยุดเดินอีกหลายครั้ง หันหลังกลับมามองทางข้างหลังเพราะได้ยินเสียงเหยียบใบไม้ เสียงกิ่งไม้หัก และยังเห็นพุ่มไม้ที่เพิ่งเดินผ่านไปขยับไหวๆ ทั้งที่ไม่ควรจะขยับ
'หรือว่า...จะเป็เสือ! ..ไม่หรอกน่าในป่านี้จะมีเสือได้อย่างไร'
'เฮ้ยไม่หรอกน่า เสือเสออะไร ถึงแม้ว่าตอนเขียนนิยายฉันจะเขียนว่าจุดที่หลินอีอีถูกเอาตัวมาทิ้ง สองข้างทางเป็ป่าทึบแต่ก็ไม่ได้เขียนให้มีเสือเสียหน่อย แต่ถ้าเป็หมาป่าละก็ไม่แน่'
นางถอนหายใจโล่งอกเพราะในนิยายนางไม่เคยเขียนให้นางเอกถูกเสือคาบไปกินระหว่างที่กำลังเดินบุกป่า ตอนที่หนีจากการควบคุมของผู้ชายที่อยากได้นาง หลินอีอีชอบหนีเข้าป่า แต่ก็ไม่เคยถูกเสือหรือหมาป่าคาบไปกินสักครั้ง
มีแค่ถูกโจรถ่อยจับตัวไปย่ำยีต่อจากตวนอ๋องเท่านั้น หมอนั่นเก็บหลินอีอีได้จากพุ่มไม้ตรงชายป่าตอนที่ลอบเข้ามาโจมตีค่ายทหารของตวนอ๋องยามวิกาลจนค่ายทหารของตวนอ๋องแตกกระเจิง
'แต่เอ๊ะ โจรป่าเหรอ หลินอีอีไม่น่าจะเจอโจรถ่อยั้แ่ต้นเื่หรอกน่ะกว่าสองคนนี้จะได้เจอกันก็กลางเื่โน่นแล้ว โจรถ่อยคนนี้ค่าตัวแพงจะตายฉันไม่ได้เขียนให้หมอนี่ออกมาั้แ่ตอนแรกเสียหน่อย'
นางคิดถึงบทของผู้ชายคนที่สามที่จะต้องจับหลินอีอีไปย่ำยีต่อซึ่งก็คือโจรถ่อยคนนั้น ในนิยายเขาถูกวางบทให้เป็ตัวร้ายอันดับสอง เป็สายลับของแคว้นซีเหยียนที่เป็คู่ปรับตลอดกาลของแคว้นต้าเอี้ยน แคว้นอันแข็งแกร่งของบุรุษตระกูลมู่หรง
โจรถ่อยปลอมตัวเข้ามาในแคว้นตงจิ้นนานแล้วคอยแทรกซึมหาข่าว สืบความลับและหาโอกาสขัดขวางไม่ให้ต้าเอี้ยนบุกยึดครองแคว้นตงจิ้นของชาวจงหยวน เพื่อรักษาสมดุลของสามแคว้นคานอำนาจกันไว้ให้นานที่สุด
แผ่นดินยุคนี้แตกออกเป็เสี่ยงๆ มีแคว้นน้อยใหญ่มากมาย ในแคว้นทั้งหลายที่อยู่ทางภาคเหนือ แคว้นตงจิ้นเป็แคว้นที่อ่อนแอที่สุดเพราะมีการเมืองภายในที่ไม่เสถียร เกิดการรบพุ่งแย่งชิงบัลลังก์กันเองมาตลอดระหว่างเชื้อพระวงศ์ของแคว้น
แต่ที่ตงจิ้นยังอยู่รอดมาได้ ก็เพราะมีการแต่งงานเชื่อมไมตรีกับแคว้นซีเหยียนมาอย่างยาวนาน อดีตฮ่องเต้หลายพระองค์ของแคว้นตงจิ้นประสูติจากฮองเฮาที่มาจากแคว้นซีเหยียน
“เฮ้อ ทำไมฉันต้องเขียนพล๊อตอะไรให้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนแบบนี้ด้วยนะ ถ้ารู้ว่าจะถูกลงโทษอย่างนี้ ฉันจะเขียนให้ตัวเอกอยู่ดีกินดีมีชีวิตดี๊ดีอยู่แต่ในวังก็พอแล้ว หรือไม่ก็ไปทำไร่ไถนาดีกว่า”
“ว้าย แต่มาคิดดูอีกที มันจะดีเหรอถ้าหลุดเข้าไปทำไร่ไถนาในนิยาย ฉันจะรอดเหมือนนางเอกนิยายของคนอื่นไหมนะ ได้ขุดดินทำไร่จนตายคาจอบกันพอดี”
“แต่พล๊อตแบบนั้นคนก็อ่านชอบกันนะ ถ้าฉันกลับบ้านได้เมื่อไหร่ละก็ ฉันจะเขียนเื่ยอดฮองเฮาเขย่าวังหลังดีกว่า ให้ฮ่องเต้มีเมียน้อยซักยี่สิบสามสิบคนส่วนฉันก็เป็ฮองเฮาที่ออกมาจากตำหนักเย็นแล้วผงาดขึ้นสู่บัลลังก์อีกครั้ง หรือไม่ก็ไต่เต้ามาจากนางกำนัลแผนกซักล้าง ถ้าฉันไม่ซักผ้าจนมือเปื่อยไปเสียก่อน”
“แต่มาคิดอีกที เป็ฮองเฮาก็ต้องเสี่ยงชีวิตเหมือนกันนะ จะถูกวางยาตายตอนไหนก็ไม่รู้”
หลินอีอีคิดไปพลางพูดกับตัวเอง ถ้าหากว่านางหลุดไปจากมิติบ้าบอนี้ได้นางจะขอแก้มือใหม่อีกครั้ง
นางพูดไปเรื่อยเปื่อยพยายามใช้เสียงของตัวเองสยบความหวาดกลัวจากอันตรายในป่า จนคนข้างหลังที่เดินตามอยู่นานก็อดที่จะถามออกมาด้วยความแปลกใจไม่ได้
“บ่นอะไรของเ้าน่ะ”
“ก็บ่นเื่พล๊อตนิยายห่วยๆ ของฉันน่ะสิ บ้งชะมัดไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันเขียนนิยายแบบนั้นขึ้นมาได้” นางตอบคำถามของคนที่เดินตามมาข้างหลัง
“ห่วย? บ้ง? พล๊อตนิยาย คำพวกนี้หมายความว่าอะไรหรือ ั้แ่เกิดมาข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน เ้าไม่ใช่คนตงจิ้นหรือเหตุใดจึงใช้คำพูดแปลกประหลาด”
เขาถามนางต่อ ถึงคำแปลกประหลาดที่นางพูด พอนางได้ฟังก็ร้องหึในใจ เพราะคำถามของเขาเหมือนกับคำถามของคนแถวบ้านเกิดของนางเปี๊ยบ พวกเขาคือคนที่ไม่รู้จักคำศัพท์แสงสมัยใหม่เหล่านี้ นางจึงพูดอธิบายความหมายให้คนข้างหลังฟังอย่างใจเย็น
“ไม่ใช่หรอกตงจิ้นอะไรกันฉันมาจากเมือง S น่ะ นายรู้จักไหมเมืองที่จัดงานคอนเสิร์ตระดับโลกทุกปีไง ปีที่แล้วเชิญยัย JL มาเล่นคอนเสริต อู้ยย เสียงห่วยน่าดูยัยน่ะนั่นร้องเพลงห่วยแตกจะตายสู้ LS ลูกรักของฉันก็ไม่ได้”
นางพูดใส่อารมณ์ตอนที่คุยถึงเื่คอนเสิร์ตเมื่อปีกลาย นางเป็แฟนเพลงของ BP สุดยอดวงเกิร์ลกรุ๊ประดับโลก LS เป็เมนที่นางรักมาก นางก็เลยตอบคนข้างหลังโดยถือหางข้างเมนของตัวเองเล็กน้อย
“ส่วนคำว่าห่วยกับบ้ง ความหมายเดียวกันเป็คำศัพท์สมัยใหม่น่ะพวกวัยรุ่นชอบใช้กันเกร่อ คำว่าห่วยแผลงมาจากคำว่าไม่ดี ไม่ได้คุ...”
นางพูดตอบคนข้างหลังแล้วก็ชะงักกึก สายตามองตรงไปข้างหน้าที่สองมือของนางกำลังแหวกพุ่มไม้ออก นางเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองเดินเข้ามาในป่าเพียงลำพัง มีเพื่อนร่วมทางเสียที่ไหน
เมื่อหลินอีอีหยุดชะงัก คนข้างหลังก็หยุดเดินด้วย คราวนี้จึงได้ยินเสียงพูดของเขาชัดเจน
“พูดต่อสิ แล้วยังไงต่อ”
เสียงทุ้มนุ่มหูของบุรุษคนข้างหลังทำให้หลินอีอีใจสั่นสะท้าน นางทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้แล้วก็ตัดสินใจว่า...ต้องหนี!
ไวกว่าความคิดหลินอีอีรีบพุ่งตัวออกไปจากดงไม้ หากเดินพ้นป่าทึบ่นี้ไปก็จะพบกับป่าโปร่ง เลยป่าโปร่งไปอีกไม่กี่ลี้จะเข้าสู่หุบเขาที่มีชัยภูมิค่อนข้างซับซ้อน ที่ตรงนั้นเป็ที่อยู่ของโจรูเาที่ชาวตงจิ้นเรียกว่า ‘หุบเขากลืนิญญา’ สถานที่ที่มีชัยภูมิสลับซับซ้อนจึงเป็สถานที่ซ่อนตัวอย่างดีของโจรถ่อยในนิยาย
พอเห็นว่าอยู่ดีๆ หลินอีอีก็วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เสือดาวหนุ่มจึงทำหน้าเหมือนกับกำลังเจอเื่สนุก เขาะโเสียงดังพร้อมทั้งวิ่งไล่หลังสตรีคนนั้นไป
“เฮ้! เดี๋ยวก่อนสิจะรีบไปไหน เ้ายังพูดไม่จบเลย อะไรคือห่วย? ไม่ได้อะไรนะ คุ...อะไร”
“กรี๊ดด ช่วยด้วยย”
หลินอีอีแหกปากะโลั่น หลับตาวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตโดยมีเสือดาวตัวใหญ่โจนทะยานตามมาติดๆ
ผู้หญิงคนนี้น่าสนใจดีแท้ หลิวเย่ว์อยากเอาตัวนางกลับไปด้วยจึงตัดสินใจว่าจะพานางกลับไปที่ค่ายของตน แล้วค่อยสั่งให้ลูกน้องพากันแยกย้ายไปพบกันตามจุดหมายที่นัดไว้ มู่หรงเต๋อกำลังพาคนบุกเข้ามาปล้นเสบียงตรงชายแดนแคว้นตงจิ้น พวกเขาก็มีแผนที่จะปล้นเอาเสบียงจากมู่หรงเต๋ออีกต่อหนึ่งเช่นกัน
หลินอีอีหลับหูหลับตาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ปล่อยให้ขาเรียวยาวของนางพาร่างงามระหงวิ่งบุกเข้าไปในป่าลึกขึ้น จนถึงบริเวณป่าที่มีต้นไม้โปร่งบางตาขึ้น นางก็ถูกตะครุบตัวโดยเสือดาวตัวใหญ่
“จับได้แล้ว! จะหนีไปไหน” เขาพูดกึ่งหยอกเย้า วงแขนสีน้ำตาลแกร่งโอบรัดร่างงามระหงของหลินอีอีไว้แน่น
“กรี๊ดด นายท่านไว้ชีวิตด้วยได้โปรดปล่อยข้าไปเถิดเ้าค่ะนายท่านอย่าทำอะไรผู้น้อยเลยฮือๆ”
หลินอีอีหวาดกลัวจนตัวสั่น ถ้านางเดาไม่ผิดบุรุษคนนี้ต้องเป็โจรถ่อยแซ่หลิวที่นางเขียนบทให้เขาเป็สายลับของแคว้นซีเหยียน นั่นเอง ก็ที่ป่าแถบนี้ใกล้กับบริเวณหุบเขากลืนิญญา เป็สถานที่สลับซับซ้อนที่แม้แต่คนแคว้นตงจิ้นก็ยังไม่ค่อยคุ้นเคยนัก
“เ้ายังพูดไม่จบเลย อะไรคือห่วย? อะไรคือบะ...บะอะไรนะ”
“บ้งเ้าค่ะ บ้งแล้วยังมีคำว่าเบียวอีกคำหนึ่งเ้าค่ะที่ข้ายังไม่ได้พูดให้นายท่านแอบฟัง”
หลินอีอีรีบตอบเสียงดังทันที ั้แ่ถูกเขาตะครุบตัวได้ทั้งคู่ก็ล้มกลิ้งลงไปกับพื้น นางดิ้นรนขัดขืนพยายามพาร่างกายน้อยๆ ตะเกียกตะกายไปได้อีกสองหมี่(เมตร)แล้วก็ถูกเขากดทับตัวเอาไว้จนขยับเขยื้อนไม่ได้ ตอนนี้ร่างสูงใหญ่ของเขาจึงคร่อมทับอยู่บนนางของนางในลักษณะท่าทางที่คล้ายกับคู่รักชายหญิงกำลังจะผสานหยินหยางกันก็ไม่ปาน
“อ้าใช่คำนั้นแปลว่าอะไร ภาษาบ้านเกิดของเ้าเหรอ? หากว่าเ้าไม่ใช่คนตงจิ้นแล้วเป็คนที่ไหน เหตุใดจึงมาเดินอยู่แถวนี้”
เขาก้มหน้าลงมองสบตากับหลินอีอี ในแววตาสีดำสนิทดุจดั่งรัตติกาลมีใบหน้าหวาดหวั่นของหลินอีอีสะท้อนอยู่
หลินอีอีใจสั่นหวาดกลัวผู้ชายคนนี้แต่ก็ยังแอบพิจารณาผู้ชายตรงหน้าไปด้วย เขามีรูปร่างสูงใหญ่ หัวไหล่หนาแผงอกบึกบึน แขนสองข้างและหน้าอกจนถึงหน้าท้องเต็มไปด้วยมัดกล้ามแน่น บนหัวไหล่ไล่ลงมาจนถึงแผงอกด้านซ้ายมีรอยสักสีดำเป็ลวดลายแปลกประหลาด นั่นเป็เครื่องหมายว่าเขาคือโจรป่า เพราะคนทั่วไปไม่มีใครสักลวดลายตามร่างกาย นอกจากเชลยศึกหรือไม่ก็โจรนอกรีต
เอวคอดของเขายังไม่วายมีกล้ามเนื้อแน่น รวมถึงกล้ามตรงหน้าท้อง สะโพกสอบอุดมไปด้วยมัดกล้ามเช่นกัน ร่างกายของเขาดูตึงแน่นไปทุกสัดส่วน ใบหน้าคมสัน จมูกโด่งเป็สันยาวตรง โครงหน้าแข็งเห็นสันกรามตรงแก้มนูนเด่นชัดออกมา ปากของเขาค่อนข้างกว้างหยักโค้งเป็รูปกระจับ ในแววตาแฝงรอยยิ้มขี้เล่นอยู่ตลอดเวลา
เขาดูหล่อเหลามาก ไม่คล้ายกับผู้ชายสมัยโบราณ แต่ดูเหมือนหนุ่มเืผสมเชื้อสายของชนต่างเผ่าที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในยุคสมัยของนางมากกว่า แต่ว่า...ต่อให้เขาหล่อแค่ไหนหลินอีอีก็ไม่เคลิบเคลิ้มตาม
“สองคำนั้นมีความหมายเหมือนกันแปลว่าไม่ดี ด้อยคุณภาพเ้าค่ะ ส่วนตัวข้า ละ...หลงทางมาเ้าค่ะข้าจะมาหาญาติที่หมู่บ้านในอำเภอถงหลินแต่ระหว่างทางขบวนของข้าถูกโจรดักปล้นข้าจึงวิ่งหนีมาแล้วก็ ก็เลยหลงทาง”
'ตายแล้วยัยสมองหมูเอ๊ย อะไรเข้าสิงฉันให้พูดออกไปแบบนั้นอยู่ต่อหน้าโจรดันพูดถึงโจร ฮือ'
หลินอีอีกุเื่พูดโกหกส่งเดชแต่เมื่อพูดไปแล้วนางก็อยากจะกัดลิ้นฆ่าตัวตายไปเสียเดี๋ยวนั้น พุธโธ่เอ๊ย! กำลังเผชิญหน้ากับโจรดันไปพูดถึงโจรได้อย่างไรเล่า
“แปลว่าเ้าพลัดหลงกับญาติพี่น้องอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นก็ดีเลยข้าก็เป็โจรป่า ข้าจับเ้าได้ต่อไปนี้ก็ถือว่าเ้าตกเป็สมบัติของข้าแล้ว ข้าจะพาเ้ากลับไปกับข้าด้วย”
เขาพูดพลางยิ้มอารมณ์ดีวันนี้โชคดีนัก เก็บตกผู้หญิงคนหนึ่งได้จากข้างทาง แถมยังเป็ผู้หญิงที่...สวยมาก
“หา! มะ ไม่นะเ้าคะนายท่าน นายท่านโปรดอย่าพาบ่าวไปเลยบ่าวไม่อยากไปกับนายท่านได้โปรดเถิดเ้าค่ะบ่าวอยากจะไปหาญาติมากกว่า ปล่อยบ่าวไปเถิดเ้าค่ะ ฮืออ”
หลินอีอีวิงวอน ครางหงิงเหมือนกับลูกสุนัข อ้อนวอนขอให้โจรถ่อยปล่อยนางไป และย่อมแน่นอนว่าเป็ไปไม่ได้
โจรคนนั้นจ้องนางตาเขม็ง เขาสะบัดผมยาวเคลียบ่าด้วยท่าทางสุดเย้ายวน ผมของเขาดูแตกต่างจากคนทั่วไป เพราะมันหยิกเป็ลอนสวยเหมือนกับยุคหนึ่งที่ผู้หญิงในยุคสมัยของนางชอบเข้าร้านทำผมดัดผมให้หยิกเป็ลอนเหมือนดาราสาวคนหนึ่ง
เขาลุกขึ้นนั่งแล้วฉุดร่างบอบบางอ้อนแอ้นของหลินอีอีให้ลุกตามขึ้นมา พอถูกฉุดให้ลุกขึ้นมายืนได้ เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงก้มตัวลงช้อนร่างของหลินอีอีพาดบนบ่าทันที
“กรี๊ดด! ปล่อยข้านะ โจรชะ...เอ๊ยไม่ใช่นายท่านปล่อยเ้าค่ะ”
หลินอีอีกรีดร้อง พยายามเตะสองขาดิ้นไปมาแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เขาแบกร่างของนางพาดบ่าเกินตัวปลิวเหมือนกับกำลังแบกกระสอบใส่นุ่น เดินไปร้องเพลงไปโดยที่ไม่สนใจการดิ้นรนขัดขืนของสตรีบนบ่า
“โอ้แม่น้องเหมยฮวาคนงาม เดือนสามปีหน้าพี่จะพาแม่สื่อไปขอ ยาหยีจ๋ายื่นแก้มมาให้พี่หอมสักฟอด เหมยฮวาทำหน้าเอียงอาย โอ้แม่สาวเหมยฮวาคนงาม ปีหน้าพี่จะมาขอเหมอยฮวาทำท่าเอียงอายแต่ก็ยอมให้พี่ชายล้วงมือเข้าไปจับแท่งหลัวโป โอ้แม่น้องเหมยฮวาคนงามทำไมกลายเป็ไอ้หนุ่มเหมยฮวา”
เสียงร้องเพลงเหมือนควายออกลูกตะเบ็งแข่งกับเสียงกรีดร้องของหลินอีอี โจรถ่อยร้องเพลงที่มีความหมายสัปดนเป็จังหวะทำนองพื้นบ้านขณะที่แบกหลินอีอีเดินไปด้วยขึ้นเขาลงห้วยครึ่งชั่วยามผ่านไปเขาก็พาหลินอีอีมาถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง
เขาวางร่างของหลินอีอีลงบนพื้นหญ้า แล้วจึงบิดเอวไปมาใช้กำปั้นทุบไปตรงหัวไหล่หนั่นแน่นข้างที่ใช้แบกนางเดินมาตลอด
“โอย เมื่อยชะมัดแม่สาวน้อยคนนี้เห็นตัวเล็กบอบบางแต่ว่าเ้าหนักไม่เบาเลยเชียว”
“ข้าไม่ได้ตัวหนักนะแล้วก็ไม่ได้อ้วนด้วย” หลินอีอีแหวใส่เมื่อได้ยินคำพูดของโจรถ่อยที่กล่าวหาว่านางอ้วน
“ข้าบอกตรงไหนว่าเ้าอ้วน แต่ว่าถ้าเป็ตรงนั้นละก็...”
เขานั่งยองกับพื้นตรงข้ามกับหลินอีอี ใช้แววตากรุ้มกริ่มเพ่งมองไปตรงหน้าอกหน้าใจของหลินอีอีที่นูนเด่นจนดันเสื้อผ้าออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
สายตาสัปดนของเขาหลินอีอีตีความว่าเขากำลังคิดลามก นางรีบยกสองมือขึ้นปิดหน้าอกในลักษณะไขว้แขนเป็รูปกากบาท กระถดตัวถอยหลังให้ห่างจากโจรถ่อยอีกสิบชุ่น (สิบนิ้ว)
'ไอ้คนลามกเอ๊ย อ๊ะ!ไม่ได้สิข้าด่าเ้าหมอนี่ไม่ได้ ต้องรีบคิดหาวิธีหลบหนี'
นางอ้าปากคิดจะด่าตอบแต่ก็ต้องหยุดชะงักไว้ก่อน แต่แล้วก็เกิดวิตกกังวลเกิดขึ้นมาอย่างฉับพลันในใจถึงความผิดเพี้ยนของฉากต่างๆ ในนิยาย เหตุใดหลินอีอีถึงได้มาเจอกับเ้าของตำแหน่งตัวร้ายอันดับสองั้แ่ต้นเื่ นางควรต้องเจอกับตวนอ๋องก่อนมิใช่หรือ แต่จะว่าไปแล้วไม่ว่าเจอใครก่อนก็ไม่ต่างกัน เพราะหลินอีอีต้องถูกผู้ชายเฮงซวยพวกนั้นย่ำยีทั้งคู่
“วันนี้เห็นทีคงไปต่อไม่ได้แล้ว อีกไม่นานแสงแดดจะหมดหากว่าต้องอยู่ในป่าตอนกลางคืนถ้าไม่จุดไฟเ้าได้ตกเป็อาหารของหมาป่าแน่ ถ้ำนี้เป็ที่พักชั่วคราวของข้า คืนนี้พวกเราจะค้างกันที่นี่”
เขาพูดให้หลินอีอีฟังโดยไม่ได้ลงมือทำอะไรนอกจากจ้องมองนางมากหน่อยด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก หลินอีอีจ้องตอบโจรถ่อยด้วยสายตาหวาดระแวง แต่โจรถ่อยฉีกยิ้มยิงฟันขาวมาให้แล้วก็ถามนางว่า
“เ้าทำอาหารเป็หรือไม่ ข้างในถ้ำมีฟืนกับพรมและผ้าห่มสำหรับปูนอนที่ข้าขนมาเก็บไว้ แต่ฟืนน่าจะมีไม่พอ เ้าเข้าไปรอข้าข้างในถ้ำเดี๋ยวข้าจะออกไปหาอาหาร”
เขาพูดกับหลินอีอีสั่งให้นางเข้าไปอยู่ในถ้ำ ส่วนตัวเขาก็ลุกขึ้นเดินไปเก็บกิ่งไม้แห้งโยนกองไว้ที่หน้าปากถ้ำ
“อ้อ แล้วขอเตือนไว้ว่า อย่าได้คิดหนีเป็อันขาด อีกครึ่งชั่วยามแสงแดดก็จะหมดในป่าจะค่อยๆ มืดลงสัตว์กลางคืนจะเริ่มออกมาหากิน รวมทั้งหมาป่าด้วย เ้าไม่รู้จักที่ทางในป่านี้ถ้าหากว่ายังไม่อยากตายข้าจะขอเตือนให้เข้าไปหลบในถ้ำเสียดีกว่า ก่อนไปข้าจะจุดกองไฟไว้ให้ ส่วนเ้าก็มีหน้าที่เฝ้าไว้อย่าปล่อยให้ไฟดับ คอยเอาฟืนเติมเข้าไปข้าไปไม่นานก็กลับ...ตกลงไหม”
เขาพูดยืดยาวขู่ไม่ให้หลินอีอีหลบหนีระหว่างที่ออกไปหาสัตว์ป่ามากินเป็อาหารมื้อเย็น หลินอีอีจำต้องผงกหัวรับปากนางมาคิดดูก็เห็นจริงตามอย่างที่โจรถ่อยพูด
มองจากสีของท้องฟ้ายามนี้น่าจะเป็เวลาบ่ายจัด อีกไม่นานในป่าก็จะมืดแล้วก็มีสัตว์ที่ออกหากินกลางคืนโผล่ออกมา รวมถึงเสือกับหมาป่าด้วย อีกทั้งท้องของนางก็เริ่มส่งเสียงประท้วง
“จะ...เ้าค่ะนายท่าน”
“ดี เช่นนั้นเ้าก็ขนฟืนพวกนี้เข้าไปเก็บในถ้ำ อีกเดี๋ยวหากข้ากลับมาก็จะเอาฟืนมาสมทบอีก แต่ขอเตือนครั้งสุดท้ายว่าหากยังไม่อยากตายก็อย่าหนี”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งจริงกึ่งเล่น แต่หลินอีอีก็ผงกหัวรับแต่โดยดีราวกับไก่จิกข้าวสาร
'ขืนออกไปตอนนี้ก็ต้องหลงป่าอยู่แล้ว เผลอๆ อาจจะซวยซ้ำสองเจอเข้ากับทหารของตวนอ๋องด้วยซ้ำ'
เป็เพราะโจรถ่อยอุ้มนางเดินเข้ามาในป่า ตลอดครึ่งชั่วยามเส้นทางที่เขาพานางเดินไปนั้นวกวนและสลับซับซ้อน บวกกับรายละเอียดต่างๆ ที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในนิยายทำให้นางรู้ว่าตอนนี้ตัวเองกลายเป็คนหลงทางโดยสมบูรณ์แล้ว
โจรถ่อยลากนางเข้าไปในถ้ำแล้วลงมือจุดไฟขึ้นมาหนึ่งกอง พอแสงสว่างถูกจุดขึ้นมาขับไล่ความมืดสีดำในถ้ำ หลินอีอีก็มองเห็นถ้ำนี้ได้ชัดเจน
ในถ้ำนี้ควรจะเรียกว่าปากโพลงหินหน้าถ้ำจะดีกว่า เพราะมีลักษณะคล้ายกับเป็ห้องโถงขนาดใหญ่ห้องหนึ่งมีหลังคาโค้งเป็รูปโดม ด้านหลังปากโพลงถ้ำมีก้อนหินใหญ่งอกขึ้นซ้อนกันไปมาทำให้ทางเดินแคบลง ลึกเข้าไปในถ้ำเพดานถ้ำก็ต่ำลงกว่าปากโพลงด้านนอก เป็บริเวณที่แสงสว่างส่องเข้าไปไม่ถึง จึงเห็นเพียงสีดำมืดสนิทชวนให้ผู้คนไม่กล้าเฉียดเข้าไปใกล้
ริมผนังถ้ำโจรถ่อยใช้ใบไม้แห้งปูรองไว้ชั้นหนึ่ง แล้วก็มีพรมผืนใหญ่ปูทับบนใบไม้อีกหนึ่งชั้น มีผ้าห่มผืนบางพับไว้บนพรม ถัดจากบริเวณที่ปูพรมมีหม้อไหจำนวนหนึ่งวางกองอยู่และเตาสำหรับจุดไฟทำอาหารที่ใช้หินก่อขึ้นมา
เห็นได้ชัดว่าถ้ำนี้เป็ที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งของโจรถ่อย เมื่อเขาก่อไฟจนเสร็จก็สั่งกำชับอีกครั้งไม่ให้นางหลบหนี แล้วจึงเดินออกจากถ้ำไปหาอาหารสำหรับมื้อค่ำ
นางแหงนหน้าขึ้นมองสำรวจไปนอกปากถ้ำมองดูทัศนียภาพรอบตัว เมื่อหันกลับมามองยังกองฟืนที่วางสุมอยู่ริมผนัง นางก็ตัดสินใจว่าจะออกไปสำรวจบริเวณนอกถ้ำสักเล็กน้อยเผื่อหาทางหนีทีไล่เอาไว้ก่อน การแสดงออกของโจรถ่อยที่มีต่อหลินอีอีดีกว่าในนิยายที่นางเขียนมาก
แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้นางไว้วางใจ หมอนั่นอาจจะเสแสร้งแกล้งทำตัวเป็มิตรให้นางตายใจก็ได้ แล้วก็ลงมือจัดการเชือดหญิงงามในภายหลัง
หลินอีอีเดินออกมานอกถ้ำแหงนหน้ามองท้องฟ้าและต้นไม้รอบตัว ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เห็นแต่ต้นไม้หน้าตาเหมือนกันไปหมด สีส้มอมแดงที่ตกกระทบบนต้นไม้ในป่าทำให้นางรู้ว่า ในป่านี้ใกล้มืดลงทุกทีแล้ว นางไม่กล้าเดินออกไปไกลจากปากถ้ำ จึงตัดสินใจเดินสำรวจบริเวณใกล้กับถ้ำ แล้วก็เก็บกิ่งไม้แห้งแถวนั้นไปด้วยเพื่อเอาไว้ใช้เป็เชื้อเพลิง นางคิดว่าคืนนี้คงจะข่มตานอนไม่หลับ แล้วก็ยังคิดไม่ออกว่าจะหาทางหนีเอาตัวรอดจากโจรถ่อยคนนี้อย่างไรดี
นางอยากกลับบ้าน กลับไปที่ห้องรูหนูของตัวเองไม่ได้อยากติดอยู่ในมิติสับปะรังเคแบบนี้ แล้วก็ไม่ชอบสภาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ซึ่งมันแตกต่างจากในนิยายที่นางเขียนอย่างมาก