54 2-2
ตอนที่ 88 แผนลอบสังหารล้มเหลว (2)
เหลิงหงเฟยกระชับกำปั้นบีบแน่น เพื่อชีวิตของตัวเขาเอง ต่อให้จะเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเพียงใด เขาก็จะพยายามอย่างสุดกำลังความสามารถ!
….
ณ เรือนพิรุณจรัส
“พี่สาวถัง ข้ามีอะไรจะบอก”
ไป๋ซือหมิงจูงมือพาเหลิงเจียวเหนียวเข้ามานั่งที่โต๊ะ และร่วมกันรับประทานอาหารเช้าพร้อมกับเหลิงหยุนเจียวและโม่เฉินหยวน
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ไป๋ซือหมิงรับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับเหลิงเจียวเหนียงแบบเต็มเวลา ซึ่งนับว่าช่วยแบ่งเบาภาระของเหลิงหยุนเจียวได้มากพอควร และนางก็ได้ใช้เวลาในส่วนนี้เพื่อพักฟื้นร่างกาย
“มีอะไรรึ? หรือเจ้าเหนื่อยดูแลลูกข้าแล้ว?”
“เหนื่อยที่ไหนกันเล่า?”
ไป๋ซือหมิงหันไปอุ้มเหลิงเจียวเหนียวและกอดไว้แน่น ผิวแก้มระหว่างทั้งสองเสียดสีถูกันไปมาอย่างรักใคร่สนิทสนม
“เจียวเหนียงเป็นเด็กที่รู้ภาษา มิหนำซ้ำยังเชื่อฟังข้าด้วย ข้าไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด”
เขานั่งยืดแผ่นหลังตั้งตรง ใช้ตะเกียบคีบปลาย่างตัวเล็กใส่ลงไปในชามข้าวของเหลิงเจียวเหนียงตัวแล้วตัวเล่า ราวกับกลัวเด็กน้อยจะไม่โต
“ข้าเพียงแค่อยากจะบอกว่า ดูเหมือนข้าจะอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว หากยังไม่รีบเดินทางกลับ เกรงว่าจะพลาดงานวันเกิดของสหายข้าได้”
“ต้องขอโทษทั้งพี่สาวถังและท่านพี่โม่เป็นอย่างยิ่ง หลังจากนี้ข้าคงต้องส่งเจียวเหนียงคืนให้กับพวกท่านดูแลต่อเองแล้ว งานนี้สำคัญต่อข้ายิ่งนัก ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องรีบกลับเพื่อไปให้ทัน”
เหลิงหยุนเจียวไม่ค่อยจะแปลกใจนัก ที่ไฉนยามนี้เหลิงเจียวเหนียงแทบไม่ยอมปล่อยมือคลายจากอ้อมแขนของไป๋ซือหมิงเลย เจ้าตัวน้อยถึงกับน้ำตาซึม เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า
“ท่านพี่ไป๋ ท่านต้องกลับเซิงจิ้งแล้วจริงๆหรือ?”
“อืม ข้าขอโทษ”
เหลิงเจียวเหนียงเบ้ปากทำแก้มป่องใส่ ได้แต่นั่งใช้ตะเกียบเขี่ยปลาเล็กปลาน้อยในชามข้าวด้วยความน้อยใจ
เหลิงหยุนเจียวดื่มน้ำล้างคอไปแก้วหนึ่ง แล้วจึงหันมาเอ่ยถามไป๋ซือหมิงว่า
“แล้วเจ้าเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วรึ?”
“ข้าเพิ่งจะเก็บข้าวของเสร็จเมื่อครู่เอง”
เหลิงเจียวเหนียงยิ่งปั้นหน้ามุ่ยบูดบึ้งมากกว่าเก่า ก้มหน้าก้มตาเขี่ยปลาในชามอยู่อย่างนั้น ปากก็พลางบ่นพึมพำเบาๆว่า
“ไฉนข้ามิยักเห็นเลย”
“ก็ตอนนั้นเจ้ามัวแต่นอนหลับขี้มูกโป่งอยู่อย่างไรเล่า ฮ่าฮ่าฮ่า...”
ไป๋ซือหมิงนั่งหัวเราะคิกคัก แต่นี่ก็มิได้ทำให้เหลิงเจียวเหนียงอารมณ์ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เหลิงหยุนเจียวคลี่ยิ้มให้อีกฝ่ายพลางส่ายหน้าเบาๆ และเอ่ยขึ้นต่อว่า
“เข้าใจแล้ว เจ้าล่วงหน้าไปก่อน หากข้าจัดการสะสางปัญหาทางนี้เรียบร้อยเมื่อใด ข้าจะรีบตามไปสมทบกับเจ้าที่เซิงจิ้ง”
“!!!” จากสีหน้าแววตาแต่เดิมของเหลิงเจียวเหนียงที่ดูไม่สบอารมณ์อย่างมาก ยามนี้กลับมาสดใสขึ้นอีกคราทันที
“จริงรึ?”
ไป๋ซือหมิงยิ้มให้กำลังใจและพูดว่า
“หากพี่สาวถังมาถึงเซิงจิ้งเมื่อใด ข้าจะคอยต้อนรับขับสู้ท่านเป็นอย่างดีทีเดียว!”
“เยี่ยม!”
หลังมื้ออาหารเช้า เหลิงหยุนเจียวและเหลิงเจียวเหนียงได้เดินออกไปส่งไป๋ซือหมิง แล้วจึงย้อนกลับไปที่เรือนพิรุณจรัส
บุรุษสตรีคู่หนึ่งกำลังนั่งเล่นอยู่ในศาลาหินอ่อน และจู่ๆโม่เฉินหยวนก็ไปหยิบเอากระดานหมากรุกมาจากที่ใดมิทราบ หลังจากวางลงบนโต๊ะ ก็เริ่มจัดวางตัวหมากให้เข้าที่ทั้งสองฝั่ง
เหลิงหยุนเจียวปรับสายตาจับจ้อง หยิบตัวหมากสีขาวบริสุทธิ์ขึ้นมาตัวหนึ่ง แล้วเดินหมากออกไป
ตัวหมากสีขาวเหล่านี้มีผิวสัมผัสที่เรียบรื่นเป็นเนื้อเดียว ทั้งยังถูกแกะสลักด้วยลวดลายแสนวิจิตรสวยงาม พลังวิญญาณที่อัดแน่นบรรจุอยู่ภายในช่างเข้มข้นสุดพรรณนา กล่าวคือการจะสร้างตัวหมากที่วิจิตรเช่นนี้ออกมาได้ คงต้องเป็นผู้ที่ฟุ่มเฟือยมิใช่น้อย
แต่เพราะตัวหมากและกระดานเหล่านี้เป็นของโม่เฉินหยวน เหลิงหยุนเจียวจึงไม่สู้จะแปลกใจเท่าไหร่นัก
“ก่อนหน้านี้ เจ้าเพิ่งจะสังหารเหลิงฉิวหวานไป มาวันนี้ยังสังหารเหลิงเจียวเจียวทิ้งไปอีกคน เหลิงหยวนหลงคงกำลังเดือดดาลโกรธแค้นอาฆาตเจ้าอย่างมากเป็นแน่”
เหลิงหยุนเจียวชำเลืองมองกลยุทธ์การเดินหมากของอีกฝ่าย เห็นว่าอีกฝ่ายยังมิได้ออกลวดลายเท่าไหร่นัก นางจึงเริ่มเปิดฉากรุกเคลื่อนหมากออกไปทันที
“โกรธแค้นอาฆาตมากก็ยิ่งดี ยามนี้มันเองก็ได้รับพิษไม่สามารถใช้ลมปราณได้ ชีวิตของมันอยู่ในกำมือของข้าโดยสมบูรณ์แล้ว อยากจะรู้เสียจริงว่ามันจะมีปัญญาทำอันใดได้”
โม่เฉินหยวนเดินตัวหมากสีดำเคลื่อนออกไปเช่นกัน ตำแหน่งการวางบนกระดานประดุจเสือสมิงที่กำลังจับจ้องเหยื่อจากทางไกล
“รากฐานตระกูลเหลิงอยู่ที่เมืองเซิงจิ้ง ที่เจ้าลงมือจัดการไปเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หากยังไม่รีบจัดการมันให้เด็ดขาด เกรงว่าจะมีกำลังเสริมจากทางอื่นเข้าสนับสนุนช่วยเหลือในไม่ช้า”
สิ้นเสียงกล่าวจบ เขาก็เงยหน้าขึ้นมองเหลิงหยุนเจียวเป็นเชิงส่งสัญญาณว่าถึงตาของนางเดินหมากแล้ว
เมื่อพินิจมองสถานการณ์บนกระดานหมากอีกครั้ง เหลิงหยุนเจียวถึงกับร้องอุทานร้องพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้
“เริ่มอันตรายแล้วสินะ”
นางรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง เพียงหนึ่งตาที่ให้โอกาส สามารถพลิกสถานการณ์ได้ดีถึงเพียงนี้ เหลิงหยุนเจียวมุ่งสมาธิจริงจังกับกระดานหมากตรงหน้าขึ้นทันที ยื่นเรียวนิ้วยาวเข้าแตะสัมผัสตัวหมากสีขาวอย่างครุ่นคิด
“เจ้ารู้ได้เยี่ยงไรว่า กำลังเสริมที่กำลังมาในครานี้จะสามารถพลิกสถานการณ์ของเขาได้?”
เหลิงหยุนเจียวหยิบตัวหมากสีขาวขึ้นตัวหนึ่ง ฐานล่างสีขาวลอยเหนือแผ่นกระดาน ปลายนิ้วทั้งสองจีบจับบีบตัวหมากไว้แน่น ก่อนจะตบกระแทกลงบนตำแหน่งที่ว่างอยู่เสียงดัง‘ปัง’ บ่งบอกว่าการเดินครั้งนี้ล้วนเป็นไปด้วยความมั่นอกมั่นใจอย่างยิ่ง
สถานการณ์ยามนี้กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายตัวหมากสีขาวกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้งในหนึ่งการเดิน
“เป้าหมายตั้งแต่แรกของข้า หาใช่ตระกูลเหลิงสายรองกระจอกนี่อยู่แล้ว”
เปลือกตาของโม่เฉินหยวนกระตุกเล็กน้อย แสยะยิ้มเย็นชากล่าวขึ้นว่า
“ข้าได้ยินมาว่า เมื่อห้าปีก่อนเจ้าได้ย้ายจากเซิงจิ้งมาอยู่ที่นี่?”
เหลิงหยุนเจียวยกมือขึ้นกอดอก มองหน้าโม่เฉินหยวนด้วยสีหน้าขบขัน นางเองก็ต้องการจะเชยชมทักษะการแสดงละครของเขาสักคราอยู่พอดิบพอดี
“คุณชายโม่ มิใช่ว่าส่งคนไปตรวจสอบข้อมูลภูมิหลังของข้าตั้งนานแล้วรึ? เหตุใดยังตีหน้าซื่อมิรู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกับข้าเมื่อห้าปีก่อน?”
หลังถูกอีกฝ่ายเผยไต๋เสียจนหมดเปลือก สีหน้าการแสดงออกของโม่เฉินหยวนกลับยังสงบเรียบนิ่งไม่แปรเปลี่ยน
“ขุมพลังความแข็งแกร่งของตระกูลเหลิงในเมืองเซิงจิ้งยิ่งใหญ่เกินกว่าจ้าจะจินตนาการมากนัก แล้วเจ้ามีแผนการจะล้างแค้นเยี่ยงไร?”
“นั่นหาใช่ธุระของคุณชายโม่ไม่”
เหลิงหยุนเจียวคลายมือปล่อยจากตัวหมากสีขาวตัวนั้น และกล่าวขึ้นว่า
“ถึงตาเจ้าเดินหมากแล้ว”