“ดูเ้ามีความสุขนะ ลูกเทียน” หยางจงเอ่ยแซวศิษย์ตนเมื่อ เ้าบ้านน้อยออกจากห้องไป
“แน่นอน น้อยครั้งนักที่ข้า จะได้พบเจอคนรุ่นเดียวกันที่มีความสามารถเช่นนี้ หรือท่านไม่คิดเช่นนั้นอาจารย์” หลี่เทียนชื่อพูดพร้อมกับเดินไปทั่วห้องพร้อมสำรวจห้องหับที่พักรับรอง
“เป็เด็กหนุ่มที่หาได้ยากยิ่ง ดูถ้าเ้าบ้านหลิวจะอบรมสั่งสอนทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเขา เ้าดูรูปวาดเหล่านี้สิ เป็ฝีมือของเขาทั้งสิ้น” หยางจงกล่าวชื่นชมพร้อมกับบอกศิษย์ของตนให้ดูภาพที่แขวนตกแต่งห้องโถง ซึ่งทุกภาพล้วนเป็งานของหลิวอี้ ซึ่งสังเกตุได้จากตราประทับบนตัวรูป
“น้องชายคนนี้นับว่าเป็อัจฉริยะอย่างแท้จริง ภาพวาดเหล่านี้เทียบได้กับภาพวาดชั้นปรมาจารย์ ทำให้ข้ายิ่งอยากรู้จักคนผู้นี้มากยิ่งขึ้น”
“ฮ่า ๆ ลูกเทียน ข้าเห็นว่าเ้าควรผูกสมัครคุณชายท่านนี้เป็สหาย ยามเ้าเติบใหญ่เขาคงเป็กำลังสำคัญต่อเ้าไม่มากก็น้อย”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น หากแต่ข้ากลัวเพียงว่าแคว้นฮั่วจะพบเจอตัวเขาก่อน แล้วพวกเราจะทำเช่นไร”
“เื่นี้คงแล้วแต่บุญวาสนาของเ้า อาจารย์จะช่วยเท่าที่ทำได้แล้วกัน”
หลังจากหลิวอี้ออกจากมาเรือนรับรอง เขาได้กลับไปยังสวนสมุนไพรที่อยู่ไม่ไกลจากเรือนพักของเขานัก เขาเดินไปหยิบตะกร้าสานที่เต็มไปด้วยสมุนไพร ก่อนจะบรรจงคัดเลือกบางส่วนออกมาจากตะกร้าแล้วจึึงนำพวกมันปลูกลงดิน หากแต่การเพาะปลูกของหลิวอี้หาใช่การปลูกพืชพรรณเช่นปกติสามัญ ทันทีที่เขากลบดินเสร็จ พืชสมุนไพรต้นนั้นก็แตกรากกิ่งก้านใบออกมาอย่างรวดเร็ว จนเติบโตสมบูรณ์ราวกับถูกปลูกมานานปี ไม่ว่าจะเป็พืชชนิดใดหรือปลูกเพาะพันธุ์ยากเพียงไหน หลิวอี้ก็สามารถปลูกมันได้ราวกับเป็ต้นหญ้าข้างทางที่นำไปโยนที่ไหนก็ขึ้นที่นั่น ซึ่งนี่คือพรทักษะที่เขาได้รับมา ‘ออร่าเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์’ พอหลิวอี้ปลูกสมุนไพรเสร็จก็เดินไปดูปศุสัตว์ที่สวนท้ายตระกูล เพียงหลิวอี้เดินผ่านพวกมัน ร่างกายของพวกมันก็แข็งแรงหายเจ็บป่วยกลับมาสมบูรณ์ หากเป็เป็ดไก่พวกมันจะออกไข่มาให้เก็บแทบจะทันที ทำให้บ้านตระกูลหลิวแทบไม่ต้องออกไปซื้อหาอาหารมาเติบเต็มครัวของตระกูล โดยเฉพาะบ่อเลี้ยงปลานั้นเต็มไปด้วยฝูงปลาหลายชนิด ซึ่งมันถูกขุดลอกเชื่อมกับลำคลองท้ายหมู่บ้าน แค่ใช้ถังไม้ตักน้ำในบ่อขึ้นมา อย่างน้อย ๆ พวกเขาก็ได้ปลาตัวใหญ่ติดขึ้นมา 1 ตัว ความอุดมสมบูรณ์นี้ยากที่จะเชื่อว่าเกิดขึ้นมาจากเด็กชายวัยเพียง 12 ปี ดังนั้นรายได้ของญาติพี่น้องในตระกูลหลิวคือการค้าขายพืชผักและปศุสัตว์ที่คนในตระกูลเป็ผู้ดูแล ส่วนมากจะถูกรับซื้อโดยพ่อค้าที่เดินทางมาจากเมืองฮอง
อาหารรับแขกถูกจัดทำอย่างประณีตด้วยฝีมือป้าใหญ่เจียงผู้เป็ฮูหยินของลุงหลิวเฟ่ย ลูกพี่ลูกน้องกับเ้าบ้านหลิวฟง หลิวเฟ่ยรับหน้าที่เป็พ่อบ้านตระกูลหลิว ซึ่งค่อยดูแลทุกคนในบ้านตลอดจนแขกที่เข้ามาพักอาศัย อาหารมื้อแรกที่หยางจงและหลี่เทียนชื่อได้กินนั้นถึงจะไม่ใช่อาหารที่หน้าตาหรูหรา แต่สีสันก็ดูน่ารับประทาน ด้วยรสชาติที่เป็เอกลักษณ์ ตลอดจนจัดทำจากวัตถุดิบคุณภาพชั้นยอด ซึ่งมันไม่แตกต่างไปจากโรงเตี๊ยมชื่อดังในเมืองหลวงแคว้นจิน หากพวกเขาไปพักที่เมืองฮองก็คงไม่อาจรู้ได้ว่า จะได้กินดื่มของชั้นดีเช่นนี้หรือไม่ พวกเขาโชคดียิ่งนักที่ได้พบเจอหลิวอี้กลางป่าเขา และแล้วเช้าวันใหม่ก็เริ่มขึ้น
“เ้าพร้อมพาข้าท่องเที่ยวหรือยัง” หลี่เทียนชื่อเดินออกจากห้องมาก็เจอหลิวอี้กำลังแบกตะกร้าสานพอดี
“สวัสดียามเช้าพี่หลี่ พวกท่านพักผ่อนนอนหลับดีหรือไม่” หลิวอี้ถามตามมารยาท
“แน่นอนพวกเ้าดูแลพวกเราดีมาก มื้อเช้าก็อร่อยเทียบภัตตาคารชั้นนำได้ ป้าใหญ่เจียงมีฝีมือดียิ่งนัก”
“ข้าขอบคุณแทนป้าใหญ่ ไว้ข้าจะนำคำชมไปบอกนางให้” หลิวอี้พูดจบก็เดินไปทันที
“ช้าก่อนน้องอี้ ข้าอยากเป็เพื่อนกับเ้า เ้าคงไม่ถือโทษกับกิริยาข้าเมื่อวันวานหรอกนะ” หลี่เทียนชื่อรีบวิ่งเข้ามาเดินข้างเด็กหนุ่ม
“ข้ามีหรือจะกล้าโทษโกรธท่าน ข้าไม่ได้คิดเื่อะไรท่านมากนัก หากเราจะนับถือกันเป็สหายข้าก็ยินดี ว่าแต่ท่านผู้าุโหยางล่ะ”
“เห็นว่าไปพูดคุยกับพ่อเ้า ว่าแต่วันนี้พวกเราจะทำอะไรกันบ้าง” หลี่เทียนชื่อถาม
“ก็แค่ไปหาเก็บสมุนไพรมาสะสมเพาะพันธุ์กับสมุนไพรสำหรับให้ข้าฝึกปรุงยา ท่านไปรอข้าที่โถงด้านหน้าก่อนเดี๋ยวข้าจะตามไป”
“เ้าจะไปไหนก่อนหรือให้ข้าไปด้วยสิ”
“ข้าจะไปเข้าส้วม ท่านจะตามไปด้วยหรือไร”
“อ่อ เช่นนั้นข้าไปรอเ้าที่โถงด้านหน้าก็ได้”
“ฮ่า ๆ พี่หลี่ข้าล้อท่านเล่น ข้าจะไปห้องครัว ไปขอมื้อกลางวันของพวกเรากับป้าใหญ่”
“เ้าทำข้าได้นะน้องอี้ หน้าตายนิ่งของเ้าทำข้าเชื่อสนิท เช่นนั้นข้าจะไปรอเ้าที่โถงด้านหน้า เ้ารีบมาล่ะ”
“ได้เลย…”
ทั้ง 2 คนออกจากหมู่บ้านขึ้นเขาทางทิศใต้ทันทีเขาแห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ไม่ต่างจากเขาลูกอื่น หากแต่เขาส่วนนี้มีความสลับทับซ้อนจนยากที่จะมีผู้คนมาตั้งที่อยู่อาศัยหรือทำเส้นทางสันจร ูเาแทบนี้จึงเต็มไปด้วยสัตว์ป่ามากมายและพืชพรรณนา ๆ ชนิด
“น้องอี้เ้าไม่เข้าป่ามาลึกเกินไปหน่อยหรือ” หลี่เทียนชื่อเอ่ยถามทันทีเพราะสภาพแวดล้อมรอบพวกเขาตอนนี้นับว่าเป็ป่าดงดิบโดยแท้
“ท่านกลัวหรือ ข้าก็นึกว่าท่านไม่ใช่คนขลาดเสียอีก”
“เ้านี่นะ ข้าหรือจะขลาดเขลา ข้าแค่เป็ห่วงชีวิตของเ้ามากกว่า ข้าเป็ถึงผู้ฝึกยุทธลมปราณระดับพิภพขั้น 3 ไหนเลยจะกลัวสัตว์ป่าทั่วไป” หลี่เทียนชื่อพูดจบก็ยกดาบที่ถือมาโอ้อวดเด็กหนุ่มอีกคน แต่อยู่ ๆ สีหน้าของหลิวอี้ก็เปลี่ยนเป็จริงจังพร้อมกับขมวดคิ้วจนผิดสังเกต แถมสายตาก็จ่องมองผ่านไปด้านหลังของหลี่เทียนชื่อ
“พี่หลี่ท่านอย่าขยับตัวและเงียบ ๆ ไว้” น้ำเสียงและสีหน้าหลิวอี้จริงจังอย่างมาก
“ด้านหลังข้ามีตัวอะไรหรือ” หลี่เทียนชื่อพูดอย่างแผวเบาราวกับกลัวว่าตัวอะไรที่อยู่ด้านหลังจะได้ยิน
“ชู่ ๆ เงียบ ๆ อย่าเพิ่งขยับ”
“มันตัวอะไร” หลี่เทียนชื่อถาม
“มันไปแล้ว ท่านขยับได้แล้วละ” หลิวอี้แสดงสีหน้าโล่งอกสบายใจแล้วเดินออกไป หลี่เทียนชื่อรีบหันหลังกลับไปมองแต่ก็ไม่พบตัวอะไร
“เมื่อกี่มันคือตัวอะไรหรือ” หลี่เทียนชื่อถามอีกครั้ง
“แมลงนะ” หลิวอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังอีกครั้ง สร้างความสงสัยต่อหลี่เทียนชื่ออย่างมาก
“แมลงอะไรหรือ? หรือว่าแมลงพิษ”
“ไม่ใช่ แค่แมลงขี้โม้นะพี่หลี่” แล้วหลิวอี้ก็รีบเดินย่ำเท้านำหน้าไป ปล่อยให้หลี่เทียนชื่อได้ใช้ความคิดไม่นาน ก็โดนอีกฝ่ายบ่นออกมา
“เ้าเด็กนี่แกล้งข้าอีกแล้วนะ”
“ว่าข้าเด็กแล้วท่านไม่เด็กหรือไร แก่กว่าข้าเพียงไม่กี่เดือน” แล้วทั้งสองคนก็พากันขำกับคำพูดของพวกตน
“นี่ น้องอี้ ตอนแรกข้าก็นึกว่าเ้าเป็พวกจริงจังกับชีวิตอยู่ในกฎในกรอบ แต่ดูเหมือนข้าจะมองเ้าผิดไปนะ” หลี่เทียนชื่อพูดแซวอีกคน
“ฮ่า ๆ ถ้าพูดตามตรงข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน พอข้าอยู่กับท่านข้าก็อยากทำตัวสบาย ๆ ไม่ต้องคิดอะไรให้มากความเช่นทุกวัน เมื่อวานนี้ท่านปั่นหัวข้ามาก ปกติข้าไม่ใช่คนที่จะมีอารมณ์ขุ่นเคืองกับใครง่าย ๆ แต่พอท่านพูดไม่เข้าหูข้าก็หัวเสียขึ้นมา”
“เป็ปกติของพวกเจอคนหน้าตาดีกว่า ย่อมขุ่นเคืองน้อยเนื้อต่ำใจเป็ธรรมดา” หลี่เทียนชื่อได้ทีอวดรูปร่างหน้าตาของตัวเองทันที
“ข้าเปิดทางให้ท่านนิดหน่อยท่านได้โม้ตลอด ตอนนี้ข้ายังเด็กกว่าท่านอยู่ลองข้าอายุ 13 เท่าท่าน หรือโตกว่านี้ ข้าคิดว่าข้าต้องรูปร่างหน้าตาดีกว่าท่านอยู่แล้ว”
“เอาเถอะ ให้เ้าแตกเนื้อหนุ่มเช่นข้าก่อนพวกเราค่อยมาวัดกันว่าใครจะรูปงามกว่ากัน”
“ชู่… พี่หลี่เงียบก่อน”
“เ้าจะมาอำอะไรข้าอีก” หลี่เทียนชื่อรอบนี้ไม่เชื่อหลิวอี้แล้ว
“ไม่ ท่านฟังดี ๆ สิ” น้ำเสียงหลิวอี้จริงจังอีกครั้งจนหลี่เทียนชื่อต้องตั้งใจฟังเสียง
“เสียงฝีเท้าสัตว์นักล่าหลายตัว โชคดีที่ว่าตอนนี้เราอยู่ใต้ลม ดูเหมือนว่าพวกมันจะอยู่ห่างจากพวกเรา 20 จั้ง” หลี่เทียนชื่อกล่าวกับหลิวอี้
“มันคงได้ยินเสียงพวกเราแล้ว พวกเราควรรีบออกจากบริเวณนี้ แล้วอ้อมไปทางอื่น” หลิวอี้เสนอ
“ดี ข้าขอปีนต้นไม้ดูก่อนว่าพวกมันคือตัวอะไร” ไม่นานหลี่เทียนชื่อก็ใช้วิชาตัวเบาะโเกาะกิ่งก้านต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล ปีนขึ้นไปมองยังทิศทางของเสียงก่อนจะลงมาบอกหลิวอี้ถึงสิ่งที่เข้าเห็น
“น้องอี้พวกมันเป็หมาป่า จำนวน 5 ตัว”
“พวกเรารีบเปลี่ยนเส้นทางดีกว่า ข้าไม่นึกเลยว่าพวกมันหากินมาถึงเขตนี้แล้ว” หลิวอี้บอกถึงสิ่งที่ได้ยิน ก่อนที่พวกเด็กหนุ่มทั้งสองกำลังจะลอบเดินออกไป แต่ก็เหมือนโชคของพวกเขาจะไม่เข้าข้างในเวลานี้ อยู่ ๆ สายลมที่ผ่านป่าก็เปลี่ยนทิศทาง ทำให้พวกเขาอยู่เหนือสายลมแทน
“ไม่ได้การ วิ่งเร็ว”
หลี่เทียนชื่อบอกหลิวอี้ แต่ก็ไม่ทันหมาป่าทั้ง 5 ตัว พวกมันวิ่งเร็วมากไม่นานก็เข้ามาถึงตัวเด็กหนุ่มทั้ง 2 หลี่เทียนชื่อชักดาบเข้าปะทะหมาป่าตัวแรกที่กระโจนมาจนมันถูกคมดาบาเ็ แต่อีกตัวก็สวนเข้ามาหวังฝังคมเขี้ยวกัดใส่หลี่เทียนชื่อย่างไม่ให้ตั้งตัว จนเขาต้องหลบฉากก่อนจะฝันคมดาบใส่กลางหลังหมาป่าตัวที่ 2 เช่นเดียวกับหลิวอี้ที่มีหมาป่าอีกตัวะโเข้าใส่ หลิวอี้เพียงยกมือขึ้นหมุนวนไปมาพร้อมกับเบี่ยงตัวจับก้านคอของมันเหวี่ยงออกไปกระแทกกับต้นไม้ด้านหลังเต็มแรง แต่ยังมีอีกตัวะโมาจากด้านหลังใส่หลิวอี้ เขาเพียงหมุ่นตัวหลบพร้อมศอกกลับใส่ด้านข้างของหมาป่าเต็มแรงจนมันเสียหลักกระเด็น เป็จังหวะเดียวกับที่หลี่เทียนชื่อสะบัดดาบปาดคอหมาป่าตัวสุดท้าย พวกมันยังไม่ตาย แต่ก็าเ็หนัก โดยเฉพาะ 3 ตัวที่ถูกหลี่เทียนชื่อใช้ดาบฟันใส่ มันเห่าหอนไม่นานก็เลือกที่จะหนีออกปลีกตัวไปจากเด็กหนุ่มทั้งสองแทน
“ดีกว่าพวกมันใจเสาะ ว่าแต่เ้าไม่าเ็ใช่ไหมน้องอี้” หลี่เทียนชื่อเมื่อเห็นว่าพวกหมาป่ามันหนีไปไกลแล้วจึงหันมาสนใจเด็กหนุ่มคนข้าง ๆ
“ไม่เป็ไรข้าสบายดี” หลิวอี้ตอบ
“นี่ข้าก็นึกว่าเ้าไม่เป็วรยุทธที่ไหนได้ เ้าก็เอาเื่เหมือนกัน”
“ท่านพูดอะไร สิ่งที่ข้าใช้ไปมันคงเรียกวรยุทธจริงจังไม่ได้ ข้าแค่ใช่วิชามวยอ่อนที่พ่อข้าสอนไว้ใช้ฝึกลมปราณเท่านั้น อย่างมากก็แค่ป้องกันตัว”
“มวยอ่อนหรือ ข้าไม่เคยได้ยินวิชานี้มาก่อน คงเป็วิชาต่อสู้ด้วยมือเปล่าสินะ”
“ไม่เลยพี่หลี่ มันเป็เพียงวิชาที่ไว้ใช้บ่มเพาะปราณตอนฝึกเท่านั้น ข้อดีของมันคือการหนุ่นนำส่งเสริมแรงภายนอกเมื่อต้องตั้งรับ แล้วใช้พลังของอีกฝ่ายสร้างภาระกลับคืนเท่านั้น เป็วิชาเชิงตั้งรับ” หลิวอี้อธิบาย
“เป็วิชาที่แปลกดี ปกติทักษะยุทธที่ถูกคิดค้นมักจะเป็วิชาที่มีทั้งรุกและรับ ถึงจะเรียกวิชายุทธอย่างแท้จริง คงเป็แบบที่เ้าบอกคงเรียกวิชาของเ้าว่าวิชายุทธไม่ได้” หลี่เทียนชื่อพูดถึงหลักวิชายุทธของแต่ละสำนัก
“ข้าก็ไม่แน่ใจ อาจเพราะท่านพ่อยังไม่พร้อมจะสอนข้าในส่วนที่เหลือ เพราะครั้งหนึ่งข้าเคยเห็นท่านพ่อใช้แค่ขลุ่ยไม้ ก็สามารถจัดการกองโจรที่บุกหมู่บ้านพวกเราได้ในพริบตา ซึ่งมันก็คล้ายวิชามวยอ่อนอยู่หลายส่วน” หลิวอี้บอก
“จริงสิว่าแต่พ่อเ้าอยู่ระดับใดแล้ว”
“พูดไปแล้วก็ทำให้เข้านึกเสียใจแทนท่านพ่อนัก หากท่านพ่อไม่เส้นลมปราณาเ็จนพิการ ตอนนี้ท่านคงเกินระดับนภาไปนานแล้ว แต่เพราะได้รับการรักษา ตลอด 5 ปีนี้ พ่อข้าจึงบ่มเพาะเพิ่มพูนขึ้นมาระดับเมฆาขั้น 9 ได้ไม่นานนี้”
“นี่มันไม่ธรรมดาจริง ๆ ดูว่าสมัยก่อนพ่อเ้าคงนับว่าเป็อัจฉริยะผู้หนึ่ง น้องอี้เ้าคงไม่รู้ว่าคนที่อายุ 30 ถึง 40 ปี แต่มีพลังปราณอยู่ระดับเมฆาขั้นกลางขึ้นมาก็ถือว่าไม่สามัญแล้วนะ เ้าดูอย่างอาจารย์ข้า อายุก็เข้าไป 50 กว่าปี ยังอยู่แค่ระดับนภาขั้น 3 อยู่เลย แล้วเ้ารู้หรือไม่ระดับเ้าสำนักทั่วทุกแคว้นนั้นยังติดอยู่แค่ระดับนภา ขั้นกลางถึงขั้นสุดยอดเท่านั้น มีเพียง 1 คนที่ข้ารู้จักคือแม่ทัพจินชางแห่งแคว้นจินเท่านั้นที่อยู่ระดับโลกาขั้น 2 ซึ่งนับว่าสูงสุดในเวลานี้แล้ว แต่เขาก็อายุถึง 68 ปี”
“จริงหรือ เข้าไม่รู้ข้อมูลพวกนี้มาก่อน”
“ดูถ้าเ้าจะไม่เคยอ่านข่าวสารของสมาคมยุทธหกดารา หนังสือข่าวสารของสมาคมจะแจกจ่ายไปทุกแคว้น สามารถหาซื้ออ่านได้ตามเมืองใหญ่ ๆ แต่จะถูกจัดทำขึ้นทุก 6 เดือน มันจะคอยบอกว่าอันดับ 1 ถึง 100 ของคนทั่วทั้งทวีปว่าอยู่ระดับใดทั้งการบ่มเพาะและระดับฝีมือ อย่างอาจารย์ข้าก็ติดอันดับกับเขาเหมือนกัน แต่อันดับแค่ 93”
“แล้วอันดับ 100 ละ เท่าใด”
“ข้าก็จำชื่อคนนั้นไม่ได้ แต่จำได้ว่าอยู่ระดับนภาขั้น 2 ว่าแต่เ้าเถอะระดับบ่มเพาะเ้าอยู่ระดับใด” หลี่เทียนชื่อถาม
“ข้าเพิ่งเริ่มฝึกได้ไม่นาน ตอนนี้อยู่ที่ระดับพิภพขั้น 2” หลิวอี้บอกไปตามตรง
“น้อยกว่าข้าแค่ 1 ขั้นเอง สงสัยข้าต้องรีบฝึกวิชาหนีเ้าแล้วไม่เช่นนั้นอัจฉริยะเช่นเ้าคงตามข้าทัน”
“ท่านก็พูดไป แท้จริงข้ามีปัญหาเื่การบ่มเพาะเพิ่มระดับยากเข็ญกว่าคนทั่วไปนิดหน่อย เอาเถอะพวกเรารีบไปหาสมุนไพรต่อดีกว่า” หลิวอี้นึกขึ้นได้ว่าเกือบพูดเื่ที่ไม่ควรพูด จึงรีบเปลี่ยนเื่ทันที พอพวกเราเข้าป่าลึกขึ้นก็พบเจอสมุนไพรจำนวนมาก
“ข้าเห็นเ้าเก็บ หญ้าเขียวพิรุณ โสมเหลือง ดอกนภาแดง ไปจำนวนมากกว่าชนิดอื่น หรือว่าที่เ้าบอกว่าจะฝึกปรุงยาคงไม่พ้นเ้าหัดปรุงโอสถเสริมปราณพิภพระดับต่ำใช่หรือไม่”
“ดูท่านคงจะคุ้ยเคยกับโอสถชนิดนี้” หลิวอี้ถามกลับ
“อาจารย์เคยบอกข้ามานะ แต่ข้าไม่เคยปรุงโอสถพวกนี้ หากเคยแต่ซื้อพวกมันมาใช้ ฮ่า ๆ อย่าบอกนะว่าเ้าปรุงพวกมันไว้ใช้กับตัวเอง”
“ไม่เลย ๆ ข้าปรุงพวกมันมาไว้ไปขายที่ร้านยาในเมืองฮอง ส่วนโอสถที่ข้าต้องใช้ท่านพ่อจะเป็คนจัดการให้”
“แล้วเม็ดโอสถเสริมปราณพิภพระดับต่ำของเ้า ถูกปรุงออกมาที่ความบริสุทธิ์เท่าใดแล้ว”
“ท่านก็น่าจะรู้โอสถที่สามารถขายได้ต้องเกินกว่า 7 ใน 10 ส่วนอยู่แล้ว แต่ข้าปรุงออกมาได้ 8 ใน 10 ส่วน”
“ดี ๆ 8 ในสิบถือว่าเป็ค่ามาตรฐาน ถ้าเ้าเอาไปขายร้านยาคงได้ 1 ตำลึงต่อเม็ด พวกเขาคงเอาไปขายต่อได้กำไรเพิ่มอีก 500 ถึง 800 อีแปะ”
“พี่หลี่ข้าว่าข้าคงโดนร้านยาเล่นตลกเข้าให้แล้ว ถ้าราคารับซื้อตามที่ท่านว่ามา” หลิวอี้พูดขึ้นมาอย่างหัวเสีย
“ทำไมหรือ”
“พวกนั้นรับซื้อเม็ดยาระดับ 8 ของข้าเพียง 400 อีแปะ”
“นี่มัน ยิ่งกว่าโกงอีกไม่ใช่หรือไง ไม่ใช่ว่าแคว้นนี้แห้งแล้งบ่อยครั้ง ยาสมุนไพรหายากจำต้องดีดราคาขึ้นสูงไม่ใช่หรือ ถ้าข้าจำไม่ผิดในหนังสือของสมาคมยุทธหกดารามีกล่าวถึงราคาเม็ดโอสถชนิดนี้อยู่ ในแคว้นฮั่วมีราคาขายอยู่ที่ 1 ตำลึง 500 อีแปะ ถึง 2 ตำลึง ซึ่งเป็ราคาที่สูงสุดใน 6 แคว้นเลยก็ว่าได้ ว่าแต่เ้าเอาไปขายกี่เม็ดแล้ว” หลี่เทียนชื่อถึงกับเดือดดานแทนอีกฝ่าย
“ข้าไปมา 5 รอบ รอบละ 20 เม็ด”
“ให้ตายเถอะน้องอี้ พ่อเ้าไม่ถามบ้างหรือไร 100 เม็ด นั่นเท่ากับหายไป 6 ตำลึงทองเลยนะ ที่เ้าโดนพวกนั้นโกงราคารับซื้อ”
“ข้าพลาดไปแล้ว ส่วนที่ข้าต้องนำยาพวกนี้ไปขาย ก็เพาะว่าพ่อค้าบอกว่า ‘ในเมื่อเ้าปรุงยาระดับ เกิน 7 ส่วนได้แล้ว ก็จงนำมันไปขายแล้วใช้เงินพวกนั้นเป็ค่าขนมของเ้าสะ ข้าจะไม่มอบเงินทองใดแก่เ้าอีก’ พ่อข้าพูดเช่นนี้ละพี่หลี่ ข้าจึงไม่เคยเอาเื่ราคาที่ขายได้ไปบอกท่านพ่อ แถมครั้งแรกที่ข้าขายได้เงินมา 8 ตำลึงก็ดีใจแล้ว เพราะมันเป็เงินที่ข้าได้มากที่สุดเท่าที่เคยขายของมา” หลิวอี้ร่ายยาวพร้อมเรียนแบบเสียงพ่อของตน
“เ้าพูดจนข้าเห็นหน้าพ่อเ้าลอยออกมาเลย เอาเถอะครั้งถัดไปข้าจะไปขายเม็ดโอสถเป็เพื่อนเ้า ข้าอยากดูนักว่าพวกนั้นจะทำสีหน้าอย่างไร”
“ขอบคุณน้ำใจพี่หลี่มาก แต่ว่านี่ก็บ่ายแล้ว พวกเรากลับหมู่บ้านกันดีกว่า” หลิวอี้มองท้องฟ้าก่อนจะพูดออกมา
“อื่มก็ดี ข้าอยากแช่น้ำเย็นล้างเหงื่อไคลแล้วเช่นกัน”
“จริงสิ ก่อนถึงหมู่บ้าน เดินย้อนไปเขาลูกที่พวกเราพบกันเมื่อวาน ที่นั่นมีน้ำตกอยู่ พวกเราไปเล่นน้ำกันที่นั่นก่อนเข้าบ้านก็ได้นะ”
“ดีเลย เช่นนั้นพวกเรารีบเดินทางไปกัน” แต่หลังจากที่หลี่เทียนชื่อพูดจบ ด้านหลังของพวกเขาก็มีเสียงสัตว์ร้ายขู่คำรามขึ้นมา
“โฮกกก”
“นั่นมันเสือโคร่ง!” เด็กหนุ่มทั้ง 2 ผสานเสียงพร้อมกัน
โปรดติดตามตอนต่อไป…