“คุณหนูสาม ข้าขอร้อง ช่วยพูดกับนายท่านทีเถิด ช่วยชีวิตอวิ๋นเกอร์ด้วย!ขอท่านได้โปรดเมตตาสักครั้ง!” อนุซุนโผเข้ามาเกาะขาฉู่จวินหลันร้องไห้คร่ำครวญพลางเอ่ยทั้งน้ำตา “ทุกอย่างเป็ความผิดของผู้น้อยเอง ผู้น้อยสั่งสอนบุตรไม่ดีแต่เขายังเล็กอยู่ และเป็น้องชายร่วมสายเืของท่าน หากท่านไม่ช่วยพูดกับนายท่านให้เกรงว่านายท่านจะตีอวิ๋นเกอร์จนตาย!”
เสียงร้องไห้โศกเศร้าของอนุซุนทำเอาบ่าวรับใช้หลายคนที่อยู่นอกลานเรือนถึงกับน้ำตาคลอ
ฉู่จวินหลันจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายกำลังใช้ศีลธรรมมากดดันนาง
“อนุซุนทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรท่านพ่อคือบิดาของพวกเรา อวิ๋นเกอร์เองก็เป็บุตรชายคนเล็กของท่านพ่อเหตุใดท่านพ่อถึงจะตีจนตายเล่า ท่านพ่อเพียงหวังจะสั่งสอนหาใช่คิดฆ่าฟันแต่อย่างใด อนุซุนก็แค่เป็ห่วงมากจนพูดเกินเหตุไปเช่นนี้”
คำพูดนั้นทำให้อนุซุนแทบจะสำลักน้ำลายตาย
“นายท่านเป็บิดาแท้ๆของเขา จะตีลูกของตนจนตายได้อย่างไร” อนุซูหัวเราะเยาะเบาๆ“หรือเ้าเห็นว่าทุกคนอยากทำร้ายคุณชายหก?”
บ่าวรับใช้นอกเรือนพลันตาสว่าง
ใช่แล้ว! นี่ไม่ใช่การลงโทษบ่าวรับใช้คนผู้นั้นเป็ถึงคุณชายหก บุตรชายคนเล็กของนายท่าน นายท่านจะตีถึงตายได้อย่างไร
ฉู่จวินหลันทำตาแดงก่ำน้ำตาเอ่อคลอนางพยุงอนุซุนขึ้นพลางกล่าว “แม้ข้าจะเป็บุตรสาวภรรยาเอก แต่ประมุขของจวนนี้ก็คือท่านพ่ออีกทั้ง ‘เลี้ยงโดยไม่สั่งสอน ย่อมเป็ความผิดของบิดา’ท่านพ่ออบรมคุณชายหกก็เพราะรักและหวังดี หวังว่าวันหน้าเขาจะเติบโตเป็คนที่มีคุณธรรมและเพื่ออนาคตของตระกูลฉู่ ข้าเป็เพียงสตรีในห้องหอจะไปขัดขวางหน้าที่ของบิดาได้อย่างไร”
พอได้ยินดังนั้นอนุซุนก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก จึงคุกเข่าอยู่บนพื้นเพื่อเรียกร้องความสงสารต่อไป
ทว่าฉู่จวินหลันกลับกดปลายนิ้วเรียวลงตรงเส้นประสาทของอนุซุนทำให้นางแขนขาอ่อนแรง ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้ทำได้เพียงลุกขึ้นยืนตามแรงของฉู่จวินหลัน
ฉู่จวินหลันที่น้ำตาไหลอาบแก้มเอ่ยอย่างอ่อนโยน“คุณชายหกก็เป็น้องชายของข้า เหตุใดข้าจะไม่ห่วง แต่หากข้าห้ามท่านพ่อสั่งสอนเขานั่นต่างหากถึงจะเป็การปิดกั้นหนทางของเขาในวันข้างหน้า ข้าย่อมเข้าใจความรักใคร่ของอนุซุนแต่ข้าอยากให้อนุซุนคิดถึงอนาคตของคุณชายหกให้มากกว่านี้”
“ใช่! มารดาที่รักลูกจนเกินไปมักจะทำให้ลูกเสียคน!” ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าอย่างพอใจ “สมกับเป็บุตรสาวที่สกุลลู่เลี้ยงดูมารู้จักคิดรอบคอบยิ่งนัก”
ถ้อยคำประโยคเดียวนี้ทำเอาบรรดาอนุทั้งหลายรวมถึงพี่น้องที่ยืนอยู่หน้าซีดเผือด
ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปทางฉู่ไฉเหลียงกล่าวว่า “เ้าก็ควรสำนึกไว้ให้มาก บุตรชายที่ดีๆ กลับถูกพวกสตรีในเรือนหลังสั่งสอนจนเสียคนหากมีครั้งต่อไป ข้าจะสั่งสอนหลานด้วยตัวเอง”
“ลูกจะจำไว้ขอรับ”ฉู่ไฉเหลียงไม่สนใจสีหน้าที่บิดเบี้ยวของอนุหวัง อนุซุน และอนุซู แต่หันไปดุฉู่หวาอวิ๋นแทน“เ้าลูกชั่ว! เ้าจะต้องคัดคัมภีร์ความกตัญญูหนึ่งร้อยจบ!หากไม่เสร็จห้ามออกจากห้องหนังสือ! เด็กๆ มาพาคุณชายหกออกไปเดี๋ยวนี้!”
“ขอรับ!” บ่าวชายสองคนรับคำแล้วรีบหิ้วแขนซ้ายขวาของฉู่หวาอวิ๋นที่ยังสะอื้นจนตัวโยนเดินออกไป
อนุซุนก้มหน้ากัดฟันแน่นจนแทบจะแหลกเป็ผง
นางไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะพลาดพลั้งกลายเป็เสียเหลี่ยมให้ฉู่จวินหลันได้เปรียบ!
ฉู่ไฉเหลียงเห็นว่ามารดาไม่ได้พูดถึงเื่แย่งสิทธิ์ควบคุมเรือนอีกจึงแอบถอนใจโล่งอก ก่อนเอ่ยกำชับ “รีบจัดการซ่อมเรือนคุณหนูสาม”
อนุหวังรีบรับคำทันที“เ้าค่ะ นายท่านไม่ต้องกังวล ข้าจะไม่ปล่อยให้คุณหนูสามลำบาก”
“อีกไม่นานจะถึงงานชุมนุมผู้สูงศักดิ์ที่จวนอันลู่โหว[1]แล้ว จวนเราก็ต้องเตรียมให้พร้อมอย่าให้ขายหน้าเด็ดขาด”
“เ้าค่ะ!”อนุหวังค้อมตัวรับคำ
เมื่อเอ่ยคำว่า‘งานชุมนุมผู้สูงศักดิ์’ บรรยากาศภายในห้องก็ผ่อนคลายลงไม่น้อยฉู่เมิ่งอิ๋งและฉู่อวิ๋นเจียวต่างหน้าแดงพร้อมรอยยิ้มเหนียมอายแม้แต่ฉู่เพ่ยซานผู้เป็น้องเล็กยังเผยแววตาคาดหวัง
ฉู่จวินหลันเลิกคิ้วเล็กน้อยจากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม งานนี้คือการรวมตัวประจำปีของบรรดาผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงผู้ที่เข้าร่วมล้วนเป็เชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ ทว่าตระกูลฉู่เป็เพียงครอบครัวขุนนางขั้นห้าซึ่งเป็ขั้นที่ต่ำที่สุดเกรงว่าเมื่อไปถึงงานชุมนุมนี้แล้วคงจะเป็ตระกูลที่มีฐานะต่ำสุดในบรรดาผู้เข้าร่วมงาน
งานเช่นนี้เป็เวทีประลองให้เหล่าบุตรชายอัจฉริยะของแต่ละตระกูลได้แสดงฝีมือและยังเป็โอกาสที่สตรีจะได้เข้าตาผู้ดีมีตระกูล เพื่อก้าวขึ้นสู่สังคมชั้นสูง
ฉู่จวินหลันไม่ได้สนใจนักก็แค่งาน ‘ดูตัว’ ตอนนี้นางยังไม่คิดเื่นั้น
“นายท่าน!”ขณะนั้นเอง ผู้ดูแลจวนหม่าเหยียนก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทีรีบร้อน เขามองฉู่จวินหลันด้วยสายตาเหยียดหยามก่อนเอ่ยเสียงดังลั่น“นายท่าน บ่าวรู้แล้วว่าทำไมจวนกงติ้งอ๋องถึงเลื่อนงานแต่ง! เป็เพราะซื่อจื่อหนีงานแต่งขอรับ!”
“หนีงานแต่ง?”ทุกคนอื้ออึงทันที
อนุหวังยกมือปิดปากร้องด้วยความใ“เขาเป็เพียงคนเสียสติ จะรู้เื่หนีงานแต่งได้อย่างไร เ้าอย่าพูดเหลวไหล!”
“ใช่ถึงคุณหนูของเราจะไม่ดีเพียงใด แต่ก็ไม่ถึงกับให้คนเสียสติมาปฏิเสธได้”
“อย่าพูดเหลวไหลสิถึงเขาจะเป็คนเสียสติ แต่เขาก็คือทายาทกงติ้งอ๋องนะ!”
“เป็ไปไม่ได้กระมังแม้แต่คนเสียสติยังไม่เหลียวแลพี่หญิงสามของเรา?”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรือนใหญ่ดังระงมเหตุการณ์วุ่นวายไปหมด
ฉู่หวาถิงได้ยินเช่นนั้นก็ปวดใจยิ่งนักรีบบอกให้เป่าเล่อพยุงเขามาข้างกายฉู่จวินหลัน แล้วกางแขนปกป้องนางไว้ด้านหลัง
“ต่างบอกว่าคุณชายแห่งจวนกงติ้งอ๋องเป็คนเสียสติแล้วคนเสียสติจะรู้จักเลือกหรือรังเกียจผู้ใดได้อย่างไร ข่าวที่ผู้ดูแลจวนหม่าเหยียนว่ามานี้เป็เพราะหนีงานแต่งหรือซื่อจื่อเพียงแค่ออกจากจวนไปเล่นสนุกเท่านั้น?”
“นี่…” เมื่อเจอคำถามเฉียบคมและรวดเร็วของฉู่หวาถิงผู้ดูแลจวนหม่าเหยียนก็กะพริบตาปริบๆ ด้วยเขายังมีท่าทีลังเลอีกฝ่ายจึงกล่าวต่อทันที
“ผู้ดูแลจวนหม่าเหยียนในเมื่อพูดแล้วก็ต้องรับผิดชอบด้วย การเลื่อนงานแต่งนั้นเป็คำกล่าวของผู้ดูแลจวนอ๋องและผู้ดูแลจวนอ๋องก็รับคำสั่งมาจากพระชายา หากผู้ดูแลจวนหม่าเหยียนบอกว่าสาเหตุที่เลื่อนงานแต่งเป็เพราะซื่อจื่อจงใจหนีเช่นนั้นก็เท่ากับกล่าวหาว่าชายากงติ้งอ๋องโกหกหรือ”
ผู้ดูแลจวนหม่าเหยียนโดนย้อนถามจนกะพริบตาถี่“บ่าว…บ่าวไม่ได้…”
ฉู่จวินหลันเห็นพี่ชายตอบโต้อย่างเฉียบคมก็ยกยิ้มก่อนจะเติมไฟเข้าไปอีก “อย่างไรข้าก็เป็บุตรสาวภรรยาเอกของท่านพ่อเื่หมั้นหมายสองตระกูลตกลงไว้แล้ว จะมีเื่หนีงานแต่งได้อย่างไร ซื่อจื่อเป็คนซื่อตรงเกรงว่าคงไม่รู้จักความหมายของคำว่าหนีแต่งงาน ชายากงติ้งอ๋องเองก็ต้องคอยกำกับดูแลซื่อจื่ออยู่แล้วข้าว่าที่เลื่อนงานแต่งก็เพราะเห็นว่าเรือนของเราเพิ่งเกิดเหตุเพลิงไหม้จึงชะลอไว้เพียงเท่านั้น”
ถ้อยคำนี้ช่วยกอบกู้หน้าให้ฉู่ไฉเหลียงไม่น้อยก่อนเขาจะพยักหน้ารับซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วมองบุตรสาวภรรยาเอกคนนี้ด้วยแววตาที่เต็มไปความพอใจ
ผู้ดูแลจวนหม่าเหยียนเหงื่อผุดเต็มหน้าผากเขาเดาความคิดของฉู่ไฉเหลียงออก จึงไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก ได้แต่ถอยออกไป
เมื่อทุกคนแยกย้ายฉู่จวินหลันก็กลับไปยังเรือนข้างที่อนุหวังจัดไว้ให้ใหม่
พอยามพลบค่ำมาถึง จื่อเยียนก็เตรียมน้ำอุ่นสำหรับอาบไว้พร้อมแล้ว
ฉู่จวินหลันถอดชุดออกเพิ่งจะก้าวลงอ่าง ก็ขมวดคิ้วหันมองหน้าต่างด้านหลัง “ใคร!”
จื่อเยียนเห็นฉู่จวินหลันคว้าชุดชั้นในมาสวมอย่างเร็วร่างนั้นพุ่งไปยังหน้าต่าง ก่อนที่มือเรียวจะฉุดคนผู้หนึ่งเข้ามาทันที
“เป็เ้า?”
จื่อเยียนเห็นว่าคนที่คุณหนูดึงเข้ามาเป็บุรุษแปลกหน้าขณะกำลังจะร้อง แต่กลับถูกฉู่จวินหลันห้ามไว้ก่อน
ฉู่จวินหลันกระชับชุดชั้นในตัวบางก่อนยิ้มมองชายหนุ่มที่หน้าแดงหันหลังให้นาง“อะไรกัน ซื่อจื่อคิดจะเอาคืนอย่างที่ข้าทำบ้างหรือ”
[1] โหว หมายถึง บรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้พระราชทานแก่ขุนนางโดยเรียงลำดับจากสูงไปต่ำ ได้แก่ กง โหว ปั๋ว จื่อ หนาน