หลังจากผ่านการเดินทางอันยาวนานและบทเรียนข้างทางอันมีค่า หลี่เฟิ่ง ก็มาถึงขอบเขตของเมืองที่ปรากฏในสายตาแตกต่างจากเมืองใหญ่ที่คึกคักอย่างหลัวหยางที่เขาตั้งใจจะไป เมืองนี้ดูเล็กกว่ามากมีกำแพงเตี้ยๆ ล้อมรอบ และผู้คนไม่พลุกพล่านเท่าที่ควรจะเป็ นั่นคือ เมืองหลงเหลียง เมืองชายแดนที่ตั้งอยู่ห่างไกลความเจริญ
แสงแดดยามบ่ายคล้อยต่ำสาดส่องลงมาบนถนนดินแดงที่ทอดยาวเข้าสู่ประตูเมืองกำแพงเมืองเก่าแก่ทรุดโทรม มีรอยร้าวและคราบตะไคร่น้ำเกาะหนาแน่นราวกับบอกเล่าเื่ราวของกาลเวลาที่ผ่านไป หลี่เฟิ่งยืนอยู่หน้าประตูเมืองสูดหายใจเข้าลึกๆ ััถึงกลิ่นดิน กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นแปลกๆที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศ บรรยากาศของเมืองนี้แตกต่างจากที่เขาเคยจินตนาการไว้มากนัก
เมื่อก้าวเท้าผ่านประตูเมืองเข้าไปหลี่เฟิ่งก็พบกับภาพความวุ่นวายที่ปรากฏตรงหน้าทันที
ถนนสายหลักของเมืองคับแคบและเต็มไปด้วยหลุมบ่อร้านรวงต่างๆ ดูโทรมและสกปรกไม่น้อย ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาแต่แทนที่จะเป็เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยสนุกสนานอย่างที่เคยเห็นในเมืองเล็กๆระหว่างทาง เสียงที่ได้ยินกลับเป็เสียงโวยวาย เสียงทะเลาะวิวาทและเสียงะโด่าทอ
เขามองเห็นชายฉกรรจ์หลายคนยืนจับกลุ่มกันตามมุมถนนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยสักและแผลเป็ สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆดวงตาของพวกเขาสอดส่องไปมาอย่างระแวง ราวกับกำลังมองหาเหยื่อบางกลุ่มกำลังนั่งล้อมวงเล่นการพนัน ส่งเสียงดังเอะอะโวยวายกลุ่มโจรป่าและนักเลงท้องถิ่นดูจะชุกชุมอยู่ในเมืองนี้
หลี่เฟิ่งเดินสำรวจเมืองไปเรื่อยๆพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับผู้คนเท่าที่จะทำได้ เขาเดินผ่านโรงเตี๊ยมที่ดูเก่าแก่มีนักเดินทางและนักเลงนั่งดื่มสุราส่งเสียงดังและโรงน้ำชาที่มีชายฉกรรจ์นั่งจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด
"เมืองชายแดนเป็เช่นนี้เองหรือนี่..."หลี่เฟิ่งพึมพำกับตัวเอง
เขานึกถึงคำเตือนของไป๋เฟิง"เมืองใหญ่ย่อมมีทั้งคนดีและคนชั่วปะปนกันไป"และดูเหมือนว่าเมืองหลงเหลียงแห่งนี้จะเน้นไปที่คนชั่วมากกว่า
หลี่เฟิ่งเดินผ่านตลาดสดที่ส่งกลิ่นคาวและกลิ่นเครื่องเทศปะปนกันไปพ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงเรียกลูกค้า แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจ เขาเห็นเด็กๆวิ่งเล่นกันในซอกซอยสกปรก ใบหน้าเปื้อนโคลนและเสื้อผ้าขาดวิ่นดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหิวโหยและความหวาดระแวง
ความรู้สึกหดหู่เริ่มเข้ามาเกาะกุมในใจหลี่เฟิ่งไม่เคยเห็นสภาพเช่นนี้มาก่อน หมู่บ้านหลินเจียงของเขาแม้จะเล็กแต่ก็เต็มไปด้วยความสุขสงบและน้ำใจแต่เมืองหลงเหลียงกลับเต็มไปด้วยความรุนแรงและความยากลำบาก
เขาตัดสินใจหาที่พักหลี่เฟิ่งเลือกโรงเตี๊ยมเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ดูไม่โอ่อ่ามากนักเพื่อไม่ให้เป็จุดสนใจ เขาเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมกลิ่นสุราและควันบุหรี่ลอยอบอวลไปทั่ว
"ห้องว่างหรือไม่?"หลี่เฟิ่งถามเถ้าแก่โรงเตี๊ยมที่เป็ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมซูบมีใบหน้าเซียวซูบและดวงตาที่เหนื่อยล้า
เถ้าแก่เงยหน้าขึ้นมองหลี่เฟิ่งอย่างพิจารณาก่อนจะถอนหายใจแ่เบา "มีสิ แต่เ้ามีเงินจ่ายหรือไม่? เมืองนี้ไม่ต้อนรับคนไม่มีเงินนะ"
หลี่เฟิ่งล้วงถุงผ้าเก่าๆออกมาจากเสื้อผ้า ภายในมีเงินเหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญที่ไป๋เฟิงมอบให้ เขาวางเหรียญทองแดงลงบนเคาน์เตอร์
เถ้าแก่หยิบเหรียญไปนับอย่างรวดเร็วก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย "พอจ่ายค่าห้องได้คืนหนึ่ง"
หลี่เฟิ่งรับกุญแจห้องมาห้องพักของเขาเป็ห้องเล็กๆ อยู่บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมภายในห้องมีเพียงเตียงไม้เก่าๆ โต๊ะเล็กๆ และหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดออกไปเห็นหลังคาบ้านเรือนของเมืองที่สกปรก
เขาโยนสัมภาระอันน้อยนิดลงบนเตียงแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ มองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วแสงไฟจากโคมไฟที่แขวนตามถนนเริ่มส่องสว่างแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เมืองดูน่าอยู่ขึ้นเลยแม้แต่น้อย
เสียงทะเลาะวิวาทดังมาจากด้านล่างของโรงเตี๊ยมบางครั้งก็มีเสียงแก้วแตกปะปนมาด้วย หลี่เฟิ่งหลับตาลง พยายามทำใจให้สงบ
"นี่คือยุทธภพที่แท้จริงหรือนี่..."เขาพึมพำกับตัวเอง
ความรู้สึกท้อแท้เริ่มกัดกินหัวใจเล็กน้อยเขาจะเอาชีวิตรอดในเมืองเช่นนี้ได้อย่างไร? และจะตามหา "พันธมิตรไร้เงา" ในเมืองที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเช่นนี้ได้อย่างไร?
แต่แล้วภาพของหมู่บ้านหลินเจียงที่ถูกเผาผลาญและใบหน้าของลุงหวงที่เสียชีวิตก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดความแค้นนั้นเป็ดั่งไฟที่จุดประกายขึ้นในใจอีกครั้งมันช่วยขับไล่ความท้อแท้ออกไปจากจิตใจ
"ข้าจะต้องไม่ยอมแพ้!"หลี่เฟิ่งกำหมัดแน่น "ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น!และข้าจะต้องตามหาพวกมันให้พบ!"
เขาดึง มีดสั้นปริศนา ออกมาจากอกเสื้อแสงสีเงินอ่อนๆ เปล่งประกายออกมาในความมืดของห้องพัก มีดเล่มนั้นเย็นเฉียบในมือแต่ก็ช่วยให้เขารู้สึกมั่นคงและมีกำลังใจ
การปรับตัวของหลี่เฟิ่ง:
ในวันรุ่งขึ้นหลี่เฟิ่งตัดสินใจที่จะไม่มุ่งหน้าสู่เมืองหลัวหยางในทันทีเขารู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเมืองใหญ่ที่ซับซ้อนกว่านี้เขา้าเวลาในการปรับตัวและเรียนรู้โลกภายนอกในเมืองชายแดนแห่งนี้ก่อน
เขาเริ่มออกสำรวจเมืองหลงเหลียงอย่างละเอียดพยายามจดจำเส้นทาง ซอกซอย และลักษณะของผู้คนในเมืองเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการสังเกตการณ์ผู้คน ฟังบทสนทนาที่ผ่านมาและพยายามเรียนรู้กฎเกณฑ์ที่ไม่เป็ทางการของเมืองแห่งนี้
เขาเห็นนักเลงเก็บค่าคุ้มครองจากพ่อค้าแม่ค้าเห็นคนยากจนถูกเอารัดเอาเปรียบ และเห็นการต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นบ่อยครั้งแต่เขาก็ยังคงจดจำคำเตือนของไป๋เฟิง"อย่าเพิ่งแสดงฝีมือของเ้าให้ใครเห็น"เขาจึงเลือกที่จะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้เ่าั้เพียงแค่เฝ้าสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ
หลี่เฟิ่งใช้เงินที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในการซื้ออาหารง่ายๆและพยายามประหยัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาเริ่มหางานเล็กๆ น้อยๆทำเพื่อประทังชีวิต เช่น การช่วยขนของในตลาด หรือการช่วยทำความสะอาดร้านค้าเล็กๆน้อยๆ แม้รายได้จะน้อยนิดแต่ก็ช่วยให้เขามีเงินพอที่จะจ่ายค่าห้องพักและซื้ออาหารได้ในแต่ละวัน
ในยามว่าง เขามักจะหาที่เงียบๆเพื่อฝึกฝนวิชาลมปราณและกระบวนท่ามีดสั้นเขายังคงทุ่มเทให้กับการฝึกฝนอย่างไม่หยุดยั้งเพราะรู้ดีว่านั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น
เขาเริ่มคุ้นเคยกับเสียงดังของเมืองกลิ่นอายของผู้คน และความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เขาไม่ได้รู้สึกใหรือหวาดกลัวเหมือนในวันแรกๆแล้ว เขากำลังปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
คืนหนึ่งขณะที่หลี่เฟิ่งกำลังเดินกลับโรงเตี๊ยมหลังจากทำงานเขาเห็นกลุ่มนักเลงกำลังรุมทำร้ายชายชราคนหนึ่งเพื่อปล้นชิงเงินทองหลี่เฟิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขานึกถึงคำเตือนของไป๋เฟิงแต่แล้วภาพของลุงหวงก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดเขาไม่สามารถทนเห็นคนอ่อนแอถูกรังแกได้
เขาตัดสินใจที่จะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวโดยตรงแต่จะใช้ไหวพริบเข้าช่วย หลี่เฟิ่งแอบซ่อนตัวอยู่ในเงามืด แล้วใช้ก้อนหินเล็กๆที่ซ่อนไว้ในมือ ขว้างออกไปอย่างเงียบเชียบ เพื่อให้ไปโดนถังขยะที่อยู่ห่างออกไปทำให้เกิดเสียงดัง
"ใครน่ะ!"กลุ่มนักเลงใ หันขวับไปมองยังทิศทางของเสียง
หลี่เฟิ่งฉวยโอกาสที่พวกนักเลงกำลังเผลอพุ่งตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ใช้ วิชาตัวเบา เข้าไปช่วยพยุงชายชราที่าเ็ให้หนีออกจากสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ให้กลุ่มนักเลงทันรู้ตัวว่าเขาเป็ใคร
"เ้าหนู...เ้าเป็ใครน่ะ?" ชายชราถามด้วยความแปลกใจ
หลี่เฟิ่งไม่ได้ตอบเขาพยุงชายชราไปหลบอยู่ในซอกซอยที่มืดมิด ก่อนจะพูดขึ้นเบาๆ ว่า"ท่านรีบกลับบ้านเถิดขอรับ" แล้วเขาก็หายตัวไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว
ประสบการณ์ในคืนนั้นทำให้หลี่เฟิ่งรู้สึกได้ถึงพลังที่เพิ่มขึ้นในตัวเองไม่ใช่แค่พลังทางกายภาพ แต่เป็พลังในการช่วยเหลือผู้อื่นและความมั่นใจในไหวพริบและวิชาที่เขาได้ร่ำเรียนมา
หลี่เฟิ่ง กำลังเติบโตขึ้นอย่างช้าๆในเมืองหลงเหลียงแห่งนี้ เขาได้เห็น ความวุ่นวายและปัญหาของเมือง ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวและได้ใช้ความสามารถของตัวเองในการเอาชีวิตรอดและช่วยเหลือผู้อื่นแม้จะยังไม่สามารถตามหา "พันธมิตรไร้เงา" ได้ในตอนนี้แต่เขาก็รู้ดีว่าทุกย่างก้าวในเมืองแห่งนี้คือ บทเรียนที่สำคัญ ที่จะช่วยให้เขาแข็งแกร่งขึ้นเพื่อเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า...