วังหลวงแคว้นต้าหยง
“ ข้าเชื่อในฝีมือของเ้าหลิวซูลี่ ” หลิวกุ้ยเฟยสายตาเป็ประกายมองไปที่ฮ่องเต้
“ ขอบพระทัยฝ่าาเพคะ หม่อมฉันทำตามหน้าที่และตามความสามารถของหม่อมฉันเพคะ ”
ฮ่องเต้กำลังจะเอ่ยปากพูดกับหลิวกุ้ยเฟย ทว่าครู่นั้นใต้เท้าก็ได้เดินเข้ามาทูลรายงานฝ่าาเสียก่อน
“ ทูลฝ่าา องค์รัชทายาทขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ ” ฮ่องเต้เหลือบมองไปที่กระดานหมากรุก แล้วมองไปที่สตรีที่อยู่ตรงหน้า หลิวกุ้ยเฟยเห็นเช่นนั้นก็เข้าใจได้ทันที ก่อนจะโค้งศรีษะเล็กน้อย
“ ฝ่าายุ่งราชกิจ หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ ”
“ เ้ากลับไปที่ตำหนักพักผ่อนเถิด ” ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาแล้วเก็บกระดานหมากรุกไว้ที่เดิม
ก่อนที่หลิวกุ้ยเฟยจะเสด็จออกจากตำหนักส่วนพระองค์ไป นางไม่ลืมที่จะหันไปถามฮ่องเต้ว่า
“ ฝ่าาเพคะ คืนนี้ฝ่าาจะเสด็จไปที่ตำหนักหม่อมฉันหรือไม่เพคะ ? หม่อมฉันพึ่งจะเรียนทำขนมมาอยากจะทำให้ฝ่าาชิมเพคะ ”
“ วันนี้คงไม่ได้ ข้าต้องอยู่ที่นี่อ่านฎีกา ” ฮ่องเต้ไม่อยากจะไปตำหนักของนางสนมคนไหน แววตาของหลิวกุ้ยเฟยแอบเศร้าเล็กน้อย
ถึงจะแอบผิดหวังแต่ก็ทำได้เพียงเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นไว้แล้วเดินออกจากตำหนักไป เมื่อหลิวกุ้ยเฟยเดินออกไป ก็พบกับรัชทายามิเจ๋อในชุดคลุมสีดำยืนรออยู่ที่หน้าตำหนัก
“ คาราวะหลิวกุ้ยเฟย ”
“ องค์รัชทายาทเข้าไปข้างในเถิด ฝ่าากำลังรอท่านอยู่เพคะ ”
ิเจ๋อพยักหน้าเบาๆก่อนจะเดินผ่านหน้าหลิวซูลี่เข้าไปข้างในตำหนัก กลิ่นหอมจากกายิเจ๋อทำให้หลิวซูลี่รู้สึกเศร้านัก เมื่อประตูตำหนักปิดลง หลิวซูลี่จึงเดินกลับออกไปพร้อมกับสาวใช้คนสนิท
กลับมาถึงที่ตำหนักของตน หลิวซูลี่นั่งจ้องใบหน้าของตนอยู่ในกระจกหน้าโต๊ะเครื่องแป้งครู่นาน ในกระจกสะท้อนใบหน้าที่สวยสดงดงามของนาง หลิวซูลี่เอ่ยถามสาวใช้คนสนิทของนางว่า
“ เจียอี เ้าว่าข้าสวยหรือไม่ ? ” เจียอีอึ้งไปชั่วครู่งงกับคำถามที่ซูลี่พึ่งจะเอ่ยถามตน
“ เอ่อ ... กุ้ยเฟยสวยที่สุดในเมืองเพคะ กลิ่นหอมเหมือนดอกกล้วยไม้ที่ส่งกลิ่นหอมทั่ววังหลวงเพคะ ”
เมื่อไม่นานมานี้ ฝ่าาได้โปรดปรานสนมหลีฮุ่ยหลิงออกนอกหน้านอกตา แต่ด้วยสถานะที่ต่ำต้อยจะสู้กับซูลี่ที่มีครอบครัวของมารดาเป็ถึงเหล่าขุนนางชั้นสูงได้อย่างไรกัน
“ จริงหรือ ? ไยฝ่าาถึงเ็ากับข้าเช่นนี้นะ ” ซูลี่หัวเราะเยาะให้กับชะตาชีวิตของตัวเอง
“ กุ้ยเฟยเพคะ ..... ”
“ เ้าไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ” ซูลี่หลับตาลง ลืมตาอีกครั้งแววตาที่เศร้าหมองได้หายไปในพริบตา
นางเข้าใจเื่นี้ได้ดีกว่าใคร ในใจของฝ่าามีเพียงสตรีผู้นั้น สตรีที่ตายไปเมื่อแปดปีก่อน คือฮองเฮามารดาขององค์รัชทายาทิเจ๋อ
แปดปีแล้ว ฝ่าาก็ยังไม่ลืมฮองเฮา ฝ่าายังบอกกับทุกคนอีกว่าไม่แต่งตั้งให้สตรีอื่นใดขึ้นเป็ฮองเฮาอีก ส่วนนางก็คงเป็ได้เพียงกุ้ยเฟยในวังหลวงนี้ไปตลอดชีวิต แม้ว่าซูลี่จะไม่ได้ขึ้นเป็ฮองเฮา แต่ตำแหน่งของซูลี่ในตอนนี้ก็เป็ตำแหน่งที่สูงที่สุดในวังนี้
นางควรจะดีใจมิใช่หรือ ซูลี่ปัดผมหน้าม้าขึ้น นางยังดูสวย ไม่ควรที่จะคิดมากถึงเื่เช่นนั้น นางควรจะมีความสุขในทุกๆวัน
“ เจียอี เ้าไปประกาศให้เหล่าขุนนางได้ทราบอีกหนึ่งเดือนจะมีการคัดหญิงงาม ให้พวกเขาส่งบุตรสาวเข้าร่วมด้วย อย่าลืมบอกให้พวกนางฝึกตัวเองให้ดีด้วยเช่นกัน ”
พอนึกถึงเื่สำคัญที่ฝ่าาได้มอบให้ตนทำ จึงรีบหันไปบอกกับเจียอีด้วยน้ำเสียงที่จริงจังทันที
“ เพคะกุ้ยเฟย ”
“ เ้ารีบไปเถิด ” ซูลี่รีบบอกปัดให้เจียอีไป ดีที่ฝ่าาไม่คัดเอานางสนมเข้ามาในวังหลวงอีก ไม่งั้นนางไม่มีทางสู้เด็กเ่าั้แน่
ตอนนี้ในวังหลวง สนมที่ซูลี่กังวลใจเป็ที่สุดก็คือสนมหลีฮุ่ยหลิง แม้ว่าฮุ่ยหลิงจะไม่มีครอบครัวเป็ขุนนางคอยหนุนหลัง แต่ฮุ่ยหลิงนางเข้าใจและเอาใจฝ่าาได้เป็อย่างดี จุดนี้ซูลี่นางเสียเปรียบยิ่ง เพราะว่าฮุ่ยหลิงมีสถานะที่ต่ำต้อยหากฝ่าาจะโปรดปรานก็จะไม่ทำให้ฝ่าาเดือดร้อนได้
ซูลี่กำมือแน่น ยิ่งคิดความแค้นภายในใจก็ยิ่งก่อตัวขึ้น นางจะไม่มีวันให้ฮุ่ยหลิงสมปรารถนาเป็แน่
“ เสด็จพ่อ ไม่นานมานี้แม่ทัพเหรินไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเลยพ่ะย่ะค่ะ ”
หลังจากที่ิเจ๋อไปจัดการเื่ขนเสบียงอาหารให้เหล่าทหารที่ชายแดนแล้วก็รีบกลับมาที่วังหลวงเพื่อทูลฝ่าาเื่นี้
“ อย่างไร ? ”
“ แม่ทัพเหรินได้เดินทางไปพบไห่เทาพ่ะย่ะค่ะ ” ิเจ๋อบอกสั้นๆ สีหน้าฮ่องเต้ถึงกับเปลี่ยนไป
แม่ทัพเหรินมีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งจำนวนมาก ถึงตอนนี้ฝ่าาเองก็ยังไม่สามารถทำให้แม่ทัพเหรินมอบป้ายอำนาจทหารให้ ส่วนไห่เทาเป็ตาแก่จอมเ้าเล่ห์ แม้ว่าฝ่าาจะสั่งสลายกองกำลังทหารของไห่เทาแล้วก็ตาม เป็เพียงมาตการชั่วคราว สองคนนี้แอบนัดพบกันจะต้องมีแผนอะไรแน่ๆ
ดูเหมือนแม่ทัพเหรินจะทนรอไม่ได้อีกต่อไป มีอำนาจทางการทหาร ส่วนบุตรสาวเป็ถึงกุ้ยเฟยตำแหน่งใหญ่สุดในบรรดานางสนม ดูเหมือนแม่ทัพเหรินยังไม่พอใจกับตำแหน่งนี้เสียเท่าไร
“ ช่างกล้าเสียจริง !!! ” ฮ่องเต้ทรงโกรธหนักกำหมัดทุบไปที่โต๊ะอย่างแรง
“ ิเจ๋อ ข้ามอบเื่นี้ให้เ้าไปตรวจสอบให้กระจ่างที หากเป็เช่นนั้นจริงให้คนไปดักที่จวนแม่ทัพเหรินไว้”
ฮ่องเต้อยากจะรู้ว่าแม่ทัพเหรินจะต้องสังเวยชีวิตเหล่าทหารเท่าไหร่ถึงจะได้ขึ้นครองตำแหน่งฮ่องเต้
“ น้อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ ” ฮ่องเต้มองบุตรชายที่ตนรักมากที่สุด ิเจ๋ออายุได้สิบเก้าหนาวแล้ว หากฮองเฮายังอยู่คงจะภูมิใจในตัวเขามาก
ลูกของพวกเขาโตมาอย่างดี ในวังหลวงและในกองทัพ รัชทายาทได้รับความไว้วางใจที่สุด ิเจ๋อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าทีฮ่องเต้ได้มาก
“ ิเจ๋อ เดือนหน้าข้าจะจัดงานคัดเลือกหญิงงาม เ้าควรเข้าร่วมด้วยเพื่อหาหญิงงามสักนางมาเป็ชายาคอยอยู่ข้างกายเ้า ”
คำพูดสุดท้ายฮ่องเต้ตั้งใจพูดเน้นชัดถ้อยชัดคำ บุตรชายคนนี้ของตนช่างแปลกเสียจริง มิเคยพาสตรีใดเข้าไปในตำหนักของตนเลย ตอนนี้แม่ทัพเหรินกำลังมีแผนจะก่อกบฎ ฮ่องเต้อยากจะให้ิเจ๋อได้รับแรงสนับสนุนจากเหล่าขุนนางในวัง
วิธีที่ดีที่สุดคือให้ิเจ๋อแต่งงานกับบุตรสาวของเหล่าขุนนาง หากองค์รัชทายาทจะต้องขึ้นครองราชย์พระชายาของรัชทายาทจะต้องมีตำแหน่งที่สูงศักดิ์ ิเจ๋อรู้สึกใเล็กน้อย นิ้วเรียวหมุนแหวนที่อยู่บนนิ้วชี้ไปมาเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ก่อนจะเอ่ยตอบฝ่าาไปว่า
“ ได้พ่ะย่ะค่ะ ” เมื่อคุยราชกิจกับเสด็จพ่อเสร็จ ิเจ๋อก็ขึ้นรถม้ากลับไปที่ตำหนัก ระหว่างทางกลับ ิเจ๋อคิดอะไรไปเรื่อย จึงสั่งให้องคลักษ์พาตนไปที่เมือง
ที่เรือนเล็กท้ายจวนสกุลลู่
สาวใช้สองนางที่ถูกอิ้งเย่วใช้ให้ถอนหญ้าทำความสะอาดจวนและแปลงดอกไม้ มีสภาพไม่ต่างจากไปสู้รบมา มือเรียวของสาวใช้ทั้งสองพองแดง ต้องนั่งถอนหญ้าั้แ่เช้าตอนนี้จะลุกเดินก็ลุกลำบาก พวกนางรู้สึกว่าร่างกายใกล้จะแหลกสลายเต็มทนแล้ว
อิ้งเย่วนั่งจิบน้ำชาอยู่ในจวนสบายใจเฉิบ มืออีกข้างเท้าคางมองพวกนางสองคนก้มหน้าทำงาน ริมฝีปากบางยักยิ้มเล็กน้อยด้วยความสะใจ ก่อนจะเดินออกไปบอกกับพวกนางว่า
“ วันนี้พอแค่นี้ก่อน พวกเ้าไปพักเถิด ” สาวใช้สองนางดีใจมากรีบวิ่งไปที่เรือนพักของตัวเองทันที ตอนนี้พวกนางไม่มีกระจิตกระใจที่จะตามติดอิ้งเย่วหรอก อยากจะพักเต็มทีแล้ว
หลังจากที่สาวใช้ทั้งสองนางเข้าห้องพักไป อิ้งเย่วก็ได้เปลี่ยนอาภร์ณสีเทา รวบผมขึ้น แปลงโสมแต่งกายให้เหมือนกับผู้ชาย อิ้งเย่วมองดูตัวเองในกระจก ใบหน้าของเ้าของร่างเดิมเหมือนใบหน้าของนางไม่มีผิด เพียงแต่ว่าใบหน้าของเ้าของร่างเดิมดูป่วย อ่อนแอไปหน่อย ผิวขาวซีดเหมือนคนใกล้ตายยังไงยังงั้น มีเพียงดวงตาคู่สวยที่ยังส่องแสงเป็ประกายอยู่
“ คุณหนูจะไปไหนหรือเ้าคะ ? ” ลี่มี่เห็นอิ้งเย่วเปลี่ยนชุด เลยสงสัยจึงได้เอ่ยถามนางออกไป
“ ข้าจะออกไปข้างนอก ลี่มี่ เ้าอยู่ที่นี่คอยจับตาดูพวกนางให้ดี หากมีผู้ใดมาตามหาข้าเ้าเพียงบอกพวกเขาไปว่าข้าไม่สบายอยากพักผ่อนไม่ต้อนรับผู้ใด เข้าใจหรือไม่ ? ”
“ คุณหนูจะออกไปข้างนอกคนเดียวหรือเ้าคะ ?” ลี่มี่มีอาการเป็ห่วงนางอย่างเห็นได้ชัด
“ ไม่ต้องเป็ห่วง ข้าจะรีบกลับมา ” อิ้งเย่วส่งยิ้มให้ลี่มี่ให้นางได้อุ่นใจ ก่อนจะรีบเดินออกจากจวนไป
ลี่มี่คอยสังเกตุอิ้งเย่วมานานหลายวัน นางเปลี่ยนไปมากแตกต่างจากเมื่อก่อนมากเช่นกัน ลี่มี่ไม่กล้าที่จะถามอิ้งเย่วออกไป ลี่มี่ส่ายหน้าไปมา ไม่ว่าคุณหนูอิ้งเย่วของตนจะเปลี่ยนไปแค่ไหนนางก็ยังจะคอยรับใช้อิ้งเย่วอยู่อย่างนี้ มีเพียงคุณหนูอิ้งเย่วเท่านั้นที่ดีกับตน
ครั้งแรกที่อิ้งเย่วได้เดินชมเมืองเก่าแก่ในยุคโบราณเช่นนี้ เป็เมืองใหญ่ในแคว้นต้าหยงแห่งนี้ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหารและโรงเตี๊ยม ชาวเมืองยืนที่ริมสระช่างมีความสุขเสียจริง ที่นางตั้งใจออกจากจวนมาในครั้งนี้เพียงเพราะอยากจะออกมาเที่ยวชมเมืองเพียงเท่านั้น เป็เมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านมากทีเดียว
“ ท่านชาย ท่านซื้ออะไรช่วยข้าหน่อยสิ ” เ้าของร้านเห็นอิ้งเย่วมีรูปโสมที่สง่างาม เสื้อผ้าดูไม่แพงนักแต่ก็ถือว่าเป็เสื้อผ้าที่ดีจึงได้เชิญให้นางดูของที่แผงของตน
อิ้งเย่วหันไปดูจึงเห็นเป็ร้านขายเครื่องประดับ อิ้งเย่วหยิบหยกที่สลักเป็รูปนกขึ้นมาดูอยู่ครู่นึง ก่อนจะยิ้มแห้งแล้วบอกกับเ้าของร้านว่า
“ น่าเสียดาย ข้าไม่ได้พกเงินติดตัวมาด้วย ” เ้าของร้านถึงกับหน้าเศร้า ไม่ใช่ว่านางไม่ได้พกเงินติดตัวมาด้วย แต่นางอยากจะเดินดูให้ทั่วก่อน ทว่าครู่นั้นก็มีเสียงคนร้องดังขึ้น