แม้ว่าวิธีช่วยเหลือเด็ก ๆ ของฟางจิ่วหลินจะบ้าบิ่นและดูหลุดโลกไปสักหน่อย แต่เชื่อเถอะ ว่าวิธีนี้นี่แหละ คือวิธีที่ดีที่สุดในเวลานี้
"นังบ้าเอ๊ย! ถือว่าวันนี้พวกฉันมาเหยียบขี้หมาก็แล้วกัน!" เซิงตั๋วถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจ มันกวาดตามองเด็กน้อยสามคน ก็พลอยรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ไม่ได้การแล้ว! จะอยู่ที่นี่นานไม่ได้ จะต้องรีบกลับไปอาบน้ำล้างตัวเดี๋ยวนี้!
“อะอ้าววว จะไปไหน! ไม่เอาเด็ก ๆ ไปด้วยล่ะ จะทิ้งไว้ที่นี่ให้เป็ภาระของฉันคนเดียวไม่ได้นะ” ฟางจิ่วหลินทำเป็ร้องตามหลัง แต่ทว่าในใจกลับแอบชื่นชมตัวเองว่าแก้สถานการณ์ได้เก่งมาก
ชายทั้งสองเดินดุ่ม ๆ ออกไปจากบริเวณบ้านหลังน้อยของเธอด้วยอาการหัวเสีย นอกจากไม่ได้ตัวเด็กแล้ว ยังเสียเงินทิ้งอีกต่างหาก มันน่าหงุดหงิดชะมัด ขืนอาเฮียใหญ่รู้เื่เข้าจะต้องซ้อมพวกเขาจนอ่วมแน่
แต่หากรั้นจะลากเด็กขยะพวกนั้นไปด้วย โรคฝีดาษมรณะนั่นคงแพร่กระจายไปติดเด็กคนอื่นด้วย แบบนี้ก็จะพลอยขายไม่ออกกันหมดน่ะสิ
"ไม่เอาแล้วโว้ย!! ฝากไว้ก่อนเถอะนังผู้หญิงบ้า อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย!"
พวกมันสบถด่าไล่หลังด้วยความแค้นเคือง ก่อนที่ไม่กี่นาทีต่อมาร่างของชายฉกรรจ์ทั้งสองจะหายลับไปในความมืดของ่เวลาหัวค่ำ
ความเงียบสงัดโรยตัวลงมาปกคลุมกระท่อมผุเก่าหลังน้อย ฟางจิ่วหลินยืนนิ่งอยู่กับที่ จนแน่ใจว่าพวกมันเดินไปพ้นแล้วจริง ๆ และจะไม่ย้อนกลับมาอีก จึงค่อยพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เรี่ยวแรงที่ฮึดสู้เมื่อครู่ พลันมลายหายไปจนสิ้น ร่างผอมบางทรุดฮวบลงกับพื้นดิน มีดอีโต้หลุดจากมือหล่นกระทบพื้นจนเกิดเสียงฉึบ ฝ่ามือของเธอสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ หัวใจเต้นโครมครามรัวเร็วจนแทบจะทะลุออกมานอกอก…
‘นี่มันร่างกายบ้าบออะไร!! เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอยู่นั่น! แบตเสื่อมหรือไงกันนะ’ ฟางจิ่วหลินบ่นพึมพำในใจให้กับร่างกายอ่อนแอปวกเปียกของคนเก่า
"แม่จ๋า..."
ััอุ่นวาบจากฝ่ามือน้อยแตะลงบนแขนเสื้อที่สากเก่าของมารดา
ฟางจิ่วหลินเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาสามคู่ที่กำลังจ้องมองเธอด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย น้องเล็กมู่เสี่ยวจูหยุดบีบน้ำตาแล้ว แต่ขอบตายังแดงช้ำดูน่าสงสาร
มู่เสี่ยวเจินผู้เป็พี่สาวคนโตคลายนิ้วมือที่กำแน่นออก เผยให้เห็นรอยเล็บที่จิกเข้าไปในฝ่ามือจนมีเืไหลซิบออกมา ส่วนมู่เสี่ยวจิ่นผู้เป็แฝดรองโยนก้อนหินทิ้งไปเงียบ ๆ เธอเฝ้ามองมารดาด้วยแววตาสับสนปนระแวดระวัง
สายตาของเสี่ยวจิ่นที่มองแม่ ราวกำลังลอบประเมินว่าผู้หญิงตรงหน้า คือแม่ของพวกเธอจริง ๆ หรือคือแม่ที่ถูกปีศาจเข้าสิงกันแน่
เป็ครั้งแรกที่ฟางจิ่วหลินได้มองสภาพร่างกายของเด็กน้อยทั้งสามคนชัด ๆ ใบหน้าของเด็ก ๆ ดูน่ารักจิ้มลิ้ม แต่ทว่าเปื้อนเปรอะไปด้วยคราบเหงื่อคราบไคลและคราบเขม่าควัน หนำซ้ำรอยตุ่มแดง ๆ ที่เกิดจากยุงกัด ก็ทำให้เด็ก ๆ ดูน่าสงสารไปอีกแบบ
เด็ก ๆ พวกนี้ไม่รู้ว่าต้องอดอยากมานานแค่ไหนแล้ว ถึงผอมแห้งได้ขนาดนี้ ดูสิ… เสื้อผ้าก็เก่าซีดเต็มไปด้วยรอยปะชุน ริมฝีปากแห้งแตกลอกล่อนเป็ขุย ผิวกายที่นอกจากรอยผื่นคันแล้ว ก็ยังมีรอยด่างดำเป็หย่อม ๆ อยู่ทั่วทั้งตัว
‘โถ… เด็กน้อย… ช่างน่าเวทนาซะจริง’
ถึงแม้ว่าฟางจิ่วหลินจะเป็ผู้หญิงปากร้ายและปากไว แต่เธอก็เป็ผู้หญิงที่ค่อนข้างรักเด็ก ไม่ได้ใจร้ายเหมือนกับภาพลักษณ์ที่เธอมักแสดงออกไป ผู้หญิงอย่างเธอจะบอกว่าเป็คนจำพวกปากมีดใจเต้าหู้[1]ก็ไม่ผิดนัก
“ฮือ… ฮึก…” เสียงสะอื้นน้อย ๆ ดังมาจากลำคอของแฝดน้องคนสุดท้องอย่างมู่เสี่ยวจู เื่บีบน้ำตา และเื่ทำตัวให้ดูน่าสงสารเพื่อเรียกร้องความสนใจ คืองานถนัดของมู่เสี่ยวจูเชียวล่ะ
ตอนนี้ขอบตาของฟางจิ่วหลินพลันร้อนผ่าว ความน่ารัก ความน่าสงสาร และความน่าเอ็นดูของเด็ก ๆ ทั้งสามโดยเฉพาะจากมู่เสี่ยวจู ทำให้หัวใจของฟางจิ่วหลินพลันอ่อนยวบลง เธอไม่อาจทำท่าทีเ็าต่อเด็ก ๆ เหมือนกับที่ร่างเดิมเคยทำกับลูก ๆ ได้อีก
ฟางจิ่วหลินอ้าแขนออกกว้าง ก่อนจะดึงร่างเล็กจ้อยที่ผอมจนเหลือแต่กระดูกทั้งสามคนให้เข้ามากอดซุกแนบอก กลิ่นฝุ่นและกลิ่นเหงื่อที่หมักหมมมานานลอยคละคลุ้งตีเข้ามาในโพรงจมูกของเธอ
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอควรให้ความสนใจในเวลานี้ เพราะร่างเล็กของเด็ก ๆ ทั้งสามสั่นเทาริก ๆ เหมือนกับลูกแมวเปียกฝน นี่ทำให้ฟางจิ่วหลินยิ่งต้องกอดรัดพวกเด็ก ๆ ให้แน่นขึ้น หวังถ่ายทอดความอบอุ่นจากทรวงอกส่งต่อให้เด็ก ๆ เพื่อคลายความหวาดกลัวลง
และแล้วไม่กี่วินาทีต่อมา… ไออุ่นจากอกมารดา… ก็ทำให้เด็ก ๆ ทั้งสามคลายความหวาดกลัวและคลายความหวาดระแวงต่อตัวมารดาคนนี้ลงได้
เป็เสี่ยวจูที่กอดตอบ และเอ่ยถามมารดาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"แม่จ๋า… แม่ไม่ขายพวกเราแล้วใช่ไหม ฮึก… ฮือ~"
เสี่ยวจูซุกหน้าเล็ก ๆ ลงกับลาดไหล่แคบของมารดา เ้าลูกแมวน้อยปล่อยโฮออกมาสุดเสียง คราวนี้ไม่ใช่การแสดงละครเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือเรียกคะแนนสงสารแต่อย่างใด แต่เป็เสียงร้องไห้ระงมของเด็กน้อยที่หวาดกลัวการถูกทอดทิ้งจริง ๆ
เสี่ยวเจินแฝดพี่ที่มักทำตัวเข้มแข็งกอดตอบมารดาแน่นด้วยเช่นกัน ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันเริ่มสั่นระริก เอ่ยออกมาเป็คำพูดที่ชวนให้ปวดหนึบหัวใจอย่างเหลือแสน "เสี่ยวเจินจะช่วยแม่เลี้ยงน้อง และจะช่วยทำงานหาแต้มแรงงานมาให้แม่ แม่จะได้ไม่ขายพวกเราอีก"
เสี่ยวจิ่นแฝดรองเป็คนที่มักเก็บซ่อนความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ลึก ๆ ก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนหยาดน้ำตาที่ร่วงเผาะลงมาถึงคาง เสี่ยวจิ่นไม่ได้พูดอะไร เพียงซุกตัวอยู่กับอกเสื้อของมารดาอย่างเงียบเชียบ
ฟางจิ่วหลินลูบผมที่แห้งกรังราวกับฟางข้าวของเด็ก ๆ อย่างอ่อนโยน มือที่เคยสั่นเทากลับมามั่นคงอีกครั้ง แววตาที่เคยสับสนและตื่นตระหนก แปรเปลี่ยนเป็ความเด็ดเดี่ยวและแข็งกร้าวดุจดั่งเหล็กร้อนที่ถูกไฟหลอม
"ฟังแม่ให้ดีนะ..." ฟางจิ่วหลินกระซิบเสียงพร่า แต่น้ำเสียงนั้นกลับหนักแน่นจนสลักลึกลงไปในใจของเด็กทั้งสาม "เหอจิ่วหลินคนเดิม… ผู้หญิงอ่อนแอโง่เขลาคนนั้นน่ะ ได้ตายจากไปแล้ว ต่อไปนี้ให้เรียกแม่ว่าฟางจิ่วหลินก็แล้วกันนะ"
เธอผละออกเล็กน้อย ประคองใบหน้าเปื้อนฝุ่นของเด็กแฝดทีละคน นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยเช็ดคราบน้ำตาให้อย่างเบามือที่สุดเท่าที่คนหยาบกระด้างอย่างเธอจะทำได้
เธอให้เหตุผลกับเด็ก ๆ ว่า ชื่อเดิมอย่างเหอจิ่วหลินมันฟังดูเชยและอัปมงคลเกินไป บางทีการเปลี่ยนชื่อแซ่อาจทำให้อะไร ๆ เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นก็ได้
เด็ก ๆ พยักหน้าเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เพราะพวกเขากลัวว่าหากทำให้แม่ไม่พอใจ แม่จะขายพวกเขาให้กับพวกนายหน้าค้ามนุษย์อีก
"ลูกไม่ต้องกลัวนะ ต่อให้บ้านเราขัดสนแค่ไหน แม่ก็จะไม่มีทางขายลูกกินเด็ดขาด ที่ผ่านมาแม่ผิดไปแล้ว แม่ขอโทษ…”
คำพูดของมารดาเรียกเสียงสะอื้นจากลำคอของเสี่ยวจูได้อีกครั้ง
“ต่อจากนี้ไป… แม่คนนี้จะดีกับลูกให้มาก ๆ แต่จะร้ายกับคนอื่นให้โลกมันจำ! ใครหน้าไหนที่มันกล้ามารังแกพวกหนู กล้ามาแตะต้องเส้นผมพวกหนูอีกแม้แต่เส้นเดียว แม่จะตามไปกัดมันให้จมเขี้ยว! จะถลกหนังหัวมันมาเช็ดรองเท้าซะ!"
คำสบถในแบบฉบับของผู้หญิงปากร้ายหลุดลอดออกมาอย่างลืมตัว แต่ทว่ามันไม่ทำให้เด็ก ๆ หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับกันคือมันทำให้แววตาของเด็กทั้งสามเปล่งประกายวิบวับขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้า
ฟางจิ่วหลินดึงลูกสาวทั้งสามเข้ามาสวมกอดอีกครั้ง ตัวเธอในตอนนี้ช่างสูงตระหง่านเสมือนกลายร่างเป็ปราการเหล็กกล้า ที่พร้อมจะต้านทานพายุฝน ไม่ว่ายุคบัดซบปี 1975 นี้จะโหดร้ายป่าเถื่อนเพียงใด เธอจะต้องพาลูกแฝดทั้งสามคนนี้ มีชีวิตรอดและผงาดขึ้นมากลายเป็แม่ค้าผู้ร่ำรวยมั่งคั่งให้จงได้!
‘ฉันจะไม่ยอมจมปลักอยู่กับชีวิตทุกยากเส็งเคร็งนี่ไปตลอดอย่างแน่นอน!’
[1] สำนวนจีนที่เปรียบเปรยได้ว่า คนที่ปากร้ายแต่ใจดี คนที่ปากอย่างใจอย่าง ปากไม่ตรงกับใจ