เขายืนขมวดคิ้วนึกได้ไม่นานก็ถูกคว้าแขนให้ไปนั่งบนเตียงพร้อมจับมือให้ไปแนบข้างแก้ม สิงเทียนใช้ใบหน้าฟ้าประทานนั่นถูไถมือเขาราวกับเป็สิ่งมีชีวิตตัวน้อยที่กำลังออดอ้อนเ้านาย
“อ้าก! นะ นี่ท่านทำอะไรขอรับ!” ซิ่วอิงชักมือกลับอย่างแรงจนแทบหงายหลังตกเตียง
สิงเทียนจ้องเขาก่อนจะตวาดใส่ “อะไร! ข้าหน้าซีดก็ต้องถ่ายลมปราณผ่านใบหน้าสิ เ้าจะใทำไม ทำอย่างกับข้าจะคิดพิศวาสกับเ้างั้นแหละ!”
ท้ายประโยคนั่นเน้นชัดถ้อยชัดคำเพื่อให้คนฟังตระหนักถึงฐานะตนเองว่ากำลังพูดอยู่กับผู้ใด ซิ่วอิงจ้องเข้าไปในแววตาอีกฝ่ายก็รับรู้ได้ว่าสิงเทียนกำลังพูดความจริง สุดท้ายจึงหย่อนก้นนั่งลงที่เดิม
“เอ่อ ข้าน้อยขออภัย เช่นนั้นเชิญตามสบายขอรับ”
เขายื่นมือไปให้อีกครั้ง สิงเทียนกำมือข้างนั้นแน่นจับมันแนบใบหน้าที่เย็นเฉียบแล้วหลับตาพริ้ม ทำท่าทางราวกับกำลังผ่อนคลายและสบายตัวอย่างมาก
ซิ่วอิงนั่งมองใบหน้าหล่อตรงนั้นแล้วก็เผลอคิดในใจ 'สิงเทียนนี่มันโคตะระหล่อเลยวุ้ย! ขนตายาวยิ่งกว่าสตรีอีก รูปหน้าก็ดูดีอย่างกับพระเ้าปั้นมาเองกับมือ หล่อแล้วหล่ออีก หล่อวัวตายควายขวิดจริง ๆ หล่อชนิดที่มองเท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อ ยิ่งมองยิ่งเจริญหูเจริญตาแท้’
ฉับพลันนั้นเองสิงเทียนก็ลืมตาขึ้นมาพอดีพร้อมปล่อยมือเขา
“ข้าพอแล้ว”
ฝ่ายคนรับใช้ยังเห็นว่าผู้เป็นายดูอ่อนเพลียอยู่ จึงว่า “คุณชาย ท่านจะนอนต่ออีกหน่อยก็ได้นะขอรับ เดี๋ยวข้าน้อยจะออกไปหาอะไรมาให้กิน”
สิงเทียนส่ายหัว “ข้าไม่หิว”
“เช่นนั้นแค่นอนก็ได้ขอรับ”
“อืม”
หลังจากนั่งเฝ้าจนคนในเรือนหลับแล้ว ซิ่วอิงก็แอบย่องออกจากห้องมานั่งเล่นหน้าเรือน เขานั่งมองชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาว่าเมื่อไหร่จะมีชายปริศนาวิ่งมาขอความช่วยเหลือ แต่นึกได้ไม่ทันไรก็เกิดเื่ขึ้นมาจริง ๆ
ชายผู้หนึ่งวิ่งหน้าตั้งมาทางเขาด้วยท่าทางรีบร้อน ซิ่วอิงรีบยืนขึ้นเตรียมตัวต้อนรับและยื่นมือเข้าช่วยอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือภารกิจเซอร์วิสที่เขาชอบมากที่สุดในบรรดาฉากของพระ-นางยังไงล่ะ
“ช่วยด้วย! ช่วยข้าด้วย!”
ชายตรงหน้าวิ่งมาทั้งเหงื่อไคลและน้ำตาไหลอาบใบหน้า เขาพูดไม่เป็ภาษาเอาแต่ยกมือไหว้วิงวอนขอให้คนบนเรือนช่วย ซิ่วอิงสูดหายใจและยืดอกเชิดหน้าตรง เดินลงบันไดไปในท่าทีนิ่งสงบเพื่อพบคนด้านล่าง เขารู้อยู่แล้วว่านี่คือบิดาของแม่นางหยางอี ซึ่งกำลังรีบร้อนมาขอให้ช่วยไล่ผีที่สิงในร่างของบุตรสาวออกให้นั่นเอง
เขายกมือขึ้นบีบไหล่คนทางนั้น ก่อนจะช่วยพูดให้ใจเย็นลงและเชิญขึ้นเรือนไปคุยกันดี ๆ แต่ขายังก้าวไม่พ้นบันไดขั้นสุดท้าย สิงเทียนที่นอนเต็มอิ่มแล้วก็ได้เปิดประตูออกมาพบเข้าพอดี ช่างเป็ความบังเอิญที่เหมาะเจาะอะไรเยี่ยงนี้
เมื่อเห็นชายปริศนาร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจ สิงเทียนจึงถามขึ้น “มีอะไรหรือ เกิดเื่อะไรขึ้น”
ซิ่วอิงไม่อยากเป็ผู้อธิบายให้เหนื่อยเปล่า ไหน ๆ ก็ออกมาแล้ว เช่นนั้นจึงทำมือเชื้อเชิญให้คนด้านหลังที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งเป็ผู้พูด
“ลูกสาวข้านางหายตัวไป! ฮือ” เขาสะอึกสะอื้นก่อนจะกลั้นใจพูดต่อ “เมียข้าก็หายตัวเช่นกัน พวกนางทั้งคู่ถูกปีศาจในป่าล่อลวงไป ผ่านมาราวหนึ่งเดือนก็ยังไม่กลับออกมาเลย ช่วยพวกนางด้วยเถอะ!”
ซิ่วอิงยืนสะตั้น เขารีบลากชายผู้นั้นไปถามให้แน่ใจอีกครั้ง “นี่ มิใช่ว่าบุตรสาวเ้าถูกผีสิงร่างหรอกหรือ”
ชายผู้นั้นทำหน้างงและส่ายหัวตอบ “มิใช่ขอรับ! พวกนางถูกปีศาจจับตัวไปจริงๆ”
ซิ่วอิงถามต่อ “บุตรสาวเ้าชื่ออะไร ใช่หยางอีรึไม่”
อีกฝ่ายถึงกับผงะทำหน้างงอย่างสุดขีด “หือ? หยางอีคือผู้ใด ไม่ใช่ขอรับ บุตรสาวข้าชื่อหลี่ซวนต่างหาก”
“เอ้า! อะไรกันล่ะเนี่ย” ซิ่วอิงยืนงงบ้าง
สิงเทียนที่ไม่เข้าใจกับสองคนตรงนั้นว่ากำลังพูดคุยอะไรกันจึงเดินเข้ามาใกล้ “มีเื่อะไรกัน สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับเขา”
“เปล่าขอรับคุณชาย คือว่ามันไม่ใช่แบบที่ข้าคิดไว้น่ะ”
เรียวคิ้วข้างหนึ่งของสิงเทียนยกขึ้น “คิด? เ้าคิดสิ่งใดไว้”
“อ้อเปล่าขอรับ”
ชายผู้นั้นนั่งลงกอดขาสิงเทียนพร้อมเขย่าจนสั่นไหวไปทั้งเรือน “ได้โปรดช่วยภรรยากับบุตรสาวข้าด้วยนะท่าน ได้โปรดล่ะท่านเซียน!”
“ท่านเซียน?” สิงเทียนเลิกคิ้วมองคนด้านข้างอย่างไม่เข้าใจ
ซิ่วอิงรีบกระซิบบอก “ชื่อเสียงของคุณชายมันดังไกลไปทั่วแล้วขอรับ หลังจากที่เราออกจากหมู่บ้านตีนเขามาน่ะ ผู้คนต่างเอาไปเล่าขานว่าท่านเปรียบดังเทพเซียน”
“อ๋อ” เขาก้มลงมองคนที่กอดขาตัวสั่นแล้วว่า “เช่นนั้นข้าช่วยก็ได้”
ซิ่วอิงร้องห้าม “เดี๋ยว!....”
เขายังไม่ทันบอกความจริงก็ถูกสิงเทียนนำนิ้วมาแตะปากให้เงียบเสียงเสียแล้ว ทำท่าเหมือนส่งสายตาให้ดูคนเบื้องล่างว่าน่าสงสารเพียงใด ลงทุนวิ่งหอบมาหาถึงเรือนเพื่อขอให้ช่วยตามหาภรรยาและลูกสาว ถูกเรียกว่าท่านเซียนอย่างเคารพนับถืออีก จะให้ใจดำปฏิเสธลงได้อย่างไร
เมื่อเข้าใจความคิดอีกฝ่ายเขาก็พยักหน้าทำมือเป็รูปโอเคทันที แม้ในหัวตอนนี้จะยังรู้สึกสับสนจนยืนเหม่อก็ตาม
หลังชายปริศนาได้ใจเย็นลงและเลิกร้องไห้แล้ว เขาก็บอกเล่าเื่ราวที่ตนและครอบครัวประสบพบเจอมา เมื่อหนึ่งเดือนก่อน พวกเขาเข้าป่าไปหาชิ้นส่วนกระดูกคนตายมาทำเครื่องราง สามีแยกไปอีกทางส่วนภรรยาและลูกสาวก็ไปอีกทาง แต่แล้วทั้งคู่กลับหายตัวไปในป่าอย่างเป็ปริศนา
ตอนแรกเขานึกว่าพวกนางจะกลับมารอที่เรือน แต่หลังจากมาถึงเรือนก็พบแค่ความว่างเปล่า เขาคร่ำเครียดอยู่นานหลายวัน พยายามกลับเข้าป่าไปตามหาก็มิพบเบาะแสใดเลย จ้างหมอผีหรือผู้มีวิชาหลายคนก็ล้วนแต่ไม่พบ กระทั่งได้ข่าวแว่วมาเข้าหูว่ามีเซียนสองท่านเดินทางผ่านมาพักที่นี่ เขาจึงมีความหวังขึ้นมาอีกครั้งรีบวิ่งโร่มาหาอย่างที่เห็น
ซิ่วอิงนั่งปิดปากเงียบไม่ออกความเห็นสักแอะ เพราะเขาไม่รู้อะไรเลยในสถานการณ์แบบนี้ เนื้อเื่ที่ชายผู้นั้นบอกเล่ามามันไม่เคยมีในนิยายเื่นี้มาก่อน ต่อให้เขาจะอ่านแบบลวก ๆ พอผ่านตา แต่อย่างน้อยก็ควรมีบางจุดที่สะกิดความทรงจำให้คุ้นเคยบ้าง แต่นี่กลับมืดแปดด้านไปโดยปริยาย ไม่สามารถออกความเห็นหรือช่วยเหลือใครได้เลยในจังหวะนี้
“เ้ากำลังคิดสิ่งใด กำลังทบทวนเื่ที่ชายผู้นั้นบอกมาหรือ” สิงเทียนเอ่ยถามด้วยสีหน้าคาดหวัง
คนถูกถามได้แต่อ้าปากพะงาบ ๆ พร้อมโบกมือ “มิใช่ขอรับ ข้าน้อยจะไปมีความสามารถวิเคราะห์เพียงแค่คำพูดได้อย่างไรกัน มิใช่ผู้ล่วงรู้อนาคตเสียหน่อย”
“งั้นรึ”
สิงเทียนทอดถอนใจทำหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งตนเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน เพราะปกติจะมีอีกคนคอยช่วยเสมอ ปูทางให้เขาแสดงความสามารถได้เต็มที่และรอคอยคำชมจากชาวบ้านที่จะตามมาก็เท่านั้น
แต่บัดนี้สีหน้าของอีกฝ่ายกลับดูจืดชืด กิริยาที่ปกติต้องะโโลดเต้นเพราะมีเื่ให้น่าสนใจย่อมแสดงออกมาไม่มีปิดบัง ครั้นมองดูให้ดีกลับดูผิดเผกกว่าครั้งไหน ลูกตาเหลือกลอยราวกับิญญามิได้อยู่ในร่างเสียอย่างนั้น ไม่แน่ว่าหนนี้เขาอาจจะคิดผิดหรือเปล่าที่ตกปากรับคำช่วยเหลือชายผู้นั้น
บุรุษที่ถูกเรียกว่าเป็เซียนหันไปกล่าวกับชายด้านหลังด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเพื่อไม่ให้เขาแตกตื่น “ยังไงเ้าก็กลับไปก่อน เอาไว้ข้ามีแผนแล้วจะรีบเดินทางเข้าป่าทันทีไม่ต้องห่วง”
“ขอรับ ได้ขอรับท่านเซียน ขอบคุณพวกท่านมาก หากพร้อมเมื่อไหร่บอกข้าได้เลย”
ซิ่วอิงเห็นแผ่นหลังอยู่ไกล ๆ ชายผู้นั้นคงดีใจเป็ล้นพ้นที่มีท่าน ‘เซียน’ บอกว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่เขาตามหาภรรยาและลูกให้ เมื่อย้อนมานึกถึงปัจจุบันเขาก็ต้องยืนคีบดั้งใช้ความคิด ปีศาจอะไร? บทไหน? ฉากไหน? เนื้อเื่ตรงไหนมีเหตุการณ์คล้ายคลึงอย่างแบบนี้บ้าง
คนที่ยืนปวดหัวได้แต่พยายามคิดหาทางออกให้เร็วที่สุด ทว่าคนที่ยืนนิ่งไม่ขยับอยู่ตรงหน้ากลับพูดบางอย่างออกมาเพื่อตัดความรำคาญใจนั้นเสีย
“ข้าจะไปคนเดียว”
ซิ่วอิงชะงักความคิด ชั่วอึดใจนั้นเขาเพียงนึกว่าอยากจะติดตามสิงเทียนไป แม้ไม่รู้เื่เกี่ยวกับปีศาจอะไรนั่นก็ตาม แต่อย่างน้อยหากสิงเทียนเกิดเดือดร้อนขึ้นมาก็ยังพอมีคนคอยช่วยหนุนหลัง แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายกลับบอกว่าจะไปผู้เดียว?
ซิ่วอิงเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “ท่านจะไปคนเดียวโดยปราศจากความช่วยเหลือจากข้าหรือขอรับ?”
“ข้าจะไปคนเดียว จะไปคืนนี้เลย”
ท่าทางที่ตอบกลับนั้นดูแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวเป็ที่สุด หากแต่ซิ่วอิงคงทำใจปล่อยให้คุณชายน้อยไปเผชิญความยากลำบากผู้เดียวมิได้ หนำซ้ำเงื่อนไขก่อนเดินทางเข้าป่ายิ่งน่าเหนื่อยหน่ายกว่าคิดหาวิธีกำจัดปีศาจสาวนั่นเสียอีก
“คุณชายท่านใจร้อนเสียเหลือเกินนะขอรับ ค่อย ๆ คิดหาวิธีกันก่อน อีกสองหรือสามวันเราค่อยเดินทางก็ไม่สาย”
สิงเทียนยังคงมีสีหน้าดึงดัน “นานเกินไป”
“สองวันไม่นานหรอกขอรับ” เขาแย้ง
“สำหรับเ้าน่ะใช่ แต่สำหรับสองแม่ลูกคู่นั้นมันไม่ใช่”
ซิ่วอิงยืนทื่อ อันที่จริงก็ถูกอยู่หรอกที่ว่าสำหรับเขาจะกี่วันมันเหมือนแค่กะพริบตาก็ผ่านไปแล้ว แต่คนที่ต้องดิ้นรนในป่าอันมืดมิดไร้แสงสว่างมันคงยาวนานมากเลยทีเดียว คิดได้ดังนั้นก็พยักหน้ากับตนเอง กำลังใจฮึดสู้เต็มเปี่ยม หากแต่..หากแต่เงื่อนไขข้อนั้นเล่า!
“คุณชาย แต่เงื่อนไขเราไม่ตรงตามที่ชายผู้นั้นบอกนะขอรับ หากเดินทางเข้าไปแล้วเสียเวลาเปล่าล่ะ”
เขาถอนหายใจอีกครา เงื่อนไขบ้าบอนั่นที่ทั้งคู่กำลังกลัดกลุ้ม มันก็คือองค์ประกอบสามอย่างของผู้ที่จะเข้าไปกำจัดปีศาจ ซึ่งมีเซียนที่ไม่รู้ว่าจริงหรือปลอมเป็ผู้ทำนายเอาไว้ หนึ่งคือบุรุษ สองคือสตรี และสามคือบุตร
ทั้งมวลที่กล่าวมาล้วนต้องเป็เซียนทั้งสิ้นไม่เว้นกระทั่งบุตร แต่เรือนไม้หลังน้อยนี้อย่างมากก็มีแค่เซียนบุรุษสองคน แล้วจะไปหาเซียนสตรีกับเซียนเด็กได้ที่ใดกัน
สิงเทียนทอดถอนใจอีกคน กล่าวว่า “ไม่ยาก เราก็ไปขอยืมบุตรกับบ้านสักหลังเป็อย่างไร”
ฝั่งคนฟังหัวเราะแห้ง “ยืมบุตร? ใครจะบ้าให้ยืมขอรับ บุตรเปรียบดั่งดวงใจของบิดามารดา มีหรือจะยอมยกให้ผู้อื่นพาไปในที่ที่อันตรายเช่นนั้น”
สิงเทียนยังคงยึดมั่นในความคิด “ไม่ลองไม่รู้”
ซิ่วอิงโบกมือลาพลางเดินกลับเข้าด้านใน “เชิญท่านไปขอยืมเถอะขอรับ ข้าน้อยคงมิกล้าทำเื่พรรค์นั้นหรอก”