อรุณรุ่งแห่งลั่วหยาง
ชายหนุ่มจับจองโต๊ะตัวโปรดได้นั่งโบกพัดอย่างพอใจ
ตัวอาคารเกือบทุกด้านของโรงเตี๊ยมย่อมมีผนังแม้จะเจาะช่องเป็หน้าต่างไว้บ้าง ก็ยังไม่โปร่งโล่งสบายตาโดยเฉพาะยามเช้าซึ่งดวงอาทิตย์ส่องแสงอาบพื้นพสุธามันไม่ประสงค์ให้มีสิ่งใดขวางกั้น พอดีกับโต๊ะตัวนี้ตั้งอยู่ในบริเวณที่ใช้ไม้ไผ่ขัดสานเป็รั้วสูงเพียงเอว สามารถได้รับความอุ่นสบายทั้งมองเห็นผู้คนผ่านไปมาบนถนนริมรั้วยังปลูกไว้ด้วยดอกโบตั๋นสีชมพู บานสะพรั่งั้แ่ยามค่ำถึงยามเช้า
ชาดำป้านหนึ่งหมั่นโถวลูกหนึ่ง
มันไม่รู้สึกหิวสักเท่าใดส่วนชาดำรสเข้มข้น เป็การคารวะต่อสตรีเ้าแผ่นดิน
ได้ข่าวว่าพระนางสุขภาพไม่ใคร่ดี หวังว่าแพทย์หลวงสามารถเยียวยา
บนถนนย่อมมีทั้งคนทั้งรถม้า พ่อค้าแม่ค้าร่ำร้องแข่งขัน อากาศอบอุ่นเช่นนี้ สินค้าย่อมขายดี แต่ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะแรงหรือหิมะโปรยปรายหนาวเหน็บการค้าขายก็ยังต้องดำเนินไปไม่หยุดยั้ง ด้วยเหรียญเงินในกระเป๋าชาวบ้านมิใช่จะกระเด็นออกมาโดยง่าย
สำหรับราษฎรปากท้องสำคัญเท่าฟ้า
สำหรับมันที่ไม่้าพานพบที่สุดคือม้า
แต่ม้าตาหวานตัวหนึ่งกลับเดินเข้าโรงเตี๊ยมมานั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามมันกั้นไว้ด้วยหมั่นโถวลูกหนึ่ง
มันไม่แปลกใจที่นางสามารถเสาะหาที่พักของมันได้
"บะหมี่เนื้อหนึ่งชาม"
นางหันไปสั่งเสี่ยวเอ้อตัวดี ที่อยู่ๆ ก็มายืนยิ้มอยู่ข้างโต๊ะ
มันไม่ประสงค์จะเป็ใหญ่ในยุทธภพ นั่นก็เื่หนึ่ง แต่หากปล่อยให้หญิงงามเป็ใหญ่เหนือโต๊ะบะหมี่ได้เป็ครั้งที่สอง คงต้องเสาะหาซื้อพัดเล่มใหญ่ขึ้น เพื่อปิดโฉมหน้าบังชื่อแซ่แล้ว
นี่ได้เพียงคิดเท่านั้นแต่ยังไม่สามารถหักใจกระทำได้
เพราะนางเริ่มลงมือกินบะหมี่อย่างรวดเร็วคล้ายคนตกยากผู้หิวโหยได้พานพบกับอาหารฮ่องเต้ แต่พินิจจากเสื้อผ้าอาภรณ์เบาบางงดงามที่สวมใส่ปิ่นหยกประดับเรือนผม ข้อมือนวลผ่องเปล่งประกายราวไข่มุก ชั่วชีวิตนางจะเคยอดอยากเพียงน้อยหรือ
ตะเกียบถูกวางลงเมื่อบะหมี่เส้นสุดท้ายถูกกลืนลงไป
ในที่สุดก็ถึงเวลาแย่งชิงความเป็ใหญ่
แต่ปากยังไม่ทันอ้าออก
นางพลันลุกขึ้นเดินจากไป
กลับไม่ชำระค่าบะหมี่
การประมือรอบนี้ มันยังคงพ่ายแพ้
ผู้ใดทำให้“บ้วยหวานดักปักษา” ขุ่นเคือง อย่าหมายสุขสงบได้สักราตรี
แต่นี่ยังเช้าตรู่
มันล้วงเงินเหรียญให้เสี่ยวเอ้อที่ยืนยิ้มเผล่เงียบเชียบอยู่ข้างกาย
นอกเมือง
นางมารน้อยเร่งเร้ากำลังภายในจนถึงขีดสุดเคลื่อนตัวลัดเลาะไปตามแนวป่า สำหรับผู้มีปมเด่นด้านกระบวนท่าและวิชาตัวเบา นางนับตนเป็ที่สุดคนหนึ่งเมื่อลมปราณฟื้นฟูใกล้เป็ปกติ การจัดระเบียบร่างกาย เหตุผลในการวางเท้าถูกวิเคราะห์ไตร่ตรองอย่างดีด้วยวิชาตัวเบา มิใช่เป็เพียงการวิ่งแข่งความเร็ว มิฉะนั้น กระต่ายป่าก็สามารถตั้งตนเป็ปรมาจารย์สำนักหนึ่ง
แต่ไม่ว่ากระต่ายเปรียวตัวนี้จะเร็วเท่าใดหรือใช้ระยะทางวิ่งไปกี่สิบลี้ ก็ยังรู้สึกได้ถึงเงามืดซึ่งติดตามมาอย่างกระชั้นชิด จนแทบรู้สึกได้ถึงลมหายใจเย็นะเื จ่อเข้ากับต้นคองามระหง ประดุจว่านางมีเงาสองเงาเงาหนึ่งเป็ของตนอีกหนึ่งเป็เงาภูติผีคอยตามหลอกหลอน
หลังจากสามชั่วยามผ่านพ้นนางได้แต่วนเวียนอยู่ในป่าไม่ไกลจากเมืองลั่วหยางนี่เอง
ในที่สุดนางก็ตัดสินใจหยุดยืนอยู่ริมต้นท้อใหญ่ฤดูร้อนเช่นนี้ ท้อยังไม่ออกดอกผล นางหันหน้าเข้าหาแสงจันทร์ ทอดเงามืดไปเื้ั
มีเพียงหนึ่งเงา
ส่วนอีกเงาหนึ่งยืนดำมะเมี่ยมอยู่กลางผืนป่า ผมดำ เล็บดำชุดดำ ั์ตาดำ มืดกว่าราตรีไร้ดาว แต่เมื่อมันแสยะยิ้มฟันและเขี้ยวกลับเป็สีแดง สีของโลหิต
“เปี่ยนฝูซี่เอ๋”นางครางออกมาเบาๆ
"ย่อมเป็เรา"
"ฤาแม้แต่ท่านยังไม่ยอมปลดปล่อยข้าพเ้า"
ค้างคาวเืแสยะยิ้มกว้างกว่าเดิมย้ำให้เห็นว่าฟันของมันเป็สีแดงทุกซี่อวัยวะภายในปากทั้งหมด ก็เป็สีแดง ราวกับมันใช้โลหิตย้อมปากอยู่ทุกวัน
"นั่นย่อมพอพูดจากันได้ แต่หากท่านประมุขทราบว่าเราปลดปล่อยเ้า เท่ากับเราปะาฆ่าตนเอง"
นางมองมันอย่างใคร่ครวญค้างคาวเืมิใช่น่ากลัวแค่พลังฝีมือในสำนักยังมีคนที่แข็งแกร่งกว่ามันอยู่ แต่พฤติกรรมคล้ายภูตผีปีศาจของมันทำให้ผู้คนไม่อยากตอแย โดยเฉพาะกลิ่นคาวและคราบโลหิตที่ติดตัวมันอยู่ตลอดเวลาทำให้เฒ่าชี่หยวนเฟิงมิยอมอยู่ใกล้มันโดยง่ายเลย
"ท่านจะให้ทำฉันใดถึงจะยอมละเว้นสักครั้ง"
เปี่ยนฝูซี่เอ๋มอง่ล่างของนางแล้วแลบลิ้นซึ่งความจริงั้แ่พบกันมันก็มองแต่ส่วนล่างของนางมาตลอด
"ขอลิ้มรสโลหิตจากต้นขาของเ้าอีกครั้งภายในสามวันจะไม่ลงมือ หลังจากนั้น ย่อมมิอาจว่ากล่าวโทษกัน ผู้ใดใช้ให้เ้าออกจากพรรคมาเช่นนี้"
นางงามมือไม้อ่อน ใจสั่นระรัว ปลายกระโปรงถูกลมราตรีโชยพลิ้วไหว
ค่ำแล้ว
ชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาโบกพัดเดินชมเมืองจนเมื่อยล้า สุดท้ายลากสังขารผ่านป้าย“พิทักษ์ธรรม” ยิ่งรู้สึกอิดโรยกว่าชาวนาผู้ตรากตรำ
ม้าตาหวานตัวหนึ่งยืนอยู่กลางหนทางแสงโคมสาดส่องใบหน้าด้านข้าง ขับให้เห็นขนตางอนงามประดับเหนือดวงตาสีฟ้าอ่อน
มันแม้ระโหยเพียงใด แต่จำต้องรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อขอแก้มือจากสนามยุทธโต๊ะบะหมี่
"ข้าพเ้าเข้าใจว่าสตรีย่อมนิยมบุรุษรูปงาม"
มันชิงจังหวะขึ้นก่อนมั่นใจอย่างสุดใจว่าตระเตรียมคำกล่าวมาอย่างดี
ไม่ว่านางจะตอบอย่างไรต้องถือว่าเพลี่ยงพล้ำประการหนึ่ง
เจียเจียมองสบตามัน
"นั่นก็ใช่"
"แล้วเหตุใดแม่นางจึงมาพัวพันกับข้าพเ้า"
"ท่านเข้าใจว่าเราชมชอบท่าน"
มันพยักหน้า
เจียเจียยกหลังมือขึ้นปิดปากหัวเราะสดใส
โลกเบื้องหน้าของมันพลันกระจ่างจ้า
"ข้าพเ้าชอบที่จะกลั่นแกล้งท่านเท่านั้นยิ่งท่านหัวปั่นหัวหมุนข้าพเ้ายิ่งเบิกบาน"
โอวบุรษหนุ่มครางออกมา
"แม่นางทำให้ข้าพเ้านึกถึงเื่ราวประการหนึ่ง"
"เื่ใด"
"ปู่ทวดของคนข้างบ้าน ยามมึนเมาเคยเล่าให้ข้าพเ้าฟังว่าเมื่อครั้งจิ๋นซีฮ่องเต้เป็ใหญ่ ทรงพระสุบินว่ามีเทพยดาเหาะมาหา พร้อมกับบอกหนทางปกปักษ์รักษาแผ่นดินให้พระองค์ทรงเลือกสองประการ"
เจียเจียทำหน้ามึนงง ไม่ทราบว่ามันมีลูกไม้ใด
"มีทางใดบ้าง"
"หนึ่งคือให้พระองค์ช่วยคิดหาวิธีทำความเข้าใจอิสตรี"
"อีกทางเล่า"
"หลังจากคืนนั้นพระองค์จึงมีรับสั่งให้เกณฑ์ไพร่พลเร่งสร้างกำแพงใหญ่ตั้งพระทัยจะให้ยาวจรดหมื่นลี้"
"เพ้ย" นางเสียงดังแทบจะะโ
"เื่เช่นนี้ใครจะเชื่อ"
"ย่อมมี"
"ผู้ใด"
"ข้าพเ้า"
เสียงใสหัวเราะร่วนอีกครั้ง
อย่างไม่ทันตั้งตัว นางโผเข้าหาใช้จมูกแตะแก้มมันแ่เบา ราวแมลงปอโฉบผิวน้ำก่อนวิ่งหนีจากไป
มันยืนตลึงลานอยู่ครึ่งค่อนวัน
พอได้สติจึงมองหาก้อนอิฐสักก้อน เพื่อสานต่องานก่อสร้างกำแพงให้แล้วเสร็จ
จากนั้นเดินโบกพัดชมจันทร์กลับโรงเตี๊ยม
คนคึกคักแจ่มใสฝีเท้าว่องไวเข้มแข็ง
เมื่อผลักประตูห้องเปิดออก
นางมารน้อยนอนรวยระรินอยู่บนเตียงต้นขามีโลหิตไหลซึมทะลุกระโปรงบาง
ดอกโบตั๋นไฉนไม่ทำหน้าที่ของมัน