ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามัวคิดเื่อื่น เพราะเื่ที่ฮวาชิงเหยียนเตะบุตรชายของนางนั้นเป็ความจริง จุดประสงค์ที่อิ่นฮูหยินมาในวันนี้ก็เพื่อให้ฮวาชิงเหยียนมอบโอสถกระตุ้นพลังปราณเป็การชดเชย
“ฮวาชิงเหยียน เ้าอย่าได้คิดบ่ายเบี่ยง! ลูกข้ากลายเป็เช่นนี้ก็เพราะเ้า หากเ้ายอมมอบโอสถกระตุ้นพลังปราณและกล่าวคำขอโทษ ข้าอาจจะให้อภัยเ้า แต่หากเ้ายังดื้อดึงไม่สำนึกผิด เช่นนั้นข้าจะให้เ้าลิ้มรสว่าตระกูลอิ่นนั้นน่ากลัวเพียงใด!”
“ไม่มีวัน!” ฮวาชิงเหยียนโต้กลับอย่างไร้ความเกรงใจ จากนั้นหันไปปลอบซูซื่อด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“ท่านแม่ ลมข้างนอกแรงนัก ไม่ดีต่ออาการของท่าน พวกเราเข้าข้างในกันก่อนเถิดเ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว ท่านแม่ หากโดนลมแล้วอาการทรุดลงจะยิ่งแย่นะขอรับ” ฮวาเฮ่าเย่ว์รีบเสริม
ซูซื่อไม่อาจปฏิเสธความห่วงใยของลูกทั้งสอง จึงพยักหน้าแล้วกล่าวกับอิ่นซื่อและอิ่นฮูหยิน “เชิญพวกท่านกลับไปเถิด ลูกสาวข้าจะไม่ไปกับพวกท่านแน่นอน”
กล่าวจบนางก็ลุกขึ้นยืนด้วยความช่วยเหลือของฮวาชิงเหยียน มือของนางกุมมือของบุตรสาวแน่น คราวนี้นางจะไม่ยอมปล่อยให้อิ่นซื่อนำตัวบุตรสาวไปอีกแล้ว หนก่อนก็เกือบจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าบุตรสาวอีก จากนี้ไป ต่อให้ต้องตาย นางก็จะปกป้องลูกๆ ให้ถึงที่สุด
“ซูอันเหอ เ้าคิดหรือว่าจะขวางข้าได้!”
ทว่าเมื่ออิ่นซื่อกับอิ่นฮูหยินปรายตามองเหล่าบ่าวรับใช้ที่ยังนอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้น บางคนถึงกับหมดสติ สีหน้าของทั้งสองคนก็เริ่มลังเล ไม่แน่ใจว่าจะลงมือกับฮวาชิงเหยียนด้วยตนเองดีหรือไม่
ครั้นแววตาเย็นเยียบของฮวาชิงเหยียนตวัดมองพวกนางเพียงครู่เดียว พลันบังเกิดแรงกดดันบางอย่างที่มองไม่เห็นถาโถมเข้าใส่
ปึง!
“โอ๊ย เจ็บ!”
อิ่นซื่อกับอิ่นฮูหยินรู้สึกราวกับศีรษะถูกกระแทกอย่างแรง ไม่เพียงปวดแปลบจนแทบะเิ แต่ยังคลื่นไส้จนอยากอาเจียนอีกด้วย
เมื่อนึกถึงสายตาอันเฉียบคมของฮวาชิงเหยียนเมื่อครู่ ทั้งสองคนก็ถึงกับตัวแข็งทื่อ ร่างกายมิอาจขยับเขยื้อน ได้แต่ยืนมองฮวาชิงเหยียนพาซูซื่อกับฮวาเฮ่าเย่ว์กลับเข้าไปในเรือน
พวกนางสบตากันอย่างอึดอัด อีกทั้งใบหน้ายังเต็มไปด้วยความตกตะลึงและกระดากอาย เมื่อเริ่มขยับตัวได้แล้วก็พากันเดินจากไปอย่างเงียบงัน
หลังจากกลับถึงเรือน อิ่นซื่อยังรู้สึกมึนหัวราวกับมีอะไรเต้นตุบๆ อยู่ในกะโหลก ยิ่งเมื่อนึกถึงภาพซูซื่อที่ลุกขึ้นยืนได้อย่างน่าอัศจรรย์ ใจยิ่งว้าวุ่นไม่เป็สุข
“ท่านแม่ เป็อะไรไปหรือเ้าคะ” เสียงอ่อนหวานดังขึ้นก่อนตามมาด้วยร่างของฮวาเย่ว์โหรวในชุดสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ ใบหน้างดงามราวกับแกะสลัก
เมื่อเห็นบุตรสาวคนโต สีหน้าอิ่นซื่อพลันดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ “ลูกของเ้าไม่เป็ไรใช่หรือไม่ หากรู้สึกไม่สบาย อย่าเดินไปไหนสุ่มสี่สุ่มห้า ครานี้ยังดีที่ได้อาจารย์เ้าช่วยไว้ทัน ไม่อย่างนั้นหากเกิดอะไรขึ้นกับเด็กในครรภ์ องค์รัชทายาทคงไม่ยกโทษให้เ้าแน่”
ฮวาเย่ว์โหรวเผยรอยยิ้มบาง อากัปกิริยาล้วนสง่างามนุ่มนวล “ท่านแม่วางใจเถิดเ้าค่ะ ด้วยโอสถฟื้นพลังปราณระดับห้าในมือท่านอาจารย์ เด็กย่อมปลอดภัยดี เพียงแต่ท่านแม่ดูซีดเซียวนัก เกิดอะไรขึ้นหรือเ้าคะ”
อิ่นซื่อชะงักไปเล็กน้อย ไม่กล้าสบตาบุตรสาวตรงๆ
ฮวาเย่ว์โหรวเห็นท่าทางของมารดาไม่ค่อยดีจึงเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ท่านแม่ ข้าเป็ลูกของท่าน หากมีเื่ไม่สบายใจก็โปรดบอกข้า ข้าไม่เพียงเก็บเป็ความลับ แต่อาจช่วยท่านคิดหาทางแก้ไขได้นะเ้าคะ”
อิ่นซื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฮวาเย่ว์โหรวฟังทั้งหมด
ฮวาเย่ว์โหรวตรวจชีพจรให้อิ่นซื่อด้วยสีหน้ากังวล เมื่อเห็นว่าไม่มีอาการผิดปกติจึงค่อยโล่งใจ “ท่านแม่ไม่ต้องกังวลนะเ้าคะ ร่างกายท่านไม่เป็อะไร แค่ใกลัวเท่านั้น พักผ่อนสักหน่อยก็ดีขึ้น เพียงแต่...นางลุกขึ้นได้แล้วจริงๆ หรือเ้าคะ”
“ใช่ ตอนนั้นเ้าให้โอสถไปมิใช่หรือ ไหนว่าอีกไม่นานก็ตายอย่างไรเล่า เหตุใดนางกลับดูสดใสกว่าที่เคยเสียอีก!”
“หรือว่าจะเป็อาการก่อนสิ้นลม?” ฮวาเย่ว์โหรวยังมั่นใจในโอสถที่ตนหลอมเอง จึงไม่เชื่อว่าจะเกิดข้อผิดพลาด
อิ่นซื่อกลับส่ายศีรษะ “เป็ไปได้...แต่ข้ารู้สึกว่าไม่น่าใช่ นางจะหายดีจริงๆ หรือ หากนางหายดีแล้ว จะกลับไปทวงบรรดาศักดิ์ของบิดาเ้าคืนหรือไม่”
สีหน้าของฮวาเย่ว์โหรวพลันเคร่งเครียดขึ้น “ท่านแม่วางใจเถิด ข้าจะหาโอกาสไปตรวจสอบด้วยตนเอง ส่วนบ่าวที่ท่านแม่ส่งไป ก็ให้คนไปพากลับมาเถิด”
ฮวาเย่ว์โหรวไม่เคยเห็นครอบครัวของฮวาชิงเหยียนอยู่ในสายตาเลยสักนิด นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายโง่เพียงใด คนที่ถูกหลอกจนหัวหมุนได้ง่ายดายเช่นนี้ อีกทั้งยังถูกใส่ร้ายว่าไม่บริสุทธิ์ แม้แต่การหมั้นหมายกับรัชทายาทก็ถูกนางจัดการจนสำเร็จ ไม่ต้องกลัวว่าฮวาชิงเหยียนจะขัดขวางนางได้
ทว่าคำพูดของมารดาทำให้ฮวาเย่ว์โหรวรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง คนที่สามารถล้มสาวใช้และหญิงรับใช้ที่มีพลังระดับหลอมปราณขั้นสองได้ด้วยตัวคนเดียว...เห็นทีนางควรไปดูฮวาชิงเหยียนสักหน่อย
อิ่นซื่อพยักหน้า ในที่สุดก็รู้สึกเบาใจลงบ้าง เมื่อบุตรสาวอย่างฮวาเย่ว์โหรวออกโรงเอง นางก็ไม่ต้องกังวลอีก
อีกด้านหนึ่ง หลังจากอิ่นฮูหยินกลับถึงจวน ก็ยังรู้สึกหวาดผวาไม่หาย แววตาของฮวาชิงเหยียนก่อนหน้านั้นช่างน่ากลัวนัก จนนางรู้สึกราวกับดวงตาคู่นั้นสามารถปลิดชีวิตผู้คนได้
แน่นอนว่าสิ่งที่อิ่นฮูหยินไม่รู้ก็คือ ดวงตาของฮวาชิงเหยียนฆ่าคนไม่ได้ แต่พลังพิเศษทางจิตของนางยังอยู่ หรือที่เรียกว่าจิตสำนึก เมื่อพลังจิตสำนึกแกร่งกล้าถึงระดับหนึ่ง การใช้สิ่งนั้นฆ่าคนย่อมไม่ใช่เื่ยาก
อิ่นฮูหยินรู้ว่าอิ่นฉี่เฟิงกลับมาแล้วถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า จุดประสงค์ของการไปในวันนี้คือ้าขอยืมเงินและก่อเื่กับฮวาชิงเหยียน แต่กลับถูกอิ่นซื่อยั่วยุเพียงไม่กี่คำ ก็หน้ามืดตามัวไปหาเื่ฮวาชิงเหยียนเสียก่อน จนเื่ยืมเงินถูกอิ่นซื่อเบี่ยงเบนไปหมดสิ้น
นางอดไม่ได้ที่จะโทษว่าอิ่นซื่อเ้าเล่ห์นัก จึงทำได้เพียงให้อิ่นฉี่เฟิงไปลองยืมเงินดู พร้อมเล่าเื่ที่เกิดขึ้นใน่บ่ายให้อิ่นฉี่เฟิงฟังด้วย
เมื่ออิ่นฉี่เฟิงฟังจบก็ไม่เชื่อเลยสักนิด “ฮวาชิงเหยียนน่ะ ถูกตรวจสอบมานานแล้วว่าไร้รากิญญาโดยสิ้นเชิง เ้าแม้จะไร้ฝีมือ ก็ไม่ควรเอาคำพูดเหลวไหลเช่นนี้มาพูดเป็ข้ออ้าง! ไม่ต้องสนใจเื่หกล้านตำลึงทองกับโอสถแล้ว ่นี้อย่าให้ข้าต้องลำบากใจนัก ข้ากำลังจะได้ดี หากสำเร็จ ต่อให้เป็สิบล้านตำลึงทองก็ไม่ใช่ปัญหา”
สีหน้าอิ่นซื่อพลันเบิกบาน “จริงหรือเ้าคะท่านพี่”
บนใบหน้าอิ่นฉี่เฟิงฉายแววมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม
ตกกลางคืน
ฮวาชิงเหยียนอาบน้ำพลางสำรวจแหวนในมือ ไม่ว่าจะใช้พลังจิตเข้าไปอย่างไร ก็ไม่อาจเปิดมิติในแหวนหยกวงนั้นที่เป็ของนางได้เลย
ภายในพื้นที่นั้นมีสิ่งของมากมายที่นางรวบรวมไว้ในชาติก่อน อีกทั้งยังเป็เทคโนโลยีขั้นสูงมากมาย แต่น่าเสียดายที่เปิดไม่ได้เลย นางลองมาทุกวิธีแล้ว ไม่ว่าจะเป็หยดเื ส่งกระแสพลังชน แรงเสียดสี หรือวิธีอื่นอีกมากมายก็ไม่สำเร็จ
นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิด ครั้นนึกถึงบุรุษที่สวมหน้ากากเงินผู้นั้นอีกครั้งก็คิดว่าเขาเป็ใครกันแน่ และจะตามหาเขาได้อย่างไร
ฮวาชิงเหยียนลุกขึ้นด้วยอารมณ์ขุ่นมัว เช็ดตัวให้แห้งเตรียมจะสวมเสื้อผ้า ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงสายตาร้อนแรงจากด้านหลัง นางรีบหันกลับไปในทันที
บุรุษชุดคลุมยาวสีดำยืนอยู่ด้านหลังโดยที่นางไม่รู้ตัว บนใบหน้าสวมหน้ากากเงินเช่นเดิม หากไม่ใช่คนที่นางเพิ่งคิดถึง แล้วจะเป็ใครไปได้อีก
ชายหนุ่มกวาดตามองนางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า มองจนฮวาชิงเหยียนรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง ก่อนนางจะรีบคว้าเสื้อขึ้นมาบังร่างกายไว้ทันที
ฮวาชิงเหยียนร้องลั่น “นี่! ท่านเป็พวกโรคจิตชอบแอบมองหรือ!”
นางโมโหจนหน้าแดงก่ำ ครั้งก่อนชายผู้นี้ก็เข้ามาขณะที่นางกำลังอาบน้ำ นางมั่นใจอย่างแรงกล้าว่าเขาต้องเป็พวกหื่นกามแน่นอน
บุรุษที่ถูกกล่าวหาว่าเป็พวกโรคจิตกลับกล่าวเสียงเรียบ “รูปร่างแบนราบ ใส่เสื้อผ้าแล้วยังดูไม่ออกว่าเป็หน้าอกหรือแผ่นหลังเช่นเ้า รสนิยมข้าไม่ได้ต่ำขนาดนั้น”
น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำ ลุ่มลึกชวนหลงใหล ราวกับมีมนตร์สะกดอย่างไรอย่างนั้น
ฮวาชิงเหยียนโกรธจนเืสูบฉีดทั่วใบหน้า หากเป็ชาติก่อน นางรูปร่างงดงามสมบูรณ์แบบ มีคนคอยตามนับไม่ถ้วน หากไม่ใช่เพราะยังไม่เจอคนที่ถูกใจ ป่านนี้คงมีลูกเดินซื้อซีอิ๊วแล้ว ทว่าพอมาอยู่ที่นี่ นอกจากพลังต่อสู้จะถูกดูแคลนแล้ว รูปร่างของนางยังคล้ายถั่วงอกอีก
นางฮึดฮัดในใจ แต่บนใบหน้ายังไม่คลายความระแวง ถามเขากลับไปว่า “ท่านย่องเข้าห้องของสตรีตอนกลางคืนเช่นนี้ เพื่อจะมาดูแคลนรูปร่างของข้าหรือ”
บุรุษสวมหน้ากากเงินยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ได้ยินมาว่าเ้ามีโอสถหลายขนาน นอกจากโอสถน้ำฟื้นฟูโลหิตกับโอสถน้ำสมานแผลแล้ว ยังมีตัวอื่นอีกหรือไม่”
แม้กำลังสืบเื่ความลับใหญ่ที่สุดของฮวาชิงเหยียน แต่คำพูดของเขากลับเหมือนถามเื่กินข้าวหรือยังเสียอย่างนั้น
“ทำไมขาต้องบอกท่านด้วย”
“หืม? เช่นนั้นเ้ามีโอสถฟื้นพลังชีพระดับเก้าหรือไม่ หรือที่เรียกว่าโอสถฟื้นพลังชีพ”
โอสถฟื้นพลังชีพระดับเก้าสามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นขึ้นภายในยี่สิบสี่ชั่วยาม เป็ของล้ำค่าที่แม้แต่ราชวงศ์ยังยอมทุ่มทุกสิ่งเพื่อให้ได้มา
ดวงตาของฮวาชิงเหยียนหดลงเล็กน้อย โอสถน้ำฟื้นพลังชีพก็มีผลเทียบเท่ากัน แต่ในยุคของนางถือเป็ยาอันตราย ห้ามใช้โดยเด็ดขาด เพราะมีบางคนที่ฟื้นคืนชีพแล้วกลายเป็คนเสียสติอย่างตรวจหาสาเหตุไม่พบ อีกทั้งวัตถุดิบก็หายากยิ่ง และหลายร้อยปีมาแล้วที่ไม่มีผู้ใดสามารถหลอมยานี้ได้ สูตรตำรับก็สูญหายไม่สมบูรณ์
จนถึงรุ่นของนางก็ไม่มีใครสามารถหลอมได้อีก แต่ฮวาชิงเหยียนหลงใหลศาสตร์การปรุงโอสถ จึงทุ่มเทเวลาห้าปีเต็ม ในที่สุดก็หลอมยาออกมาได้หนึ่งขวด น่าเสียดายที่เพิ่งหลอมสำเร็จไม่กี่วันก็ตายเสียก่อน ยังไม่ได้ทดลองประสิทธิภาพของยาเลยด้วยซ้ำ
“ท่าน้าโอสถน้ำฟื้นพลังชีพไปช่วยชีวิตใครหรือ ตอนนี้ข้าไม่มี ท่านไปหาที่อื่นเถิด”
“ตอนนี้ไม่มีหรือ” บุรุษสวมหน้ากากเงินคล้ายจะเข้าใจบางสิ่งก่อนยิ้มบาง น้ำเสียงของเขาช่างนุ่มลึกเหมือนสุรารสเลิศชวนเคลิบเคลิ้ม จนฮวาชิงเหยียนรู้สึกคันยุบยิบที่หู ไม่เคยมีผู้ใดที่เพียงได้ยินเสียงก็ทำให้นางเคลิ้มได้ถึงเพียงนี้มาก่อน
บุรุษสวมหน้ากากเงินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบอีกครั้ง “ดียิ่ง ข้าเองก็ไม่้าโอสถน้ำฟื้นพลังชีพตอนนี้ แต่เ้าพอจะมีโอสถน้ำทะลวงพลังปราณระดับหกหรือไม่ นั่นเป็โอสถที่สามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนที่อยู่ระดับหลอมปราณขั้นเก้าขั้นสุดท้ายทะลวงไปยังระดับก่อแก่นปราณขั้นต้นได้อย่างราบรื่น”
ฮวาชิงเหยียนย่อมรู้ดีว่าโอสถน้ำทะลวงพลังปราณมีสรรพคุณเช่นไร มันคล้ายกับโอสถที่ช่วยให้นางเลื่อนระดับพลังพิเศษได้ในชาติก่อน ทว่าสิ่งที่นางไม่เข้าใจก็คือ บุรุษผู้นี้เป็ใครกันแน่ เหตุใดจึงรู้เื่โอสถมากมายถึงเพียงนี้ หรือว่าเป็เพราะวันนี้นางใช้โอสถน้ำฟื้นฟูโลหิต เขาจึงคาดเดาได้จากตรงนั้น หากเป็เช่นนั้น ก็ต้องถือว่าชายผู้นี้ฉลาดเกินไปจนชวนให้รู้สึกหวั่นเกรง
ฮวาชิงเหยียนย้อนถามกลับ “ท่าน้าโอสถน้ำทะลวงพลังปราณหรือ”
แววตาของบุรุษสวมหน้ากากเงินวาบแสง เขาพยักหน้าเบาๆ “ใช่”
เมื่อเห็นเขาพยักหน้า ฮวาชิงเหยียนก็ลอบดีใจ ความระแวดระวังในกายคลายลงเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มมุมปากบางๆ “ข้าให้ท่านก็ได้ แต่มีเงื่อนไข”
“ว่ามา” น้ำเสียงของบุรุษสวมหน้ากากเงินกลับมาเยียบเย็นและกระชับอีกครั้ง
ฮวาชิงเหยียนยกแหวนหยกในมือขึ้นก่อนกล่าว “ท่านต้องบอกวิธีเปิดแหวนหยกวงนี้”
ทันทีที่สิ้นเสียง ฮวาชิงเหยียนก็รู้สึกว่าบรรยากาศโดยรอบพลันอึดอัด นางรับรู้ได้ว่าบุรุษตรงหน้าชะงักไปเล็กน้อย ราวกับคำพูดของนางกระทบกลางใจเข้าอย่างจัง