เหลืออีกเพียงอาทิตย์เดียวโรงเรียนก็จะปิดเทอมแล้ว...ผมนั่งเหม่อเอามือเท้าคางนั่งฝันหวานอยู่ในห้องเรียนขณะที่คุณครูกำลังติวข้อสอบให้สำหรับวิชาที่จะสอบในวันพรุ่งนี้...
"ไอ้เบื๊อก" ฟังดูคล้ายๆจะเป็คำด่า แต่เป็ชื่อเล่นของเพื่อนยากของผมจริงๆ ไม่ทราบว่ามันโง่หรืออย่างไรผมก็ไม่เข้าใจ แต่ที่ผมทราบคือมันทั้งเก่งทั้งคล่องในทุกเื่ที่พาผมไปผจญภัย ไอ้เบื้อกเป็ลูกชายคนสุดท้องของลุงใหญ่แกทำงานแบกข้าวให้อยู่ที่โรงสี กับยายม้วยที่หาบขนมขายอยู่แถวโรงสีนั่นแหละครับ ผมก็นับเป็ลูกค้าขาประจำของขนมยายม้วยคนหนึ่ง ซึ่งเมนูประจำของผมก็คือลอดช่องน้ำกระทิ ลอดช่องที่ตัวเขียวๆ เล็กๆ นั่นแหละครับ ทุกครั้งที่ทานลอดช่องน้ำกระทิของยายม้วย เนื่องจากอากาศมันร้อนทานไปเป๊ปเดียวนําแข็งไสที่โป๊ะหน้ามาก็จะละลายหมด
"ยายม้วยครับน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ขอน้ำแข็งผมเพิ่มหน่อยจิ" ผมทำเสียงหวานออดอ้อนยายม้วยตามประสาคนสนิทกัน ทานไปอีกแป๊บเดียวน้ำแข็งก็เริ่มละลายอีกน้ำเชื่อมที่ใส่มาก็เริ่มเจือจาง ทำให้ลอดช่องจืดชืดลงอย่างมากมายจนเสียรสชาติ ทนไม่ได้ๆ
"ยายม้วยครับ มันจืดหมดแล้วผมขอน้ำเชื่อมเติมนิดนึงได้มั้ยครับ" ผมพูดจาไพเราะอะไรซะขนาดนั้นเวลาจะขอของคนอะนะ...ย้ายม้วยก็ตักน้ำเชื่อมใส่ให้โดยดีพร้อมกับยิ้มแปลกๆ ผมก็งงๆ ว่ายายม้วยยิ้มอะไร ผมตักลอดช่องขึ้นมาทานต่อ อืมรสชาติค่อยยังชั่วหน่อยกลมกล่อมกำลังดี....ตักใส่ปากได้อีกแค่สองคำ...อ้าวเนื้อลอดช่องมันหายไปไหนหมดหว่า... งง....
"ยายม้วยครับลอดช่องไม่รู้มันหายไปไหนหมดแล้ว...เหลือแต่น้ำดูสิไม่น่าทานเลย....ขอลอดช่องผมเติมนิดนึงได้ไม๊ครับ...^__^....ยายม้วยแกยิ้มแปลกๆเหมือนแกยิ้มเมื่อตะกี้นี้อีกแล้วครับ...ผมก็ยัง..งง..แก่ยิ้มทำไม...แต่แกก็ตักลอดช่องให้ผมโดยดีแหละครับ..ไม่รู้เพราะว่าผมน่ารัก รึว่าผมเป็ลูกเถ้าแก่โรงสีก็ไม่ทราบ ครอบครัวแก่ก็กินเงินเดือนแม่ผมอยู่ตั้งหลายคนอะนะ "...."
"ไอ้เบื๊อก" มีพี่สองคนชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ผู้ชายชื่อ "เฮียกอบ" สุดหล่อนิสัยแสนดีพอๆ กับไอ้เบื๊อกแหละครับ เฮียกอบทำงานเป็มือขวาให้เตี่ยผม เตี่ยเคยเล่าให้ฟังว่าฝึกเฮียกอบั้แ่ยังรุ่นๆ จนเก่งเกือบจะทุกอย่าง ทั้งขับรถบรรทุกไปตวงข้าว (ตวงข้าวคือเวลาโรงสีไปรับซื้อข้าวจากชาวบ้านนะครับ เราเอารถไปตวงข้าวจากยุ้งฉางของชาวบ้านเลยว่ามีกี่ถังแล้วก็จดมาให้แม่ลงบัญชีไว้) ทั้งซ่อมเครื่องรถ ทั้งดูแลเดินเครื่องโรงสี ทั้งซ่อมเครื่องโรงสี บางครั้งคนแบกข้าวไม่พอ ช่วยแบกอีกแน่ะ ส่วนพี่สาวของไอ้เบื๊อกชื่ออึ่ง แต่ใครๆก็เรียก "อีอึ่ง" ก็ไม่รู้ทำไมอีกแหละครับสงสัยจะแสบปากจัด อีอึ่ง เป็คนเดียวของบ้านนี้ที่ผมไม่ค่อยจะชอบเท่าไหร่ ไม่รู้เพราะแกชอบโวยวายเสียงดังหรือไม่ก็เพราะชอบจิกด่าไอ้เบื๊อกเพื่อนรักของผมบ่อยๆ อีอึ่งก็มาช่วยงานที่บ้านผมแหละครับแต่ก็อยู่ได้ไม่นาน โดนคุณแม่ผมไล่ตะเพิดเพราะทำงานไม่ละเอียด วุ่นวาย ชอบอู้งาน
วันสอบวันสุดท้ายก็จบลง พรุ่งนี้ก็จะได้กลับบ้านแล้ววว ผมนอนไม่หลับนอนมองฝ้าเพดานด้วยความตื่นเต้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ฝันถึงสองเดือนแห่งความสุขที่กำลังจะมาเยือน....ทำไมต้องเรียนหนังสือด้วยนะผมมักจะสงสัย เรียนแล้วฉลาดขึ้นแน่เหรอ แต่ที่ทราบคือคุณแม่บอกว่าถ้าไม่เรียนหนังสือแล้วโตขึ้นต้องไปเป็ขอทาน ผมไม่อยากเป็ขอทานเพราะเห็นขอทานนอนอยู่ตามถนนไม่มีบ้านอยู่ชีวิตคงจะลำบากหน้าดู "..."
โป้งๆๆๆ "ตื่นๆๆ ได้แล้ว" เสียงคุณครูประดิษฐ์ ซึ่งเป็หัวหน้าครูที่คุมหอพักนักเรียนชาย เอาหัวไม้ทีอันเขื่องที่มันหลุดออกมาตัวไม้ทีที่ยาวๆ ใช้สำหรับตีเส้นบนกระดานดำเวลาสอนนักเรียน เคาะหัวเตียงสองชั้นที่เป็โครงเหล็กของนักเรียนที่นอนอยู่เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
นักเรียนของหอพักชายแบ่งเป็สองห้องใหญ่ๆนอนรวมกันประมาณห้องละ 40คน สดุ้งตื่นด้วยความรวดเร็วไม่ทราบเพราะความขยันหรือเพราะเสียงของไอ้หัวไม้ทีอันนั้น ทุกคนเรียกมันว่า "ไม้อาญาสิทธิ์" เพราะว่าเมื่อนักเรียนคนไหนทำความผิด ไอ้หัวไม้ทีอันสั้นๆ ป้อมๆ อันนี้แหละครับที่คุณครูประดิษฐ์ แกใช้หวดก้นนักเรียน นึกๆแล้วยังเจ็บแปรบปราบไม่หาย "...."
แต่วันนี้ไม่เหมือนกับวันอื่นๆ ที่ตื่นขึ้นมาแล้วต้องรีบวิ่งไปอาบน้ำแล้วก็ไปทานอาหารเช้าในห้องอาหารรวมร่วมกันแล้วรีบแยกย้ายไปห้องเรียน วันนี้เมื่ออาบน้ำทานอาหารเช้าแล้วทุกคนก็จะได้กลับบ้านใครบ้านมันสักทีเพราะเป็วันสุดท้ายของการเรียน เป็วันเริ่มแรกของการปิดเทอมใหญ่ ที่ฝันถึงมานานนนนน
พูดถึงห้องอาหารที่ทานอาหารร่วมกันของนักเรียนประจำทั้งหมด ทั้งชายและหญิงประมาณร้อยกว่าคน ผมมีเื่สนุกอยู่เื่หนึ่งซึ่งเป็บทเรียนชีวิตที่ดีมากอีกบทหนึ่งของผม ผมเป็เด็กขาวอ้วนท้วนและออกจะขี้ประจบ อันนี้ด้วยความชำนาญในการเอาชีวิตรอดเพราะต้องเร่ร่อนั้แ่เล็กๆ ตามโรงเรียนประจำต่างๆ ที่คุณแม่ผมเอาไปฝากไว้ ที่โรงเรียนนี้เป็โรงเรียนคริสต์ฯ ซิสเตอร์ครูใหญ่ของที่นี่และเป็ผู้อำนวยการโรงเรียนด้วย ท่านเอ็นดูผมเป็พิเศษขนาดถ้าผมป่วยท่านจะสั่งให้ย้ายผมไปนอนที่หอพักหญิงที่ท่านพักอยู่เพื่อจะได้ดูแลผมอย่างใกล้ชิด พวกเพื่อนผู้ชายมองผมแล้วอยากจะ......ผมเป็ที่สุด ;b
มีอยู่เช้าวันหนึ่งนั่งทานอาหารอยู่ในห้องอาหารผมมีที่นั่งประจำอยู่หัวแถวอยู่แล้ว เมื่ออาหารตักเรียบร้อยนักเรียนมากันครบแล้วก็เริ่มลงมือทาน เมื่อผมตักข้าวเข้าปากเคี้ยวแล้วผมถึงกับสะดุ้ง เพราะยังไงไม่ทราบแม่ครัวหุงข้าวไม่สุก ถ้าเื่อื่นละก็ไม่แน่แต่เื่ข้าวเนื่องจากผมลูกเ้าของโรงสี เื่ข้าวชำนาญที่สุด ผมไม่กล้าทานต่อเพราะคุณแม่บอกว่าถ้าทานข้าวไม่สุกแล้วจะปวดท้อง ผมหันซ้ายแลขวาดูเพื่อนๆ ไม่มีใครสนใจทานกันเฉย เป็เด็กก็คงจะไม่รู้ละมังว่าข้าวไม่สุก
ระหว่างที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะเอาอย่างไรดี ซิสเตอร์ครูใหญ่ก็เดินเข้ามาตรวจห้องอาหารพอดี ท่านเดินมองซ้ายมองขวานักเรียนทานอาหารกันเรียบร้อยดี เดินผ่านมาตรงผมนั่งพอดี..
"เป็ไงเรา อาหารไม่อร่อยเหรอจ้ะ ทำไมไม่ทานนั่งมองซ้ายมองขวาทำไม" ท่านทักผมตามประสาลูกศิษย์คนโปรด..
"คือผมไม่กล้าทานน่ะครับ ผมคิดว่าข้าวมันยังไม่สุกนะครับซิสเตอร์" ผมตอบไปแบบก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่กลัวว่าผมจะคิดมากไปเองหรือเปล่า เห็นคนอื่นเขาก็ทานกันได้...
"ไหนให้ซิสเตอร์ชิมดูซิ" พูดจบซิสเตอร์ท่านก็หยิบข้าวนิดนึงจากถาดผมเข้าปากชิมดู
เท่านั้นแหละครับเป็เื่เป็ราวใหญ่โตเลยครับ ท่านสั่งให้ทั้งหมดหยุดทานข้าวทันที ให้ไปเอาข้าวหม้อใหม่มา แม่ครัวโดนดุกันยกใหญ่เป็เื่เป็ราววุ่นวาย ผมยืดมากเลยครับในฐานะผู้รู้ที่ช่วยให้เพื่อนๆ ไม่ต้องปวดท้องกัน ได้ยินท่านซิสเตอร์ว่าแม่ครัวเสียงแว่วๆ มาว่า
"นี่พวกเธอสะเพร่าแบบนี้ถ้าเด็กๆ เป็อะไรขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ" ผมนับว่าเป็วีรบุรุษประจำวันเลยครับ เพื่อนๆ เข้ามาตบหลังตบไหล่ขอบใจกันใหญ่ว่า
"เออเอ็งเก่งจังรู้ได้ยังไงว่าข้าวไม่สุก"
"โถ้ก็บ้านข้าเป็เ้าของโรงสีเอ็งไม่รู้ดิฮ่าๆๆ" ผมก็เป็เด็กไม่ชอบโม้เท่าไหร่แค่ถ่อมตัวไปนิดหน่อย :b
ตกเย็นวันนั้นผมจำได้แม่นมีอาหารของโปรดผม "ผัดฟักทองหมูใส่ไข่" ผัดจนนุ่มออกหวานนิดนึงอร่อยมากๆ ยิ่งทานกับข้าวสวยร้อนๆ ละก็สุดยอดเลยครับ...ผมนั่งคอยแม่ครัวตักอาหารใส่จานด้วยความหิวโหย พอตักอาหารครบทุกคนก็ให้เริ่มลงมือทานได้ ผมมองลงไปที่ถาดของผมด้วยความ งงงวย เอ๊ะ! ทำไมข้าวของผมมันสุกกกกกจนเละดูอย่างกับข้าวต้มเลยละครับแล้วนี่จะทานกับผัดฟักทองของโปรดให้อร่อยอย่างไรได้ ผมหันมองถาดอาหารเพื่อนข้างๆก็ยิ่ง งง ไปใหญ่เพราะข้าวของเพื่อนก็ดูสวยหน้าทานดี...หันไปหันมาคุณแม่ครัวคนตักอาหารเธอก็เดินเข้ามาหายืนอยู่ตรงที่ซิสเตอร์ยืนเมื่อเช้าพอดี..ผมอ้าปากออกกำลังจะถามคุณแม่ครัวกับถูกคุณแม่คระวพูดตัดบทขึ้นมาก่อนว่า....
"เป็ไงข้าวสุกไม๊ " "...." ผมอ้าปากค้างถามไม่ออก คุณแม่ครัวรู้อยู่แล้วนี่นาว่าข้าวมันสุกกกกกมากกกก...
"สุกครับ" ...ผมตอบอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าปากของเราคงทำแม่ครัวเดือดร้อนกันยกครัว ผมก้มหน้าก้มตาลงอย่าเศร้าๆ ค่อยๆ ทานข้าวเละๆ กับผัดฟักทองของโปรดไปอย่างพะอืดพะอม ผมจำได้ว่าผมต้องทานข้าวเละๆ แบบนั้นไปอีกเป็อาทิตย์หลังจากโรงเรียนเปิดเทอมกลับมาเรียน...โทษฐานปากโป้ง...
บทเรียนครั้งนั้นสอนให้ผมรู้ว่า "ความจริงเป็สิ่งที่ไม่ตาย แต่คนที่พูดความจริงบางครั้งอาจตายได้"...:(