หิมะที่เคยจับตัวแข็งเกาะกุมหลังคากระเบื้องดินเผาของจวนตระกูลเสิ่นเหลือเพียงคราบชื้นบางๆ ตามชายคาและซอกหินทิ้งไว้เพียงรอยคราบความชื้นที่ซึมซาบลงสู่ผืนดินลมเหนือที่เคยกรีดผิวจนแสบชาแปรเปลี่ยนเป็สายลมเอื่อยที่หอบเอากลิ่นไอดินและหญ้าอ่อนมาด้วย
…
สวนทิศใต้ของจวนตระกูลเสิ่น
ต้นท้อใหญ่ที่เคยยืนต้นแห้งโกร๋นท่ามกลางพายุหิมะบัดนี้ไม่ได้หลับใหลอีกต่อไปบนกิ่งก้านสีน้ำตาลเข้มปรากฏใบอ่อนสีเขียวขจีแตกยอดแทงทะลุเปลือกไม้ขึ้นมาและตามซอกใบเ่าั้ ตุ่มดอกสีชมพูขนาดเล็กจิ๋วกำลังรอคอยเวลาที่จะผลิบาน
เสิ่นเยี่ยนฉือยืนอยู่บนระเบียงไม้ทอดสายตามองความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลชายเสื้อคลุมสีเข้มที่เขาสวมใส่อยู่สั้นร่นขึ้นมาเหนือข้อเท้าเล็กน้อยบ่งบอกถึงสรีระที่เติบโตและยืดขยายขึ้นตามกาลเวลาที่ผันผ่านไปหนึ่งปีทว่าบนปลายแขนเสื้อด้านซ้าย รอยหมึกสีดำที่เคยหยดเปื้อนยังคงฝังตัวจางๆอยู่บนเนื้อผ้า ไม่เคยลบเลือนไป
เขาละสายตาจากกิ่งท้อหมุนตัวเดินไปตามระเบียงทางเดินมุ่งหน้าสู่พื้นที่กว้างขวางที่ถูกปูลาดด้วยทรายหยาบ
ลานฝึกวรยุทธ์ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจวนทอดยาวขนานไปกับแนวต้นท้อแสงแดดในยามสายสาดส่องลงมาตกกระทบพื้นทรายจนเกิดเป็ประกายระยิบระยับเสาไม้แกะสลักขนาดใหญ่หลายต้นตั้งตระหง่านอยู่รอบลานบนเนื้อไม้มีรอยขีดข่วนและรอยบุบสลายจากการฝึกซ้อม
นายท่านเสิ่นยืนเอามือไพล่หลังอยู่ตรงกลางลานทรายวันนี้เขาไม่ได้สวมเครื่องแบบขุนนางเต็มยศ ไม่ได้สวมเสื้อคลุมไหมผ้ามันปลาบแต่สวมเพียงชุดฝึกทอจากผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีเทาเข้ม แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตระหง่านทว่าบรรยากาศรอบกายกลับไม่ได้ผ่อนคลายลง
จ้าวเหยียนโจวและเสิ่นเยี่ยนฉือยืนเผชิญหน้ากับเขาทิ้งระยะห่างกันเพียง่แขนกั้น
เสื้อคลุมของจ้าวเหยียนโจวถูกถอดออกเหลือเพียงชุดฝึกสีขาวสะอาดตาป้ายหยกมันแพะที่เคยห้อยเอวถูกปลดออกไปวางไว้บนโต๊ะหินอ่อนเพื่อความทะมัดทะแมง
"ตั้งท่า"
เสียงของนายท่านเสิ่นดังกังวานและเฉียบขาดมันไม่ใช่เสียงของบิดาที่พูดคุยกับบุตรบนโต๊ะอาหารแต่เป็เสียงของผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา
"ขอรับท่านอาจารย์" จ้าวเหยียนโจวขานรับเสียงใส เขายกดาบไม้ในมือขึ้นขยับปลายเท้าและตั้งท่าเตรียมพร้อมอย่างคล่องแคล่ว
"ขอรับ บิดา"เสิ่นเยี่ยนฉือเอ่ยรับ เสียงเบากว่าจ้าวเหยียนโจวเล็กน้อย เขากระชับด้ามดาบไม้ดึงจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายลงต่ำ
คำเรียกสองคำตกลงบนพื้นทรายเดียวกันแต่กลับทิ้งรอยไว้ลึกไม่เท่ากัน
ความเงียบโรยตัวลงมาครอบคลุมลานทรายไม่มีใครเอ่ยปากอธิบายถึงความแตกต่างนั้น
"กระบวนท่าที่สามกวาดใบไม้ร่วง" นายท่านเสิ่นออกคำสั่ง
เด็กชายทั้งสองคนเคลื่อนไหวพร้อมกัน
จ้าวเหยียนโจวก้าวเท้าไปข้างหน้าลำตัวของเขาพลิ้วไหวราวกับสายน้ำดาบไม้ในมือตวัดวาดเป็เส้นโค้งที่งดงามและไร้ที่ติทุกท่วงท่าเป็ไปตามตำราอย่างเคร่งครัด รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนมุมปากของเขาขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างอิสระ
ในทางตรงกันข้ามการเคลื่อนไหวของเสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้งดงามชวนมอง เขาก้าวเท้าหนักหน่วงฝ่าเท้าจิกเกร็งลงบนพื้นทรายจนเกิดเป็รอยลึก ดาบไม้ที่ตวัดออกไปไม่ได้พลิ้วไหวแต่มันพุ่งทะยานออกไปด้วยความดุดันและเฉียบขาด ร่างกายของเขาไม่ได้กำลังเริงระบำแต่มันกำลังจดจำสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอด
นายท่านเสิ่นก้าวเดินเข้าไปหาเด็กชายทั้งสองคนเขาสังเกตการเคลื่อนไหวเ่าั้ด้วยดวงตาที่หรี่แคบลง
เมื่อเดินไปถึงตัวจ้าวเหยียนโจวนายท่านเสิ่นยื่นมือออกไปปลายฝ่ามือของเขาแตะลงบนข้อศอกของลูกศิษย์อย่างแ่เบาและระมัดระวังที่สุด
"ข้อศอกสูงขึ้นอีกนิดขอรับ"
นายท่านเสิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็ทางการ
"หากต่ำเกินไปจะเป็การเปิดช่องว่างให้คู่ต่อสู้"
จ้าวเหยียนโจวพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายเขายกข้อศอกขึ้นตามคำแนะนำ ดาบไม้ในมือกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่สมบูรณ์แบบ
นายท่านเสิ่นละมือออกก่อนจะก้าวเดินไปหาเสิ่นเยี่ยนฉือที่อยู่ข้างๆ
เมื่อหยุดยืนอยู่ตรงหน้าบุตรบุญธรรมนายท่านเสิ่นไม่ได้แตะเพียงปลายนิ้วทว่าเขาวางฝ่ามือที่หยาบกร้านและหนักอึ้งลงบนหัวไหล่ของเยี่ยนฉือออกแรงกดลงไปจนเด็กชายต้องขบกรามแน่นเพื่อต้านทานน้ำหนักนั้น
"ฐานไม่มั่นคง"
เสียงของนายท่านเสิ่นกดต่ำลง
"ดาบไม้ยังเมตตาเ้าได้แต่ดาบจริงไม่เคยรอให้ผู้ใดตั้งหลักใหม่"
เยี่ยนฉือไม่ได้ตอบคำถามเขาเพียงแค่กดปลายเท้าลงบนพื้นทรายให้ลึกขึ้นเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเพื่อรับน้ำหนักจากฝ่ามือของบิดาดาบไม้ในมือกระชับแน่นจนข้อนิ้วซีดขาวแววตาของเขาจับจ้องอยู่ที่หน้าอกของนายท่านเสิ่น ไม่ได้หลบหลีก
ััที่แตกต่างกันบนหัวไหล่และข้อศอกคือความจริงที่ถูกส่งผ่านโดยไร้เสียง
ที่ขอบลานฝึกใต้ร่มเงาของต้นท้อเถาอิ่งในชุดคลุมผ้าฝ้ายสีอ่อนนั่งอยู่บนเก้าอี้หินดวงตากลมโตของเธอจดจ้องมองเข้าไปในลานทราย
เวลาหนึ่งปีที่ผันผ่านทำให้เด็กหญิงไม่ได้เอาแต่ตั้งคำถามเจื้อยแจ้วเหมือนวันวานเธอเรียนรู้ที่จะนั่งนิ่งๆ และสังเกตสิ่งรอบตัวเถาอิ่งมองเห็นรอยยิ้มที่ผ่อนคลายของจ้าวเหยียนโจวและมองเห็นเหงื่อที่ซึมชื้นอยู่ตามไรผมของเสิ่นเยี่ยนฉือ
เธอมองเห็นฝ่ามือของบิดาที่แตะข้อศอกอย่างประคับประคองและมองเห็นฝ่ามือเดียวกันนั้นที่กดหัวไหล่อีกคนอย่างเข้มงวด
บนโต๊ะหินอ่อนตรงหน้าเธอมีถ้วยชาดินเผาสามใบวางเรียงกันอยู่ กาน้ำชาส่งควันสีขาวจางๆ ลอยขึ้นสู่อากาศ
"พักได้"เสียงนายท่านเสิ่นยุติการฝึกซ้อมชั่วคราว
จ้าวเหยียนโจวลดดาบลงเขายกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อบนหน้าผากก่อนจะหมุนตัวเดินตรงมาที่โต๊ะหินอ่อนใต้ต้นท้อ รอยยิ้มยังคงฉาบอยู่บนใบหน้า
"หิวน้ำนัก"เขากล่าวพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามเถาอิ่ง
เถาอิ่งไม่ได้พูดอะไรเธอเพียงแค่รินน้ำชาอุ่นๆ ลงในถ้วย แล้วเลื่อนมันไปตรงหน้าเขาจ้าวเหยียนโจวรับถ้วยชาไปดื่มอย่างรวดเร็ว
เสิ่นเยี่ยนฉือเดินตามมาสมทบทว่าฝีเท้าของเขาเชื่องช้ากว่า เขาลากดาบไม้มาพิงไว้ที่ลำต้นท้อก่อนจะหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะหินอ่อน แผ่นหลังของเขายังคงเหยียดตรงลมหายใจเข้าออกเป็จังหวะหนักและลึก
เถาอิ่งรินชาลงในถ้วยใบที่สองเธอไม่ได้เลื่อนมันไปบนโต๊ะ แต่หยิบมันขึ้นมาประคองไว้ด้วยสองมือแล้วยื่นส่งให้เขา
เยี่ยนฉือก้มลงมองถ้วยชาในมือเด็กหญิงเขายื่นมือขวาออกมารับ ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วัักันเถาอิ่งสังเกตเห็นรอยถลอกและรอยแดงช้ำบริเวณข้อนิ้วและฝ่ามือของเขามันคือร่องรอยของการบีบด้ามดาบไม้แน่นเกินกว่าที่สรีระจะรับไหว
"ขอบใจ"
เยี่ยนฉือเอ่ยเสียงเบาเขาหลุบตาลง มองน้ำชาสีอำพันในถ้วย ก่อนจะค่อยๆ จิบมันอย่างเชื่องช้า
จ้าวเหยียนโจวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลดถ้วยชาของตนลงสายตาของเขาหยุดลงที่มือซึ่งเต็มไปด้วยรอยช้ำของเยี่ยนฉือเขาก้มลงมองฝ่ามือของตนเองที่ยังคงขาวสะอาด ปราศจากร่องรอยาแ
รอยยิ้มบนใบหน้าขององค์รัชทายาทค่อยๆจางหายไป เขามองเยี่ยนฉือ สลับกับมองหน้าเถาอิ่งที่กำลังรินชาถ้วยที่สาม
"ดาบของเ้า..."
จ้าวเหยียนโจวเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบน้ำเสียงของเขาไม่ได้มีความร่าเริงเหมือนเมื่อครู่
"มันดูหนักกว่าของข้า"
เยี่ยนฉือชะงักถ้วยชาที่ริมฝีปากเขาเงยหน้าขึ้นสบตากับจ้าวเหยียนโจวความเงียบงันโรยตัวลงมาขวางกั้นระหว่างเด็กชายทั้งสองคนดาบไม้ที่พิงอยู่กับต้นท้อมีขนาดและน้ำหนักเท่ากันทุกประการ
"มันเท่ากัน"เยี่ยนฉือตอบสั้นๆ ก่อนจะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ
ทว่าก่อนที่จ้าวเหยียนโจวจะทันได้เอ่ยสิ่งใดต่อเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้นจากทางระเบียงด้านหน้า
พ่อบ้านชราวิ่งเหยาะๆเข้ามาใกล้ขอบลานฝึก ใบหน้าของเขามีร่องรอยของความตื่นตระหนกเขายืนหยุดอยู่ห่างออกไป ไม่กล้าก้าวล่วงล้ำเข้ามาในลานทรายในมือของเขาประคองกระบอกไม้ไผ่ที่ถูกปิดผนึกด้วยครั่งสีแดงสด
นายท่านเสิ่นที่กำลังยืนหลับตาพักอยู่กลางลานลืมตาขึ้นทันที เขาก้าวเดินยาวๆ เข้าไปหาพ่อบ้าน รับกระบอกไม้ไผ่มาถือไว้
บรรยากาศในสวนทิศใต้เปลี่ยนแปลงไปในพริบตาแสงแดดที่เคยสาดส่องดูเหมือนจะสูญเสียความอบอุ่นไปจนหมดสิ้นลมใบไม้ผลิที่พัดผ่านต้นท้อส่งเสียงใบไม้อ่อนเสียดสีกัน
สวบสาบ... สวบสาบ...
นายท่านเสิ่นใช้นิ้วหัวแม่มือสะกิดครั่งสีแดงที่ประทับตราสัญลักษณ์บางอย่างจนแตกออกเขาดึงม้วนผ้าไหมเส้นเล็กที่อยู่ด้านในออกมาคลี่อ่าน
ข้อความบนผ้าไหมทำให้กรามของนายท่านเสิ่นขบเข้าหากันแน่นจนเป็สันนูนดวงตาที่เคยวางเฉยของเขาแปรเปลี่ยนเป็ความเคร่งเครียดมือที่ถือม้วนผ้าไหมนั้นลดต่ำลงแนบลำตัว
เขาหันกลับมามองเด็กทั้งสามคนที่นั่งอยู่ใต้ต้นท้อ
สายตาของนายท่านเสิ่นหยุดลงที่จ้าวเหยียนโจวเป็ลำดับแรกก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่เสิ่นเยี่ยนฉือ เนิ่นนานกว่าปกติ
ไม่มีคำอธิบายไม่มีคำสั่งให้เตรียมตัวรับมือสิ่งใด
"การฝึกวันนี้พอแค่นี้"นายท่านเสิ่นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้ราบเรียบที่สุดทว่าความฝืดเฝื่อนยังคงเล็ดลอดออกมา
"แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถิด"
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในตัวอาคารหลักทันทีฝีเท้าของเขาเร่งรีบและทิ้งน้ำหนักลงส้นเท้า
เด็กทั้งสามคนถูกทิ้งไว้ที่โต๊ะหินอ่อนใต้ต้นท้อ
จ้าวเหยียนโจวมองตามแผ่นหลังของนายท่านเสิ่นที่ลับหายไปเขาััได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น แม้จะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุแต่การเติบโตมาในสถานที่ที่คำพูดมีน้ำหนักน้อยกว่าความเงียบบ่งบอกเขาว่ามีบางสิ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้
เขาลุกขึ้นยืนหยิบเสื้อคลุมสีขาวของตนเองมาสาดทับบนไหล่ ก่อนจะมองหน้าเถาอิ่งและเยี่ยนฉือ
"ข้าคงต้องกลับแล้ว"จ้าวเหยียนโจวกล่าว น้ำเสียงของเขาเจือความลังเลเล็กน้อย
เถาอิ่งพยักหน้ารับเงียบๆเธอไม่ได้เอ่ยรั้ง
เมื่อจ้าวเหยียนโจวเดินจากไปลานฝึกวรยุทธ์ก็กลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
เสิ่นเยี่ยนฉือไม่ได้ขยับตัวเขายังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตาของเขาไม่ได้มองตามแผ่นหลังของจ้าวเหยียนโจวทว่าเขากำลังจดจ้องไปยังระเบียงทางเดินที่นายท่านเสิ่นเพิ่งก้าวหายไป
เขาไม่รู้ว่าข้อความในม้วนผ้าไหมเขียนว่าอย่างไร
เถาอิ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้หินเธอมองดูเด็กชายในชุดสีเข้มที่ยืนนิ่งเป็รูปสลัก
ลมพัดกรรโชกมาอีกระลอกกิ่งก้านของต้นท้อเบื้องบนสั่นไหวใบสีเขียวอ่อนที่เพิ่งผลิออกมากระทบกันส่งเสียงแ่เบาเงาของใบไม้เ่าั้ทอดตัวลงมาทาบทับบนพื้นทรายเกิดเป็ลวดลายสลับซับซ้อนที่วูบไหวไปมา
ดาบไม้สองเล่มถูกวางพิงไว้ที่โคนต้นไม้เล่มหนึ่งสะอาดเกลี้ยงเกลา ไร้รอยตำหนิส่วนอีกเล่มหนึ่งเปรอะเปื้อนคราบเหงื่อและมีรอยถลอกลึก
ทั้งสองเล่มยืนพิงอยู่บนพื้นทรายเดียวกันใต้ร่มเงาของต้นท้อต้นเดียวกัน
ทว่าเงาที่ทอดตัวลงมาทับทาบดาบทั้งสองเล่มนั้นกลับมีความเข้มและอ่อนจางไม่เท่ากัน