ตอนที่ 6
เริ่มต้นการค้าขาย (6)
เมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้านของท่านยายในตอนบ่ายทางด้านของจูเฟยที่นั่งพักอยู่โต๊ะเล็กๆด้านหน้าของบ้านก็หยิบบางอย่างออกมาจากภายในอาภรณ์ของตัวเองมันคือหมั่นโถวลูกเล็กๆที่มารดาวางเอาไว้ให้ก่อนจะไปทำงาน
โดยก่อนที่มารดาจะไปทำงานในยามเช้า นางมักจะวางของกินที่เอาไว้ให้จูเฟยกินในตอนบ่ายทิ้งไว้ตลอด เป็หมั่นโถวบ้างเป็ซาลาเปาบ้างหลากหลายแตกต่างกันไปตามวัน
แต่ในขณะที่กำลังนั่งพร้อมจะกินหมั่นโถวอยู่หน้าบ้านจมูกของเด็กน้อยก็ได้กลิ่นบางอย่างลอยฟุ้งออกมาจากด้านในของบ้าน มันเป็กลิ่นหอมกรุ่นที่ชวนให้ท้องน้อยๆนั้นร้องคำราม
ไม่นานนักของที่เป็ต้นตอของกลิ่นอันหอมกรุ่นที่ลอยมาเตะจมูกเชื้อเชิญให้ท้องน้อยๆของจูเฟยร้องคำรามนั้นก็ถูกนำมาวางไว้ตรงหน้าของนาง
“ นี่มัน!!! ” เด็กน้อยหูตาเปล่งประกายขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่ถูกนำมาวางอยู่ตรงหน้า มันคือเนื้อสัตว์ที่ถูกนำไปผัดและปรุงรสมาอย่างดีทำให้มีกลิ่นหอมส่งออกมาเตะจมูกของนางอยู่ในตอนนี้
จูเฟยั้แ่มาอยู่ในร่างนี้ตัวของนางก็แทบจะไม่ได้กินเนื้อสัตว์เลยนี่เป็ครั้งแรกที่นางมองเห็นเนื้อสัตว์ก้อนโตที่วางอยู่ตรงหน้า
ถึงแม้ว่าจะบอกว่าเป็เนื้อสัตว์ก้อนโตแต่ถ้าเมื่อลองเทียบประมาณเนื้อสัตว์ทั้งหมดภายในจานแล้วมันก็มีขนาดที่ใหญ่เพียงแค่กำปั้นเล็กๆของนางเท่านั้น แต่สภาพเช่นนี้ก็จะหาเนื้อสัตว์เพียงแค่นี้มากินก็ดีมากแล้ว
“ กินสิยัยหนูจูเดี๋ยวจะไม่แรงเอา ” เสียงอบอุ่นของท่านยายที่เป็ผู้นำอาหารมาวางด้านหน้าของเด็กน้อยด้วยดังขึ้นมา
จูเฟยปรายสายตาของตัวเองไปมองข้างยายผู้นั้นด้วยสายตาเปล่งประกายก่อนที่จะเปิดปากถามออกไป “ ได้งั้นหรือเ้าคะ!!! ”
ท่านยายผู้นั้นได้ยิ้มรับแล้วก็พยักหน้าขึ้นลง
เมื่อได้คำตอบกลับมาจากอีกฝ่ายจูเฟยไม่รอสักนิดนางรีบหยิบตะเกียบที่ถูกนำมาวางเอาไว้ด้วยกันขึ้นมาแล้วเริ่มกินอาหารตรงหน้าทันที
เพียงไม่นานนักอาหารภายในจานก็ถูกกินหมดอย่างรวดเร็ว มันเป็อาหารเพียงจานเล็กๆสำหรับนางในยุคก่อนแต่ว่าตอนนี้ตัวของนางมาอยู่ในร่างของเด็กน้อย ทำให้กระเพาะของนางเองก็เลยเล็กตามไปด้วยเพียงกินอาหารจานเพียงแค่นี้มันก็รู้สึกแน่นท้องแล้ว
หลังจากที่ได้กินอาหารที่ท่านยายแผงผักนำมาเลี้ยงพอถึง่บ่ายทางด้านของจูเฟยเองก็เริ่มลงมือทำแปลงผักโดยมีท่านยายคอยบอกอยู่ข้างๆ
กระนั้นการปลูกและขยายแปลงผักมันก็ช่างเป็เื่ที่ถือว่ายากเย็นท่านยายเป็หญิงชราที่ไม่ค่อยจะมีแรงหยิบยกเครื่องมือเกษตรสักเท่าไหร่ ส่วนนางก็อยู่ในร่างของเด็กน้อยก็ไม่มีแรงเช่นเดียวกัน
ต้องใช้เวลาถึง 2 ชั่วยามกว่าที่จะเคลียร์พื้นที่และพรวนดินเสร็จเรียบร้อยแต่ว่ามันก็เป็เพียงแค่แปลงผักแปลงเล็กๆแถมยังไม่ได้หว่านเมล็ดเลยด้วยซ้ำ
หลังจากทำแปลงผักเสร็จเด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูได้มานั่งหอบลิ้นห้อยอยู่ที่บริเวณโต๊ะหน้าบ้าน
จูเฟยคิดอย่างเดียวนั่นคือร่างกายนี้ของนางมันช่างอ่อนแอยิ่งนักถ้าเป็ตัวของนางภายในชีวิตก่อนคงจะสามารถทำแปลงผักพวกนี้เสร็จได้อย่างรวดเร็วแท้ๆ
ท่านยายผู้นั้นก็ได้รีบเดินเข้าไปภายในบ้านหลังเล็กๆของตนเองแล้วหยิบน้ำมาให้กับแม่หนูน้อยที่ลงแรงไปเป็อย่างมาก
จูเฟยใช้สองมือของนางรับน้ำที่ถูกส่งมาก่อนที่จะรีบกระดกน้ำที่ท่านยายส่งให้กินอย่างรวดเร็ว
“ อ่า~ ชื่นใจ. ” หลังจากที่อุทานออกมาเช่นนั้นเสร็จแล้วนางก็กลับมานั่งหอบลิ้นห้อยเช่นเดิม
คิดแล้วมันเหนื่อยยิ่งนักท่านยายก็เป็หญิงชราที่ไม่ค่อยจะมีแรงหยิบยกหรือจับพวกจอบเสียมสักเท่าไหร่ ถ้าตอนนี้มีผู้ที่มีเรี่ยวแรงมาช่วยเหลือในเื่นี้คงจะดีเป็อย่างมาก
เมื่อคิดถึงผู้ที่จะนำเข้ามาช่วยเด็กน้อยก็นึกถึงหน้าของมารดาขึ้นมาทันที
ท่ามกลางที่ดินกว้างขวางหน้าบ้านหลังเล็กๆของท่านยายที่เป็เ้าของแผงผักบนโต๊ะนั่งหน้าบ้านหนึ่งหญิงชราหนึ่งเด็กน้อยกำลังนั่งมองที่ดินกว้างขวางตรงหน้าอยู่
ยามนี้เวลานั้นล่วงเลยผ่านพ้นมาจากตอนยามเที่ยงวันมากแล้วทำให้ดวงอาทิตย์นั้นเริ่มคล้อยต่ำลงจนเรียกได้ว่าใกล้เข้าสู่ยามเย็น อากาศใน่นี้มันเลยเย็นสบายเหมาะกับการนั่งพักผ่อนหลังจากที่ทำสวนเสร็จ
สายลมเย็นๆพัดผ่านจูเฟยกำลังนั่งคิดเื่บางอย่างอยู่อย่างขะมักเขม้นจนท่านยายที่นั่งอยู่ข้างกายก็ลอบสังเกตเห็นพิรุธ
“ มีอันใดงั้นหรือยัยหนูจู ” ท่านยายเอ่ยถามขึ้นมาหลังจากสังเกตเห็นพิรุธบางอย่าง
เด็กน้อยที่กำลังนั่งครุ่นคิดอย่างขะมักเขม้นนั้นดึงสติของตนเองหลุดออกมาจากภวังค์แห่งความคิดก่อนจะไปตาไปมองท่านยายข้างกาย
“ นี่ท่านยายเ้าคะ~ คือว่าข้าอยากจะให้ท่านแม่ข้ามาช่วยงานในการขยับขยายแปลงผักด้วยได้หรือไม่เ้าคะ ” จูเฟยเริ่มเรียกท่านยายด้วยน้ำเสียงออดอ้อนก่อนที่จะอธิบายจุดประสงค์ของนาง
“ ท่านแม่ของเ้างั้นรึ??? ” ท่านยายแผงผักผู้นี้ลืมถามไปเสียสนิทเลยว่าที่มาของยายหนูน้อยจูผู้นี้ที่ฉลาดเฉลียวแถมยังเก่งกาจมาจากที่ใดกัน
จูเฟยเองก็ลงทุนเล่าเื่ของมารดาและตัวของนางลาดยาวให้ท่านยายเ้าของแผงผักผู้นี้ได้ฟัง
เมื่อได้ฟังเื่ทั้งหมดท่านยายผู้นี้ก็รู้สึกเห็นใจยัยหนูจูผู้นี้ยิ่งนักนางมีชีวิตที่อดสูโดนผู้คนมากมายรังแกนางและมารดาแถมยังเหยียดหยามถูกขับไล่มาอยู่ที่เมืองอู่หนานแห่งนี้อีก
ท่านยายผู้นั้นได้พยักหน้าขึ้นลงพร้อมกับทำความเข้าใจเื่ทุกอย่างได้ “ เข้าใจแล้ว.. ”
จูเฟยที่นั่งรอฟังคำตอบก็จับจ้องท่านยายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ถ้าตัวของท่านยายตกลงนางและท่านยายก็จะเบามือไปมากเพราะว่าได้แรงของท่านแม่ของนางที่ยังอยู่ในวัยที่มีเรี่ยวแรงเพียบพร้อมมาช่วยเหลือ
เด็กน้อยคิดว่าถึงอย่างไรให้ท่านแม่ของนางมาทำงานกับท่านยายร้านขายผักผู้นี้ยังดีกว่าไปเป็กรรมกรอยู่ที่ด้านหลังเมืองแล้วแลกเศษเงินเพียงเล็กน้อย
อยู่ๆในขณะที่เด็กน้อยกำลังเฝ้ามองท่านยายเพื่อรอคำตอบอยู่นั้นหญิงชราก็ได้ลุกขึ้นจากโต๊ะที่นั่งอยู่แล้วหันมาบอกกับจูเฟย “ ไปกันเถอะยัยหนูจู ”
“ เอ๊ะ!!! ” จูเฟยได้แต่กระพริบตามองปริบๆด้วยความฉงน
“ ไปไหนหรือเ้าคะ??? ”
“ ก็ไปหาท่านแม่ของเ้าอย่างไร ” ท่านยายผู้นั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มอันเป็มิตร
เมื่อได้ยินคำตอบเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ก็ถึงกับฉีกยิ้มแป้นออกมาด้วยความน่ารักน่าเอ็นดู
“ ไปเ้าค่ะ!!! ไปเ้าค่ะ!!! ” จูเฟยกระตือรือร้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนางรีบพาร่างเล็กๆของนางะโลงจากโต๊ะที่นั่งอยู่แล้วพาท่านยายเ้าของแผงผักเดินตรงไปที่บ้านของนางที่ตั้งอยู่ภายในสลัมเล็กๆนอกเมืองทันที
หลังจากนั้นหนึ่งหญิงชราหนึ่งเด็กน้อยได้พากันเดินออกไปจากที่ดินของท่านยายผู้นี้เพื่อมุ่งตรงไปที่สนามเล็กๆนอกเมืองที่เป็ที่อยู่อาศัยของจูเฟย
ระหว่างทางท่านยายก็บอกว่านางนั้นจะพูดคุยกับมารดาของจูเฟยให้ ถึงอย่างไรนางก็เป็ผู้ใหญ่ที่มีอายุมากแล้วการที่ผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่พูดคุยกันมันน่าจะย่อมดีกว่าการที่ให้เด็กน้อยเช่นจูเฟยพูดคุยด้วยตนเอง
เมื่อเดินทางไปถึงบ้านเล็กๆที่ทรุดโทรมของเด็กน้อยที่ตั้งอยู่ภายในสลัมนอกเมือง มันก็ยังไม่เย็นมากนักและมารดาของนางยังไม่กลับมา ทางด้านของจูเฟยก็พาให้ท่านยายเดินเข้าไปแล้วไปนั่งพักด้านในก่อนเพื่อรอผู้เป็มารดาที่กำลังจะกลับมาจากการทำงานที่ด้านท้ายเมือง
นั่งรอไปสักพักเสียงประตูไม้เก่าๆที่มีรูอยู่มากมายก็ได้ถูกเปิดเข้ามา แอ๊ด!!!!
ร่างของมารดาที่จูเฟยเฝ้ารอเดินผ่านเข้ามาด้านใน
“ ท่านแม่เ้าคะ!!!! ” จูเฟยร้องเรียกด้วยเสียงเล็กแหลมของนาง พร้อมกับพาร่างกายเล็กๆวิ่งเข้าไปหามารดาอย่างรวดเร็ว
มารดาที่เพิ่งจะเดินผ่านเข้ามาภายในเรือนหลังเก่าๆแห่งนี้ก็ได้แสดงรอยยิ้มอันอบอุ่นตอบรับกลับไปหาบุตรสาวของนางที่กำลังวิ่งตรงเข้ามา
ิ่อวี้เฟยอยากจะใช้สองมือของนางโอบกอดลูกน้อยเหลือเกินเพียงแต่ว่าสองมือมันเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นมากมายเลยไม่สามารถกระทำตามสิ่งที่ตนเองคิดได้
แต่ดวงตาของอวี้เฟยที่เพิ่งก้าวเข้ามาภายในเรือนไม้หลังเล็กๆของตนเองก็ได้ปรายตาไปมองเห็นผู้ที่เดินตามหลังบุตรสาวของนางมา
หญิงชราที่มีไว้น่าจะไม่ต่ำกว่าเลข 6 ผมทั่วทั้งหัวขาวโพลนกำลังย่างกายเดินตรงมา ในสายตาของิ่อวี้เฟยมองเห็นหญิงชราผู้นั้นมีใบหน้าและบรรยากาศรอบกายนั้นให้รู้สึกถึงความอบอุ่น
กระนั้นนางก็ไม่เคยพบเจอกับหญิงชราผู้นี้มาก่อนเลยได้แต่กระพริบตามองปริบๆด้วยความสงสัย คำถามเดียวที่ติดอยู่ภายในใจของนางในตอนนี้คือหญิงชราผู้นี้เป็ผู้ใดกันถึงย่างกายเข้ามาภายในบ้านของนางได้และยังอยู่กับบุตรสาวของนางก่อนหน้านี้อีก
“ ท่านแม่เ้าคะ~ นี่ท่านยายที่ข้าพบเจอที่แผงผักภายในเมืองเ้าค่ะ แล้วท่านยายก็มีเื่อยากจะคุยกับท่าน ” เด็กน้อยที่ยืนอยู่ด้านหน้ากล่าวขึ้นมาทันที
ิ่อวี้เฟยที่ใบหน้ากำลังเต็มไปด้วยความฉงนก็ก้มมองต่ำลงที่ลูกน้อยของนางที่ส่งเสียงขึ้นมา
หลังจากนั้นท่านยายเ้าของแผงผักก็ได้เริ่มพูดคุยกับมารดาของจูเฟย เกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นภายในเมืองและเื่ที่ตนเองนั้น้าคนเพิ่มมาช่วยขยับขยายแปลงผักเพื่อนำไปขายภายในเมืองด้วย
แน่นอนว่าอวี้เฟยย่อมรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมากในเื่ที่หญิงชราผู้นี้เล่าให้นางฟัง อีกฝ่ายนั้นยกยอบุตรสาววัย 6 ปีของนางราวกับว่าบุตรสาวของนางเป็ผู้มากความสามารถที่เก่งกาจอย่างไรอย่างนั้น
“ เดี๋ยวก่อนนะเ้าคะท่านยาย.. ”
“ เื่ทั้งหมดที่ท่านเล่าเป็ความจริงงั้นหรือเ้าคะ ” อวี้เฟยหยุดบทสนทนาทั้งหมดเอ่ยถามกับเื่ที่เกิดขึ้น
ทางด้านของหญิงชราเ้าของแผงผักตรงหน้าที่นั่งอยู่ก็ได้พยักหน้าขึ้นลง
ิ่อวี้เฟยมองใบหน้าของหญิงชราผู้นี้แล้วก็ดูไม่มีความโกหกซ่อนอยู่เลยสักนิด นางเลยได้หันไปมองบุตรสาวตัวน้อยที่กำลังนั่งฟังบทสนทนาอยู่ด้วยสายตาที่เปล่งประกาย
“ ไปทำงานกับท่านยายเถอะนะเ้าคะ~ ” จูเฟยที่นั่งอยู่กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนเมื่อสายตาของมารดาปลายมองมาที่ตนเองอย่างฉงน
ิ่อวี้เฟยถึงกับหยุดแล้วเข้าสู่ท่าทางครุ่นคิดอย่างขะมักเขม้นเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้น ดวงตาของนางมองท่านยายผู้นั้นและก็จูเฟยสลับไปมาพลางกำลังตัดสินใจอยู่อย่างขะมักเขม้น
จบตอน