ปัง !
ภายใต้การโจมตีจากพลังของหมัดเฮอร์คิวลิสและนวมมดแกร่ง เบ้าตาของแม่ทัพโครงกระดูกก็แตกร้าว กำปั้นที่สวมด้วยนวมของโจวเหวินทะลวงเข้าเบ้าตาของมันเต็มแรง เปลวเพลิงสีเืที่อยู่ข้างในแตกกระจายออกมาราวกับเืสาดกระเซ็น
แม่ทัพโครงกระดูกที่แต่เดิมกำลังชักหอกกลับก็หยุดลงทันที หลังจากนั้นหอกกระดูกก็ตกลงพื้น กระดูกทั่วร่างกายของมันกระจัดกระจายลงสู่พื้น แม้แต่ม้ากระดูกก็เช่นเดียวกัน มันกลายเป็เศษซากกระดูกกองเต็มพื้น
ภายในกะโหลกที่โจวเหวินทำลายลงก็มีแสงสีแดงส่องประกายอ่อน ๆ
เมื่อโจวเหวินพลิกกลับมาดู ก็เห็นว่าข้างในมีไข่สัตว์คู่หูสีแดงอยู่หนึ่งฟอง มันมีขนาดเท่าไข่ห่าน พื้นผิวโปร่งแสงดุจหยก ภายในราวกับมีเปลวเพลิงสีเืกำลังลุกโชน
“ไข่สัตว์คู่หูเหรอ ดวงดีใช้ได้เลย แต่น่าเสียดายนายแค่ระดับธรรมดา มีลมปราณไม่เพียงพอสำหรับฟักไข่สัตว์คู่หูระดับตำนาน อีกทั้งฉันเห็นว่าแม่ทัพโครงกระดูกตัวนี้เหมือนจะมีความแปลกประหลาดนิดหน่อย ทางที่ดีอย่าซี้ซั้วฟักมันเลย” ร่างกายของหลี่เสวียนเต็มไปด้วยาแ แต่ไม่ว่าาแเ่าั้จะเล็กหรือใหญ่ ก็ต่างปิดสนิทแน่นโดยที่ไม่มีเืไหลซึมออกมา เห็นชัดว่าเป็ผลจากวิชาเทพไร้เทียมทาน
“นายไม่เอาเหรอ” โจวเหวินถามหลี่เสวียน
หลี่เสวียนส่ายหน้า “ถ้าครั้งนี้ไม่ใช่เพราะมีนายอยู่ด้วย ฉันกับเหมียนถูคงตายไปแล้ว จะเอาไข่สัตว์คู่หูไปทำไม อีกอย่าง ฉันไม่สนใจไข่สัตว์คู่หูระดับตำนานหรอก นายเก็บไว้เองเถอะ”
โจวเหวินพยักหน้าโดยที่ไม่มีท่าทีเกรงใจ เขาเก็บไข่สัตว์คู่หูของแม่ทัพโครงกระดูกใส่ไว้ในกระเป๋าทันที จากนั้นมองเจียงเฮ่าที่ตายในสภาพศีรษะแตกกระจายแล้วพูดว่า “เจียงเฮ่าตายไปก็ไม่ใช่เื่น่าเสียดาย แต่การตายของเขาส่งผลกระทบอย่างมากต่อคะแนนของพวกเราแน่นอน เกรงว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ยากมากแล้ว”
หลี่เสวียนได้ยินคำพูดของโจวเหวินแล้วกลับยิ้มขึ้นมา “นายวางใจเถอะ หลังจากกลับออกไป นายอยากเข้ามหาวิทยาลัยไหนก็ไปสมัครเถอะ ฉันรับรองว่านายต้องถูกเลือกแน่นอน”
สวีเหมียนถูาเ็สาหัสมาก ส่วนาแบนตัวหลี่เสวียนแม้จะไม่ย่ำแย่ลง แต่ก็าเ็ไม่เบา จึงต้องกลับไปรักษาเช่นเดียวกัน ทั้งสามคนจึงไม่ได้ลุยสังหารทหารโครงกระดูกต่อ พวกเขารวบรวมเม็ดกระดูกทั้งหมดกลับไปยังทางเข้า แล้วออกจากเมืองโบราณกุยเต๋อทันที
หลังจากผู้คุมสอบตรวจสอบจำนวนเม็ดกระดูกกับผลึกแล้ว ก็ส่งตัวหลี่เสวียนกับสวีเหมียนถูไปรักษา ส่วนโจวเหวินนั่งรถสาธารณะกลับบ้านคนเดียว
ระหว่างทางเขาใช้โทรศัพท์เข้าไปยังดันเจี้ยนนครจักรพรรดิโบราณ เพื่อพิสูจน์อีกครั้งว่าแม่ทัพโครงกระดูกในเกมอ่อนแอกว่าในโลกความจริงใช่หรือไม่
“ฉันไม่ได้คิดไปเองจริงด้วย แม่ทัพโครงกระดูกในเกมอ่อนแอกว่ามากจริง ๆ ไม่แปลกใจที่ก่อนหน้านี้ฉันสงสัยว่ามันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตต่างมิติระดับตำนาน” โจวเหวินเจอกับแม่ทัพโครงกระดูกในเกมอีกครั้ง และพบว่ามันอ่อนแอกว่าแม่ทัพโครงกระดูกในโลกความจริงอยู่มาก
แต่ถึงกระนั้น เมื่อไม่มีความช่วยเหลือจากหลี่เสวียน และโจวเหวินต้องต่อสู้ด้วยคนเดียว ก็ทำได้แค่รับมือแม่ทัพโครงกระดูกในเกม แต่การจะฆ่ามันกลับเป็เื่ที่ยากมาก
ตัวละครสีเืที่ควบคุมโดยโจวเหวิน ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้และโจมตีเข้าเบ้าตาของแม่ทัพโครงกระดูกเลย
แต่โจวเหวินหาได้ใส่ใจ เขายังคงควบคุมตัวละครสีเืรับมือแม่ทัพโครงกระดูกอย่างสุดกำลัง
สำหรับโจวเหวินแล้ว ในเมื่อเขาได้รู้ถึงจุดอ่อนของแม่ทัพโครงกระดูก การจะสังหารมันด้วยกำลังตัวคนเดียวก็เป็เื่ในไม่ช้าก็เร็ว โจวเหวินแค่ต้องทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ให้ดีที่สุดก็พอ
เมื่อกลับถึงบ้าน โจวเหวินยังคงใช้ชีวิตเฉกเช่นที่ผ่านมา แต่ละวันนอกจากเวลานอนแล้ว เขาก็เล่นเกมลุยดันเจี้ยนตลอด ไม่ว่าจะเป็เวลากินข้าวหรือเข้าห้องน้ำ
ภายใต้ความพยายามอย่างไม่หยุดหย่อนของโจวเหวิน ในที่สุดเขาก็่ชิงจังหวะได้อย่างสมบูรณ์ และสังหารแม่ทัพโครงกระดูกได้หนึ่งครั้ง
ถึงแม้แม่ทัพโครงกระดูกในเกมไม่ได้เกิดไข่สัตว์คู่หู แต่ก็มอบความประหลาดใจบางอย่างให้กับโจวเหวิน มันเกิดผลึกความเร็วสิบสามแต้มขึ้นชิ้นหนึ่ง
เมื่อโจวเหวินดูดซับผลึกความเร็วสิบสามแต้ม ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าสู่ร่างกาย ราวกับถูกไฟช็อต ทำให้เขารู้สึกล่องลอยอย่างประหลาด
ผ่านไปครู่หนึ่ง ความรู้สึกนี้ถึงค่อย ๆ จางหาย เมื่อโจวเหวินดูข้อมูลในเกมอีกครั้งก็ใเล็กน้อย
สิ่งที่เขาดูดซับคือผลึกความเร็วระดับสิบสาม ตามหลักแล้วค่าความเร็วของเขาควรเพิ่มขึ้นถึงสิบสามแต้ม แต่ตอนนี้ค่าความเร็วของเขากลับเพิ่มถึงแค่เก้าแต้ม ซึ่งน้อยกว่าที่จินตนาการไว้
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักพัก โจวเหวินก็เริ่มเข้าใจถึงสาเหตุที่เป็แบบนี้
“ครูเคยสอนไว้ว่า ถ้าคนระดับธรรมดาดูดซับผลึกระดับตำนาน ถึงแม้จะได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ก็ไม่สามารถยกระดับของตัวเองไปถึงระดับตำนาน ต้องรอให้พลังลมปราณยกระดับขึ้นอีกขั้นก่อน จากนั้นใช้ผลึกระดับตำนาน ถึงสามารถยกระดับร่างกายของตัวเองต่อ ดูเหมือนว่าจะเป็เหตุผลนี้” เมื่อโจวเหวินคิดได้ดังนี้ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้ ‘ฌานวิบาก’ เพื่อบรรลุสู่ระดับตำนาน แต่หลังจากได้เห็นถึงความร้ายกาจของวิชาเทพไร้เทียมทาน เขาก็รู้ว่าการใช้ฌานวิบากบรรลุสู่ระดับตำนานนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ดี
“แต่ถ้าไม่ใช้ ‘ฌานวิบาก’ บรรลุสู่ระดับตำนาน แล้วฉันจะหาพลังลมปราณระดับมหากาพย์ได้จากที่ไหน” โจวเหวินยังหาทางออกที่ดีไม่ได้
ไม่กี่วันต่อมาก็ประกาศผลคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งโจวเหวินทำคะแนนทุกวิชาได้ในอันดับต้น ๆ ส่วนคะแนนการสอบภาคปฏิบัติก็อยู่อันดับสอง เป็รองแค่หลี่เสวียนคนเดียว ทั้งยังเหนือกว่าสวีเหมียนถู ดูท่าจะเป็ไปตามที่หลี่เสวียนบอก การตายของเจียงเฮ่าไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนการสอบภาคปฏิบัติของพวกเขา
ขณะที่กำลังคิดเื่นี้ จู่ ๆ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น เมื่อโจวเหวินหยิบโทรศัพท์ออกมาดู ก็พบว่าเป็หมายเลขที่ไม่รู้จัก
หลังจากรับสาย เสียงของหลี่เสวียนก็ดังขึ้นจากโทรศัพท์ “โจวเหวิน ดูผลคะแนนสอบหรือยัง เดิมทีฉันควรยกอันดับหนึ่งให้นาย แต่ฉันจำเป็ต้องใช้มันเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง ฉันเลยต้องหน้าด้านรับเอาไว้ เดี๋ยวฉันจะชดเชยให้นายอย่างดี”
“เดิมทีตกลงกันไว้ที่อันดับสี่ นี่ได้อันดับสองก็ถือว่าดีมากแล้ว ความจริงฉันไม่สนใจว่าจะได้อันดับเท่าไรหรอก ตราบใดที่ไม่ส่งพบต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็พอแล้ว” โจวเหวินกล่าว
“เื่นี้ค่อยว่ากันทีหลัง ยังไงเสียฉันก็ติดค้างนายอยู่ วันหน้าฉันจะชดใช้แน่นอน” หลี่เสวียนเงียบลงครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “ฉันตั้งใจจะเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยซีหยาง นายสนใจมาเรียนที่นี่ด้วยกันไหม มีเพื่อนร่วมทางก็จะช่วยเหลือกันได้ดีขึ้น”
“มหาวิทยาลัยซีหยางเหรอ” โจวเหวินครุ่นคิด
มหาวิทยาลัยซีหยางเป็หนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหพันธ์โลกในเขตตะวันออก อย่างต่ำติดสิบอันดับแรกของภูมิภาค อีกทั้งในมหาวิทยาลัยซีหยางยังมีมิติต่างโลก ทำให้นักศึกษาสามารถเข้าฝึกฝนภาคปฏิบัติระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งดีกว่ามหาวิทยาลัยทั่วไปอย่างมาก
การเข้ามหาวิทยาลัยซีหยางเป็ตัวเลือกที่ไม่เลว แต่สิ่งเดียวที่ทำให้โจวเหวินลังเลคือ มหาวิทยาลัยซีหยางตั้งอยู่ในเมืองลั่วหยาง ซึ่งตระกูลอันก็อยู่ที่ลั่วหยาง
โจวเหวินไม่อยากอยู่ใกล้ตระกูลอันเกินไป จึงได้ลังเลว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยซีหยางดีหรือไม่
หลี่เสวียนพยายามเกลี้ยกล่อมให้โจวเหวินเข้ามหาวิทยาลัยซีหยางอย่างเต็มที่ แต่โจวเหวินตอบแค่ว่าขอคิดดูก่อน โดยที่ยังไม่ได้ตอบรับทันที
หลังจากวางสาย โจวเหวินก็นึกถึงเื่หนึ่ง ก่อนหน้านี้อันจิ้งได้มอบแฟลชไดรฟ์อันหนึ่งให้เขา บอกว่าโจวหลิงเฟิงเป็คนส่งมาให้ หลายวันมานี้โจวเหวินยุ่งแต่กับการพิชิตแม่ทัพโครงกระดูก จนลืมเื่แฟลชไดรฟ์ไปสนิท และไม่ได้ดูว่าข้างในมีอะไรอยู่กันแน่
เขาหยิบแฟลชไดรฟ์ออกมาแล้วเสียบเข้ากับคอมพิวเตอร์ เมื่อเปิดดูก็พบว่าข้างในมีแค่โฟลเดอร์เดียว และตั้งชื่อโฟลเดอร์ว่า ‘วิชาพิฆาตตะวัน’